- หน้าแรก
- เกมจุติ สกิลของฉันไม่มีคูลดาวน์
- บทที่ 120 (ฟรี)โอกาสชนะสี่ในสิบส่วน
บทที่ 120 (ฟรี)โอกาสชนะสี่ในสิบส่วน
บทที่ 120 (ฟรี)โอกาสชนะสี่ในสิบส่วน
บทที่ 120 โอกาสชนะสี่ในสิบส่วน
จะทำยังไงให้ผู้ใช้พลังเติบโตได้อย่างรวดเร็ว? คำตอบคือ ปล่อยให้โดนหลอกบ่อยๆ สิ
——เซียวเฉิน
ผู้พิทักษ์โลกสีน้ำเงิน ฉายาถาวรที่มีแค่สองคน ฟังดูเท่ไม่หยอกเลยนะเนี่ย
【เรียนท่านผู้พิทักษ์แห่งโลก เริ่มทำการคำนวณรางวัลในแต่ละช่วงเวลา】
【ผลไม้สถานะ +10,000
ระบบขอแนะนำ: ควรนำแต้มสถานะทั้งหมดไปเพิ่มที่ค่าพละกำลัง】
ในเมื่อระบบให้ของมา ก็ควรจะทำตามคำแนะนำของมันนั่นแหละ
ยังไงซะ การเพิ่มพลังโจมตีก็ไม่มีคำว่าผิดพลาดอยู่แล้ว
【คุณได้ใช้ผลไม้สถานะ พละกำลัง +20 ล้าน, พลังโจมตี +40 ล้าน】
พอมีการตั้งกฎขึ้นมา ระบบก็เปย์หนักจริงๆ ซึ่งพึ่งพาได้มากกว่าเฉินจ้านเยอะเลย
【แจ้งเตือนจากระบบ: ทุกครั้งที่โลกสีน้ำเงินเลื่อนระดับ คุณจะได้รับรางวัลมหาศาล】
"ดูเหมือนว่า วันหลังฉันต้องพยายามหาทางอัปเกรดโลกสีน้ำเงินให้ได้ซะแล้วแฮะ"
การได้รับผลไม้สถานะก้อนโตเป็นระยะๆ แบบนี้ มันช่างฟินอะไรเบอร์นี้!
"เดี๋ยวนะ คลังสมบัติแห่งมิติมันถูกเคลียร์ไปหมดแล้วไม่ใช่เหรอ?
แล้วไอ้ผลไม้สถานะหมื่นลูกนี่มันโผล่มาจากไหน?"
ช่างมันเถอะว่ามาจากไหน แค่ของรางวัลเข้ากระเป๋าก็พอแล้ว!
การได้เพิ่มสถานะมาเยอะขนาดนี้ ทำให้เซียวเฉินอารมณ์ดีขึ้นเป็นกอง รู้สึกสบายตัวไปหมด
โลกสีน้ำเงินแข็งแกร่งขึ้นมาก พลังของเซียวเฉินเองก็พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน
ผู้ใช้พลังทุกคนได้รับรางวัลสถานะรวม 50,000 แต้ม นี่มันคือความสามารถระดับเทพชัดๆ
ดูเหมือนระบบจะทุ่มสุดตัวจริงๆ!
และด้วยนิสัยของระบบ การที่มันแจกรางวัลหนักขนาดนี้ ก็แปลว่าในอนาคตโลกสีน้ำเงินจะต้องเจอกับปัญหาหนักหน่วงอีกเพียบแน่ๆ
สำหรับเซียวเฉิน การเพิ่มสถานะมาแค่แสนกว่าๆ อาจจะดูไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็น 20 ล้านละก็ มันก็คนละเรื่องกันเลย
แต่สำหรับคนที่เพิ่งปลุกพลัง หรือพวกผู้ใช้พลังสายสนับสนุน การได้แต้มสถานะมาหลายแสน ถือว่าเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดสุดๆ
ผู้ใช้พลังธรรมดาๆ ถ้าได้ใส่อุปกรณ์ดีๆ สักชุด ก็อาจจะสามารถลุยเดี่ยวในดันเจี้ยนระดับต่ำกว่า 10 ได้สบายๆ
เซียวเฉินมั่นใจว่า ภายในสองปีเขาจะสามารถเคลียร์ดันเจี้ยนระดับ 100 ได้อย่างแน่นอน
พอเฉินจ้านได้ยินเสียงประกาศ เขาก็รีบวิ่งเข้ามาหาทันที:
"เซียวเฉิน ฉายาผู้พิทักษ์มิตินี่ฟังดูหรูหราหมาเห่ามากเลยนะ
ไหนเล่ามาสิ ระบบให้อะไรเป็นรางวัลบ้าง?"
