เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23 ผู้ผลิตอิสระ

บทที่ 23 ผู้ผลิตอิสระ

บทที่ 23 ผู้ผลิตอิสระ


บทที่ 23 ผู้ผลิตอิสระ

หยางอันตรวจสอบบัตรธนาคารและผลิตภัณฑ์ทางการเงินทั้งหมดของเขา แล้วก็ต้องพบกับความจริงอันน่าสลดใจว่าเขามีทรัพย์สินเหลือเพียงหมื่นกว่าหยวน หลังจากคิดทบทวนไปมา เขาก็ทำได้เพียงหยิบโทรศัพท์ออกมาอย่างว่าง่ายเพื่อขอความช่วยเหลือจากคุณแม่

"แม่ครับ วันนี้ผมจะกลับไปกินข้าวที่บ้านนะ"

คุณแม่กำลังเล่นไพ่นกกระจอกอยู่ พอได้ยินดังนั้นก็ถึงกับเลิกเล่นไพ่ทันที เธอถามด้วยความดีใจว่า "ลูกจะกลับมาค้างช่วงสุดสัปดาห์เหรอ? ไหนบอกแม่มาตามตรงนะ เงินหมดอีกแล้วใช่ไหม?"

ในโทรศัพท์มีเสียงหัวเราะของเพื่อนร่วมวงไพ่แว่วออกมาจางๆ หยางอันรู้สึกหน้าร้อนผ่าว "แม่ครับ ช่วยไว้หน้าผมหน่อยได้ไหม? พวกเรายังจะใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์ด้วยกันอย่างมีความสุขได้อยู่ไหมครับ? ผมอยากจะพาพวกแม่ไปเที่ยวที่อ่างเก็บน้ำชิงซานสักสองวันจริงๆ นะ ว่าอย่างไรครับ?"

คุณแม่หัวเราะฮ่าๆ "แกเป็นลูกฉันนะ แค่แกตดฉันก็รู้แล้วว่าตอนเที่ยงแกกินอะไรเข้าไป! เลิกงานแล้วก็รีบกลับมาเถอะ เดี๋ยวแม่จะโทรหาพ่อแกเดี๋ยวนี้แหละ! ทุกคนคะ ไม่เล่นแล้วนะ ฉันต้องกลับไปทำอาหารมื้อใหญ่ให้ลูกชาย!"

พ่อแม่ของหยางอันอาศัยอยู่ในเมืองหงอันซึ่งเป็นเมืองบริวารของเมืองหงเฟิง เขาต้องนั่งรถไฟฟ้าความเร็วสูงสายสั้นโดยใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ทันทีที่ออกจากสถานีรถไฟฟ้า เขาก็เห็นคุณพ่อโบกไม้โบกมือพลางตะโกนเรียกชื่อเขา

หยางอันวิ่งเข้าไปหา "พ่อครับ พ่อมาได้อย่างไรครับ?"

คุณพ่อยยิ้มมพลางกล่าวว่า "ช่วงเวลาเร่งด่วนแบบนี้หารถแท็กซี่ยาก พ่อกับคุณลุงเลยมารับแก"

ทั้งสองคนเดินมาที่ลานจอดรถ คุณลุงกำลังนั่งอยู่ที่เบาะผู้โดยสารด้านหน้าเพื่อรออยู่ หยางอันหัวเราะออกมา "โอ้ คุณลุงครับ ท่านที่เป็นคนขับรถมือเก่าคนนี้มาคอยคุมตลอดทางเลยหรือครับ?"

คุณลุงกล่าวอย่างจริงจังว่า "แกรีบคาดเข็มขัดนิรภัยซะ แกไม่รู้หรอกว่าพ่อแกขับรถได้น่ากลัวขนาดไหน ฉันแทบอยากจะติดตั้งเบรกเท้าเพิ่มที่ฝั่งคนนั่งข้างเลย จะได้เหยียบได้ตลอดเวลา!"

