เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 921 ถอนตัวหลังบรรลุเป้าหมาย

บทที่ 921 ถอนตัวหลังบรรลุเป้าหมาย

บทที่ 921 ถอนตัวหลังบรรลุเป้าหมาย


สวีเสวียนเช่อมองหลิงชวนแวบหนึ่ง กล่าวต่อว่า "แม้ว่ายามนี้สิ่งที่ลอกคราบเปลี่ยนแปลงจะมีเพียงกองทัพหยุนโจว ทว่าหากวันใดวันหนึ่งกองทัพสายเหนือหลายแสนนายตกมาอยู่ในมือเจ้า นั่นย่อมเป็นเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งสำหรับพวกมันอย่างแน่นอน!"

"บัดนี้กองทัพฝ่ายเหนือมีเสบียงและยุทโธปกรณ์จากสามแคว้นคือ ซินหลัว ไป่จี้ และเกาหลี เป็นกำลังหนุนเบื้องหลังในการขยายกองทัพถึงแสนนาย ภายใต้สถานการณ์ที่ฝ่ายหนึ่งอ่อนแอลงและอีกฝ่ายแข็งแกร่งขึ้น ความกดดันของพวกมันก็จะมีแต่เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น!"

"ท่านพูดถูก และข้าคิดว่าความเป็นไปได้ทั้งสองประการนี้คือสาเหตุของการเปิดศึกในครั้งนี้!" หลิงชวนกล่าวต่อ "เห็นได้ชัดว่าเผ่าหูเจี๋ยไม่อยากรอ และก็รอไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว!"

"ข้าจะให้เสิ่นเจวี๋ย นำกองทหารคนสนิทครึ่งหนึ่งอยู่รั้งที่นี่ ช่วยท่านทำให้สถานการณ์ในเจียงหวยมั่นคงเสียก่อนแล้วค่อยกลับไปยังหยุนโจว!" หลิงชวนยกชามสุราขึ้นชนกับสวีเสวียนเช่อเบาๆ

ทว่าสวีเสวียนเช่อกลับส่ายหน้า เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง "ศึกใหญ่ชายแดนเหนือใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว และสัญชาตญาณบอกข้าว่า ครั้งนี้พวกหูเจี๋ยมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเอาจริง ยามนี้เจ้ากำลังต้องการกำลังคน รีบพากำลังคนกลับไปเถอะ!"

"ข้าได้ส่งคนไปแจ้งข่าวสหายร่วมรบในอดีตแล้ว แม้พวกเขาจะจากกองทัพไปหลายปีเหมือนกับข้า แต่ทุกคนล้วนเป็นทหารผ่านศึกที่ผ่านการรบมาอย่างโชกโชน นับร้อยสงคราม หากได้พวกเขามาช่วย ปัญหาก็คงไม่ใหญ่โตนัก!"

หลิงชวนพยักหน้าเล็กน้อย ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า "เช่นนั้นก็ตกลง!"

หลายวันมานี้หลิงชวนได้ถ่ายทอดเคล็ดลับการฝึกทหารให้อย่างหมดเปลือก ตั้งแต่การซ้อมจัดกระบวนแถวไปจนถึงการประสานงานของค่ายกลรบ โดยไม่มีตกหล่น ด้วยประสบการณ์และไหวพริบของสวีเสวียนเช่อ เพียงแค่ชี้แนะนิดเดียวก็เข้าใจได้ทะลุปรุโปร่ง

"เตรียมจะออกเดินทางเมื่อใด?" สวีเสวียนเช่อเอ่ยถาม น้ำเสียงแฝงความอาลัยอาวรณ์อยู่หลายส่วน

"ก็ภายในหนึ่งถึงสองวันนี้แหละ!"

