- หน้าแรก
- เนตรทองคำ ล่าขุมทรัพย์พลิกโลก
- บทที่ 1580 - ข่าวช็อกโลก
บทที่ 1580 - ข่าวช็อกโลก
บทที่ 1580 - ข่าวช็อกโลก
บทที่ 1580 - ข่าวช็อกโลก
"สุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ เพื่อนนักข่าวสื่อมวลชนทุกท่าน อรุณสวัสดิ์ ผมคือ..."
โฆษกทำเนียบขาวทักทายบรรดานักข่าวในงานก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็แนะนำตัวนิดหน่อย ซึ่งมันก็เป็นแค่พิธีการตามธรรมเนียม
จากนั้น พ่อหนุ่มคนนี้ถึงวกเข้าประเด็นหลัก พูดถึงเรื่องที่ทุกคนกำลังสนใจ
"ต่อไปนี้ผมขอแจ้งเรื่องหนึ่งให้ทุกคนทราบ เชื่อว่าทุกคนคงรู้กันดีอยู่แล้วว่า ก่อนหน้านี้ที่ปารีส สตีเวน เจ้าของบริษัทสำรวจผู้กล้าไร้พ่าย ได้ค้นพบขุมทรัพย์นโปเลียนในบ้านพักที่เขาเพิ่งซื้อมา"
"ขุมทรัพย์นโปเลียนซุกซ่อนตัวมานานกว่าสองร้อยปี โดยที่ไม่เคยมีใครล่วงรู้มาก่อน ทันทีที่ถูกค้นพบมันก็สร้างความสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ ภายในขุมทรัพย์นโปเลียนมีผลงานศิลปะโบราณระดับท็อปที่ประเมินค่าไม่ได้ซ่อนอยู่มากมาย"
"ในนั้น สมบัติล้ำค่าที่มีมูลค่าและมีความสำคัญที่สุดสองชิ้น ก็คือประมวลกฎหมายนโปเลียนฉบับพิมพ์ครั้งแรกสองเล่ม นั่นคือประมวลกฎหมายแพ่งฉบับแรกสุดของประเทศทุนนิยม และยังเป็นบรรทัดฐานในการออกกฎหมายของประเทศชนชั้นกระฎุมพีทั้งหมดด้วย"
"ประมวลกฎหมายนโปเลียนได้กำหนดหลักการพื้นฐานของประเทศทุนนิยมที่ว่าทรัพย์สินส่วนบุคคลเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และละเมิดมิได้ขึ้นมาเป็นครั้งแรกในรูปแบบของบทบัญญัติทางกฎหมาย มันมีความหมายสำคัญระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน และมีความพิเศษอย่างยิ่ง"
"เรื่องราวหลังจากนั้นทุกคนก็รู้กันดี ประมวลกฎหมายนโปเลียนฉบับพิมพ์ครั้งแรกเล่มหนึ่ง ถูกคุณเบอร์นาร์ด มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของฝรั่งเศสทุ่มเงินก้อนโตกว้านซื้อไป เชื่อว่าอีกไม่นานคงถูกนำออกมาจัดแสดงต่อสาธารณชน"
"ส่วนประมวลกฎหมายนโปเลียนฉบับพิมพ์ครั้งแรกอีกล่มหนึ่ง คุณสตีเวนยังไม่ได้ออกมาชี้แจงว่าจะจัดการกับมันยังไง ณ ที่นี้ผมขอบอกให้ทุกคนทราบเลยว่า ประมวลกฎหมายเล่มนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ทุ่มเงินซื้อมาเรียบร้อยแล้ว!"
