- หน้าแรก
- สัตว์เลี้ยงเทพเปิดโปรให้ข้าอีกแล้ว
- บทที่ 320 - ความใจกว้างของสำนักจิ่วอวิ๋น
บทที่ 320 - ความใจกว้างของสำนักจิ่วอวิ๋น
บทที่ 320 - ความใจกว้างของสำนักจิ่วอวิ๋น
บทที่ 320 - ความใจกว้างของสำนักจิ่วอวิ๋น
กองทัพผีนั้นใหญ่โตมโหฬารยิ่งนัก ผียักษ์ตนนั้นที่ตัวโตราวกับภูเขาก็น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง โอวหยางเช่อต่อสู้ด้วยก็ไม่อาจชิงความได้เปรียบมาได้ ย่อมไม่มีกะจิตกะใจไปสนใจคนอื่นๆ ที่อยู่บนเรือวิเศษ
เมื่อปราศจากการควบคุมของโอวหยางเช่อ เรือวิเศษหยัดยืนอยู่ได้กว่าหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็ร่วงหล่นลงมาเสียงดังกัมปนาท
ฝูงผีแห่กันกรูกันเข้ามา ผู้คนจากสมาพันธ์เสินเช่อ สำนักชีอี้วั่ง และหอราชันมังกร ต้องต่อสู้อย่างยากลำบาก ผู้บำเพ็ญเพียรจากหอราชันมังกรเสียเปรียบที่สุดในการต่อสู้เช่นนี้ เพียงไม่นานก็เริ่มมีผู้บาดเจ็บล้มตาย
ในบรรดาผู้บำเพ็ญเพียรหลายสิบคนของพวกเขา มีเพียงสองคนเท่านั้นที่เลี้ยงสัตว์อสูรที่มีพลังสะกดข่มสิ่งลี้ลับ พวกเขาอาศัยสองคนนี้คอยประคับประคองอย่างยากลำบาก
ตรากตรำต่อสู้มาจนถึงรุ่งสาง ทั้งสามขุมกำลังล้วนบาดเจ็บล้มตายกันอย่างหนัก ในที่สุดกองทัพผีก็ค่อยๆ ถอยร่นไป ทว่าจู่ๆ สัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งจากในทะเลสาบใหญ่ก็พุ่งพรวดออกมาอีกครั้ง!
ทั้งสามขุมกำลังไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป เสียงดังตู้มสนั่น พวกเขายอมสละเรือวิเศษแล้วแตกพ่ายหนีไปทางด้านหลัง
ตอนที่กองทัพผีบุกโจมตี ทั่วทั้งภูเขาและทุ่งหญ้าล้วนเต็มไปด้วยภูตผี พวกเขาถูกล้อมกรอบอยู่บนเรือวิเศษ จะหนีก็หนีไม่ได้
โอวหยางเช่อต่อสู้อย่างยากลำบากมาค่อนคืน ทว่าในสถานการณ์เช่นนี้ เขาไม่อาจเป็นฝ่ายหนีไปก่อนได้ ทำได้เพียงรั้งท้ายเพื่อคุ้มกัน สู้พลางถอยพลาง รับมือกับสัตว์ประหลาดระดับหกอันทรงพลังตนหนึ่ง
ป้อมปราการรังผึ้งกลไกตั้งอยู่ห่างออกไปหลายสิบลี้ ทุกคนเฝ้าดูเรื่องสนุกมาค่อนคืน ต่างคนต่างก็ตื่นเต้นฮึกเหิมเป็นอย่างยิ่ง เมื่อดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าโดยสมบูรณ์ เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่แตกพ่ายถอยร่นลงมาจากเบื้องหน้า ก็ปรากฏขึ้นในกรอบสายตา
“โอ้โห ถอยทัพหนีตายกันมาแล้ว”
สัตว์ประหลาดไล่กวดตามมาติดๆ โอวหยางซั่วสูญเสียของวิเศษไปแล้วถึงห้าชิ้น ซึ่งสามชิ้นในนั้นคือของวิเศษสายป้องกัน จำนวนกองทัพผีมีมากเกินไป พุ่งเข้ามารุมทึ้งพร้อมกัน ในการต่อสู้เมื่อคืนนี้ ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ด้านซ้าย ด้านขวา บนหัว ใต้เท้า ล้วนเต็มไปด้วยภูตผี ทำได้เพียงกางของวิเศษป้องกันตัวเอาไว้ มิฉะนั้นหากเผลอไผลเพียงนิดก็อาจจะโดนกรงเล็บตะปบเอาได้ ของวิเศษสายป้องกันจึงถูกเผาผลาญไปมากที่สุด
ตอนนี้เขาเหลือเพียงยันต์วิญญาณแผ่นนี้ที่แขวนอยู่เหนือศีรษะเท่านั้น
ยันต์วิญญาณเปล่งแสงวิญญาณดั่งระลอกคลื่นน้ำ ปกคลุมทั่วทั้งร่างของเขา นี่เป็นเพียงยันต์วิญญาณระดับสาม เป็นของวิเศษที่มักใช้กันในสมัยที่ยังอยู่ระดับมหาขั้นที่สาม ถูกปลดระวางแล้วโยนทิ้งไว้ในถุงผ้าเก็บของมาหลายสิบปีแล้ว...