หยางอันหัวเราะเสียงดัง คุณพ่อเพิ่งจะได้ใบขับขี่มาเพียงเดือนเดียว ประจวบเหมาะกับที่บ้านของเพื่อนร่วมงานมีรถยนต์ที่ผลิตในประเทศซึ่งซื้อมายังไม่ถึงปีและกำลังจะตกรุ่นพอดี ท่านจึงรับช่วงต่อมาด้วยความกระตือรือร้น แต่น่าเสียดายที่ท่านขาดประสบการณ์บนท้องถนนอย่างรุนแรง ประกอบกับตอนนี้เป็นช่วงเวลาเล่งด่วนหลังเลิกงาน ท่านจึงขับรถด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด ความเร็วไม่ได้มากกว่าคนที่ขี่จักรยานเลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งยังตื่นเต้นจนเหงื่อท่วมศีรษะ

เกือบจะถึงเวลาหนึ่งทุ่ม ทั้งสามคนถึงได้กลับมาถึงบ้าน หลังจากคุณป้าเปิดประตูบ้านและเห็นเขาก็เอ่ยปากชมทันที "หยางอัน ทำไมหลานหล่อขึ้นอีกแล้วเนี่ย!"

หยางอันเรียกคุณป้าและยิ้มตอบ "เมื่อเช้าผมแต่งหน้าอ่อนๆ น่ะครับ คุณป้าเองก็ยังดูสาวและสวยเหมือนเดิมเลยนะครับ!"

คุณป้าหัวเราะจนหุบปากไม่ลง "ฉันจะอายุห้าสิบอยู่แล้วยังจะสาวและสวยอะไรกัน ดูสิปากหวานเสียจริงเหมือนป้ายน้ำผึ้งไว้เลย! รีบไปล้างมือซะ แม่ของหลานเพิ่งจะทำกุ้งอบน้ำมันของโปรดหลานเสร็จพอดี!"

หยางอันล้างมือแล้วเข้าไปในครัวเพื่อช่วยแม่ยกจานอาหาร ทั้งห้าคนนั่งล้อมวงที่โต๊ะสี่เหลี่ยม รินเหล้าขาวและเครื่องดื่ม แล้วเริ่มลงมือกินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย

คุณแม่ยื่นถุงมือพลาสติกสำหรับกินกุ้งมาให้ แล้วถามว่า "คุณป้าบอกว่าหลานแต่งหน้า หลานต้องแต่งหน้าทำไมกัน? หลานไม่ได้ไปช่วยงานจิปาถะในกองถ่ายหรอกหรือ?"

หยางอันกล่าวว่า "ตอนนี้ผมได้เป็นผู้กำกับใหญ่แล้วครับ และยังเป็นพิธีกรในรายการด้วย อ้อ จริงด้วย พวกพ่อได้ดูรายการเรื่องขำขันในยุทธจักรเมื่อสัปดาห์ก่อนหรือเปล่าครับ? ผมมีภาพปรากฏในจอด้วยนะ รับบทเป็นตัวละครเล็กๆ ตัวหนึ่ง"

คุณพ่อวางจอกเหล้าลงแล้วถามด้วยความสงสัย "เดี๋ยวนะ แกได้เป็นผู้กำกับใหญ่แล้ว? แถมยังเป็นพิธีกรด้วย?"

หยางอันพยักหน้า "ใช่ครับ ผมลืมบอกพวกพ่อไปเลย ตั้งแต่สัปดาห์ก่อนรายการเรื่องขำขันในยุทธจักรมีการปรับโฉมใหม่ ผมรับผิดชอบในช่วงลื่นปรื๊ดขำขัน และสัปดาห์นี้ในทีมงานเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อย ผมจึงได้รับมอบหมายให้รับตำแหน่งผู้กำกับใหญ่ในยามวิกฤต และเป็นพิธีกรไปพร้อมกันด้วยครับ"

จากนั้นเขาก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงสองสัปดาห์นี้ให้ฟังคร่าวๆ หลังจากคุณป้าฟังจบ เธอก็ตบไหล่หยางอันด้วยความดีใจ "โอ๊ย หยางอัน หลานนี่มีความสามารถจริงๆ เลยนะ! บ้านเราถึงกับมีอัจฉริยะด้านการกำกับโผล่ออกมาแล้ว รายการเรื่องขำขันในยุทธจักรใช่ไหม ฉันจำได้ว่ารายการนี้ไม่ค่อยสนุกเท่าไร แต่ก็พูดไม่ได้ว่าดูไม่ได้นะ แล้วผลลัพธ์จากการปรับโฉมของหลานเป็นอย่างไรบ้าง?"