"หลังจากซื้อขายเสร็จสรรพ ประมวลกฎหมายนโปเลียนฉบับพิมพ์ครั้งแรกเล่มนั้นก็ถูกเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐฯ ประจำฝรั่งเศสพากลับมาที่วอชิงตันแล้ว ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยที่เกี่ยวข้อง และทำการบำรุงรักษาเท่าที่จำเป็น"
"หลังจากจัดการเรื่องพวกนี้เสร็จ ประมวลกฎหมายนโปเลียนฉบับพิมพ์ครั้งแรกเล่มนั้นก็จะได้ฤกษ์อวดโฉมต่อสาธารณชน โดยจะถูกนำไปจัดแสดงหมุนเวียนกันที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ และทำเนียบขาว กลายเป็นทรัพย์สินสำคัญที่ชาวอเมริกันทุกคนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ"
พูดไม่ทันขาดคำ งานแถลงข่าวก็แตกตื่นฮือฮาขึ้นมาทันที
"เชี่ยเอ๊ย! ประมวลกฎหมายนโปเลียนฉบับพิมพ์ครั้งแรกเล่มนั้นโดนรัฐบาลอเมริกาซื้อไปจริงๆ ด้วย ไม่ต้องถามเลย ไอ้เวรสตีเวนมันต้องฟันกำไรเละเทะไปอีกก้อนแหงๆ!"
"มันแน่อยู่แล้ว! ด้วยสไตล์การทำงานที่หน้าเลือดสุดๆ ของไอ้เวรสตีเวน อย่าว่าแต่รัฐบาลอเมริกาเลย ต่อให้เป็นพระเจ้าก็อย่าหวังจะได้เอาเปรียบมันแม้แต่เซ็นต์เดียว!"
ระหว่างที่ผู้คนกำลังวิพากษ์วิจารณ์และอุทานด้วยความตื่นตะลึง ความรู้สึกของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป
พอได้ยินข่าวนี้ ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยกับการซื้อของรัฐบาล เพราะทุกคนต่างรู้ซึ้งถึงความสำคัญของประมวลกฎหมายนโปเลียนฉบับพิมพ์ครั้งแรกเป็นอย่างดี!
พูดได้เต็มปากเลยว่า หลักการพื้นฐานเรื่องทรัพย์สินส่วนบุคคลเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และละเมิดมิได้ รวมไปถึงหลักการสำคัญอื่นๆ ที่ประมวลกฎหมายนโปเลียนได้วางรากฐานไว้ ล้วนมีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับทุกคน
ความสำคัญของประมวลกฎหมายนโปเลียนที่มีต่อสังคมทุนนิยมและประเทศทุนนิยมทั้งหมดนั้น เทียบเท่ากับความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่คำประกาศอิสรภาพมีต่ออเมริกาเลยทีเดียว จะไม่ให้มันสำคัญได้ยังไงล่ะ?
ไม่ได้พูดเกินจริงเลย มูลค่าของประมวลกฎหมายนโปเลียนฉบับพิมพ์ครั้งแรกสองเล่มนั้น ไม่สามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้เลย มันคู่ควรกับคำว่าสมบัติล้ำค่าที่ประเมินค่าไม่ได้อย่างแท้จริง!
ในทางกลับกันกับชาวอเมริกัน ในหลายๆ พื้นที่ของฝรั่งเศสกลับมีเสียงด่าทอที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นดังขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีทั้งที่ด่ารัฐบาลฝรั่งเศส ด่ารัฐบาลอเมริกา และด่าเย่เทียน!
ฝั่งรัฐบาลฝรั่งเศสก็ตอบสนองได้ไวมาก ทันทีที่โฆษกทำเนียบขาวประกาศข่าวนี้ พวกเขาก็รีบชี้แจงเรื่องข้อตกลงต่างๆ ที่ทำร่วมกับรัฐบาลอเมริกา เพื่อหวังจะดับไฟความโกรธแค้นของประชาชน!
ส่วนเรื่องที่ว่าจะได้ผลไหม ประชาชนชาวฝรั่งเศสที่ชื่นชอบการประท้วงจะยอมซื้อข้ออ้างนี้หรือเปล่า อันนั้นก็คงมีแต่สวรรค์เท่านั้นที่รู้!
ตัดภาพมาที่บริษัทสำรวจผู้กล้าไร้พ่ายในร็อกกี้เฟลเลอร์เซ็นเตอร์ ที่นี่กลับมีเสียงโห่ร้องยินดีดังสนั่นหวั่นไหว ทุกคนต่างแท็กมือฉลองกันอย่างสุดเหวี่ยง!