"รางวัลจะเป็นอะไรมันเกี่ยวอะไรกับแกด้วยวะ ถ้าไม่อยากโดนเตะปลิว ก็ถอยไปไกลๆ เลยไป"
ทนไม่ไหวจริงๆ อยากจะยกเท้าถีบมันซะเหลือเกิน!
"โถ่ๆ ระดับลูกพี่ใหญ่ของโลกสีน้ำเงินแล้ว อย่าทำตัวเกรี้ยวกราดแบบนี้สิ
เราสนิทกันจะตาย คงไม่มาแตกหักกันแค่เรื่องเงินปันผลกิลด์หรอกใช่ไหม?
อีกอย่าง ไม่ใช่ว่าจะไม่แบ่งซะหน่อย แต่นี่กิลด์เรายังเป็นหนี้อยู่บานตะไทเลยนะ
ถึงฉันจะเลวแค่ไหน ฉันก็ไม่โยนภาระหนี้สิน 10% นั่นไปให้นายรับผิดชอบหรอกน่า?"
เฉินจ้านคนนี้มีความจริงใจให้คนอื่นซะที่ไหน ความไว้ใจที่เซียวเฉินมีให้หมอนี่เป็นศูนย์ไปตั้งนานแล้ว
"เลิกไร้สาระได้แล้ว ที่กิลด์จะไปสร้างเมืองหลักที่เทือกเขาเทียนหนาน มันมีเหตุผลอะไร?"
เซียวเฉินพอจะเดาออกบ้าง แต่ก็แค่อยากจะยืนยันให้แน่ใจ
พอพูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของเฉินจ้านก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที
"ลูกพี่ พี่คงเห็นรูปปั้นยักษ์ 9 ตัวที่อยู่ตรงจุดใต้สุดแล้วใช่ไหม
ไม่มีใครรู้ว่ารูปปั้นพวกนั้นคืออะไร แล้วเอาไว้ทำอะไร
แต่ที่แน่ๆ รูปปั้นพวกนั้นไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน"
เซียวเฉินพยักหน้าเห็นด้วย ดูเหมือนว่าเฉินจ้านและคนอื่นๆ จะสังเกตเห็นรูปปั้นพวกนั้นตั้งแต่ตอนที่เข้าไปในเทือกเขาเทียนหนานแล้ว
"ทางใต้ของเทือกเขาเทียนหนานมีรูปปั้นตั้งตระหง่านอยู่ แล้วถัดลงไปทางใต้อีกจะเป็นอะไร ก็ยิ่งไม่มีใครรู้เข้าไปใหญ่
บางที อาจจะไม่มีพื้นที่ทางใต้ให้ลงไปอีกแล้วก็ได้"
"ที่มั่นใจได้เลยก็คือ รูปปั้นพวกนั้นจะต้องกลายเป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่ของโลกสีน้ำเงินในอนาคตแน่
กิลด์เทียนสิงของเราหมายมั่นจะเป็นกิลด์อันดับหนึ่งของโลกสีน้ำเงิน แน่นอนว่าเราก็ต้องมีความรับผิดชอบ
หากเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นทางตอนใต้ เมืองหลักของกิลด์เทียนสิงก็จะเป็นด่านหน้าในการรับมือทันที
การเตรียมตัวรับมือไว้ล่วงหน้า ยังไงก็ไม่มีทางผิดพลาดหรอก"
"กิลด์เทียนสิงจะปักหลักพิทักษ์ชายแดนทางใต้ตลอดไป ตราบใดที่กิลด์เทียนสิงยังอยู่ ชายแดนทางใต้ของโลกสีน้ำเงินก็จะปลอดภัยหายห่วง
ถ้าในอนาคตเราแข็งแกร่งพอ เราก็จะไปสร้างเมืองหลักที่ดินแดนทางเหนือสุด ไปอยู่เป็นเพื่อนบ้านกับพวกเผ่าหมาป่าด้วย"