ตอนนี้จำต้องนำกลับมาใช้อีกครั้ง — สัตว์ประหลาดระดับสามที่แข็งแกร่งเพียงแค่โจมตีครั้งเดียวก็สามารถทะลวงผ่านไปได้แล้ว นับว่ามีดีกว่าไม่มีอะไรเลยจริงๆ
ของวิเศษป้องกันระดับสูงชิ้นสุดท้ายพังทลายลงเมื่อคืนนี้ เป็นเพราะเขาโดนไฟผีกลุ่มหนึ่งที่ผียักษ์ระดับห้าพ่นใส่ ไฟผีกลุ่มนี้นอกจากจะทำลายโล่กระดองเต่าที่มีรอยแผลเต็มไปหมดแล้ว ก็ยังทำร้ายเขาด้วย
ตอนนี้ภายในร่างกายของเขา มีจุดวิญญาณถึงเจ็ดจุดที่ถูกไฟผีชนิดนั้นเกาะกินพัวพันอยู่ ทั่วทั้งร่างรู้สึกมึนงงงวยงง สามารถดึงพลังออกมาใช้ได้ไม่ถึงสามส่วน
ตลอดทางเขาได้แต่ร้องขอความช่วยเหลือจากศิษย์ร่วมสำนักอย่างต่อเนื่อง หากเป็นช่วงเวลาปกติ ในฐานะหลานชายของโอวหยางเช่อ เพียงแค่เขาเอ่ยปากประโยคเดียว ก็มีศิษย์ร่วมสำนักนับไม่ถ้วนยินดีที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ แต่ตอนนี้ทุกคนต่างก็เอาตัวเองแทบไม่รอด เขาร้องเรียกตั้งหลายครั้ง คนเหล่านั้นก็ทำเป็นหูทวนลม แล้ววิ่งผ่านเขาไปอย่างรวดเร็ว...
ทันใดนั้น โอวหยางซั่วก็มองเห็นป้อมปราการที่คุ้นเคยแห่งนั้น!
โอวหยางซั่วแทบจะหลั่งน้ำตาด้วยความดีใจ
ถึงเวลานี้ชีวิตสำคัญที่สุด ใครจะไปสนเรื่องเสียหน้ากันเล่า?
เขากัดฟันแน่น พุ่งตรงไปยังป้อมปราการ ร้องตะโกนเสียงหลง “พี่อู่ รีบดึงข้าเข้าไปที!”
ศิษย์ร่วมสำนักที่อยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะเหลียวมอง: ดึงเข้าไป? สถานการณ์อะไรกันเนี่ย?
โอวหยางซั่วเป็นพวกที่วิ่งหนีได้เร็ว ด้านหลังยังมีโฉวอวี๋ที่หมอบอยู่บนหลังสัตว์เลี้ยง ตามร่างกายมีบาดแผลเจ็ดแปดรอยที่ถูกไอพลังหยินเกาะกุมจนกลายเป็นสีม่วงคล้ำ ใกล้จะหมดสติเต็มทน
รวมถึงซือไท่หยวนฮุ่ยที่ถูกศิษย์สองสามคนเอาชีวิตเข้าปกป้อง
ซือไท่หยวนฮุ่ยรู้สึกว่าการเดินทางมายังช่องเขาโลงทองแดงในครั้งนี้ การตัดสินใจที่ฉลาดที่สุดก็คือการพาศิษย์สืบทอดของตนเองมาด้วยถึงหกคน
ตอนแรกที่สำนักคัดเลือก ในบรรดาศิษย์ทั้งหกคนมีเพียงสองคนเท่านั้นที่มีคุณสมบัติได้รับเลือก แต่ซือไท่หยวนฮุ่ยอาศัยสถานะอันสูงส่งของตนเอง บังคับพาศิษย์มาเพิ่มอีกสี่คน — หลักๆ เป็นเพราะเคยชินกับการถูกปรนนิบัติรับใช้ในสำนัก หากพาศิษย์มาแค่สองคนก็เกรงว่าจะดูแลนางได้ไม่ดีพอ
ผลคือในการต่อสู้เมื่อคืนนี้ ศิษย์คนอื่นๆ ในสำนักไม่สนใจใยดีซือไท่หยวนฮุ่ยเลยแม้แต่น้อย ต้องพึ่งพาเหล่าลูกศิษย์ที่ปกป้องอย่างถวายหัว นางถึงรอดชีวิตมาได้
ตอนนี้ศิษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่เคียงข้างซือไท่หยวนฮุ่ย เหลือเพียงสามคนเท่านั้น
ซือไท่หยวนฮุ่ยลอบถอนหายใจ: โชคดีนะเนี่ยที่ปกติข้าอบรมสั่งสอนพวกนางมาอย่างดี มีมโนธรรมมากกว่าผู้เป็นอาจารย์อย่างข้าเสียอีก
ทว่าเมื่อสัตว์ประหลาดไล่ตามมาติดๆ นางก็แทบจะสิ้นหวังแล้วเช่นกัน หนีหัวซุกหัวซุนมาจนถึงที่นี่ เมื่อมองเห็นป้อมปราการกลไก ความทรงจำแย่ๆ บางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว แต่ในเวลานี้กลับตระหนักได้ดีว่า ที่นั่นคือทางรอดเพียงหนึ่งเดียว!
“หลานรัก รีบดึงข้าเข้าไปที!” โฉวอวี๋และซือไท่หยวนฮุ่ยร้องตะโกนแหกปากขึ้นพร้อมกัน
คนอื่นๆ ก็มองเห็นป้อมปราการแห่งนี้เช่นกัน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันจะโดดเด่นอะไรนัก ทว่าเมื่อโอวหยางซั่วทั้งสามคนร้องตะโกนขึ้นมา พวกเขาก็เพิ่งจะตระหนักได้ว่า: ป้อมปราการนี้ร้ายกาจงั้นหรือ?
ผู้บำเพ็ญเพียรบางคนที่วิ่งเลยไปแล้ว ก็รีบวิ่งย้อนกลับมาทันที หวังจะใช้ป้อมปราการเป็นที่กำบังเพื่อต้านทานสักพัก ขืนหนีต่อไปแบบนี้ก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้น
อู่ปู้ฉางมองออกไปด้านนอกพลางเอ่ยถามซุนฉางหมิง “ใต้เท้า จะช่วยหรือไม่ขอรับ?”