เย่เทียนที่นั่งอยู่ในห้องทำงานมีรอยยิ้มอิ่มเอมใจอย่างสุดซึ้งประดับอยู่บนใบหน้า ส่วนพวกเจสันกับเดวิดก็แท็กมือฉลองกัน แต่ละคนดูตื่นเต้นกันสุดๆ
สิ่งที่โฆษกทำเนียบขาวพูดออกมามันหมายถึงอะไร พนักงานบริษัททุกคนล้วนรู้ดี มันหมายถึงรายได้ก้อนโตมหาศาลไงล่ะ จะมีอะไรวิเศษไปกว่านี้อีกล่ะ
ความจริงก็เป็นไปตามที่ทุกคนคาดเดาไว้เป๊ะ!
ในงานแถลงข่าวที่ทำเนียบขาว มีนักข่าวหลายคนทนไม่ไหว รีบชูมือขึ้นและเริ่มสาดคำถามเสียงดังแล้ว
"ตามข้อมูลที่สตีเวนเคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ เบอร์นาร์ดจากฝรั่งเศสต้องยอมทุ่มเงินถึงแปดร้อยล้านยูโรเพื่อคว้าประมวลกฎหมายนโปเลียนฉบับพิมพ์ครั้งแรกไปครอง ซึ่งมันเป็นราคาที่สูงจนน่าตกใจมาก!"
"ถ้าอย่างนั้นฉันขอถามหน่อยเถอะ รัฐบาลสหรัฐฯ ควักกระเป๋าจ่ายไปเท่าไหร่ในการซื้อประมวลกฎหมายนโปเลียนฉบับพิมพ์ครั้งแรกอีกล่มหนึ่ง คงไม่ต่ำกว่าแปดร้อยล้านยูโรใช่ไหมคะ"
"แล้วก็มีอีกจุดหนึ่ง เงินที่เอาไปซื้อประมวลกฎหมายนโปเลียนฉบับพิมพ์ครั้งแรก เอามาจากไหน มาจากคลังของรัฐ หรือมาจากงบส่วนอื่น ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ"
โฆษกทำเนียบขาวกวาดสายตามองนักข่าวที่ยิงคำถามมา ก่อนจะให้คำตอบ
"ทุกคน พวกคุณก็น่าจะรู้จักนิสัยไอ้หมอสติเวนนั่นดีนะ ขาดไปแค่เซ็นต์เดียวมันก็ไม่มีทางพยักหน้าตกลงหรอก ถูกต้องแล้ว รัฐบาลอเมริกาซื้อประมวลกฎหมายนโปเลียนฉบับพิมพ์ครั้งแรกมาด้วยราคาแปดร้อยล้านยูโรเท่ากันเป๊ะ!"
"ฮ่าๆๆ"
เสียงหัวเราะดังครืนใหญ่ในงานแถลงข่าว ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของโฆษกทำเนียบขาวอย่างสุดซึ้ง
ผู้คนนับไม่ถ้วนที่นั่งดูอยู่หน้าจอทีวีก็เช่นกัน ต่างก็พากันหัวเราะออกมา พร้อมกับรู้สึกอิจฉาตาร้อนจนแทบจะกลายเป็นความริษยา
รอจนเสียงหัวเราะเริ่มซาลง โฆษกทำเนียบขาวก็พูดต่อ
"เงินที่ใช้ซื้อประมวลกฎหมายนโปเลียนฉบับพิมพ์ครั้งแรกเล่มนี้ถูกแบ่งออกเป็นหลายส่วน ส่วนหนึ่งเป็นเงินบริจาคจากอภิมหาเศรษฐีในอเมริกาสองสามคน อีกส่วนหนึ่งเป็นเงินบริจาคจากเนติบัณฑิตยสภาอเมริกา!"
