เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 130 - นายน้อยฉู่ จอมยุทธ์น้อยฉู่ จอมยุทธ์ฉู่

บทที่ 130 - นายน้อยฉู่ จอมยุทธ์น้อยฉู่ จอมยุทธ์ฉู่

บทที่ 130 - นายน้อยฉู่ จอมยุทธ์น้อยฉู่ จอมยุทธ์ฉู่


บทที่ 130 - นายน้อยฉู่ จอมยุทธ์น้อยฉู่ จอมยุทธ์ฉู่

หลังจากฉู่หยวนและไอ้ลูกหมาเดินออกจากถนน พวกเขาก็พากันไปที่วัดร้างนอกเมือง

วัดร้างแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก ชาวบ้านละแวกตลาดโหวเจี้ยนเรียกกันว่าศาลเจ้าถู่หวัง

ศาลเจ้าถู่หวังยาวไม่เกินสองจั้ง กว้างไม่เกินหนึ่งจั้ง มีเพียงอาคารหลังเดียวตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของชายขอบตลาดโหวเจี้ยน

กำแพงฝั่งทิศใต้พังทลายลงมาครึ่งหนึ่ง หลังคาก็มีรูโหว่ขนาดใหญ่ น้ำฝนที่หยดลงมาจากรูนั้นทำให้รูปปั้นเทพเจ้าในศาลเปื่อยยุ่ยจนพังทลายลงมา เหลือเพียงครึ่งท่อนล่างที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่

ไม่มีใครรู้แล้วว่าเทพเจ้าที่ประดิษฐานอยู่ในวัดร้างแห่งนี้คือเทพองค์ใด

วัดแห่งนี้ถูกปล่อยทิ้งร้างมานานหลายปีแล้ว เนื่องจากหลังคาพัง พอถึงหน้าฝนน้ำก็จะท่วมขังอยู่ภายใน ทำให้ชื้นแฉะไปหมด ต่อให้แดดออกก็ใช้เวลานานกว่าจะแห้ง จึงไม่สามารถใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้เลย

ก็โชคดีที่เป็นแบบนี้ ไม่อย่างนั้นสถานที่นี้ก็คงตกไม่ถึงมือของร่างเดิมของฉู่หยวนหรอก

แม้ว่าวัดร้างแห่งนี้จะชื้นแฉะอยู่ตลอดทั้งปี แต่ที่มุมตะวันออกเฉียงเหนือของวัดร้าง เดิมทีพื้นตรงนั้นก็สูงอยู่แล้ว แถมร่างเดิมของฉู่หยวนยังโกยดินมาถมจนสูงขึ้นไปอีก และเอาหญ้าแห้งมาปูทับไว้เพื่อกันความชื้น ทำให้ศาลเจ้าถู่หวังแห่งนี้กลายเป็นที่พักพิงของฉู่หยวน

ไอ้ลูกหมาที่เพิ่งมาถึงตลาดโหวเจี้ยนและไม่มีที่ไป ฉู่หยวนก็เลยยอมให้เขามาพักด้วยกันที่ศาลเจ้าถู่หวังแห่งนี้

"พี่ฉู่หยวน ท่านเก่งจังเลย สามารถสู้ชนะผู้ชายตั้งสามคนได้ด้วยตัวคนเดียว"

เมื่อทั้งสองกลับมาถึงศาลเจ้าถู่หวัง เดินอ้อมแอ่งน้ำขังตรงกลางเข้าไป เมื่อสองวันก่อนเพิ่งจะมีฝนตกหนัก พอพวกเขากลับมานั่งลงบนกองฟางตรงมุมห้อง ไอ้ลูกหมาก็มองฉู่หยวนด้วยสายตาตื่นเต้นระคนประหลาดใจ

ในสายตาของเขา ฉู่หยวนอายุมากกว่าเขาแค่ปีเดียว รูปร่างก็พอๆ กับเขา แต่กลับสามารถล้มขอทานผู้ใหญ่ถึงสามคนได้อย่างรวดเร็ว มันช่างน่าทึ่งจริงๆ

"เมื่อก่อนข้าเคยเรียนวรยุทธ์มาบ้างน่ะ"

ฉู่หยวนตอบไอ้ลูกหมา

ไอ้ลูกหมาเพิ่งจะมาอยู่ที่ตลาดโหวเจี้ยนได้ไม่นาน เขาจึงไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ฉู่หยวนก็เป็นแค่ขอทานธรรมดาๆ คนหนึ่ง แถมยังเคยโดนหลิวหมาขี้เรื้อนและพวกทั้งสามคนรังแกมาก่อนด้วย

เขาจึงพยักหน้าอย่างเข้าใจ "ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง"