"พวกเราเกิดในโลกสีน้ำเงิน การได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสร้างโลกใบนี้ ถือเป็นเกียรติสูงสุดของเรา
เมื่อถึงเวลาที่โลกต้องการ กิลด์เทียนสิงก็จะก้าวออกมารับหน้าที่นี้อย่างไม่ลังเล"
เวลาพูดถึงเรื่องนี้ แววตาของเฉินจ้านนั้นเป็นประกายมุ่งมั่น
ด้วยพลังจิตที่สูงส่ง เซียวเฉินสังเกตเห็นว่าดวงตาของเฉินจ้านมีน้ำตาคลออยู่เล็กน้อย
จะว่าไปแล้ว เฉินจ้านก็ทุ่มเททั้งกายและใจให้กับกิลด์และโลกสีน้ำเงินจริงๆ
เขายังเตรียมตัวจะเป็นผู้นำทัพเข้าไปในสมรภูมิต่างมิติอีกด้วย
"เอาล่ะเฉินจ้าน วันหลังมีอะไรก็บอกกันล่วงหน้าบ้าง
เลิกทำตัวเสแสร้งได้แล้ว จะมาเรียกลูกพ่งลูกพี่อะไรกัน มันฟังดูปลอมสุดๆ"
"เรื่องสร้างเมืองหลักที่เทือกเขาเทียนหนาน ฉันก็เห็นด้วยนะ
ถ้าขาดแคลนทรัพยากรก็พูดมาตรงๆ ฉันก็เป็นคนของกิลด์เทียนสิงเหมือนกัน จะช่วยสนับสนุนตามกำลังที่มี"
แววตาของเฉินจ้านเป็นประกายเจิดจ้าขึ้นมาทันที
"ฉันจะแบ่งผลงานรบมา 10% แล้วเอาไปแลกเป็นทรัพยากรใส่ไว้ในคลังของกิลด์ทั้งหมดเลย
ค่อยๆ ขยายเมืองไปเรื่อยๆ สักวันฉันจะขึ้นไปยืนบนกำแพงเมือง แล้วสอยหัวรูปปั้นพวกนั้นให้ร่วงให้หมด!"
ตอนที่เซียวเฉินเห็นรูปปั้นยักษ์เหล่านั้นเป็นครั้งแรก เขาก็มีความคิดแบบนี้แวบเข้ามาในหัวเหมือนกัน
เฉินจ้านเป็นคนรู้ใจคนจริงๆ:
"เยี่ยมไปเลย ถึงตอนนั้นฉันจะให้คนไปสร้างหอคอยสูงหมื่นเมตร ไม่สิ สูงหลายๆ หมื่นเมตรไว้ข้างๆ กำแพงเมืองเลย
พี่จะได้ขึ้นไปยืนบนนั้น มองลงมาที่รูปปั้นพวกนั้น แล้วเด็ดหัวพวกมันทีละตัวๆ"
"ไม่ต้องทำให้วุ่นวายขนาดนั้นหรอก ถ้าจะสร้างจริงๆ ก็อย่าใช้วัสดุแพงๆ นักล่ะ"
"ไม่ต้องห่วงน่า วัสดุพวกนี้มันเอากลับมาใช้ใหม่ได้อยู่แล้ว
ให้พวกผู้ใช้พลังสายสนับสนุนของกิลด์ได้ฝึกฝีมือไปด้วย การสร้างหอคอยสูงก็เป็นแค่ของแถม
แล้วพอสร้างเสร็จ เราจะตั้งป้ายจารึกไว้กลางเมืองหลักเลย จารึกชื่อของทุกคนที่ร่วมบริจาคเอาไว้
ถึงพี่จะไม่สนใจพวกชื่อเสียงจอมปลอมพวกนี้ แต่มันก็เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นหลังได้รำลึกถึงความเสียสละของคนรุ่นก่อนไง"
พอได้ยินแบบนี้ เซียวเฉินก็เริ่มรู้สึกลังเลนิดๆ หรือเขาควรจะแบ่งผลงานรบให้สัก 20% เพื่อไปช่วยสร้างเมืองกิลด์ดีนะ
"ลูกพี่ ไม่สิ เซียวเฉิน ตอนนี้นายเป็นถึงอันดับสองของโลกสีน้ำเงินแล้ว คำพูดของนายมีน้ำหนักมากกว่าฉันเยอะเลยนะ"
เซียวเฉินรู้สึกงุนงง:
"นี่แกจะทำอะไรอีก?"