ซุนฉางหมิงหัวเราะหึๆ “ช่วยสิ แน่นอนว่าต้องช่วย”
เห็นพวกเขามีสภาพทุลักทุเลเช่นนี้ ความโกรธแค้นในใจก็ระบายออกไปแล้ว ไม่ว่าจะอย่างไรก็ถือว่าเป็นพันธมิตรกัน ต่อให้จะมีความขัดแย้งบาดหมางกันอยู่บ้าง ก็คงไม่อาจทนมองพวกเขาถูกสัตว์ประหลาดฆ่าตายไปต่อหน้าต่อตาได้ ยิ่งไปกว่านั้น กองกำลังภายในป้อมปราการกลไกนี้ช่างอ่อนแอนัก เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งเหล่านี้ ย่อมไม่มีทางชนะได้อย่างแน่นอน คนเหล่านี้ถือเป็นการเสริมกำลังรบที่ยิ่งใหญ่มากทีเดียว
อีกทั้งการเคลื่อนไหวในภายหลัง ก็ยังต้องพึ่งพาคนเหล่านี้ด้วย
ท่ามกลางเสียงกลไกดังแกรกๆ แขนกลยาวเฟื้อยข้างหนึ่งก็ยื่นออกไป คีบโอวหยางซั่วแล้วหดกลับมา โอวหยางซั่วเข้าไปอยู่ในกรงที่ใช้ชำแหละสัตว์ประหลาดและเก็บกู้ของมีค่าอีกครั้ง... คราวก่อนในใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกอัปยศอดสู แต่ครั้งนี้เขากลับรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้ช่างมอบความรู้สึกปลอดภัยอย่างหาที่เปรียบไม่ได้!
ช่างคุ้นเคยเสียนี่กระไร!
แขนกลข้างที่สองยื่นออกไป คีบโฉวอวี๋แล้วหดกลับมา แขนกลยื่นออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ โอวหยางซั่วรีบปีนขึ้นไปบนกำแพงเมือง และช่วยอู่ปู้ฉางอธิบายให้ทุกคนฟังอย่างแข็งขัน “ป้อมปราการกลไกแห่งนี้เพิ่งถูกสร้างขึ้น ยังไม่สมบูรณ์ จึงไม่มีประตูใหญ่ ทำได้เพียงใช้วิธีนี้ดึงทุกคนกลับเข้ามา”
บรรดาผู้บำเพ็ญเพียรจึงเลิกขัดขืน ปล่อยให้แขนกลดึงตัวเองเข้าไปข้างใน บางคนก็แอบขำในใจ: มิน่าล่ะ เมื่อวานตอนที่พวกโอวหยางซั่วกลับมา พอถูกถามถึงประสบการณ์ระหว่างทาง ว่าฝ่าฟันวิกฤตฝูงสัตว์ประหลาดมาได้อย่างไร พวกเขาถึงได้เฉไฉเปลี่ยนเรื่องไม่ยอมบอก ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง
ซือไท่หยวนฮุ่ยถูกศิษย์สองคนพยุงเอาไว้ เมื่อแหงนหน้ามองเห็นแขนกลข้างหนึ่งยื่นเข้ามา ในใจก็อดไม่ได้ที่จะเกิด “ความกลัวที่เคยถูกครอบงำ” ขึ้นมา กังวลเหลือเกินว่าคราวนี้แขนกลคงไม่ขัดข้องอีกนะ...
ผลคือแขนกลข้างนั้นกลับข้ามหัวพวกนางไป หนีบผู้บำเพ็ญเพียรระดับมหาขั้นที่สี่ที่อยู่ด้านหลัง แล้วหดกลับไป
แขนกลยื่นออกไปทีละข้าง ดึงผู้คนกลับมา ในตอนแรกซือไท่หยวนฮุ่ยยังมีความกังวลเช่นนั้นอยู่บ้าง แต่เมื่อถูก “มองข้าม” ไปครั้งแล้วครั้งเล่า ซือไท่หยวนฮุ่ยหันกลับไปมองสัตว์ประหลาดที่เข้ามาใกล้เรื่อยๆ ก็ไม่สนอะไรอีกแล้ว ต่อให้ถูกแขวนอยู่กลางอากาศก็ยอมล่ะวะ อย่างน้อยก็ยังมีชีวิตรอด
นางให้ศิษย์ช่วยพยุงร่างของตน เดินมาถึงใต้ป้อมปราการ ยอมทิ้งหน้าตาที่แก่ชรา ตะโกนร้องเรียกขึ้นไปด้านบน “หลานรัก แขนกลที่พังแล้วก็ได้ ส่งมาให้ข้าสักข้างเถอะ”
ทว่ากลับไม่มีใครสนใจนางเลย
แขนกลยื่นเข้ายื่นออกด้วยความรวดเร็ว ดึงตัวผู้บำเพ็ญเพียรที่วิ่งหนีตายกลับเข้ามา
ป้อมปราการรังผึ้งกลไกมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ต่อให้ผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านี้เข้าไปอยู่ก็ไม่ได้ดูแออัดแต่อย่างใด พวกเขารีบปีนขึ้นไปบนกำแพงเมือง ช่วยเสริมกำลังป้องกันที่ยังขาดแคลน
ซือไท่หยวนฮุ่ยเริ่มเข้าใจแล้ว เมื่อนึกย้อนถึงเหตุการณ์ที่ตนเคยทำกับอู่ปู้ฉางและหนานกงหลิง — การที่อีกฝ่ายยอมช่วยเหลือนางในครั้งก่อน ก็นับว่าใจกว้างมากแล้ว ซือไท่หยวนฮุ่ยลองถามตัวเองดู หากสลับบทบาทกัน นางย่อมไม่มีทางยื่นมือเข้าช่วยอย่างแน่นอน ดีไม่ดีอาจจะทนดูพวกเขาตายไปต่อหน้าต่อตาได้เลยด้วยซ้ำ
นางถอนหายใจยาว ผลักร่างของศิษย์ทั้งสองที่คอยพยุงตนอยู่ออกไปเบาๆ นึกถึงศิษย์สามคนที่สละชีพเพื่อปกป้องตนเมื่อคืนนี้ นี่อาจจะเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่นางเกิดสำนึกผิดขึ้นมา รู้สึกละอายใจต่อศิษย์
“หลานรัก รับศิษย์ทั้งสามของข้าขึ้นไปเถิด พวกนางสมควรจะมีชีวิตรอดต่อไปมากกว่าข้า”
“ท่านอาจารย์!” ศิษย์ทั้งสามร้องไห้ฟูมฟาย “พวกเราไม่ไป”
“หุบปาก!” ซือไท่หยวนฮุ่ยถลึงตาตวาด “หากพวกเจ้ายังเห็นข้าเป็นอาจารย์อยู่ ก็จงเชื่อฟังคำสั่งของข้าซะ!”