ฉู่หยวนเอาเหรียญทองแดงสองเหรียญที่เพิ่งช่วยมาจากหลิวหมาขี้เรื้อนคืนให้ไอ้ลูกหมาหนึ่งเหรียญ "เหรียญของเจ้า คืนให้"

ไอ้ลูกหมากลับไม่ยื่นมือไปรับ เขามองฉู่หยวนพลางกล่าว "พี่ฉู่ เหรียญทองแดงนี้ท่านเก็บไว้เถอะ หากไม่มีท่าน ข้าก็คงรักษาเหรียญนี้ไว้ไม่ได้ ในเมื่อท่านเป็นคนรักษามันไว้จากมือของหลิวหมาขี้เรื้อน ท่านก็เก็บมันไว้เถอะ"

ฉู่หยวนแย้งว่า "แต่เหรียญนี้เจ้าเป็นคนขอทานมาได้นะ"

ไอ้ลูกหมาตอบกลับ "ข้าขอทานมาได้ก็จริง แต่พี่ฉู่เป็นคนรักษามันไว้นี่นา"

ฉู่หยวนคิดดูแล้วก็ไม่ขัดใจ เขาเก็บเหรียญทองแดงเข้ากระเป๋า "เหรียญทองแดงสองเหรียญนี้ข้าขอเก็บไว้ก่อน เอาไว้ซื้อหมั่นโถวแล้วข้าจะแบ่งให้เจ้าครึ่งหนึ่ง"

ไอ้ลูกหมาตอบ "แบบนั้นก็ได้ ขอบคุณพี่ฉู่มาก"

ในความคิดของเขา เหรียญทองแดงนี้ในเมื่อฉู่หยวนเป็นคนรักษาไว้ได้ มันก็ควรจะเป็นของฉู่หยวน

แต่ฉู่หยวนกลับยอมเอาเงินนี้ไปซื้อหมั่นโถวแล้วยังจะแบ่งให้เขาอีก เขาจึงรู้สึกว่าพี่ฉู่คนที่เขาเพิ่งรู้จักหลังจากออกจากบ้านมานั้นเป็นคนดีจริงๆ

และในขณะนั้นเอง ท้องฟ้าเบื้องนอกก็เริ่มมืดลง พระอาทิตย์ตกดิน ท้องฟ้าอาบไปด้วยสีแดงฉาน บ่งบอกว่าเป็นเวลาเย็นแล้ว

"โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง"

ทันใดนั้นก็มีเสียงหมาเห่าดังมาจากด้านนอก

ไอ้ลูกหมาพูดด้วยความดีใจ "พี่ฉู่ เจ้าเหลืองกลับมาแล้ว"

และแล้วก็มีหมาสีเหลืองอ่อนวิ่งหน้าตั้งเข้ามาจากข้างนอก

มันกระดิกหางไปมาทักทายไอ้ลูกหมาผู้เป็นเจ้าของและฉู่หยวน

เพราะช่วงหลายวันที่ผ่านมา ฉู่หยวนมักจะแบ่งเศษอาหารที่ขอทานมาได้ให้มันกินเวลาที่มีอาหารเหลือเฟือ

โบราณว่าไว้ กินของเขาแล้วก็ต้องเกรงใจ หลังจากได้กินอาหารของฉู่หยวนไปหลายมื้อ เจ้าเหลืองก็ถือว่าฉู่หยวนเป็นเจ้านายครึ่งหนึ่งของมันไปแล้ว นอกจากไอ้ลูกหมาผู้เป็นเจ้าของ พอเห็นฉู่หยวนมันก็จะกระดิกหางทักทายเหมือนกัน

ฉู่หยวนเห็นเจ้าเหลืองก็ยื่นมือไปลูบหัวมัน

เจ้าเหลืองรู้สึกสบาย มันย่อตัวลงและยื่นหัวเข้าไปหา

ความจริงที่ฉู่หยวนสนิทกับเจ้าเหลืองได้เร็วขนาดนี้ก็เป็นเพราะเขาชอบลูบหัวมันนี่แหละ

การลูบหมาไม่เพียงแต่คนจะรู้สึกสบาย แต่หมาก็รู้สึกสบายไปด้วย

ถ้าเทียบกับฉู่หยวน ไอ้ลูกหมาผู้เป็นเจ้าของกลับไม่ค่อยลูบหัวมันเท่าไหร่

หลังจากลูบเจ้าเหลืองอยู่พักหนึ่ง ท้องฟ้าเบื้องนอกก็เริ่มมืดมิด บ่งบอกว่าใกล้จะค่ำแล้ว

ชาวบ้านธรรมดาในสมัยโบราณไม่มีกิจกรรมบันเทิงยามค่ำคืน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกขอทานอย่างพวกเขาเลย