หยางอันยิ้มพลางกล่าวว่า "ผลลัพธ์ก็พอถูไถครับ เรตติ้งของเทปที่แล้วเพิ่มขึ้นยี่สิบเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับก่อนที่ผมจะมารับช่วงต่อ และเทปนี้ผมคาดว่าน่าจะเพิ่มขึ้นอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์ อย่างไรเสียก็ถือเป็นต้นไม้แก่ที่ออกดอกและได้เกิดใหม่อีกครั้ง เอ๊ะ พวกท่านเป็นผู้ใหญ่ของผมหรือเปล่าเนี่ย วันอาทิตย์ไม่ยอมดูรายการเพื่อสนับสนุนเรตติ้งให้ผมเลยเหรอ?"

"รายการที่น่าเบื่อขนาดนั้น ฉันไม่ขี้เกียจดูหรอกนะ!" คุณป้าหัวเราะและหยอกล้อกับหยางอันไปไม่กี่ประโยค

คุณพ่อถามว่า "หลังจากแกได้เป็นผู้กำกับใหญ่แล้ว เรื่องตำแหน่งงานในอัตราจ้างประจำของรัฐจัดการอย่างไร? จะเปลี่ยนจากพนักงานสัญญาจ้างเป็นพนักงานประจำที่มีสวัสดิการรัฐไหม? เงินเดือนเพิ่มขึ้นหรือเปล่า? แล้วเรื่องสวัสดิการล่ะ?"

หยางอันถอดถุงมือ วางตะเกียบลง แล้วกล่าวอย่างเป็นทางการว่า "นี่คือเหตุผลที่ผมกลับมาในวันนี้ครับ ผมอยากจะเป็นผู้ผลิตอิสระ และก่อตั้งบริษัทผลิตภาพยนตร์และโทรทัศน์ขึ้นมา ผมจะอธิบายให้พวกพ่อฟังก่อนว่าการแยกส่วนผลิตและออกอากาศคืออะไร"

การก่อตั้งบริษัทผลิตภาพยนตร์และโทรทัศน์อิสระนั้น ความยากไม่ได้มีมากนัก คนทำโทรทัศน์รุ่นเก่าหลายคนที่ทำงานในสถานีมานานสิบกว่าปี ต่างก็มีความคิดที่จะออกไปเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะพนักงานที่เป็นกำลังหลักที่มีความสามารถ มีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น และมีทรัพยากรมากมาย ขอเพียงแค่มีไอเดียที่ดี ประกอบกับโอกาสและความกล้าหาญในระดับหนึ่ง ส่วนใหญ่ก็สามารถสร้างชื่อเสียงออกมาได้บ้าง

หยางอันกล่าวว่า "ทางสถานีอยากจะให้ผมบรรจุเป็นพนักงานประจำที่มีสวัสดิการรัฐ แต่ผมไม่ตกลงครับ ผมมีไอเดียดีๆ หลายอย่าง ขอเพียงนำมาใช้ในรายการ ผมเชื่อว่าไม่ถึงครึ่งปี เรตติ้งจะต้องทะลุหนึ่งเปอร์เซ็นต์แน่นอน นี่คือแนวคิดแบบไหนรู้ไหมครับ? รายการวาไรตี้ที่อยู่อันดับสามของสถานีหงเฟิงเว่ยซื่อคือรายการแฮปปี้แซตเทอร์เดย์ ซึ่งมีเรตติ้งเพียงประมาณหนึ่งจุดสองเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองครับ"

คุณลุงถามว่า "ความหมายของแกคือ แกอยากจะตั้งบริษัท รับเหมาทำรายการนี้ แล้วนำไปขายให้สถานีโทรทัศน์ออกอากาศ ใช่ไหม?"

