- หน้าแรก
- เกิดใหม่รอบนี้มีน้ำพุวิญญาณ ไม่ต้องฝึกวิชาให้เหนื่อย แค่จิบน้ำก็เทพแล้ว
- บทที่ 23: เงินรางวัล และการสะสางบัญชี
บทที่ 23: เงินรางวัล และการสะสางบัญชี
บทที่ 23: เงินรางวัล และการสะสางบัญชี
คนอื่นๆ ต่างก็พากันเดินเข้ามาพูดคำอำลากับจางว่านว่านด้วยความซาบซึ้งใจ บ้างก็พูดยาวบ้างก็พูดสั้น แต่หลังจากถ่ายรูปจบการศึกษาเสร็จสิ้นลง พวกเขาก็ต้องแยกย้ายไปตามทางของตัวเองจริงๆ แล้ว!
ตอนที่กำลังจะเดินออกจากโรงเรียน จางว่านว่านจงใจหันกลับไปมองสถาบันเก่าเป็นครั้งสุดท้าย หากไม่ใช่เพราะเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชาติก่อน โรงเรียนแห่งนี้คงจะทิ้งไว้เพียงความทรงจำอันงดงามให้แก่เธอแน่นอน แต่น่าเสียดายที่ชีวิตในชาติก่อนของเธอไม่ได้ราบรื่นนัก และเธอมักจะหวาดกลัวที่จะนึกถึงผู้คนและเหตุการณ์ในวัยมัธยมต้นเสมอ เพราะกลัวความรู้สึกปวดใจจนแทบหายใจไม่ออกที่มันจะนำพามา แต่ในชาตินี้ เธอตั้งใจแน่วแน่ว่าจะจดจำช่วงเวลาอันแสนวิเศษเหล่านี้ไว้ จากนั้นก็จะเดินหน้าต่อไปอย่างเชิดหน้าชูตาและเผชิญหน้ากับทุกสิ่งด้วยความสงบนิ่ง
เวลานี้เกือบจะสิบเอ็ดโมงเช้าแล้ว จางว่านว่านก้มมองเวลาและอุทานในใจแย่แล้ว! เธอต้องรีบกลับไปตั้งแผงลอยแล้ว
เป็นครั้งแรกที่จางว่านว่านปั่นจักรยานออกจากโรงเรียนกลับบ้านเร็วจี๋ราวกับบินได้ ทำเอาติงจวินไฉและคนอื่นๆ ถึงกับยืนอึ้งตาค้าง
"คุณพระช่วย! นี่ฉันไม่เคยรู้เลยนะเนี่ยว่าเทพธิดาของฉันจะปั่นจักรยานได้ไวเหมือนขี่มอเตอร์ไซค์ขนาดนี้!"
เฟิงอิงและเด็กผู้หญิงอีกคนบังเอิญปั่นจักรยานผ่านมาและได้ยินเข้าพอดี อาศัยจังหวะที่ติงจวินไฉกำลังเหม่อ เธอจึงยื่นเท้าไปถีบเขาแผละหนึ่งแล้วรีบซิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
ติงจวินไฉถูกทิ้งให้ยืนเอ๋ออยู่ตรงนั้น พอได้สติเขาก็แผดเสียงคำรามลั่น "เฟิงอิง ยัยทอมบอย ฝากไว้ก่อนเถอะ ระวังจะไม่มีใครยอมแต่งงานด้วยนะยายบ้า!"