"ฝากทักทาย เสี่ยวหลี น้องสาม และก็น้องเจ็ดแทนข้าด้วยนะ!" สวีเสวียนเช่อเดิมทีอยากจะบอกว่าไว้ว่างเมื่อไหร่ตนเองจะไปเยี่ยมพวกเขาที่ชายแดนเหนือ ทว่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่ายามนี้ตนเองคือแม่ทัพใหญ่ผู้ปกครองดินแดนทิศหนึ่ง ไม่อาจจากไปตามอำเภอใจได้ ก็ทำได้เพียงกลืนคำพูดที่ริมฝีปากกลับลงไป กลายเป็นเสียงถอนหายใจเบาๆแทน

สองวันต่อมา หลิงชวนนำกองทหารคนสนิทออกเดินทาง ฟ่านหงอี้ สวีเสวียนเช่อ และจ้าวเหวินปี้เดินทางมาส่ง

จ้าวเหวินปี้ในยามนี้ได้ถูกราชสำนัก 'ซื้อใจ' เข้ารับราชการแล้ว พลิกโฉมกลายเป็นขุนนางขั้นสี่ชั้นเอก หากจะบอกว่าก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในคราวเดียวก็ไม่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย ชุดขุนนางเต็มยศที่สวมใส่ช่วยขับเน้นให้เขาดูมีชีวิตชีวากระปรี้กระเปร่า

แน่นอนว่า ในใจของจ้าวเหวินปี้รู้ดีว่าเบื้องหลังพระมหากรุณาธิคุณนี้ย่อมแฝงมาด้วยบททดสอบ นอกเหนือจากความจงรักภักดีแล้ว ตนยังต้องแสดงความสามารถในการบริหารจัดการการขนส่งทางน้ำให้ดีเพียงพอ ถึงจะนั่งในตำแหน่งนี้ได้อย่างมั่นคง

เมื่อมาส่งถึงหน้าประตูเมือง หลิงชวนก็ให้พวกเขาหยุดฝีเท้า ประสานมือกล่าวว่า "ทุกท่าน เจียงหวยเพิ่งผ่านพ้นวิกฤต ยังมีเรื่องอีกมากมายรอให้ฟื้นฟู คงต้องพึ่งพาพวกท่านแล้ว ข้าที่เป็นผู้แทนพระองค์ชั่วคราวคนนี้ ถือว่าบรรลุเป้าหมายและขอถอนตัวแต่เพียงเท่านี้!"

"ท่านโหว แล้วพบกันใหม่!" หลายคนประสานมือส่งพร้อมเพรียงกัน ในแววตาเต็มไปด้วยความเคารพเลื่อมใส

…….

ทุ่งหญ้าทารา หาดหินไฟ!

ขบวนกองกำลังย่อยที่สวมเกราะเบาและสะพายเกาทัณฑ์ไว้เบื้องหลังหน่วยหนึ่งเร้นกายอยู่เบื้องหลังเนินดินขนาดเล็กแห่งหนึ่ง บนใบหน้าอันหยาบกร้านของแต่ละคนล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ แววตาคมกริบดุจเหยี่ยว

พวกเขาคือขบวนกองกำลังพลสอดแนมค่าย ‘ค่ายเย่เซียว’ แห่งหยุนโจว นอกเหนือจากการปฏิบัติภารกิจพิเศษแล้วสมาชิกค่ายเย่เซียวทั้งสามพันนายล้วนประจำการอยู่นอกด่านทั้งหมด ด้านหนึ่งเพื่อคอยเฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวของกองทัพใหญ่หูเจี๋ยที่เมืองวั่วหนาอย่างใกล้ชิด อีกด้านหนึ่งก็เพื่ออาศัยโอกาสนี้ฝึกฝนขัดเกลาตนเองในถิ่นทุรกันดาร

"ระยะนี้เมืองวั่วหนาเคลื่อนทัพอย่างต่อเนื่อง พวกเจ้าจงเบิกตาให้กว้าง หากมีความเคลื่อนไหวใดให้รีบรายงานทันที!" เฟิงเจิง ผู้เป็นหัวหน้าหมู่กดเสียงต่ำเอ่ยขึ้น สายตากวาดมองสมาชิกแต่ละคน

คนอื่นๆกัดกินเสบียงแห้งที่แข็งกระด้างพลางพยักหน้าเงียบๆ ในลำคอส่งเสียงตอบรับอย่างอู้อี้