ฉู่หยวนนั่งขัดสมาธิบนเบาะฟางและเริ่มนั่งสมาธิฝึกกำลังภายใน

สิ่งที่เขาฝึกก็คือ 【วิชาพลังเทพเก้าชั้นฟ้า】 จากคัมภีร์แท้เก้าชั้นฟ้าฉบับปรับปรุงใหม่ในโลกที่แล้วนั่นเอง

"พี่ฉู่ ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือ"

ไอ้ลูกหมาเอนตัวนอนอยู่บนกองฟางอีกฝั่ง เขาเห็นฉู่หยวนนั่งขัดสมาธิก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย

ตั้งแต่เขามาอยู่ที่ตลาดโหวเจี้ยนและพักอยู่กับฉู่หยวนในศาลเจ้าถู่หวังแห่งนี้ เขาก็มักจะเห็นฉู่หยวนนั่งขัดสมาธิแบบนี้ทุกคืน

แต่ก่อนหน้านี้เขากับฉู่หยวนเพิ่งรู้จักกันยังไม่สนิทกันเท่าไหร่ เขาจึงไม่กล้าถาม

"นั่งสมาธิปรับลมปราณ ฝึกกำลังภายในน่ะ"

ฉู่หยวนหยุดเดินพลัง ลืมตาขึ้นแล้วตอบไอ้ลูกหมา

"อ้อ"

ไอ้ลูกหมาพยักหน้ารับรู้

เขาแค่นั่งมองฉู่หยวนและไม่ได้เอ่ยปากขอให้ฉู่หยวนสอนเลย

ฉู่หยวนรู้ดีว่าไอ้ลูกหมาไม่ใช่คนที่ชอบขอร้องใคร

ภายหลังด้วยความบังเอิญ เขาได้รับป้ายเหล็กดำของเซี่ยเยียนเค่อ เซี่ยเยียนเค่อพยายามทำทุกวิถีทางให้ไอ้ลูกหมาขอร้องเขา แต่ไอ้ลูกหมาก็ไม่ยอมขอร้องเลยสักครั้ง

"อยากเรียนไหม"

ฉู่หยวนเป็นฝ่ายถามไอ้ลูกหมาก่อน

เขารู้ว่าในอนาคต หลังจากที่ไอ้ลูกหมาช่วยชีวิตผู้เฒ่าต้าเปยไว้ ผู้เฒ่าต้าเปยจะมอบตุ๊กตาดินปั้นให้เขาก่อนตาย บนตัวตุ๊กตาจะมีแผนผังการเดินลมปราณอยู่ เซี่ยเยียนเค่อแกล้งสอนให้เขาเดินลมปราณย้อนกลับ กะจะให้ไอ้ลูกหมาคนที่ไม่ยอมขอร้องใครต้องตายไปแบบนั้น ใครจะไปรู้ว่าไอ้ลูกหมาจะมีพรสวรรค์สูงส่งจนสามารถฝึกยอดวิชาธาตุหยินหยางที่เดินลมปราณย้อนกลับซึ่งไม่เคยมีใครทำสำเร็จมาก่อนได้สำเร็จด้วยความบังเอิญ

"อยากเรียน พี่ฉู่ ท่านจะสอนข้าหรือ"

ไอ้ลูกหมาพยักหน้ารัวๆ

ภาพที่ฉู่หยวนจัดการขอทานผู้ใหญ่สามคนในพริบตาเดียวบนถนนเมื่อตอนกลางวัน ทำให้เขาอิจฉามาก

แม่ของเขาเคยบอกไว้ว่าห้ามขอร้องคนอื่น ถ้าเขาอยากจะสอนเขาก็จะสอนเอง ไม่ต้องขอร้อง แต่ถ้าเขาไม่อยากสอน ขอร้องไปก็ไม่มีประโยชน์

แต่ในเมื่อฉู่หยวนเต็มใจจะสอนเขาเองโดยที่เขาไม่ต้องเอ่ยปากขอร้อง เขาย่อมอยากเรียนแน่นอน

ฉู่หยวนพยักหน้า "ข้าจะสอนวรยุทธ์ให้เจ้าบทหนึ่ง เจ้าจงฝึกตามที่ข้าบอกก็แล้วกัน"

ระหว่างที่พูด ฉู่หยวนก็ท่องเคล็ดวิชาและบอกเส้นทางการเดินลมปราณให้ไอ้ลูกหมาฟัง

พอพูดจบ ฉู่หยวนก็ถามไอ้ลูกหมา "จำได้ไหม"

ไอ้ลูกหมาพยักหน้า "พี่ฉู่ ข้าจำได้แล้ว"

ฉู่หยวนกล่าว "ต่อไปเจ้าต้องฝึกอย่างน้อยวันละครั้ง ไม่นานเจ้าก็จะเก่งเหมือนข้า"