หยางอันพยักหน้า "ใช่ครับ ตำแหน่งงานประจำมันเหมือนมงคลรัดเกล้า ฟังดูดีแต่มีข้อจำกัดมากมาย ดังนั้นผมต้องยกเลิกสัญญาและสละสิทธิ์ในตำแหน่งงานประจำ เพื่อก้าวไปเป็นผู้ผลิตอิสระอย่างเต็มตัวครับ"

คุณลุงกล่าวว่า "ฉันไม่เห็นด้วย แกยังไม่มีประสบการณ์ ทั้งการกำกับ การเป็นพิธีกร และการเป็นผู้ผลิต แกเพิ่งจะเริ่มเรียนรู้ทั้งนั้น แกจะรู้ได้อย่างไรว่ารายการจะได้รับความนิยมหรือจะดูสนุกหรือไม่?"

หยางอันจนปัญญา เขาไม่สามารถพูดออกมาได้ว่า ผมรู้จริงๆ ว่ารายการวาไรตี้ที่ยอดเยี่ยมและสมบูรณ์แบบที่สุดคืออะไร และผมก็รู้ว่ารายการไหนจะดัง รายการไหนจะไม่สนุก

คุณลุงกล่าวต่อว่า "ประการที่สอง ตอนนี้แกหนึ่งคือไม่มีชื่อเสียง สองคือไม่มีสายสัมพันธ์ ถึงเวลาต่อให้ทำรายการออกมาได้ สถานีโทรทัศน์จะยอมออกอากาศรายการของแกหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ ต่อให้แกพยายามแทบตายจนได้โอกาสในการออกอากาศ ถ้าเกิดสถานีโทรทัศน์กลั่นแกล้งแก ค้างจ่ายค่าผลิตรายการให้ หรือทำสัญญาซ่อนเงื่อนเรื่องค่าโฆษณา หรือแม้แต่ฟ้องร้องว่าแกละเมิดลิขสิทธิ์ แกจะไม่มีโอกาสแม้แต่จะขัดขืนเลยนะ"

หยางอันค่อนข้างมั่นใจในจุดนี้ "ท่านวางใจเถอะครับ รายการที่ดีก็เหมือนกับทองคำ มันจะเปล่งประกายได้เอง สถานีโทรทัศน์ทั่วประเทศมีตั้งมากมาย ถ้าหงเฟิงเว่ยซื่อไม่รับ ผมก็ไปที่ต่างเมือง ย่อมต้องมีสถานีโทรทัศน์สักแห่งที่เต็มใจยอมรับครับ"

คุณลุงส่ายหน้า "ฉันยังคงแนะนำให้แกก้าวไปอย่างมั่นคงดีกว่า บรรจุเป็นพนักงานประจำที่มีสวัสดิการรัฐให้เรียบร้อยก่อน นั่งตำแหน่งผู้กำกับให้มั่นคง ทำรายการเรื่องขำขันในยุทธจักรให้มีผลงานและสร้างชื่อเสียงออกมา ในอนาคตเมื่อแกเตรียมความพร้อมในทุกด้านแล้ว ทั้งสายสัมพันธ์ เงินทุน และประสบการณ์ เมื่อถึงตอนนั้นแกค่อยลาออกจากสถานีมาทำเองก็ยังไม่สาย"

คุณป้าเออออตามว่า "หยางอัน ป้าว่าที่คุณลุงพูดมีเหตุผลมากนะ สมัยนี้ การที่หลานจะได้ตำแหน่งงานประจำที่มีสวัสดิการรัฐมันยากขนาดไหนเชียว! เพื่อนร่วมงานของป้าคนหนึ่ง ลูกชายเขาจะเข้าทำงานที่กรมอุตุนิยมวิทยาเมืองหงเฟิงในปีนี้ ต้องไปไหว้วานขอความช่วยเหลือจากคนนั้นคนนี้ จัดการเส้นสายไปตั้งแสนกว่าหยวน สุดท้ายถึงได้ตำแหน่งงานประจำที่เงินเดือนแค่สองพันกว่าหยวนมา แต่ทุกคนต่างก็บอกว่าเธอได้กำไร เพราะงานที่กรมอุตุนิยมวิทยามันสบาย มั่นคงแน่นอน มีงบประมาณจากคลังจ่ายให้ และในอนาคตอาจจะมีสวัสดิการเรื่องที่พักอาศัยด้วย สถานีหงเฟิงเว่ยซื่อของพวกหลานดีกว่ากรมอุตุนิยมวิทยาตั้งเยอะใช่ไหมล่ะ? ป้ากล้าพูดเลยว่า ต่อให้ใช้เงินห้าแสนก็ไม่แน่ว่าจะซื้อตำแหน่งนี้ได้!"