จางว่านว่านที่กำลังซิ่งรถมาตลอดทางไม่มีทางรู้เลยว่าเพื่อนร่วมชั้นสุดแสบทั้งสองคนกำลังเปิดศึกฝีปากกันอีกแล้ว เมื่อเธอเดินทางกลับมาถึงแฟลตที่พัก เธอสังเกตเห็นว่ารถสามล้อแผงลอยไม่ได้จอดอยู่ แต่รถจักรยานยนต์ของพ่อจางกลับจอดอยู่ด้านล่าง พอเดินขึ้นไปบนห้อง เธอก็เห็นว่าวัตถุดิบที่เตรียมไว้เมื่อเช้าหายไปกว่าครึ่ง จางว่านว่านจึงรู้ได้ทันทีว่าพ่อจางต้องออกไปตั้งแผงลอยแทนเธอแน่ๆ
ในเมื่อมีคนไปเฝ้าแผงให้แล้วเธอจึงไม่รีบร้อน เธอเดินลงไปซื้อผักที่ตลาดเพื่อนำกลับมาทำมื้อเที่ยงให้พ่อจางและแม่จาง
กว่าเธอจะขนอาหารไปส่งที่จัตุรัสเซ็นจูรี่ พ่อจางก็กำลังง่วนอยู่กับการแพ็คออเดอร์ที่แผงลอย ลูกค้าหน้าร้านมีไม่มากนัก เพราะช่วงเที่ยงผู้คนมักจะสั่งแบบเดลิเวอรี่ (ส่งถึงที่) กันมากกว่า และพวกเขาก็แทบไม่ได้หยุดพักเลยตั้งแต่เริ่มเปิดบริการส่งถึงที่มา
"พ่อคะ หนูเอาข้าวมาส่งแล้วค่ะ พ่อไปกินเถอะ เดี๋ยวตรงนี้หนูจัดการแพ็คต่อเอง"
จางว่านว่านจอดจักรยานและรับช่วงต่อทันทีโดยไม่ลังเล
พ่อจางปาดเหงื่อพลางฉีกยิ้มกว้าง "ลูกรับใบประกาศกับกรอกอันดับเลือกโรงเรียนเสร็จแล้วนี่นา เหลือเวลาอีกตั้งสิบกว่าวัน ไม่อยากไปเที่ยวพักผ่อนหน่อยเหรอ? เดี๋ยวพ่อเฝ้าแผงแทนให้ได้นะ"
จางว่านว่านปฏิเสธทันควันพลางพูดเสียงเบา "ไม่เอาหรอกค่ะพ่อ วันนี้หนูเพิ่งได้รับเงินรางวัลจากโรงเรียนมาด้วยนะคะ ตั้งห้าพันหยวนแน่ะ ถึงมันจะไม่ใช่เงินก้อนโตอะไร แต่มันก็มากพอสำหรับค่าเทอมและค่าใช้จ่ายจิปาถะตลอดสามปีในชั้นมัธยมปลายเลยนะค เขากลับไปบ้านแล้วหนูจะเอาให้พ่อนะคะ อีกอย่าง ตั้งแต่วันพรุ่งนี้พี่ชายก็จะกลับมาอยู่บ้านตั้งสิบกว่าวันด้วย ไว้เราค่อยมาปรึกษากันว่าจะเอายังไงกับแผงลอยต่อดี หนู่ยังไม่ได้คำนวณรายได้ของช่วงนี้เลย กลับไปบ้านเรามานับเงินพร้อมกันนะพ่อ!"
พ่อจางดีใจเป็นล้นพ้นเมื่อได้ยินดังนั้น ความเหนื่อยล้าหายเป็นปลิดทิ้งและทานข้าวได้อย่างเอร็ดอร่อยขึ้นมาก
เนื่องจากวันนี้จางป๋อเหยียนจะกลับมาบ้านหลังเลิกเรียน สองพ่อลูกจึงวางแผนจะปิดแผงลอยก่อนสองทุ่ม ทว่าสภาพอากาศกลับแปรปรวนหลังบ่ายสามโมงเย็น ฝนตกลงมาอย่างหนักต่อเนื่องถึงหนึ่งชั่วโมงเต็ม หน้าร้านจึงไม่มีลูกค้าเลย มีเพียงออเดอร์เดลิเวอรี่เท่านั้น พ่อจางทำเพียงขออาศัยหลบฝนที่หน้าร้านน้ำแร่ แล้วเขากับจางว่านว่านก็ช่วยกันแพ็คของส่งไม่หยุด จนกระทั่งหกโมงเย็น ฝนที่ตกหนักก็เริ่มซาลงกลายเป็นฝนปรอยๆ แต่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก จางว่านว่านจึงตัดสินใจขั้นเด็ดขาด "พ่อคะ เราเก็บร้านกลับบ้านกันเถอะค่ะ ยังไงวันนี้วัตถุดิบก็เหลือไม่มากแล้ว ป่านนี้แม่กับพี่ชายคงถึงบ้านกันแล้วด้วย"
พ่อจางแหงนมองฟ้าแล้วพยักหน้าอย่างเห็นด้วย "ตกลง งั้นเก็บของกันเถอะ"
เมื่อสองพ่อลูกกลับมาถึงบ้าน สภาพของทั้งคู่แทบจะเปียกโชกไปทั้งตัว แม่จางเห็นสภาพเหมือนลูกหมาตกน้ำของทั้งคู่ก็รู้สึกปวดใจเป็นอย่างมาก ส่วนจางป๋อเหยียนรีบวิ่งลงบันไดไปช่วยขนของขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว
หลังจากจางว่านว่านและพ่อจางอาบน้ำเสร็จ แม่จางก็รีบยกน้ำขิงร้อนๆ สองถ้วยมาให้ดื่มทันที ก่อนจะเร่งให้ทุกคนมากินข้าว
ระหว่างมื้ออาหาร แม่จางพูดด้วยน้ำเสียงปวดใจ "ว่านว่าน อีกไม่ถึงสองสัปดาห์โรงเรียนก็จะเปิดเทอมแล้วนะ ลูกยุ่งมาตั้งเดือนกว่าแล้ว ถึงเวลาต้องพักผ่อนบ้างเถอะ ดูเด็กคนอื่นสิ ปิดเทอมฤดูร้อนใครเขาไม่ไปเที่ยวเล่นสนุกกันบ้าง? มีแต่ลูกนี่แหละที่ทำงานหนักที่สุด!"