วรยุทธ์ที่ฉู่หยวนสอนไอ้ลูกหมาก็คือความลับของสำนักเส้าหลินอย่างคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นนั่นเอง

ฉู่หยวนไม่ได้ตั้งใจจะสอน 【คัมภีร์แท้เก้าชั้นฟ้า】 ที่เขาคิดค้นขึ้นเองให้ไอ้ลูกหมา เขาจึงเลือกสอนคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นให้แทน

"พี่ฉู่ ขอบคุณท่านมาก บุญคุณที่ท่านสอนวรยุทธ์ให้ข้า ข้าจะจำไปจนวันตายเลย"

ไอ้ลูกหมาเอ่ยกับฉู่หยวนด้วยสีหน้าจริงจัง

"ในเมื่อเจ้าเรียกข้าว่าพี่ฉู่ ข้าจะให้เจ้าเรียกเปล่าๆ ได้ยังไงล่ะ"

ฉู่หยวนหัวเราะ

เหตุผลที่เขายอมสอนวรยุทธ์ให้ไอ้ลูกหมาก็เป็นเพราะเรื่องที่ไอ้ลูกหมายอมแบ่งเหรียญทองแดงให้เขาก่อนหน้านี้ มันทำให้ฉู่หยวนรู้สึกว่าไอ้ลูกหมาเป็นคนที่เห็นความสำคัญของมิตรภาพ

เมื่อกี้ความหวังในดวงตาของไอ้ลูกหมาแทบจะล้นทะลักออกมาอยู่แล้ว แต่ไอ้ลูกหมากลับเป็นคนที่ไม่ยอมขอร้องใคร ดังนั้นเขาจึงเป็นฝ่ายเสนอตัวสอนวรยุทธ์ให้เอง

"เอาล่ะ เจ้าลองนั่งสมาธิฝึกดูเองเถอะ ถ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจก็ค่อยมาถามข้า"

ฉู่หยวนบอกไอ้ลูกหมา

เขาเองก็ต้องรีบฝึกวรยุทธ์เหมือนกัน ไม่ว่าจะอยู่โลกไหน ความแข็งแกร่งก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นได้

ตอนนี้เขาอยู่ในฐานะขอทาน ฉู่หยวนไม่ได้กะจะเป็นขอทานไปตลอดชีวิตหรอกนะ

โชคดีที่พอทะลุมิติมาโลกใหม่ แม้กำลังภายในอันมหาศาลจะหายไปหมดแล้ว แต่ความทรงจำและประสบการณ์ในการฝึกวรยุทธ์ยังอยู่ครบ

ใช้เวลาแค่ไม่กี่ปี เขาก็คงจะเรียกคืนกำลังภายในและวรยุทธ์ทั้งหมดกลับมาได้

"ได้เลย พี่ฉู่ ท่านฝึกของท่านไปเถอะ ไม่ต้องสนใจข้า"

ไอ้ลูกหมาพยักหน้ารับคำ

ฉู่หยวนพยักหน้าเบาๆ แล้วไม่สนใจไอ้ลูกหมาอีก เขาเริ่มฝึก 【วิชาพลังเทพเก้าชั้นฟ้า】 ต่อ

"แต่ว่า หลังจากทะลุมิติมาคราวนี้ พรสวรรค์และรากฐานของข้าดีกว่าโลกที่แล้วเยอะเลย พลังหยวนแต่กำเนิดก็มากกว่าคนทั่วไปมาก ในโลกนี้ต่อให้เทียบกับไอ้ลูกหมาไม่ได้ ข้าก็นับว่าเป็นอัจฉริยะด้านวรยุทธ์คนหนึ่งเลยล่ะ"

ฉู่หยวนคิดในใจขณะกำลังฝึกวรยุทธ์

เขาทะลุมิติมาอยู่ในโลกนี้ได้แค่เดือนเดียว ชีพจรเส้นแรกของ 【วิชาพลังเทพเก้าชั้นฟ้า】 อย่างเส้นชีพจรไท่หยางลำไส้เล็กก็ใกล้จะทะลวงผ่านแล้ว

ตอนอยู่โลกที่แล้ว กว่าเขาจะทะลวงเส้นชีพจรเส้นแรกของ 【วิชาพลังเทพเก้าชั้นฟ้า】 ได้สำเร็จ ต้องใช้เวลามากกว่านี้ตั้งเยอะ

เมื่อเทียบกับตัวเองแล้ว ไอ้ลูกหมาที่ฝึกวรยุทธ์ย้อนกลับแบบสุ่มสี่สุ่มห้าก็ยังฝึกสำเร็จได้ ไม่เพียงแต่จะไม่ธาตุไฟเข้าแทรก แต่ยังสำเร็จยอดวิชาธาตุหยินหยางที่ไม่มีใครเคยทำได้มาก่อนอีกด้วย นอกจากความซื่อสัตย์จริงใจแล้ว ไอ้ลูกหมาก็ยังถือเป็นอัจฉริยะด้านวรยุทธ์ที่หาตัวจับยากด้วย