"นอกจากนี้ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่มาจากเงินค่าปรับในคดีอาชญากรรมทางศิลปะ เงินที่รัฐบาลต้องควักจ่ายจริงๆ มีไม่ถึงหนึ่งในสี่ส่วนเลยด้วยซ้ำ ลองคำนวณดูคร่าวๆ ก็แค่ไม่ถึงสองร้อยล้านดอลลาร์เท่านั้น"
เมื่อได้ยินดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นบรรดานักข่าวในงาน หรือผู้คนที่กำลังดูไลฟ์สด ต่างก็พยักหน้าเข้าใจ
รัฐบาลควักเนื้อจ่ายไปไม่ถึงสองร้อยล้านดอลลาร์ก็ได้ประมวลกฎหมายนโปเลียนฉบับพิมพ์ครั้งแรกมาครอบครอง แล้วจะให้ไปบ่นอะไรได้อีกล่ะ
นักข่าวและผู้ชมทางบ้านบางคนถึงกับรู้สึกผิดหวังนิดหน่อยด้วยซ้ำ ดูเหมือนว่าจะเอาประเด็นนี้มาเล่นข่าวหรือปลุกระดมประท้วงไม่ได้ซะแล้ว งานนี้ก็ต้องปล่อยให้ไอ้เวรสตีเวนลอยนวลรับทรัพย์ไปฟรีๆ
จากนั้น โฆษกทำเนียบขาวก็ตอบคำถามเกี่ยวกับประมวลกฎหมายนโปเลียนฉบับพิมพ์ครั้งแรกไปอีกสองคำถาม ถึงค่อยเปลี่ยนไปพูดเรื่องต่อไป
"ขอแจ้งข่าวสำคัญให้ทุกคนทราบ ภายใต้คำเชิญอันสุดแสนกระตือรือร้นของทำเนียบขาว สมเด็จพระสันตะปาปาองค์ปัจจุบันแห่งวาติกันและคณะผู้ติดตาม จะเสด็จเยือนอเมริกาในอีกสามวันข้างหน้า โดยมีกำหนดการเยือนเป็นเวลาสิบวัน!"
ไม่ต้องแปลกใจเลย งานแถลงข่าวแตกตื่นขึ้นมาอีกระลอก หน้าจอทีวีนับไม่ถ้วนก็มีสภาพไม่ต่างกัน
"พระเจ้าช่วย! สมเด็จพระสันตะปาปาจะเสด็จมาอเมริกาจริงๆ ด้วย แถมยังจะประทับอยู่ที่นี่ตั้งสิบวัน ฉันต้องหาทางไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาให้ได้ โอกาสทองแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ เลยนะ!"
"ว้าว! นอกจากบอสตันแล้ว ไม่รู้ว่าสมเด็จพระสันตะปาปาและคณะผู้ติดตามจะเสด็จไปเยือนเมืองไหนอีกบ้าง หวังว่าหนึ่งในนั้นจะมีนิวยอร์กด้วยนะ"
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึงไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นในงานแถลงข่าวที่ทำเนียบขาว หรือตามตรอกซอกซอยในอเมริกา ทุกคนล้วนแต่ตื่นเต้นและเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง!
ถึงแม้ว่าผู้คนจะพอรู้ข่าวระแคะระคายมาบ้างแล้วว่าสมเด็จพระสันตะปาปาจะเสด็จเยือนอเมริกา แต่พอได้ยินโฆษกทำเนียบขาวยืนยันด้วยตัวเอง พร้อมกับออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นจนเนื้อเต้น!
ส่วนเรื่องที่โฆษกทำเนียบขาวบอกว่า สมเด็จพระสันตะปาปาและคณะผู้ติดตามเสด็จเยือนอเมริกาเพราะคำเชิญของทำเนียบขาวน่ะ ไม่มีใครหลงเชื่อเลยสักนิด
นั่นมันก็แค่พวกทำเนียบขาวพยายามสร้างภาพยกหางตัวเอง เป็นแค่คำกล่าวอ้างแบบเป็นทางการให้ดูสวยหรูเท่านั้นแหละ เรื่องจริงมันเป็นยังไง ทุกคนต่างก็รู้อยู่เต็มอก!