"ไม่ได้จะทำอะไรหรอกน่า แค่จะฝากนายไปบอกเซียวยั่นหน่อย ว่าเลิกบล็อกข้อความฉันสักที
เป็นถึงอันดับหนึ่ง เป็นถึงผู้นำของมวลมนุษยชาติ แต่ทำตัวใจแคบเป็นบ้า"
ในที่สุดเฉินจ้านก็มาถึงจุดนี้จนได้ ถึงขั้นโดนบล็อกข้อความเลยทีเดียว
เซียวเฉินแอบสะใจลึกๆ:
"นี่ขนาดแกเป็นถึงหัวหน้ากิลด์เทียนสิงนะ เขาทำแบบนี้มันก็ไม่ค่อยเหมาะสมจริงๆ แหละ"
"ใช่มั้ยล่ะ เราอุตส่าห์จะไปเฝ้าชายแดนใต้ให้แท้ๆ แค่ไปขอให้ช่วยสนับสนุนทรัพยากรนิดหน่อย ดันบล็อกกันซะงั้น"
ถึงเซียวยั่นจะทำไม่ถูก แต่เซียวเฉินก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของเซียวยั่นอยู่นะ
"ได้ เดี๋ยวฉันจะไปคุยกับเขาให้
พอดีเลย ฉันกำลังจะไปที่เมืองอู๋ซวง ไปช่วยเซียวยั่นฆ่าคนพอดี!"
เมื่อได้ยินแบบนี้ เฉินจ้านก็เริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมา:
"เซียวเฉิน เรื่องนี้ต้องระวังให้มากนะ
ตาแก่นั่นมันเจ้าเล่ห์จะตาย เขาอาจจะยืมมือนายไปฆ่าคนก็ได้นะ?
ร้ายกาจจริงๆ เซียวยั่น เป็นถึงผู้นำมนุษย์แท้ๆ แต่กลับใช้ให้คนอื่นไปทำงานสกปรกแทนเนี่ยนะ?"
"ฉันกลับหวังให้เป็นแบบนั้นซะมากกว่า
ที่ฉันกลัวคือศัตรูมันเก่งเกินไป จนเซียวยั่นอาจจะรับมือคนเดียวไม่ไหวต่างหาก
นายก็รู้นี่ สกิลโจมตีปลิดชีพของฉันมันมีประโยชน์สุดๆ เลยนะ"
ด้วยระดับพลังของเซียวยั่น ถ้าเขาอยากจะฆ่าใคร แค่ลงมือฆ่าก็จบ โลกสีน้ำเงินไม่มีใครกล้าขัดใจเขาอยู่แล้ว
หาแพะรับบาปเหรอ? เขาไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นหรอก
"ระดับเซียวยั่นที่แม้แต่เมืองมอนสเตอร์ยังตีแตกได้ง่ายๆ ยังจะมีศัตรูหน้าไหนที่เขาจัดการไม่ได้อีกเหรอ?"