"พยายามทะลวงเส้นชีพจรเส้นแรกของวิชาพลังเทพเก้าชั้นฟ้าให้ได้ในคืนนี้เลยดีกว่า"

ฉู่หยวนตั้งเป้าหมายในใจ

การทะลวงเส้นชีพจรเส้นแรกของ 【วิชาพลังเทพเก้าชั้นฟ้า】 ได้สำเร็จ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าฉู่หยวนเริ่มมีกำลังภายในที่ไม่ธรรมดาแล้ว

หากเจอเหตุการณ์แบบตอนกลางวันอีก เขาจะได้ไม่ต้องเสี่ยงจู่โจมจุดตายของอีกฝ่ายเพื่อให้ชนะอีกแล้ว

"เสียดายที่ทะลุมิติมาเร็วไปหน่อย ยังไม่มีเวลาแลกเก้ากระบี่เดียวดายมาจากลิ่งหูชงและฟงชิงหยางเลย เก้ากระบี่เดียวดายนี่ต่อให้ไม่มีกำลังภายในก็ยังมีอานุภาพร้ายกาจมากเชียวนะ"

ท่ามกลางความคิดฟุ้งซ่าน ฉู่หยวนก็ยังคงนั่งสมาธิเดินลมปราณต่อไป

เมื่อเห็นฉู่หยวนนั่งสมาธิฝึกวรยุทธ์อยู่ข้างๆ ไอ้ลูกหมาก็ทำตามทันที เขานั่งขัดสมาธิแล้วเริ่มรวบรวมสมาธิฝึกตามวิธีที่ฉู่หยวนเพิ่งสอนไป

ต่อให้มีตรงไหนที่ไม่เข้าใจ เขาก็ไม่ไปรบกวนฉู่หยวน แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจ กะว่ารอให้ถึงตอนเช้าค่อยไปถามฉู่หยวน

ฉู่หยวนและไอ้ลูกหมานั่งขัดสมาธิฝึกวรยุทธ์อยู่บนกองฟาง ส่วนเจ้าเหลืองก็นอนอยู่ข้างๆ พวกเขาสองคน หน้าท้องกระเพื่อมขึ้นลงเบาๆ มันหลับสนิทไปแล้ว

ภายนอกศาลเจ้าถู่หวัง

ดวงจันทร์ลอยเด่นขึ้นสู่กลางเวหา ก่อนจะค่อยๆ คล้อยต่ำลง ท้องฟ้าฝั่งตะวันออกเริ่มสว่างเป็นสีขาวนวล

ฉู่หยวนที่นั่งสมาธิฝึกวรยุทธ์มาทั้งคืน ร่างกายกระตุกเบาๆ เขาดึงกำลังภายในที่วิ่งพล่านอยู่ตามเส้นชีพจรกลับเข้าสู่จุดชี่ไห่ตรงตันเถียน ก่อนจะลืมตาขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า

เส้นชีพจรเส้นแรกของ 【วิชาพลังเทพเก้าชั้นฟ้า】 ทะลวงผ่านแล้ว

"เมื่อมีกำลังภายในพวกนี้ ต่อให้อยู่ในโลกนี้ แม้จะยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของยอดฝีมือชื่อดัง แต่ก็พอจะเอาตัวรอดได้แล้ว"

ฉู่หยวนเอ่ยด้วยความดีใจ

แม้ตอนนี้กำลังภายในในจุดชี่ไห่ของเขาจะเทียบไม่ได้แม้แต่หนึ่งในสิบล้านส่วนของตอนที่เขาอยู่จุดสูงสุด

แต่สำหรับการเริ่มต้นใหม่ การทำได้ขนาดนี้ในเวลาอันสั้นก็นับว่าน่าทึ่งมากแล้ว

"พี่ฉู่"

เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ไอ้ลูกหมาก็ตื่นจากการทำสมาธิ เขาลืมตาขึ้นและเอ่ยทักทายฉู่หยวน

"ฝึกไปถึงไหนแล้วล่ะ"

ฉู่หยวนถามไอ้ลูกหมา

"ก็ดีนะ สัมผัสได้ถึงปราณแล้ว"

ไอ้ลูกหมาตอบ

ก้าวแรกของการฝึกกำลังภายในก็คือการสัมผัสได้ถึงปราณตามเส้นทางเดินลมปราณของจุดฝังเข็มต่างๆ หลังจากนั้นถึงจะสามารถสร้างกำลังภายในได้

ฉู่หยวนพยักหน้าและไม่ได้พูดอะไรต่อ

สำหรับคนอื่น การฝึกแค่คืนเดียวแล้วสัมผัสถึงปราณได้เลยมันดูเกินจริงไปหน่อย

แต่สำหรับคนที่มีพรสวรรค์และรากฐานดีเยี่ยมอย่างไอ้ลูกหมา เรื่องนี้ถือว่าไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรเลย

และเขาก็ฝึก 【วิชาพลังเทพเก้าชั้นฟ้า】 ได้เร็วกว่าไอ้ลูกหมาตั้งเยอะ

...