สาเหตุที่แท้จริงที่สมเด็จพระสันตะปาปาและคณะผู้ติดตามเสด็จมาอเมริกา ก็เพราะผลงานศิลปะระดับท็อปสองชิ้นที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกอย่างภาพ 'พระแม่มารี' ของราฟาเอล และรูปสลัก 'ปิเอตา' ของมีเกลันเจโลต่างหาก
เพื่อจะนำผลงานศิลปะระดับท็อปที่หายสาบสูญไปนานกว่าสองร้อยปีทั้งสองชิ้นนั้นกลับคืนมา สมเด็จพระสันตะปาปาถึงจำใจต้องยอมรับเงื่อนไขของไอ้เวรสตีเวน ยอมเสด็จมาเป็นประธานงานแต่งและประทานพรให้ถึงอเมริกา!
พอคิดมาถึงตรงนี้ บรรดาคริสต์ศาสนิกชนทั้งหลายก็อิจฉาจนแทบคลุ้มคลั่ง ตาร้อนผ่าวกันเป็นแถว
ไอ้เวรดวงเฮงอย่างสตีเวนมันมีดีอะไรนักหนาวะ ถึงได้มีบุญเชิญสมเด็จพระสันตะปาปามาเป็นประธานงานแต่งได้ ถ้าเปลี่ยนเป็นฉันก็คงจะดีสิ!
รอจนเสียงอื้ออึงในงานเบาลง โฆษกทำเนียบขาวก็รีบพูดต่อ
"จุดหมายแรกในการเสด็จเยือนของสมเด็จพระสันตะปาปาและคณะผู้ติดตามคือวอชิงตัน ระหว่างที่ประทับอยู่ที่วอชิงตัน สมเด็จพระสันตะปาปาจะเสด็จชมทำเนียบขาว ร่วมเสวยพระกระยาหารค่ำกับท่านประธานาธิบดีและครอบครัว จากนั้นก็จะให้การต้อนรับบุคคลสำคัญในแวดวงศาสนา"
"หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่วอชิงตัน สมเด็จพระสันตะปาปาและคณะผู้ติดตามจะเสด็จไปเยือนบอสตัน เพื่อเป็นประธานในพิธีแต่งงานของคุณสตีเวนกับคุณเบ็ตตี้ และประทานพรอันประเสริฐที่สุดให้กับพวกเขา"
"ท่านประธานาธิบดีและสตรีหมายเลขหนึ่ง จะร่วมเดินทางไปเยือนบอสตันพร้อมกับสมเด็จพระสันตะปาปาและคณะผู้ติดตามด้วย และจะเข้าร่วมงานแต่งงานของคุณสตีเวนกับคุณเบ็ตตี้ในฐานะแขกรับเชิญ..."
งานแถลงข่าวถูกจุดชนวนระเบิดขึ้นอีกครั้ง เสียงฮือฮาดังกลบเสียงของโฆษกทำเนียบขาวไปจนหมด ทำให้เขาจำต้องหยุดพูดไปชั่วขณะ
หน้าจอทีวีนับไม่ถ้วนก็มีสภาพไม่ต่างกัน ทุกคนที่ได้ยินคำพูดประโยคนั้นต่างก็ช็อกจนอ้าปากค้าง จ้องมองภาพบนหน้าจอทีวีแบบตาไม่กะพริบ ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
สมเด็จพระสันตะปาปากับประธานาธิบดีไปร่วมงานแต่งงานเดียวกัน แถมสมเด็จพระสันตะปาปายังเป็นคนลงมือเป็นประธานในพิธีด้วยตัวเองอีก งานนี้มันจะยิ่งใหญ่อลังการเกินไปแล้ว เรื่องแบบนี้เกิดมายังไม่เคยได้ยินเลยด้วยซ้ำ!
ส่วนที่บริษัทสำรวจผู้กล้าไร้พ่ายก็แตกตื่นกันไปหมดแล้ว เสียงโห่ร้องยินดีดังกระหึ่มไปทั่วฟ้า ดังลั่นจนเพดานแทบจะถล่มลงมา!