ซือไท่หยวนฮุ่ยผลักพวกนางทั้งสามคนไปที่ใต้ป้อมปราการ ล้วงลูกประคำของตนออกมาจากแขนเสื้อ ประกบมือถูเข้าด้วยกันจนสายประคำขาดสะบั้น ลูกประคำแต่ละเม็ดขยายใหญ่เท่าอ่างไม้ ลอยวนเวียนอยู่รอบกายของนาง
นางกัดฟันกรอด รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เดินเผชิญหน้าเข้าหาสัตว์ประหลาด ศิษย์ทั้งสามตั้งท่าจะวิ่งตามไป แต่นางกลับไม่สนใจ หันกลับมาโค้งคำนับให้ป้อมปราการอย่างสุดซึ้ง “ข้าไม่อยากพาพวกนางไปตายด้วย”
แขนกลสามข้างพลันร่วงหล่นลงมา ดึงศิษย์ทั้งสามคนขึ้นไป
ซือไท่หยวนฮุ่ยรู้สึกโล่งอกราวกับยกภูเขาออกจากอก เข้าฟาดฟันกับสัตว์ประหลาดระดับห้าตัวหนึ่ง เพียงไม่นานก็ตกเป็นรอง ตาดูจะถูกสัตว์ประหลาดกลืนกิน ทันใดนั้นก็มีมือข้างหนึ่งยื่นเข้ามา จับหัวของสัตว์ประหลาดตัวนั้นกดลงกับพื้นอย่างแรง
มืออีกข้างหนึ่งคว้าตัวซือไท่หยวนฮุ่ย แล้วโยนไปทางป้อมปราการ
เป็นโอวหยางเช่อที่กลับมาแล้ว
แขนกลข้างหนึ่งยื่นออกไป คีบตัวซือไท่หยวนฮุ่ยแล้วหดกลับมา
หนานกงหลิงปรายตามองซุนฉางหมิงแวบหนึ่ง ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด ทว่าในใจกลับลอบหัวเราะ: ใต้เท้าก็ยังคงใจอ่อนอยู่ดี
ซุนฉางหมิงดูเหมือนจะรู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ก็คร้านที่จะอธิบาย นี่ไม่ใช่ความใจอ่อนเลย คนอย่างซือไท่หยวนฮุ่ย ตายไปก็ไม่เสียดาย จากพฤติกรรมที่นางทำกับหนานกงหลิง เห็นได้ชัดว่าในอดีตนางคงเคยทำเรื่องทำนองนี้มานับไม่ถ้วน
แต่หากปล่อยให้ซือไท่หยวนฮุ่ยตายอยู่ข้างนอกจริงๆ ศิษย์ทั้งสามของนางก็ย่อมต้องผูกใจเจ็บเป็นแน่
อีกทั้งโอวหยางเช่อก็เป็นคนลงมือช่วย อย่างไรเสียก็ต้องไว้หน้าผู้บำเพ็ญเพียรระดับมหาขั้นที่หกอยู่แล้ว
ซือไท่หยวนฮุ่ยบาดเจ็บสาหัส หลังจากคราวนี้เกรงว่าคงยากที่จะกลับไปสู่จุดสูงสุดได้อีก ภายหน้าก็คงกลายเป็นคนไร้ค่าไปแล้ว ย่อมไม่เป็นภัยคุกคามต่อฝ่ายตนอีกต่อไป
อีกอย่างในวินาทีสุดท้าย อย่างน้อยนางก็ยังมีมโนธรรมโผล่มาให้เห็นนิดหน่อยล่ะนะ
ฝูงสัตว์ประหลาดกรีธาทัพเข้ามา โอวหยางเช่อหันกลับไปมองแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าผู้บำเพ็ญเพียรใต้บังคับบัญชาของตนล้วนถูกรับเข้าไปในป้อมปราการแล้ว ถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เขาตวาดลั่น พุ่งเข้าปะทะกับสัตว์ประหลาดระดับหกที่เป็นผู้นำ
สัตว์ประหลาดระดับห้าตัวอื่นๆ โอบล้อมป้อมปราการกลไกเอาไว้ เข่นฆ่ากันอย่างดุเดือด โอวหยางเช่อหันกลับไปมอง ก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า ป้อมปราการกลไกไม่ได้ตกอยู่ในสภาวะง่อนแง่นเลย ตรงกันข้าม กลับสามารถต่อสู้กับสัตว์ประหลาดได้อย่างสูสี!
กระบวนทัพลิ่มที่ประกอบขึ้นจากหุ่นเชิดกลไกซึ่งตั้งรับอยู่ด้านหน้า ถึงกับสามารถกดดันให้สัตว์ประหลาดระดับห้าต้องล่าถอยไปได้
สัตว์ประหลาดที่ล้อมโจมตีจากทิศทางอื่นๆ หากเข้ามาใกล้ก็จะมียอดฝีมือบนกำแพงเมืองคอยรับมือ หากอยู่ไกลก็จะมีอาวุธกลไกโจมตีระยะไกลคอยระดมยิงใส่ ถึงกับทำอะไรป้อมปราการแห่งนี้ไม่ได้เลย!
สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดคือ ป้อมปราการแห่งนี้แข็งแกร่งทนทานเป็นอย่างยิ่ง สามารถต้านทานการพุ่งชนอย่างเต็มกำลังของสัตว์ประหลาดระดับห้าได้สบาย ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ด้านในสามารถใช้กำแพงเมืองเป็นที่มั่นในการตั้งรับได้อย่างอุ่นใจ
สัตว์ประหลาดบางตัวที่ถูกยอดฝีมือบนกำแพงเมืองโจมตีจนบาดเจ็บ เมื่อล้มลงใต้ป้อมปราการ ก็จะมีพืชสีเขียวจำนวนมากชอนไชออกมา แทงทะลุเข้าไปตามบาดแผล สูบเลือดอย่างรวดเร็ว พร้อมกับฉีดพิษร้ายแรงเข้าไปในร่างกายของสัตว์ประหลาด ตราบใดที่สัตว์ประหลาดล้มลงใต้ป้อมปราการ ก็แทบจะไม่มีทางลุกขึ้นมาได้อีกเลย
โอวหยางเช่อตื่นตระหนกในใจ: ประเมินสำนักจิ่วอวิ๋นต่ำไปจริงๆ คิดไม่ถึงว่าวิชากลไกของพวกเขาจะก้าวล้ำมาถึงระดับนี้แล้ว!
หลังจบศึกนี้ จะต้องให้ความสำคัญกับสำนักจิ่วอวิ๋นให้มากขึ้นแล้ว
แต่ทว่านอกจากป้อมปราการกลไกแห่งนี้แล้ว ไม่รู้ว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับมหาขั้นที่ห้าทั้งสองคนที่พวกเขาพามาด้วยในครั้งนี้ จะมีฝีมือในการต่อสู้เป็นเช่นไร คงต้องหาโอกาสทดสอบดูเสียหน่อย หากไม่เอาไหนล่ะก็... ประโยชน์ของสำนักจิ่วอวิ๋นก็คงมีจำกัดอยู่ดี
สัตว์ประหลาดเหล่านั้นโหมโจมตีอยู่พักหนึ่ง สูญเสียระดับห้าไปถึงห้าตัว ภายในทะเลสาบใหญ่เบื้องหลัง จู่ๆ ก็มีเสียงร้องลากยาวดังแว่วมา ฟังดูคล้ายกับเสียงวัวแก่ สัตว์ประหลาดระดับห้าที่กำลังล้อมโจมตีป้อมปราการต่างกระทืบเท้าคำรามด้วยความเจ็บใจ ก่อนจะหันหลังกลับแล้ววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้าดังสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
สัตว์ประหลาดระดับหกที่พัวพันอยู่กับโอวหยางเช่อ เป็นตัวสุดท้ายที่ล่าถอย เพื่อให้แน่ใจว่าโอวหยางเช่อจะไม่ไล่ตามไป
เมื่อสัตว์ประหลาดระดับหกค่อยๆ ล่าถอยไป ผู้คนภายในป้อมปราการรังผึ้งกลไกก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ผู้บำเพ็ญเพียรหลายคนถึงกับทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้น ไม่อยากจะขยับเขยื้อนตัวอีกแล้ว
ต้องทนทุกข์ทรมานกับการต่อสู้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ มองดูสหายร่วมรบข้างกายล้มตายไปทีละคน ความกดดันอันมหาศาลแทบจะทำให้พวกเขาพังทลาย พลังวิญญาณในร่างก็ถูกผลาญไปจนเหือดแห้ง
โอวหยางเช่อปรายตามองป้อมปราการกลไกแวบหนึ่ง: อู่ปู้ฉางกำลังสั่งการให้ลูกน้องควบคุมแขนกลไปจับสัตว์ประหลาดที่ถูกสังหารมา แล้วนำไปชำแหละและคัดแยกภายในกรง เพื่อเก็บกู้ของมีค่าต่างๆ
หางตาของยอดฝีมือระดับสูงสุดแห่งมหาขั้นที่หกกระตุกขึ้นสองครา ต่อให้ฆ่าเขาให้ตาย เขาก็ไม่ยอมใช้วิธีพรรค์นี้เข้าไปในป้อมปราการเด็ดขาด
เขากางนิ้วทั้งห้าออก ปล่อยเรือวิเศษออกมาอีกครั้ง ระหว่างทางหยุดชะงักไปเล็กน้อย ทว่าสุดท้ายก็นำเรือวิเศษของตนไปจอดไว้ด้านหลังป้อมปราการกลไกอยู่ดี
โอวหยางเช่อนั่งลงบนชั้นสูงสุดของอาคารเรือ ส่งกระแสจิตกล่าว “หลานรัก รบกวนมาพูดคุยกันสักประเดี๋ยวเถิด”
ครั้งนี้อู่ปู้ฉางได้พาซุนฉางหมิง หนานกงหลิง และผู้อาวุโสทั้งสามคนไปด้วย ผู้ที่ตามไปด้วยยังมีโอวหยางซั่ว เยว่ฉางเหอศิษย์เอกของโอวหยางเช่อ รวมถึงซือไท่หยวนอู้ผู้ดูแลสำนักชีอี้วั่งประจำที่นี่ และโหวเจิ้นแห่งหอราชันมังกร
เยว่ฉางเหอก้มหน้าก้มตา ปะปนอยู่ในหมู่คน ไม่มีหน้าไปมองอู่ปู้ฉาง
ท่าทีของโอวหยางเช่อในครั้งนี้แตกต่างจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง เริ่มแรกเขารับปากว่าจะมอบคัมภีร์วิชากลไกเล่มหนึ่งให้แก่สำนักจิ่วอวิ๋น ซึ่งเขาบังเอิญได้มาเมื่อหลายปีก่อน มีชื่อว่า “ตำราป้านเซ่อ” เป็นคัมภีร์ที่มีชื่อเสียงมากในหน้าประวัติศาสตร์ของวิชากลไก ซึ่งสูญหายไปนานแล้ว ทุกคนในสำนักจิ่วอวิ๋นย่อมดีอกดีใจเป็นอย่างยิ่ง
จากนั้นก็ขอร้องให้ผู้คนจากสำนักจิ่วอวิ๋นและตระกูลหนานกง ช่วยเก็บกวาดสนามรบและรักษาผู้บาดเจ็บ
ก็มีเพียงพวกเขาที่ยังคงรักษากำลังรบไว้ได้อย่างสมบูรณ์ สำนักอื่นๆ แทบทุกคนล้วนได้รับบาดเจ็บ อู่ปู้ฉางย่อมตอบตกลง ซุนฉางหมิงที่อยู่ด้านข้างจู่ๆ ก็เอ่ยถามขึ้น “พวกเราได้เตรียมยาลูกกลอนวิเศษสำหรับรักษาบาดแผลเอาไว้บ้าง หากให้ทุกคนกินก็จะช่วยให้ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่า... ยาลูกกลอนเหล่านี้ราคาค่อนข้างแพง...”