ทั้งสองคนฝึกวรยุทธ์กันมาทั้งคืน ไม่ได้นอนเลย จึงต้องมางีบหลับชดเชย

พวกเขาหลับยาวไปจนถึงยามอวี๋จง ก่อนจะพากันเดินออกจากศาลเจ้าถู่หวัง มุ่งหน้าสู่ตลาดโหวเจี้ยนเพื่อหาอะไรประทังหิว

"จอมยุทธ์ฉู่"

"นายน้อยฉู่"

"จอมยุทธ์น้อยฉู่"

ตลอดทางที่เดินผ่าน ใครก็ตามในตลาดที่รู้จักฉู่หยวนต่างก็เข้ามาทักทายเขาทั้งนั้น

ดูเหมือนว่าข่าวเมื่อวานจะแพร่สะพัดไปเร็วมาก คนทั้งตลาดคงรู้เรื่องที่เขาเอาชนะขอทานผู้ใหญ่สามคนได้แล้ว

ฉู่หยวนสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ตั้งแต่เมื่อวานที่เขาล้มขอทานผู้ใหญ่สามคนอย่างหลิวหมาขี้เรื้อนลงได้อย่างง่ายดายกลางถนน สถานะของเขาในตลาดนี้ก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อก่อนไม่ว่าเขาจะเดินไปทางไหน ใครเห็นก็มีแต่คนมองด้วยสายตารังเกียจ

แต่เมื่อกี้ตอนที่เขากับไอ้ลูกหมาเดินผ่านมา ชาวบ้านที่รู้จักเขาต่างก็เข้ามาทักทายเขากันทั้งนั้น

คำเรียกขานก็เปลี่ยนจาก "ขอทานน้อย" กลายมาเป็น "จอมยุทธ์ฉู่" "นายน้อยฉู่" หรือ "จอมยุทธ์น้อยฉู่"

นี่คือการปฏิบัติที่ร่างเดิมของฉู่หยวนไม่เคยได้รับมาก่อน

แถมยังมีเถ้าแก่ร้านค้าตามสองข้างทางที่อยากจะเอาของกินมาให้ฉู่หยวนและไอ้ลูกหมา แต่ฉู่หยวนก็ปฏิเสธไปหมด

ทำดีหวังผล คนพวกนี้เห็นว่าเขามีวรยุทธ์สูงส่งก็เลยอยากจะผูกมิตรไว้

ถ้าเขารับของพวกนี้มา เขาก็จะต้องติดหนี้บุญคุณคนพวกนี้

ไม่นานพวกเขาก็เดินมาถึงร้านขายหมั่นโถว

"เถ้าแก่ ขอหมั่นโถวลูกนึง"

ฉู่หยวนหยิบเหรียญทองแดงสองเหรียญของเมื่อวานส่งให้เถ้าแก่ร้านหมั่นโถว

เถ้าแก่ร้านหมั่นโถวเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างเตี้ยท้วม มีผ้ากันเปื้อนสีขาวผูกเอวและมีผ้าโพกหัว

เมื่อได้ยินเสียงของฉู่หยวน เขาก็เงยหน้าขึ้นมา พอเห็นว่าเป็นฉู่หยวน ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง "อ้าว ที่แท้ก็ยอดฝีมืออย่างจอมยุทธ์ฉู่นี่เอง"

คำว่าจอมยุทธ์ที่เถ้าแก่ร้านหมั่นโถวเรียก อาจจะเป็นแค่คำยกยอประจบประแจงเท่านั้น

แต่ฉู่หยวนจำได้ว่าเมื่อครึ่งเดือนก่อน ตอนที่เขามาที่ร้านหมั่นโถวนี้ เถ้าแก่ไม่ได้มีท่าทีแบบนี้เลยนะ

ตอนนั้นเถ้าแก่ร้านหมั่นโถวแสดงท่าทีรังเกียจฉู่หยวนสุดๆ ไล่ให้ฉู่หยวนไปขอทานไกลๆ อย่ามายืนเกะกะหน้าร้าน

ตอนนั้นฉู่หยวนคิดว่าไม่อยากมีเรื่อง แถมเขาก็เพิ่งจะเริ่มฝึกวรยุทธ์ ยังอยู่ในช่วงซ่อนคม จึงไม่จำเป็นต้องไปมีเรื่องกับเถ้าแก่ร้านหมั่นโถว เขาจึงยอมเดินจากไปแต่โดยดี