เรื่องนี้เซียวเฉินก็แปลกใจเหมือนกัน เพราะตามหลักแล้ว เซียวยั่นในตอนนี้น่าจะฆ่าใครก็ได้ตามใจชอบแล้วนี่นา
"ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เป้าหมายต้องเป็นตัวอันตรายสุดๆ อย่างน้อยก็น่าจะอยู่ในระดับของมิติระดับ 2 ขึ้นไป
ยังไงก็ตาม เฉินจ้าน ฉันขอเตือนนายไว้ก่อนนะ ว่าสถานการณ์ตอนนี้มันดีขึ้นแค่ชั่วคราวเท่านั้น
พวกนายต้องรีบอัปเลเวลให้ถึง 1,000 ไวๆ ถึงเวลาเราจะได้ไปเคลียร์ดันเจี้ยนระดับ 100 ด้วยกัน"
"เรื่องนี้ไม่ต้องให้นายมาเตือนหรอก พวกเราไม่เคยชะล่าใจเลยสักนิด
กิลด์เทียนสิง จะไม่หยุดก้าวไปข้างหน้าแน่นอน"
เรื่องอื่นอาจจะไม่แน่นอน แต่เรื่องการบริหารกิลด์ เฉินจ้านทำให้ทุกคนเชื่อมั่นในตัวเขาได้จริงๆ
ไม่ว่าอนาคตจะเป็นยังไง โลกสีน้ำเงินก็มีเวลาให้พัฒนาตัวเองแล้ว
ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประชากรของโลกสีน้ำเงินจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และจำนวนคนที่ผ่านดันเจี้ยนได้ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สร้างเมืองหลักให้มากขึ้น สร้างป้อมปราการให้มากขึ้น เสริมพลังกฎของโลกสีน้ำเงินให้แข็งแกร่งขึ้น อีกไม่กี่ปีทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน
"ฉันไปเมืองอู๋ซวงก่อนนะ รอฉันสักสองสามวัน พอกลับมาแล้วจะพาพวกนายไปลงดันเจี้ยนกัน"
เซียวเฉินวาร์ปหายวับเข้าไปในค่ายกลเทเลพอร์ตของกิลด์ เขาต้องไปจัดการเรื่องฆ่าคน
หลังจากเซียวเฉินจากไปแล้ว เฉินจ้านกับจ้าวอวี้ชิงก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิม
"เฮ้อ หัวหน้าของเธอเติบโตขึ้นมากจริงๆ
งานที่แม้แต่เซียวยั่นยังจัดการไม่ได้ มันจะไปง่ายได้ยังไง?
ที่บอกว่าจะกลับมาพากลับไปลงดันเจี้ยน ฉันพนันได้เลยว่าหมอนั่นคงไม่ได้กลับมาเร็วๆ นี้แน่
ภาระบนบ่าของเขาจะยิ่งหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ เรื่องของเทือกเขาเทียนหนาน อย่าเพิ่งบอกเขาเลย
ให้เราไปตั้งหลักสร้างอาณาเขตให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยส่งพวกตัวท็อปๆ ไปเสริมทัพ"
สีหน้าของเฉินจ้านแฝงไปด้วยความกังวล: ถึงแม้พลังของเซียวเฉินจะเพิ่มขึ้นมาก แต่เขายังต้องสะสมประสบการณ์อีกเยอะ
การฟาร์มมอนสเตอร์ไปวันๆ มันไม่พอหรอก มอนสเตอร์เป็นแค่ส่วนหนึ่งของโลกใบนี้เท่านั้น
"ตอนนี้หัวหน้าไม่เพียงแต่เก่งขึ้นมากเท่านั้น แต่ผลงานรบที่เขามีอยู่ในมือก็ต้องมหาศาลแน่ๆ
ทรัพยากรที่เขาเอามาทิ้งไว้ในคลังกิลด์ มูลค่าคงไม่ต่ำกว่าสิบล้านผลงานรบเลยนะคะ"
แน่นอนว่า สิ่งที่เซียวเฉินได้รับนั้น มากกว่าที่พวกเขาสองคนประเมินไว้เยอะ
"ฉันก็หมดหนทางจริงๆ ถึงได้ไปขอร้องเขา วันหลังเราต้องพยายามไม่ไปรบกวนเขาให้มากนัก
สร้างเมืองก่อนเลย สร้างป้อมปราการระดับสิบไปเลยสักสองสามแห่ง
เดี๋ยวฉันกับมู่หรงชิงเสวี่ยจะพากำลังคนไปที่เทือกเขาเทียนหนานก่อน ส่วนคนที่เหลือก็เร่งความเร็วในการลงดันเจี้ยนให้เต็มที่"
"ตอนแรกนึกว่าแค่ปักธงมนุษยชาติลงบนยอดเขาเทียนหนานได้ก็จบแล้ว ใครจะไปคิดว่าที่นั่นจะซ่อนสิ่งลึกลับเอาไว้อีกเพียบ"
"จะว่าไปก็แปลกนะ เราเข้าไปในมิติระดับ 1 มาเป็นร้อยๆ แห่งแล้ว ทำไมไม่มีมิติไหนเหมือนโลกสีน้ำเงินเลยสักแห่ง?