อย่างไรเสียคุณแม่ก็เป็นผู้หญิง เธอเพียงอยากเห็นลูกชายมีสุขภาพแข็งแรงและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเท่านั้น เธอจึงช่วยเกลี้ยกล่อมด้วยว่า "ใช่จ้ะ ลูกก็ได้เป็นผู้กำกับแล้ว เงินเดือนก็เกือบหมื่น สถานีโทรทัศน์ก็เป็นหน่วยงานที่ดี ไม่รู้ว่าจะมีเด็กสาวนิสัยดีตั้งเท่าไรที่เต็มใจจะคบหาด้วย ลูกก็ใช้เวลาสักสามห้าปีแต่งงานมีลูก ตั้งใจทำรายการในหน้าที่ให้ดี เมื่อลูกมีชื่อเสียงในวงการแล้ว ถึงตอนนั้นถ้าอยากจะเปลี่ยนงานก็ยังไม่สายนะลูก"

สามต่อหนึ่งแล้ว หยางอันเคยคิดถึงตอนจบแบบนี้ไว้ตั้งนานแล้ว

พูดตามตรง เมื่อครึ่งเดือนก่อนความปรารถนาสูงสุดในชีวิตของเขาคือการเป็นผู้กำกับตัวเล็กๆ หรือไม่ก็ผู้ผลิตที่มีเงินเดือนสูงกว่าค่าเฉลี่ย เพื่อที่จะได้หาโอกาสใช้กฎกติกาที่มองไม่เห็นกับดาราสาวระดับสามระดับสี่บ้าง ในตอนนั้นถ้ามีคนมอบตำแหน่งผู้กำกับใหญ่ของรายการให้เขาจริงๆ เขาคงจะรีบขายวิญญาณให้ด้วยความยินดีไปนานแล้ว จะมาพิจารณาเรื่องอะไรอยู่อีก!

แต่ตอนนี้มันต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ในหัวของเขามีรายการวาไรตี้อยู่มากมายเหลือเกิน และมีความจำที่ดีเยี่ยม สิ่งที่เขาเคยดูในชาติที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรายการหรือบทเพลง ตอนนี้เขาสามารถจำได้เกือบแปดเก้าส่วน หากเขายังถูกกักขังอยู่ในมุมหนึ่งของสถานีโทรทัศน์ มันก็คงจะไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย

โดยเฉพาะซีรีส์ "อ้ายเสี้ยว" นี่คือรายการวาไรตี้สุดคลาสสิกชุดแรกที่หยางอันหยิบออกมา เขาไม่อยากให้สถานีโทรทัศน์ได้ผลประโยชน์นี้ไปฟรีๆ หากในอนาคตเมื่อเขามีชื่อเสียงแล้ว แล้วมีข่าวลือในวงการหลุดออกมาว่า ค่าสนับสนุนหลักต่อปีของรายการเรื่องขำขันในยุทธจักรซึ่งเป็นรายการคลาสสิกชุดแรกของผู้ผลิตชื่อดังอย่างหยางอันนั้นมีราคาเพียงหนึ่งล้านห้าแสนหยวน เขาคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน การเริ่มต้นที่ต่ำเกินไปจะทำให้การขึ้นราคาในอนาคตเป็นเรื่องยาก

ยังเหลือคุณพ่ออีกคนหนึ่ง หยางอันคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณพ่อจะสนับสนุนเขา

