เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 24.2 ถึงบ้านใหม่

บทที่ 24.2 ถึงบ้านใหม่

บทที่ 24.2 ถึงบ้านใหม่


ลู่เสี่ยวเสวี่ยที่เป็นคนเข้ากับคนง่ายพยักหน้ารับคำรัวๆ พลางเอ่ยตอบอย่างร่าเริง

“ได้เลยค่ะๆ ไว้ว่างๆ หนูจะไปหาพี่ซิ่วเหลียนนะคะ”

ขณะที่เจียงชิงหยาดูจะสำรวมกว่ามาก อาจเป็นเพราะในใจเธอยังรู้สึกไม่มั่นคง จึงไม่กล้าแสดงท่าทีสนิทสนมจนเกินงาม

ลู่เสวียเหวินเมื่อเห็นว่าทุกคนทำความรู้จักกันแล้ว ก็ไม่ยอมเสียเวลาอีก เขาเริ่มจัดแจงงานต่อทันที

“เอาละ ไว้หลังจากนี้ค่อยหาเวลาคุยกัน วันนี้เริ่มเย็นมากแล้ว พวกเราเรีบย้ายของกันก่อนเถอะ!”

ลู่เสวียเหวินยกห่อสัมภาระใบใหญ่และใบเล็ก รวมถึงข้าวของที่ซื้อมาจากสหกรณ์ตำบลขึ้นมา พลางกล่าวขอบคุณหลิวซิ่วเหลียนด้วยรอยยิ้ม

“รบกวนสหายหลิวซิ่วเหลียนช่วยนำทางไปส่งแค่ที่นั่นก็พอครับ ส่วนเรื่องคำนวณบัญชี รอให้ผมจัดการที่พักเรียบร้อยสักสองสามวัน แล้วจะไปสอนให้นะครับ ไม่ต้องกังวล”

หลิวซิ่วเหลียนหัวเราะร่าพลางโบกมือปฏิเสธ

“การนำทางให้พวกคุณเป็นหน้าที่ของที่ทำการหมู่บ้านอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับเรื่องสอนบัญชีหรอกค่ะ แต่ถึงอย่างนั้นฉันคงมีเรื่องให้รบกวนสหายลู่เยอะแน่ ถึงตอนนั้นสหายลู่ห้ามปฏิเสธเชียวนะ”

ลู่เสวียเหวินยิ้มตอบพลางส่ายหน้า “ไม่ลำบากเลยครับ มีอะไรไม่เข้าใจมาหาผมได้ตลอด”

ลู่เสี่ยวเสวี่ยหยิบข้าวของเตรียมจะเดินตามพี่ชายไป แต่เธอกลับเห็นเจียงชิงหยายืนนิ่งทำตัวไม่ถูกอยู่ตรงนั้น

เพียงแค่มองตา ลู่เสี่ยวเสวี่ยก็รู้ซึ้งถึงความกังวลและลังเลในใจของเพื่อนรัก เธอรีบเดินเข้าไปคว้ามือเจียงชิงหยาไว้แล้วแสร้งบ่นปนหยอกล้อ

“อะไรกัน ชิงหยา เธออายเหรอ? หรือเธอคิดจะนอนที่จุดพักเยาวชนคนเดียว? ถ้าเธอไม่ไปอยู่กับฉัน เกิดเรื่องอะไรขึ้นมาฉันไม่ช่วยนะจะบอกให้”

เจียงชิงหยาทำตัวไม่ถูก เธอขยับเข้าไปกระซิบข้างหูลู่เสี่ยวเสวี่ยเบาๆ

“เสี่ยวเสวี่ย เธออยู่กับพี่ชายเธอมันก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะพวกเธอเป็นพี่น้องกันแท้ๆ แต่ถ้าฉันย้ายเข้าไปอยู่ด้วย ฉันจะอยู่ในฐานะอะไรล่ะ?”