ตกลงโลกสีน้ำเงินมันมีอะไรพิเศษกันแน่ โคตรจะแปลกเลย"
ถ้าเอาไปเทียบกับมิติอื่น พวกเขาก็เหมือนเล่นเกมโหมดธรรมดา แต่โลกสีน้ำเงินนี่มันโหมดยากนรกแตกชัดๆ
สิ่งมีชีวิตทุกระดับในโลกสีน้ำเงิน ล้วนต้องแบกรับความกดดันในรูปแบบของตัวเองทั้งสิ้น
"เราต้องเร่งปั้นเด็กรุ่นใหม่ของกิลด์ให้เร็วขึ้นแล้ว จุดเริ่มต้นของพวกเขาสูงกว่าคนรุ่นก่อนเยอะ ยังไงซะพวกเขาก็ต้องเก่งกว่าพวกเราแน่ๆ"
"พวกเด็กรุ่นใหม่โตเร็วมาก กลุ่มของหลี่เฉินก็ใกล้จะแตะเลเวล 400 กันแล้ว
เวลาแค่ปีกว่าๆ พัฒนาได้ขนาดนี้ เมื่อก่อนนี่ฝันไปเถอะ
คนกลุ่มนี้ไม่ได้มีดีแค่เลเวล แต่พลังต่อสู้ก็ของจริง
พวกเขาไต่ระดับขึ้นมาจากการลุยดันเจี้ยนจริงๆ"
ทีมพายุคลั่งช่วงแรกๆ ยังต้องพึ่งเซียวเฉินช่วยดันเลเวลให้ ทำให้พื้นฐานของพวกเขาไม่ค่อยแน่นเท่าไหร่
ทุกคนในโลกสีน้ำเงินต่างเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง มุ่งมั่นที่จะเพิ่มความแข็งแกร่ง และมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูโลกสีน้ำเงินขึ้นมาใหม่
สำหรับเซียวยั่นแล้ว ช่วงไม่กี่วันนี้ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เขาได้พักผ่อนมากที่สุดในรอบหลายร้อยปีเลยทีเดียว
ถึงจะบอกว่าพักผ่อน แต่มันก็ไม่ได้สบายใจนักหรอก แถมความกดดันยังสูงปรี๊ดอีกต่างหาก
ไม่ต้องคอยเฝ้ากำแพงเมืองแล้ว แต่เซียวยั่นกลับต้องส่งมนุษย์วารีออกมามากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
มนุษย์วารีทั้งหมดถูกส่งไปยังสมรภูมิต่างมิติ เพื่อกอบโกยผลงานรบกลับมาอย่างต่อเนื่อง
เซียวยั่นเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าได้ผลงานรบมาเยอะแค่ไหนแล้ว แต่ดูจากท่าทีประจบสอพลอของไอ้ระบบหมา ก็คงได้มาไม่น้อยแน่ๆ
"ฉันเป็นคนของโลกสีน้ำเงิน ถือซะว่าเป็นการช่วยอุดหนุนเพื่อนร่วมชาติก็แล้วกัน!"