คุณพ่อกล่าวว่า "ตำแหน่งงานประจำในสถานีโทรทัศน์ก็ใช่ว่าจะเป็นข้อดีเสมอไป พวกคุณไม่ใช่คนในหน่วยงานราชการ ไม่เข้าใจหรอกว่าข้างในนั้นมันมืดมนขนาดไหน อย่างที่หยางอันเพิ่งพูดถึง คนที่ชื่อหลี่หยางนั่น และคนกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังหลี่หยาง ต่างก็ไม่ใช่คนดีอะไรเลย ต่อให้หยางอันได้เป็นผู้กำกับใหญ่ ถ้าสถานีโทรทัศน์คิดจะกลั่นแกล้งเขา ก็สามารถลิดรอนอำนาจของเขาได้ทุกเมื่อ"

หยางอันดีใจเป็นล้นพ้น "ใช่ครับพ่อ ผมก็หมายความแบบนี้แหละ หากในราชสำนักไม่มีคนของตนเองก็อย่าริเป็นขุนนาง หากผมเข้าไปอยู่ในตำแหน่งงานประจำ เพียงคำสั่งทางปกครองแค่คำสั่งเดียวก็สามารถทำให้ความทุ่มเททั้งหมดของผมกลายเป็นสูญเปล่าได้ รายการของผม ผมต้องเป็นคนตัดสินใจเองครับ!"

คุณพ่อถามว่า "พ่อถามแกหน่อย ถ้าแกเปิดบริษัทผลิตภาพยนตร์และโทรทัศน์ขึ้นมา เพื่อให้มันดำเนินกิจการไปได้ ในแต่ละเดือนต้องใช้เงินประมาณเท่าไร?"

หยางอันคำนวณอย่างละเอียด "เกือบหนึ่งแสนหยวนครับ"

ช่วงลื่นปรื๊ด บ้านกระจก และห้องมืด ทั้งสามช่วงนี้หลักๆ คือเรื่องการจัดเตรียมอุปกรณ์ประกอบฉาก และอุปกรณ์หลายอย่างสามารถนำกลับมาวนใช้ใหม่ได้ เทปหนึ่งรวมๆ กันแล้วไม่เกินสามพันหยวน หนึ่งเดือนก็คือหนึ่งหมื่นหยวน ส่วนช่วงละครสั้น ละครเวที ช่วงสัมภาษณ์ และช่วงทอล์กโชว์อื่นๆ นั้นไม่ได้ใช้เงินมากนัก

ค่าใช้จ่ายที่มากที่สุดคือเงินเดือนพนักงานและการเช่าอุปกรณ์เครื่องมือ แค่กล้องถ่ายวิดีโอก็ต้องเช่าอย่างน้อยห้าตัวขึ้นไป เงินเดือนพนักงานต่อเดือนอย่างน้อยก็ต้องจ่ายสี่ห้าหมื่นหยวน การเชิญศิลปินที่ไม่ใช่ดาราดังมา ค่าตัวต่อเทปอย่างมากที่สุดคือห้าพันหยวน ดาราระดับสามระดับสี่บางคนถึงกับไม่ต้องจ่ายเงินให้ด้วยซ้ำ นอกจากนี้ยังมีค่ารับรอง ค่ารับรอง ค่าน้ำค่าไฟ ค่าเช่าห้อง และค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆ ดังนั้นหนึ่งเดือนหนึ่งแสนหยวนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี

คุณพ่อถามต่อว่า "แกต้องเป็นทั้งผู้ผลิต เป็นทั้งผู้กำกับ และยังต้องเป็นพิธีกรอีก แกจะมีแรงไปบริหารบริษัทนั้นหรือ?"

หยางอันกล่าวว่า "ผมคิดไว้แล้วครับ จะให้แม่เป็นผู้จัดการใหญ่"

คุณแม่ทำท่าเอียงอาย "ฉันเนี่ยนะ? อย่ามาล้อเล่นเลย ฉันเป็นแค่แม่บ้าน จะไปเป็นผู้จัดการใหญ่อะไรกัน อย่ามาตลกน่า!"

จบบทที่ บทที่ 23 ผู้ผลิตอิสระ

คัดลอกลิงก์แล้ว