โอวหยางเช่อมองเขาแวบหนึ่ง แล้วหันไปถามอู่ปู้ฉาง “ท่านนี้คือ?”
“นี่คือศิษย์พี่ซุน ผู้ดูแลสำนักของข้าเองขอรับ”
โอวหยางเช่อหัวเราะหึๆ “เอาอย่างนี้ หากมียาลูกกลอน ก็ขอให้รีบแจกจ่ายลงไป พวกเจ้าสามารถเจรจาตกลงราคากับผู้บาดเจ็บในราคาที่รับได้ทั้งสองฝ่าย หากพวกเขาจ่ายไม่ไหว ข้าจะรับผิดชอบจ่ายแทนให้เอง!”
ซุนฉางหมิงยกนิ้วโป้งให้ “ท่านประมุขช่างใจกว้างยิ่งนัก!”
หนานกงหลิงแอบขำในใจ ใต้เท้าของพวกเรานี่ช่าง... ไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบเลยจริงๆ
มีเพียงซุนฉางหมิงเท่านั้นที่รู้ดีว่า ยาลูกกลอนที่ตนหลอมขึ้นมา ต้นทุนนั้นต่ำกว่านักปรุงโอสถคนอื่นๆ มากนัก การค้ากำไรครั้งนี้ถือว่าคุ้มค่ามหาศาล
โอวหยางเช่อเองก็รู้สึกพอใจเช่นกัน เขาคิดว่าก็แค่ยาลูกกลอนรักษาแผลทั่วไป จะมีมูลค่าสักเท่าไรเชียว? สิ่งที่ประมุขอย่างตนต้องการมากที่สุดในตอนนี้ คือการฟื้นฟูกำลังรบโดยรวมให้เร็วที่สุด ฝ่ายตนมีสภาพน่าเวทนาถึงเพียงนี้ อีกสามขุมกำลังก็คงมีสภาพไม่ต่างกัน หากตนสามารถฟื้นตัวได้ก่อน ย่อมได้เปรียบในการแย่งชิงครรภ์กำเนิดของวิเศษ
ท่าทีของเขาที่มีต่อสำนักจิ่วอวิ๋นเปลี่ยนไป ก็เพราะมีป้อมปราการกลไกแห่งนี้ อย่างน้อยก็ทำให้มีที่หลบภัยที่มั่นคง ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรระดับมหาขั้นที่ห้าทั้งสองคนของสำนักจิ่วอวิ๋นนั้น ย่อมต้องหาโอกาสทดสอบฝีมือของพวกเขาดู
คนของสำนักจิ่วอวิ๋นและตระกูลหนานกงไปรับยาลูกกลอนจากใต้เท้านายกองพัน แล้วนำไปต่อรองราคากับผู้ที่กำลังพักฟื้น — เดิมทีผู้บาดเจ็บก็รู้สึกหงุดหงิดอยู่แล้ว นี่พวกเจ้าไม่ได้กำลังฉวยโอกาสหรอกหรือ? แต่พอหยิบยาลูกกลอนออกมาดู ก็เห็นชัดว่าเป็นยาลูกกลอนระดับสูง แต่ละเม็ดล้วนมีมูลค่ามหาศาล ตัวเองก็คงละอายใจที่จะกินของคนอื่นฟรีๆ
ดังนั้นกระบวนการตกลงราคาจึงราบรื่นมาก ทุกคนล้วนพกหยกวิญญาณติดตัวมา ส่วนใหญ่ก็แลกเปลี่ยนกันสำเร็จลุล่วงด้วยดี ส่วนคนที่ขัดสนหน่อย ย่อมต้องทำสัญญากู้ยืมเอาไว้
ทว่าสถานการณ์ที่ซุนฉางหมิงคาดหวังเอาไว้ว่าทุกคนจะนำของวิเศษมาแลกยาลูกกลอนกลับไม่เกิดขึ้น เนื่องจากศึกเมื่อคืนนี้ยากลำบากเกินไป ของวิเศษที่ใช้ได้ก็ล้วนนำมาใช้จนหมดแล้ว ทุกคนไม่มีของวิเศษเหลือเฟือเลย
ซุนฉางหมิงหาห้องว่างในป้อมปราการกลไก เปิดเตาหลอมโอสถต่อ ทำสดใหม่พร้อมขาย รับประกันคุณภาพ!