“นี่มันชนบทนะ เดี๋ยวชาวบ้านเขาก็เอาไปพูดนินทาหรอก”

“เดี๋ยวจะพลอยทำให้พี่ชายเธอหาคู่ยากไปด้วยที่ฉันตามไปอยู่แบบนั้น มันจะไม่ดีเอานะ”

ลู่เสี่ยวเสวี่ยใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว เธอรู้สึกว่าสิ่งที่เพื่อนกังวลนั้นมีเหตุผล การที่เธออยู่กับพี่ชายนั้นชอบธรรมไม่มีใครว่าอะไรได้

แต่ถ้าชิงหยาตามไปโดยไม่มีฐานะอะไรที่ชัดเจน อย่าว่าแต่ในหมู่บ้านเลย ต่อให้เป็นในเมืองปักกิ่งก็อาจจะมีคนไปแจ้งความว่ามั่วสุมทางเพศหรือมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวที่ไม่เหมาะสมเอาได้!

ลู่เสี่ยวเสวี่ยขมวดคิ้ว ดวงตากลิ้งกลอกไปมาครู่หนึ่งก่อนจะนึกแผนเด็ดออก เธอรีบกระซิบแผนการ (ที่ดูจะวุ่นวาย) ที่ข้างหูเจียงชิงหยา

“ชิงหยา เธอคิดว่าพี่สามของฉันเป็นยังไงล่ะ? เอาอย่างนี้ไหม เธอแกล้งทำเป็นคบกับพี่สามฉันสิ”

เจียงชิงหยาเบิกตาโพล่งแทบถลนออกมา เธอส่ายหน้าพัลวันพลางเอ็ดเพื่อน

“ยัยเสี่ยวเสวี่ย อย่ามาพูดเล่นนะ! ลำพังสถานะครอบครัวฉันจะไปทำให้พี่ชายเธอพลอยเดือดร้อนไปด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าถูกตีตราว่าเป็นพวกห้าประเภทดำ (กลุ่มคนต้องสงสัยทางการเมือง) ขึ้นมา พี่ชายเธอก็จะซวยไปด้วยนะ”

“ที่สำคัญคือตอนนี้ฉันยังไม่คิดเรื่องจะมีแฟนเลย ฉันเพิ่งจะ 17 เอง”

“อีกอย่าง ฉันเพิ่งเจอพี่ชายเธอแค่ไม่กี่ครั้งเองนะ”

แต่ลู่เสี่ยวเสวี่ยกลับยิ้มกริ่ม แววตาแฝงไปด้วยเจตนาร้าย (ที่หวังดี)

“โธ่เอ๊ย จะไปกังวลอะไรนักหนา ต่อหน้าคนอื่นเธอก็แค่บอกว่าเป็น ‘คู่หมั้น’ ของพี่ชายฉันก็สิ้นเรื่อง กลัวอะไร ที่นี่ไม่ใช่ปักกิ่งเสียหน่อย”

“ไม่มีใครรู้เรื่องจริงหรอก พี่สามฉันเขาก็บอกแล้วว่าเขาไม่คิดจะไปทำงานในหน่วยงานรัฐบาล จะกลัวโดนหางเลขอะไรล่ะ”

“เขาก็เพิ่ง 17 เหมือนกัน ไม่รีบหาเมียหรอก เป้าหมายตอนนี้คือคุ้มครองเราสองคน ไม่ได้ให้พวกเธอแต่งงานกันจริงๆ เสียหน่อย”

“อีกอย่าง สมัยนี้แต่งงานกันแล้วยังหย่าได้เลย แต่นี่อายุพวกเธอยังไม่ถึงเกณฑ์ด้วยซ้ำ จะคิดอะไรไปไกลนักหนา”

เจียงชิงหยาฟังคำอธิบายของเพื่อนรักแล้วก็รู้สึกว่ามันพอจะเป็นไปได้ แต่พี่ชายตระกูลลู่คนนั้นจะยอมจริงๆ เหรอ?

เธออดไม่ได้ที่จะถามเพื่อนด้วยความกังวล “ที่พูดมามันก็ถูก แต่พี่ชายเธอเขาจะไม่เป็นไรจริงๆ เหรอ? เขาจะไม่โกรธใช่ไหม?”