"จอมยุทธ์ฉู่ หมั่นโถวของท่าน สองลูกที่เหลือถือว่าข้าแถมให้นะขอรับ"

เถ้าแก่ร้านหมั่นโถวเปิดเข่งนึ่งที่ยังมีควันพวยพุ่ง เอาใบตองห่อหมั่นโถวสามลูกส่งให้ฉู่หยวนพลางยิ้มประจบประแจง

ดูเหมือนเขาจะกลัวว่าฉู่หยวนจะผูกใจเจ็บก็เลยแถมหมั่นโถวให้ฉู่หยวนไปอีกสองลูก

"ขอบใจนะ"

ฉู่หยวนคิดดูแล้วก็ไม่ปฏิเสธ เขารับหมั่นโถวทั้งสามลูกมาเก็บไว้

ยังไงซะหมั่นโถวก็ไม่ใช่ของมีค่าอะไรมากมาย แถมเขาเองก็ไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยที่จะมาเก็บเรื่องหยุมหยิมพวกนี้มาใส่ใจ

ถ้าเขาไม่รับไว้ เถ้าแก่ร้านหมั่นโถวก็คงจะยิ่งกระวนกระวายใจเปล่าๆ

"แหม จอมยุทธ์ฉู่พูดอะไรอย่างนั้น วันหลังถ้าอยากกินหมั่นโถวก็แวะมาได้เลยนะ ข้าไม่คิดเงินหรอก"

เมื่อเห็นฉู่หยวนรับหมั่นโถวไป เถ้าแก่ร้านหมั่นโถวก็รู้ว่าฉู่หยวนไม่ได้คิดจะเอาเรื่อง เขาจึงกลอกตาไปมาพลางเอ่ยขึ้น

คนทำมาค้าขายก็ย่อมต้องมีหัวการค้า เขาคิดว่าฉู่หยวนอายุน้อยแค่นี้แต่กลับมีวรยุทธ์สูงส่ง อนาคตต้องก้าวหน้าแน่นอน

หากยอมเสียหมั่นโถวแค่วันละไม่กี่ลูกเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับฉู่หยวนไว้ วันหน้าก็อาจจะมีเรื่องให้ฉู่หยวนช่วยเหลือก็ได้

"เรื่องกินฟรีคงไม่เอาหรอก ครั้งนี้ถือเป็นข้อยกเว้น วันหลังถ้าข้าอยากกินหมั่นโถวจริงๆ ข้าจะจ่ายเงินให้แน่นอน"

ฉู่หยวนปฏิเสธ

ระหว่างที่พูด เขาก็แบ่งหมั่นโถวสามลูกนั้นให้ไอ้ลูกหมาไปลูกครึ่ง แล้วก็บิเศษหมั่นโถวโยนให้เจ้าเหลืองที่วิ่งวนไปมาและกระดิกหางอยู่รอบตัวเขา

เจ้าเหลืองไม่ได้รังเกียจว่ามันจะน้อยนิด มันเลียเศษหมั่นโถวบนพื้นจนเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่เศษเดียว

เมื่อได้ยินคำพูดของฉู่หยวน เถ้าแก่ร้านหมั่นโถวก็มีสีหน้าผิดหวัง เขารู้ว่าฉู่หยวนปฏิเสธอย่างนุ่มนวลแล้ว

ก็ใช่น่ะสิ เด็กหนุ่มที่มีวรยุทธ์สูงส่งขนาดนี้ จะมายอมถูกซื้อใจด้วยหมั่นโถวแค่ไม่กี่ลูกได้ยังไง

"หมั่นโถวมีอะไรน่าอร่อย ข้าเลี้ยงเซาปิ่งพวกเจ้าเอง"

และในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงคนดังมาจากร้านขายเซาปิ่งปาท่องโก๋ข้างๆ

ฉู่หยวนและไอ้ลูกหมาได้ยินดังนั้นก็หันไปมองที่ร้านเซาปิ่ง

คนที่พูดคือชายชราผมขาวอายุราวห้าสิบกว่าปีกำลังทอดเซาปิ่งอยู่หน้ากระทะน้ำมัน

เขาถือคีมเหล็กสีดำตักเซาปิ่งและปาท่องโก๋ที่ทอดเสร็จแล้วขึ้นมาพักสะเด็ดน้ำมันไว้บนตะแกรงข้างๆ

ลมหายใจของเขายาวลึกกว่าคนทั่วไป การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งดูเหมือนจะทำไปเรื่อยๆ แต่กลับดูเหมือนเขาได้ผสานวรยุทธ์เข้ากับการทอดเซาปิ่งเลยทีเดียว