"ลูกพี่ หรือว่าจะเกิดศึกขึ้นอีกแล้ว" พลสอดแนมหนุ่มผู้หนึ่ง กรอกน้ำเข้าปากอึกหนึ่งเพื่อกลืนเศษเสบียงแห้งลงคอไป ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมา ภายในแววตาแฝงไว้ด้วยความตื่นเต้นระคนกระตือรือร้น

เฟิงเจิงไม่ได้ตอบ ทว่าแย่งถุงหนังใส่น้ำในมือของอีกฝ่ายมากรอกใส่ปากตนเองอึกหนึ่ง กระพุ้งแก้มขยับเคี้ยวอยู่นานกว่าจะกลืนเสบียงแห้งลงคอไปได้ จากนั้นเขาจึงเอ่ยขึ้นว่า "เจ้าเพียงทำหน้าที่ของตนเองให้ดีก็พอ เรื่องอื่นอย่าได้ถามให้มากความ!"

พลสอดแนมหนุ่มผู้นั้นหัวเราะแหะๆ ยกมือเกาหลังศีรษะพลางเอ่ยว่า "นี่ก็ผ่านมากว่าครึ่งปีแล้วแม้แต่เงาผีสักตนก็ยังไม่พบเจอ ภายในใจช่างอึดอัดเสียจนแทบทนไม่ไหว!"

เฟิงเจิงไม่ได้ใส่ใจเขาเพียงก้มหน้ามองดูนาฬิกาทรายที่ข้างเอว ทรายละเอียดได้ร่วงหล่นลงไปกว่าครึ่งแล้ว หัวคิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย "เหตุใดเจ้าฮั่วหยา(ฟันหลอ) ถึงยังไม่กลับมาอีก?"

ฮั่วหยาเป็นหนึ่งในสมาชิกของหน่วยย่อย ก่อนหน้านี้ทุกคนได้แยกย้ายกันลาดตระเวนโดยรับผิดชอบพื้นที่ของตนเองและนัดหมายให้มาสมทบกันที่นี่ ทว่าพวกเขาล้วนกินข้าวและพักผ่อนกันมาเนิ่นนานแล้วฮั่วหยากลับยังคงไม่กลับมาเสียที ทำให้อดไม่ได้ที่จะเกิดความสงสัยขึ้นในใจ

สีหน้าของคนอื่นๆ พลันเคร่งเครียดขึ้นมาทันที แม้จะบอกว่าไม่ได้พบเจอศัตรูมาครึ่งค่อนปีแล้ว แต่สำหรับพลสอดแนมแล้ว ความผิดปกติใดๆ ล้วนไม่อาจประมาทได้เลยแม้แต่น้อย มิฉะนั้นราคาที่ต้องจ่ายก็คือชีวิต

"ข้าจะไปดูเอง!" พลสอดแนมเฒ่าผู้หนึ่งในหน่วยเป็นฝ่ายเอ่ยปากเสนอตัวขึ้นมา น้ำเสียงหนักแน่นเยือกเย็น

แม้จะเรียกว่าเป็นพลสอดแนมเฒ่า แต่แท้จริงแล้วอายุยังไม่ถึงสี่สิบปีด้วยซ้ำ เพียงแต่เขาเป็นทหารผ่านศึกรุ่นแรกสุดที่เข้าร่วมกับขบวนพลสอดแนมแห่งกองทัพหยุนโจว บนใบหน้าจึงสลักลึกไปด้วยร่องรอยของการกรำแดดกรำฝน

ทว่า เขาเพิ่งจะปีนขึ้นไปบนเนินดินและโผล่พ้นมาครึ่งตัว ประกายเย็นเยียบสายหนึ่งก็แหวกอากาศพุ่งทะยานมาอย่างรวดเร็วดั่งดาวตก ทะลวงเข้าที่กลางหว่างคิ้วของเขาอย่างจัง เลือดสดๆสาดกระเซ็น

"ฉึก..." พลสอดแนมเฒ่ากระทั่งเสียงร้องโหยหวนยังไม่ทันได้เปล่งออกมาก็ขาดใจตายคาที่ ร่างไร้วิญญาณกลิ้งตกลงมาตามเนินดินเล็กๆ

เฟิงเจิงตอบสนองได้เร็วที่สุด เห็นเพียงสีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นอย่างกะทันหัน ในดวงตาสาดประกายความเย็นเยียบ ตวาดเสียงเย็น "ข้าศึกบุก!"