แม่จางรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย การกินข้าววันนี้จึงเหมือนเคี้ยวเศษขี้ผึ้งที่ไร้รสชาติ
เมื่อเห็นว่าจางว่านว่านเงียบไป จางป๋อเหยียนจึงเสนอขึ้นว่า "เอาแบบนี้ไหมล่ะ ตอนนี้พี่มีวันหยุดตั้งสิบกว่าวัน เดี๋ยวพี่ไปเฝ้าแผงลอยแทนเธอเอง เธอจะได้พักผ่อนบ้าง ยังไงแผงลอยนี้ก็คงเปิดอีกไม่นานหรอก พอเปิดเทอมเธอก็ต้องปิดร้านอยู่ดี!"
จางว่านว่านนิ่งคิดอยู่นาน และทุกคนก็ไม่อยากจะเร่งรัดเธอ จึงพากันทานข้าวเงียบๆ
หลังมื้ออาหาร แม่จางเข้าไปล้างจาน ส่วนจางว่านว่านก็กลับเข้าห้องส่วนตัวไป
จางป๋อเหยียนหันไปมองพ่อจางด้วยความฉงน "ยัยหนูแกโกรธหรือเปล่าครับพ่อ?"
พ่อจางส่ายหน้าพลางทอนหายใจเบาๆ แม้เขาจะไม่รู้แน่ชัดว่าช่วงนี้แผงลอยนั้นทำเงินได้เท่าไหร่ แต่มันย่อมไม่ใช่จำนวนเงินน้อยๆ แน่นอน พูดตามตรงเขาก็แอบเสียดายที่จะต้องปิดร้าน แต่ต่อให้เสียดายแค่ไหน ก็ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการศึกษาของลูก
แม่จางเดินออกมาหลังจากล้างจานเสร็จ และเมื่อรู้ว่าจางว่านว่านยังคงเก็บตัวอยู่ในห้อง เธอก็รู้สึกหดหู่ตามไปด้วย
ไม่นานนัก ประตูห้องของจางว่านว่านก็เปิดออก ทั้งสามคนหันไปมองเป็นตาเดียวและเห็นจางว่านว่านมือหนึ่งถือกระเป๋านักเรียนใบใหญ่ อีกมือหนึ่งหอบข้าวของพะรุงพะรัง พร้อมสมุดบันทึกและปากกา
"พี่คะ เอาเครื่องคิดเลขที่บ้านมาหน่อยสิคะ มาสะสางบัญชีกันเถอะค่ะ" จางว่านว่านโยนของเหล่านั้นลงบนเก้าอี้ทันที
เมื่อได้ยินดังนั้น หัวใจของแม่จางก็เต้นระทึก ท่ามกลางสายตาที่งุนงงของทุกคนในบ้าน เธอรีบวิ่งไปเปิดประตู ชะโงกหน้าส่องดูความเคลื่อนไหวข้างนอกอยู่นาน ก่อนจะปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา แล้วหันมาพูดกับทุกคน "เราเข้าไปคิดบัญชีกันในห้องนอนเถอะ คุยกันตรงนี้เดี๋ยวมีใครแอบมาได้ยินเข้า"
ทุกคนในบ้าน: "……"
เพราะความระแวงไปหมดของแม่จาง จางว่านว่านและคนอื่นๆ จึงต้องยอมตามใจเธอและย้ายสถานที่
สมาชิกทั้งสี่คนพากันปีนขึ้นไปบนเตียงขนาดหกฟุตของพ่อจางและแม่จาง แม่จางย้ายพวกผ้าห่มออกไปไว้ด้านข้างแล้ว พื้นที่บนเตียงจึงค่อนข้างกว้างขวาง