ไหนๆ ก็ได้เป็นถึงผู้พิทักษ์มิติแล้วนี่นา ถ้าโลกสีน้ำเงินเจริญขึ้น เขาก็ได้ส่วนแบ่งไปด้วย
เรื่องบางเรื่องก็ปล่อยผ่านไปก่อน ไว้ตอนที่ได้เข้าไปในสมรภูมิต่างมิติแล้ว เขาจะได้รู้เองว่าฟาร์มแต้มผลงานรบมาได้เท่าไหร่
เซียวยั่นในฐานะผู้นำมนุษยชาติและอันดับหนึ่งของโลกสีน้ำเงิน เอาเข้าจริง เขายังไม่มีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่งเลยด้วยซ้ำ
เซียวเฉินเองก็มีสภาพไม่ต่างกัน พวกเขามันคนประเภทเดียวกัน
วันๆ ถ้าไม่ยืนเฝ้ากำแพงเมือง ก็หมกตัวอยู่ในดันเจี้ยน
ภายใต้ความมืดมิดของยามค่ำคืน เซียวยั่นยังคงยืนอยู่บนกำแพงเมืองอู๋ซวง รับลมเย็นๆ ที่พัดมาจากนอกเมือง
ข้างนอกเมืองไม่มีมอนสเตอร์มาเดินเพ่นพ่านให้เห็นอีกแล้ว แต่เขาก็ยังคงยืนทอดสายตามองออกไปไกลแสนไกลด้วยความเคยชิน
รอบๆ ตัวเขาไม่มีใครกล้าเข้ามาวุ่นวาย ชายหนุ่มยืนโดดเดี่ยวอยู่บนกำแพงเมือง ดูช่างอ้างว้างเหลือเกิน
เขาหยิบบุหรี่ขึ้นมามวนหนึ่ง สูบไปได้สองคำก็โยนทิ้งลงพื้น แล้วใช้เท้าขยี้จนดับ:
"เซียวเฉิน ฉันละไม่เข้าใจจริงๆ ไอ้นี่มันมีดีอะไรให้สูบกันวะ?"
บุหรี่นี้เซียวเฉินเป็นคนให้มา และในซองก็เหลือไม่เต็มแล้วด้วย!
แต่ผ่านไปไม่นาน เขาก็เผลอหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบอีกมวนอย่างไม่รู้ตัว
"แค่กๆ แม่งเอ๊ย โคตรสำลักเลย!
ไอ้เวรเอ๊ย นี่มันบุหรี่หมดอายุมาตั้งปีกว่าแล้วนี่หว่า"
หลังจากสูบไปได้สองสามมวน เซียวยั่นก็เริ่มจะคุ้นชินกับมันแล้ว
"ไอ้ระบบหมา ทำไมแกไม่แจกผลไม้สถานะให้เซียวเฉินสักร้อยล้านลูกไปเลยวะ ปัญหาทุกอย่างจะได้จบๆ ไป"
"ถ้ากฎมันอนุญาต ฉันแจกไปตั้งนานแล้วเว้ย!
ฉันเป็นแค่ระบบมิติระดับ 1 นะเว้ย ขนาดระบบมิติระดับสูงกว่านี้ยังทำแบบนั้นไม่ได้เลย"
เซียวยั่นยืนอยู่บนกำแพงเมืองตลอดทั้งคืน จนกระทั่งฟ้าเริ่มสาง
ที่พื้นข้างๆ เท้าของเขา มีก้นบุหรี่กองอยู่เป็นหย่อมๆ
"ไอ้ระบบหมา วันนี้ฉันกับเซียวเฉินรวมพลังกัน โอกาสชนะมีสักกี่เปอร์เซ็นต์?"
"น่าจะประมาณแปดส่วนมั้ง"
"แกบอกแปดส่วน งั้นก็แปลว่าโอกาสชนะเต็มที่ก็แค่สี่ส่วนสินะ!"
"ก็ประมาณนั้นแหละ"
"ขอเลื่อนเวลาลงมือออกไปอีกหน่อยได้ไหม?"
"เลื่อนไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียวแล้ว ถ้าขืนรอไปอีกไม่กี่วัน ระบบของฉันได้กลายเป็นหุ่นเชิดแน่"
"เออใช่ ฉันต้องเตือนเซียวเฉินให้รีบเอาผลงานรบไปแลกเป็นแต้มสถานะให้หมด แล้วเอาไปอัปพละกำลังให้เกลี้ยงเลย
ไอ้เด็กบื้อนั่น มันคงคิดจะพึ่งสกิลโจมตีปลิดชีพไปฆ่าศัตรูอยู่ละสิ?"