ทุกคนไม่สนใจความโศกเศร้า กระทั่งไม่มีเวลาแม้แต่จะมองศพของพลสอดแนมเฒ่าผู้นั้นให้มากขึ้นอีกนิด ก็รีบชักดาบศึกที่ข้างเอวออกมาทันที ร่างกายแนบชิดกับพื้นราวกับกิ้งก่า คลานขึ้นไปบนเนินดินอย่างรวดเร็ว

"เป็นพวกหูเจี๋ย ประมาณสิบกว่าคน ระยะห่างราวแปดสิบก้าว!" เฟิงเจิงรายงานตำแหน่งและจำนวนของศัตรูด้วยความเร็วสูงสุด น้ำเสียงทุ้มต่ำและเร่งรีบ

เขาครุ่นคิดถึงสถานการณ์ในสนามรบอีกเล็กน้อย ก่อนจะออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด "ชวนจื่อ ต้าย่ง พวกเจ้าอ้อมไปทางด้านซ้ายของเนินดิน ใช้ธนูยิงกดดันเอาไว้!"

จากนั้นเขาก็หันหน้าไปมองอีกด้าน ชี้แนะไปในอากาศ "ซ่งเต๋อเซิ่ง ซุนต้ากุ้ย พวกเจ้าอ้อมไปทางด้านขวา ใช้ธนูยิงกดดันเอาไว้เช่นเดียวกัน!"

หน่วยย่อยสิบคนแบ่งกำลังออกเป็นสามสาย ทางด้านซ้ายและขวาของเนินดินมีฝั่งละสองคนลอบเข้าไปอย่างเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง ส่วนเฟิงเจิงกับอีกสามคนที่เหลือคอยเฝ้าระวังอยู่ตรงกลางเส้นทาง ทุกคนปลดคันธนูทะลวงเกราะลงมาพาดลูกศรขึ้นสายอย่างเชี่ยวชาญ สายธนูถูกง้างจนตึงเปรี๊ยะส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแผ่วเบา ทว่ากลับยังไม่ได้ลงมือในทันที

ไม่นานนัก ที่สองฝั่งของเนินดินก็มีเสียงสายธนูสั่นสะเทือนดังขึ้น เฟิงเจิงฉวยโอกาสนี้ยกคันธนูทะลวงเกราะขึ้นอย่างเด็ดขาด ยิงศรออกไปทางตำแหน่งของศัตรูที่มองเห็นเพียงแวบเดียวเมื่อครู่ ศรเหล็กแหวกอากาศพุ่งทะยานออกไป

ทว่า เขากลับต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าในชั่วพริบตาเมื่อครู่นี้ อีกฝ่ายกลับบีบระยะห่างจากแปดสิบก้าวเข้ามาจนเหลือไม่ถึงห้าสิบก้าวแล้ว ความเร็วในการบุกประชิดนั้น รวดเร็วจนน่าตระหนกตกใจ

แม้ว่าลูกศรดอกนี้ของเขาจะพุ่งทะลวงเข้ากลางอกของศัตรูผู้หนึ่งอย่างแม่นยำจนร่วงลงไปกองกับพื้น แต่ศัตรูที่เหลือก็ฉวยโอกาสนี้พุ่งทะยานโถมเข้ามาอย่างดุดัน

ยิ่งไปกว่านั้น ชาวหูเจี๋ยเหล่านี้ยังสามารถวิ่งไปพร้อมๆกับการยิงธนูตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าศัตรูกลุ่มนี้มีฝีมือร้ายกาจกว่าพลสอดแนมหูเจี๋ยที่พวกเขาเคยเผชิญหน้ามาในอดีตอย่างเทียบไม่ติด

ฉับพลันนั้น ชื่อหนึ่งก็สว่างวาบขึ้นในหัวของเฟิงเจิงราวกับอสนีบาตฟาดฟัน ทำให้เขารู้สึกเย็นเยียบไปทั่วแผ่นหลัง

จบบทที่ บทที่ 921 ถอนตัวหลังบรรลุเป้าหมาย

คัดลอกลิงก์แล้ว