ผู้บาดเจ็บจากสำนักต่างๆ หลังจากกินยาลูกกลอนเข้าไป ก็ค้นพบอย่างรวดเร็วว่า “สำนักจิ่วอวิ๋นใจกว้างมาก” สรรพคุณของยาลูกกลอนนั้นสูงกว่าปกติอย่างน้อยสามส่วน ทำให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้นอย่างมาก ในช่วงเวลาเช่นนี้ มีโอสถดีๆ ยังอุตส่าห์นำมาแบ่งปันให้ทุกคน ต่อให้ราคาจะแพงไปสักหน่อย แต่นี่ก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลือทุกคน
เดิมทีความทะเยอทะยานของโอวหยางเช่อถูกบั่นทอนลงไปมาก ทว่าเมื่อเห็นขุมกำลังใต้บังคับบัญชาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เขาก็กลับมามีความมั่นใจขึ้นอีกครั้ง
วันนี้ทุกคนล้วนรู้สึกอึดอัดใจ:
ห่างออกไปร้อยลี้ ภายในทะเลสาบใหญ่แห่งนั้น เสียงคำรามของสัตว์ประหลาดนานาชนิดดังแว่วมาแต่ไกล ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถมองเห็นแสงสังหารที่พุ่งทะยานขึ้นฟ้าได้อีกด้วย
ช่างกำเริบเสิบสานยิ่งนัก!
ทว่าเผ่ามนุษย์มีกำลังไม่เพียงพอ อีกทั้งเพิ่งจะพ่ายแพ้มาหมาดๆ จึงทำได้เพียงกล้ำกลืนฝืนทน มองดูสัตว์ประหลาดเหล่านั้นวางอำนาจไป
เมื่อถึงช่วงพลบค่ำ จู่ๆ ก็มีแขกมาเยือน คิดไม่ถึงว่าจะเป็น เฟิงว่านหลี่ แห่งหว่านเป่าเก๋อ! เขาเรียกโอวหยางเช่อออกไปคุยเป็นการลับ และกลับมาในช่วงครึ่งคืนหลัง
หลังจากโอวหยางเช่อกลับมา เขาก็ออกคำสั่งทันที “พรุ่งนี้ จะเป็นการทำศึกตัดสินกับพวกสัตว์ประหลาด!”
ทุกคนต่างประหลาดใจ โอวหยางเช่อกลับยิ้มอย่างผ่อนคลาย “ไม่ต้องกังวลไป ฝ่ายเรามีกำลังเสริมที่แข็งแกร่งมาร่วมด้วย สัตว์ประหลาดระดับเจ็ดตัวนั้นไม่เป็นปัญหาอีกต่อไปแล้ว!”
ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ท่านประมุขสมาพันธ์กลับไม่ยอมบอกอะไรเพิ่มเติม เพียงแค่ให้ทุกคนตั้งใจเตรียมพร้อม
คืนนี้กองทัพผีก็มาอาละวาดอีกแล้ว แต่ขอบเขตที่กองทัพผีสามารถคุกคามได้นั้นมีจำกัด ยากที่จะครอบคลุมป้อมปราการกลไกและเรือวิเศษ เพียงแค่ฟังเสียงแล้วรู้สึกน่ากลัวไปหน่อยก็เท่านั้น
เมื่ออู่ปู้ฉางกลับมา ก็รีบขอคำชี้แนะจากใต้เท้านายกองพันทันที “ใต้เท้า พรุ่งนี้พวกเราจะเอายังไงดีขอรับ?”
ซุนฉางหมิงไม่คิดจะไปตายพร้อมกับโอวหยางเช่อ เขามีแผนการของตัวเองอยู่แล้ว
“ทางที่ดีคนของพวกเรา ไม่ต้องตามไปเลยสักคน!”
อู่ปู้ฉางถึงกับงงงวย ซุนฉางหมิงก็ส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มขื่น รู้ดีว่านี่เป็นไปไม่ได้ เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะออกคำสั่งใหม่:
“พรุ่งนี้เจ้าต้องพยายามขออยู่โยงเฝ้าค่ายให้ได้ คนไหนที่ไม่จำเป็นต้องไปก็ไม่ต้องไป
แต่ทว่า... ข้าเดาว่า โอวหยางเช่อจะต้องเรียกตัวผู้บำเพ็ญเพียรระดับมหาขั้นที่ห้าทั้งสองคนของสำนักจิ่วอวิ๋นไปอย่างแน่นอน เจ้าไปบอกพวกเขานะ ให้แกล้งทำเป็นบาดเจ็บตั้งแต่ตอนที่เพิ่งเริ่มปะทะ แล้วรีบถอนตัวกลับมาให้เร็วที่สุด”
อู่ปู้ฉางไม่ซักไซ้ให้มากความ รับคำสั่งแล้วก็ออกไปกำชับผู้บำเพ็ญเพียรระดับมหาขั้นที่ห้าทั้งสองคนของสำนักจิ่วอวิ๋นทันที
……
ท่ามกลางความมืดมิดยามวิกาล กลับมีขบวนเดินทางที่แสนพิลึกพิลั่นขบวนหนึ่ง กำลังเดินทัพอยู่ในอาณาเขตมรณะอย่างเงียบเชียบ เรือนร่างของแต่ละคนล้วนดูแปลกประหลาดพิสดาร บางคนมีหนวดเนื้อโผล่ออกมาเป็นวงรอบคอ บางคนก็มีปีกที่เป็นของวิเศษงอกอยู่กลางหลัง ด้านล่างยังมีแขนที่เป็นของวิเศษอีกสองข้าง บ้างก็มีกระดองกระดูกคล้ายกระดองเต่าปกคลุมทั่วทั้งตัว...