"สตีเวน นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย ก่อนหน้านี้นายไม่เคยหลุดปากบอกเลยนะว่าประธานาธิบดีจะมาร่วมงานแต่งของนายกับเบ็ตตี้ด้วย หรือว่าเขาเพิ่งจะนึกครึ้มอยากมาเอาดื้อๆ โอกาสเป็นแบบนั้นมันน้อยมากเลยนะเว้ย"
เจสันถามด้วยความตื่นเต้นสุดขีด แววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เย่เทียนกับเดวิดหันมาสบตากันแล้วยิ้ม ก่อนที่เขาจะเอ่ยปากอธิบายว่า
"เรื่องที่ประธานาธิบดีจะมาร่วมงานแต่งน่ะ มันเป็นเงื่อนไขพ่วงท้ายตอนที่ตกลงขายประมวลกฎหมายนโปเลียนน่ะ ตอนนั้นฉันก็แค่พูดเปรยๆ ขึ้นมา ไม่คิดเหมือนกันว่าประธานาธิบดีจะตอบรับคำเชิญง่ายดายขนาดนี้"
"เรื่องดีๆ แบบนี้ฉันจะปฏิเสธได้ยังไงล่ะ แต่มันเป็นความลับขั้นสุดยอด เลยเอาไปป่าวประกาศให้ใครรู้ไม่ได้ คนที่รู้เรื่องนี้มีแค่ฉัน เบ็ตตี้ เดวิด แล้วก็มาติสแค่นั้นเอง"
"อันที่จริง ครอบครัวของเบ็ตตี้ พวกพี่น้องที่ไปเตรียมงานแต่งที่บอสตัน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอีกเพียบ รวมถึงพนักงานของบริษัทรับจัดงานแต่งงาน พวกเขาก็เพิ่งจะรู้ข่าวนี้กันเมื่อวานนี้เอง"
"และก็เพราะเหตุผลเรื่องการเก็บความลับเหมือนกัน พวกเขาถึงห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาจุกจิกตามมา นี่เป็นคำสั่งตรงจากหน่วยสืบราชการลับของทำเนียบขาวเลยนะ ส่วนเหตุผลลึกๆ ทุกคนก็น่าจะเข้าใจดี"
"เมื่อตอนเที่ยงวานนี้ ตำรวจบอสตันกับเจ้าหน้าที่จากหน่วยสืบราชการลับในวอชิงตัน ก็ได้เข้าไปประสานงานกับพวกโคลเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้พวกเขากำลังเร่งเตรียมงานขั้นต้นที่บอสตันอยู่..."
"เชี่ยเอ๊ย! งานแต่งงานครั้งนี้สเกลมันใหญ่เว่อร์วังเกินไปแล้ว เล่นเอาคนดูอ้าปากค้างได้เลยนะเนี่ย! เอาไงดีวะ หรือฉันกับโซฟีจะไปแจมด้วย จัดงานแต่งงานที่บอสตันพร้อมกันไปเลยดีไหม โอกาสทองแบบนี้พันปีจะมีสักหนนะเว้ย!"
เจสันพร่ำรำพันออกมาอย่างสุดจะทน ลูกตาเบิกโพลงจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า แววตาเต็มไปด้วยความอิจฉาตาร้อน
"ฮ่าๆๆ"
เย่เทียนและเดวิดต่างก็ประสานเสียงหัวเราะกันลั่นห้อง หัวเราะกันอย่างสะใจสุดๆ
จังหวะนี้เอง เสียงของโฆษกทำเนียบขาวก็ดังทะลุจอมาเข้าหูทุกคนอีกครั้ง
"หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่บอสตัน สมเด็จพระสันตะปาปาจะเสด็จไปเยือนนิวยอร์ก ระหว่างที่ประทับอยู่ที่นิวยอร์ก..."
ทันทีที่คำพูดประโยคนี้หลุดออกมา ทั่วทั้งนิวยอร์กก็ระเบิดเสียงโห่ร้องยินดีดังกระหึ่มขึ้นแทบจะทุกพื้นที่!
[จบแล้ว]