“เขายังไม่มีแฟนเลยนะ อยู่ๆ ไปยัดเยียดตำแหน่งคู่หมั้นให้เขาแบบนี้ เขาจะลำบากใจหรือเปล่า”

ลู่เสี่ยวเสวี่ยที่ตั้งใจจะจับคู่เพื่อนรักกับพี่ชายตัวเองอยู่แล้วไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม เธอทำหน้าเจ้าเล่ห์แล้วจูงมือเจียงชิงหยาพลางกระซิบกล่อม

“เธอแค่ตามไปก็พอจะกลัวอะไร พี่ชายฉันน่ะสุภาพบุรุษจะตาย แถมยังมีฉันคอยคุมอยู่อีกคน เธอคงไม่กลัวพี่ฉันเขมือบเข้าไปหรอกนะ”

“ใครจะนินทาก็ช่าง ก็บอกไปว่าเธอเป็นคู่หมั้นพี่ฉัน แต่อายุยังไม่ถึงเลยยังแต่งไม่ได้ รออีกสักสองสามปีค่อยว่ากัน”

“ทำแบบนี้เธอก็จะได้อยู่กับพวกเรา ไม่โดนคนนินทา แถมยังช่วยกัน ‘นารีพิฆาต’ ที่จะมาตอแยพี่ชายฉันได้ด้วย”

“ถ้าวันหน้าพี่ฉันเกิดไปชอบใครจริงๆ พวกเราค่อยไปอธิบายให้คนนั้นฟังก็ได้นี่นา”

ลู่เสี่ยวเสวี่ยพูดไปพลางกึ่งลากกึ่งจูงมือเจียงชิงหยาไป ไม่สนว่าอีกฝ่ายจะลังเลหรือขัดขืนในใจอย่างไร

“โธ่เอ๊ย เลิกคิดมากได้แล้ว เธอลงมาชนบทครั้งนี้ก็เพื่อมาพึ่งฉันไม่ใช่เหรอ? ฉันจะปล่อยให้เธอลำบากได้ยังไง”

“อีกอย่าง ถ้าเธอกลายเป็นคู่หมั้นพี่ฉัน พวกสายตาหิวโหยในหมู่บ้านที่จะมาจ้องจับผิดหรือเอาเปรียบเธอ ก็ต้องข้ามศพพี่ชายฉันไปก่อน”

“ยิงปืนนัดเดียวได้นกตั้งหลายตัว จะลังเลอะไรอีกล่ะ ดูสิ พี่ฉันเขายังไม่คัดค้านเลยที่เธอเดินตามมาเนี่ย”

เจียงชิงหยาเพิ่งสังเกตเห็นว่าในช่วงที่พวกเธอคุยกัน ทั้งกลุ่มได้เดินออกมาจากจุดพักเยาวชนไกลโขแล้ว

พี่ชายตระกูลลู่คงจะสังเกตเห็นนานแล้วว่าเธอเดินตามมา แต่เขาไม่พูดอะไรสักคำ และไม่มีทีท่าว่าจะไม่เต็มใจหรืออึดอัดเลยแม้แต่น้อย

เมื่อเห็นดังนั้นเธอก็เบาใจลง ใบหน้าเริ่มปรากฏรอยยิ้มจางๆ เธอจับมือเพื่อนรักด้วยความซาบซึ้ง

“เสี่ยวเสวี่ย เธอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันจริงๆ เพื่อฉันแล้วเธอกล้าขายพี่ชายตัวเองเลยเหรอเนี่ย พี่สามเธอไม่เคยบอกเหรอว่าเธอมีแววจะเป็นสายลับทรยศชาติได้เลยนะ?”

ลู่เสี่ยวเสวี่ยโกรธจนแก้มป่อง เธอแสร้งบ่นพึมพำแล้วจะตะครุบมือเพื่อนแต่เจียงชิงหยาหลบได้ทัน

“หนอย! เจียงชิงหยา ฉันอุตส่าห์หวังดีเพื่อเธอแท้ๆ เธอมาแว้งกัดฉันเหรอ อย่าหนีนะ!” สองสาววิ่งไล่กวดกันอย่างร่าเริงไปทางลู่เสวียเหวิน

ลู่เสวียเหวินมองดูทั้งคู่เล่นกันพลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แต่แล้วเขาก็คิดได้ว่า

[เอาเถอะ ปล่อยไปเถอะ มีเพื่อนเพิ่มมาอีกคน น้องสาวจะได้ไม่เหงาเวลาอยู่บ้าน จะได้มีคนคอยดูแลกันและกัน ยังไงพวกเธอก็ยังเป็นเด็กอยู่]

แต่เขากลับลืมไปว่าตัวเขาเองก็อายุแค่ 17 ปีเท่ากัน อะไรกันที่ทำให้เขารู้สึกสุขุมราวกับคนผ่านโลกมาโชกโชนขนาดนี้?