ท่ามกลางสายตาที่ทั้งคาดหวังและขบขันของคนในครอบครัว จางว่านว่านเทเงินทั้งหมดออกจากกระเป๋านักเรียนลงบนเตียงรวดเดียว
ดวงตาของพ่อจางและแม่จางเบิกกว้างขึ้นมาในพริบตา ปากอ้าค้างด้วยความตกตะลึงจนสติหลุดไปชั่วขณะ
รอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าของจางป๋อเหยียนแข็งค้าง กว่าเขาจะหาเสียงตัวเองเจอและเอ่ยออกมาได้ก็นานโข "ว่านว่าน! นี่... เงินทั้งหมดนี่คือเงินที่เธอหามาได้ในช่วงเวลานี้จริงๆ เหรอ?"
จางว่านว่านพยักหน้ารับอย่างหนักแน่นพลางทำสีหน้าภูมิใจ "หนูเริ่มตั้งแผงตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม รวมๆ แล้วก็เกือบ 40 วันพอดีค่ะ และรายได้ทั้งหมดก็อยู่ตรงนี้แล้ว หนูจะเป็นคนนับเงิน ให้พี่ชายเป็นคนจดบันทึก ส่วนพ่อกับแม่ช่วยกันแยกธนบัตรพวกนี้ออกเป็นตั้งๆ นะคะ แบงค์ร้อยอยู่กับแบงค์ร้อย แบงค์ห้าสิบอยู่กับแบงค์ห้าสิบค่ะ"
พอได้ยินว่ามีหน้าที่ให้ช่วยแยกเงิน พ่อจางและแม่จางก็เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังทันที พวกเขาช่วยกันโกยเงินกองโตราวกับภูเขาเลากามาไว้ตรงหน้า อย่างที่โบราณว่าไว้ สามีภรรยาช่วยกันทำงานย่อมไม่เหนื่อย ไม่นานนักแม่จางก็แยกธนบัตรใบละหนึ่งร้อยหยวนออกมาได้ทั้งหมด ส่วนพ่อจางก็ไม่ยอมน้อยหน้า จัดเรียงธนบัตรใบละห้าสิบหยวนอย่างเป็นระเบียบตามมาติดๆ
จางว่านว่านเริ่มนับเงิน ธนบัตรใบละหนึ่งร้อยหยวนมีจำนวนน้อยที่สุด รวมแล้วได้ 278 ใบ ธนบัตรใบละห้าสิบหยวนมีมากกว่าอย่างน่าประหลาดใจ โดยนับได้ถึง 620 ใบ ส่วนธนบัตรใบละยี่สิบหยวนและสิบหยวนนั้นมีมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยมีจำนวน 1,000 ใบ และ 18,000 ใบตามลำดับ ธนบัตรใบละห้าหยวนดูดีขึ้นมาหน่อย มีทั้งหมด 2,000 ใบ ส่วนเงินย่อยที่เหลือซึ่งประกอบด้วยเหรียญหนึ่งหยวนและเหรียญห้าเจียว มีมูลค่ารวมกันถึง 7,200 หยวน
จางป๋อเหยียนจดบันทึกเสร็จเรียบร้อยและรีบรัวนิ้วกดเครื่องคิดเลขอย่างรวดเร็วด้วยความใจร้อน พลางพึมพำตัวเลขออกมา: "27,800 + 31,000 + 20,000 + 18,000 + 10,000 + 7,200 = 114,000 คุณพระช่วย! ยอดรวมมันตั้ง 114,000 หยวนเลยเหรอเนี่ย! น้องสาว เธอคำนวณอะไรผิดหรือเปล่า? ทำไมมันถึงได้เยอะขนาดนี้? นี่มันเพิ่งจะผ่านไปแค่เดือนกว่าเองนะ!"