"คนผู้นี้ไม่ใช่เถ้าแก่ร้านเซาปิ่งธรรมดาๆ แต่เป็นชาวยุทธ์ เพียงแต่วรยุทธ์น่าจะไม่สูงนัก"

หลังจากมองแวบหนึ่ง ฉู่หยวนก็วิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ออกมาได้

"ต้องจ่ายเงินไหม"

ฉู่หยวนถามยิ้มๆ

กลิ่นหอมของเซาปิ่งลอยโชยไปทั่วทั้งถนน มันอร่อยกว่าหมั่นโถวที่ไม่มีรสชาติอะไรเลยตั้งเยอะ

"พวกเจ้าสองคนเป็นขอทาน เหรียญทองแดงสองเหรียญนั่นก็คงเป็นเงินทั้งหมดที่พวกเจ้ามีแล้วล่ะสิ ข้าเลี้ยงเอง"

เถ้าแก่ร้านเซาปิ่งเอ่ยขึ้น

"ตกลง"

ฉู่หยวนรับคำ

แล้วเขาก็เดินนำไปที่ร้านเซาปิ่งทันที

ไอ้ลูกหมาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าจะตามไปดีไหม

แม่ของเขาเคยบอกไว้ว่า ของฟรีไม่มีในโลก

แต่เมื่อเห็นฉู่หยวนเดินไปแล้ว เขาก็ต้องเดินตามไป

"ดูเหมือนว่าเซาปิ่งจะใช้ได้ผลดีกว่าหมั่นโถวนะ"

เถ้าแก่ร้านหมั่นโถวเห็นฉู่หยวนที่เพิ่งจะบอกว่าจะไม่กินของฟรีเดินไปที่ร้านเซาปิ่งข้างๆ เขาก็ได้แต่บ่นพึมพำแล้วกลับไปขายหมั่นโถวต่อ

ฉู่หยวนและไอ้ลูกหมาเดินมาถึงร้านเซาปิ่งข้างๆ

เถ้าแก่ร้านเซาปิ่งหัวเราะ "เซาปิ่งกับปาท่องโก๋ที่นี่พวกเจ้าหยิบกินได้เต็มที่เลยนะ กินให้อิ่มไปเลย วันนี้ข้าเลี้ยงเอง"

ฉู่หยวนก็ไม่เกรงใจ เขาหยิบเซาปิ่งและปาท่องโก๋จากตะแกรงสะเด็ดน้ำมันของเถ้าแก่มาให้ไอ้ลูกหมาชิ้นหนึ่งและแท่งหนึ่ง

ส่วนเขาก็หยิบเซาปิ่งและปาท่องโก๋แบบเดียวกันมากินบ้าง พูดก็พูดเถอะ เซาปิ่งและปาท่องโก๋ที่นี่อร่อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรวมกับความทรงจำของร่างเดิม ในชีวิตขอทานของเขา อย่าว่าแต่เนื้อเลย แค่เซาปิ่งแบบนี้ก็ถือเป็นของกินที่เขาฝันถึงแล้ว

เพียงแต่เซาปิ่งมันใช้น้ำมันทอด ราคาแพงกว่าหมั่นโถวตั้งหลายเท่า หมั่นโถวลูกละสองเหรียญทองแดง แต่เซาปิ่งชิ้นละตั้งสิบเหรียญ ร่างเดิมก็เลยไม่เคยได้กินเลย ได้แต่มองคนอื่นกินเท่านั้น

เมื่อเห็นฉู่หยวนและไอ้ลูกหมากินกันอย่างเอร็ดอร่อย เถ้าแก่ร้านเซาปิ่งก็หยิบเซาปิ่งและปาท่องโก๋ดิบลงทอดในกระทะ ระหว่างที่รอให้ของในกระทะสุก เขาก็เอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ

"พ่อหนุ่ม เมื่อวานข้าเห็นตอนที่เจ้าจัดการหลิวหมาขี้เรื้อนกับพวก ดูเหมือนเจ้าจะใช้เพลงกระบี่นะ แถมยังไม่ใช่เพลงกระบี่ธรรมดาๆ ด้วย ฝีมือระดับปรมาจารย์เลยทีเดียว ไม่ทราบว่าอาจารย์ของเจ้าคือใครหรือ"

ฉู่หยวนคิดในใจ "มาแล้วสินะ เป็นอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด ที่เลี้ยงเซาปิ่งไม่ได้มีจุดประสงค์หลักเพื่อเลี้ยง แต่เพื่อจะมาสืบเรื่องอาจารย์ของข้านี่เอง"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 130 - นายน้อยฉู่ จอมยุทธ์น้อยฉู่ จอมยุทธ์ฉู่

คัดลอกลิงก์แล้ว