มันคือประสบการณ์จากชาติปางก่อน? แต่ในชาติก่อนเขาก็ไม่ได้มีประสบการณ์ด้านความรักหรือเรื่องราวในตระกูลที่ซับซ้อนอะไร

หรือเป็นเพราะความมุ่งมั่นในการฝึกยุทธอย่างเงียบๆ ในชาตินี้ และความอุตสาหะที่ต้องสู้กับระบบเพื่อเก็บค่าประสบการณ์? ไม่มีใครบอกเขาเลยว่าความเพียรพยายามจะทำให้คนเรามีบุคลิกที่ดูเหมือนไม่ยี่หระต่อสิ่งใดรอบตัวเช่นนี้

บางทีตัวเขาเองก็อาจจะไม่รู้ว่า นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า "ความมั่นใจ" เมื่อมีความแข็งแกร่งเป็นรากฐาน ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใดเขาก็สามารถรับมือได้

นี่อาจจะเป็นนิยามของคำว่า "ความสง่างามที่ออกมาจากภายใน" กระมัง

เมื่อทั้งสี่คนเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าลานบ้านหลังนี้ ทั้งสามคน (ลู่เสวียเหวิน, ลู่เสี่ยวเสวี่ย, เจียงชิงหยา) ต่างก็รู้สึกยินดีกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า

มันเป็นบ้านที่มีห้องหับรวม 4 ห้อง ตั้งอยู่ในลานกว้างซึ่งมีกำแพงดินที่มีรอยแหว่งบางส่วนล้อมรอบ

เดินไปทางขวาเพียงสิบกว่าก้าว ก็มีลำธารสายเล็กๆ ไหลผ่านอย่างแช่มช้า ลำธารนี้เล็กมากขนาดที่ลู่เสวียเหวินสามารถก้าวข้ามได้ในก้าวเดียว

แต่น้ำในลำธารนั้นใสสะอาดราวกับน้ำแร่จากภูเขา

ด้านนอกลานบ้าน ใกล้กับลำธาร มีที่ดินผืนหนึ่งที่พอมองออกว่าเคยถูกใช้เพาะปลูกมาก่อน แม้ตอนนี้จะเต็มไปด้วยวัชพืชขึ้นรกชัฏ

ตัวบ้านเองก็เป็นอย่างที่น้าฉินบอกจริงๆ แม้ภายนอกจะดูทรุดโทรมไปบ้างตามกาลเวลา แต่ไม่มีส่วนไหนที่พังทลายจนเห็นภายในห้อง

ลู่เสวียเหวินพอใจมากจนไม่รู้จะพอใจอย่างไรแล้ว เขาหันไปพยักหน้าขอบคุณหลิวซิ่วเหลียนซ้ำๆ

“ขอบคุณสหายหลิวซิ่วเหลียนมากครับที่ช่วยนำทางมาให้ ไว้พวกเราจัดบ้านเรียบร้อยแล้ว จะเชิญคุณมาเป็นแขกคนแรกเลยครับ”

หลิวซิ่วเหลียนเห็นว่าฟ้าเริ่มจะมืดแล้วจึงไม่คิดจะรบกวนต่อ เพราะเธอยังมีงานบันทึกแต้มรออยู่ที่บ้าน

เธอบอกมือลาพลางเดินกลับ “สหายลู่ไม่ต้องเกรงใจค่ะ งั้นฉันไม่กวนแล้ว ขอตัวกลับก่อนนะคะ”

พูดจบ ร่างของเธอก็เดินหายลับไปในความสลัวอย่างรวดเร็ว

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 24.2 ถึงบ้านใหม่

คัดลอกลิงก์แล้ว