ผู้นำขบวนคือมนุษย์ประหลาดที่มีหัวหมีงอกอยู่บนบ่าทั้งสองข้าง มันระแวดระวังตัวเป็นอย่างยิ่ง หัวหมีบนบ่าทั้งสองข้างเบิกตาสีแดงฉานมองไปรอบๆ พ่นลมหายใจร้อนๆ ออกมาจากปาก จมูกก็คอยสูดดมกลิ่นอยู่ตลอดเวลา หากมีความผิดปกติเพียงเล็กน้อย มันก็จะคำรามเตือนสาวกคนอื่นๆ ทันที
ในสถานการณ์ปกติ ยามค่ำคืนของอาณาเขตมรณะนั้นอันตรายอย่างยิ่งยวด ทว่าในตอนนี้ เป็นเพราะสัตว์ประหลาดระดับเจ็ดและเผ่ามนุษย์กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด ทำให้สัตว์ประหลาดธรรมดาทั่วไปหนีเตลิดไปจนหมด กลับกลายเป็นว่าปลอดภัยอย่างยิ่งยวดตลอดทางที่พวกมันเดินทัพมา จึงไม่ถูกซุ่มโจมตีเลยแม้แต่น้อย
หลังจากพวกมันเดินผ่านไปได้ราวๆ หนึ่งก้านธูป ก็มีเงาร่างสายหนึ่งปรากฏขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ เมื่อแยกแยะร่องรอยบนพื้นได้แล้ว ก็สะกดรอยตามพวกมันต่อไป
บริเวณรอบๆ หินสีดำขนาดมหึมาในหุบเขา มีต้นฮว๋ายขนาดใหญ่ขึ้นอยู่เป็นวงกลม ล้วนเป็นพืชปีศาจ แต่กลับถูกฆ่าตายด้วยวิธีการบางอย่าง จนเริ่มเหี่ยวเฉาและร่วงโรยไป
สาวกของลัทธิสรรพสัตว์กลุ่มใหญ่รวมตัวกันอยู่ที่นี่ ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ ทุกคนต่างยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ใต้โขดหินสีดำอย่างระแวดระวัง
สาวกของลัทธิสรรพสัตว์ช่าง “มีความหลากหลาย” เสียจริง แต่ที่ประหลาดที่สุด กลับเป็นท่านเจ้าแท่นบูชาที่ยืนอยู่บนยอดโขดหินสีดำขนาดยักษ์
เขามีสามหัวหกแขน!
ท่อนล่างถูกแทนที่ด้วยท่อนของตะขาบยักษ์ ขาแมลงหลายสิบข้างเกาะแน่นอยู่บนโขดหิน
ส่วนลำตัวด้านหน้าที่หันมายังคงเป็นหัวเดิม ทว่าลำตัวอีกสองข้างกลับเป็นของเผ่าสัตว์อสูร อีกทั้งส่วนหัวยังถูกแทนที่ด้วยหัวของเสือดำดุร้ายและหัวตะขาบ!
ส่วนแขนก็ถูกแทนที่ด้วยแขนกลของวิเศษ
เขาทอดสายตามองไปในทิศทางหนึ่ง ครู่ต่อมาก็ปรายตามองลงเบื้องล่าง: สาวกกลุ่มสุดท้ายใต้บังคับบัญชาของเขากำลังจะมาถึงแล้ว
และก็เป็นดังคาด เวลาผ่านไปไม่นาน เจ้าแท่นบูชาย่อยผู้มีหัวหมีงอกอยู่บนบ่าทั้งสองข้าง ก็พาสาวกใต้บังคับบัญชามาสมทบ เจ้าแท่นบูชาไม่พูดพล่ามทำเพลง ปีนลงมาจากโขดหินสีดำขนาดยักษ์ แล้วพาทุกคนมุ่งหน้าไปยังทิศทางหนึ่ง โดยมีสาวกตามมาสมทบอีกห้าสิบหกสิบคน
พวกมันเดินทะลวงผ่านหุบเขาแห่งหนึ่ง ปีนขึ้นไปบนหน้าผา ที่นั่นมีถ้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ภายในมีกองไฟลุกโชน หูเฮยเหว่ยและหม่าฮาเฟยกำลังรอเขาอยู่ที่นี่
แสงจากกองไฟสาดส่องไปทั่วทั้งถ้ำ บนผนังหินรอบๆ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังปรากฏอยู่หลายภาพ
ภาพเหล่านั้นพรรณนาถึงตัวตนอันแข็งแกร่งผู้หนึ่งที่เรือนร่างถูกปกคลุมไปด้วยหมอกสีดำมืดมิด เดินทางมาจากภายนอกอาณาเขตมรณะช่องเขาโลงทองแดง เหยียบย่ำจนแทบจะราบเป็นหน้ากลองไปทั่วทั้งอาณาเขตมรณะ ก่อนจะจากไปอย่างเยือกเย็น
หูเฮยเหว่ยกำลังชื่นชมภาพจิตรกรรมฝาผนังเหล่านี้อย่างออกรสออกชาติ เมื่อเจ้าแท่นบูชาเดินเข้ามา เขาก็หันกลับมายิ้มบางๆ “กองกำลังของพวกรวมตัวกันครบแล้ว”
หม่าฮาเฟยเองก็ยิ้มอย่างยั่วยวน “พวกเราจะได้ดูงิ้วฉากใหญ่เสียก่อน แล้วค่อยออกโรงในฐานะนกขมิ้น!”
เจ้าแท่นบูชากล่าวขึ้น “ข้าต้องการตัวนายกองพันแห่งแม่น้ำหมางเจียงผู้นั้น มันสังหารสาวกของลัทธิข้าไปมากเกินไป ข้าจะแยกร่างมันออกเป็นชิ้นๆ แล้วนำไปเป็นวัตถุดิบเพื่อยกระดับสาวกกลุ่มใหม่ขึ้นมา”
“ไม่มีปัญหา” หม่าฮาเฟยหัวเราะหึๆ “มันใช้เหวยตี๋อันทัวเพื่อส่งข่าวปลอมมาให้ข้า ทว่ากลับไม่รู้ตัวเลยว่าพวกเรามองแผนการของมันออกตั้งนานแล้ว ภายในช่องเขาโลงทองแดงแห่งนี้แหละ จะเป็นหลุมฝังศพของนายกองพันแห่งแม่น้ำหมางเจียงผู้เย่อหยิ่งจองหองผู้นี้!”
[จบแล้ว]