- หน้าแรก
- หนึ่งกระบี่พลิกสวรรค์ ตำนานจอมเทพเยี่ยอู๋โยว
- บทที่ 607 - ความเคลื่อนไหวนี้ มันใหญ่โตเกินไปหรือไม่?
บทที่ 607 - ความเคลื่อนไหวนี้ มันใหญ่โตเกินไปหรือไม่?
บทที่ 607 - ความเคลื่อนไหวนี้ มันใหญ่โตเกินไปหรือไม่?
"ข้าไม่ไปแล้ว!"
ป๋ายจิ่งกล่าวขึ้นทันที "สิ่งที่ข้าพูดไป เจ้าต้องจำให้ขึ้นใจ ระวังตัวด้วย"
"ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนแปลกประหลาดที่มีความเป็นไปได้ไร้ขีดจำกัด ทว่าพูดจากใจจริงนะ การที่ไร้ซึ่งผู้หนุนหลัง ในตอนนี้เจ้าก็ยังเป็นเพียงไม้ซีกที่งัดไม้ซุงไม่ได้อยู่ดี"
เยี่ยอู๋โยวตบไหล่ป๋ายจิ่งเบาๆ ก่อนจะยิ้มและกล่าว "ขอบคุณมาก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าขอตัวลาก่อน"
"อืม"
มองดูเยี่ยอู๋โยวและเจียงหนานหนิงจากไปพร้อมกัน ในใจของป๋ายจิ่งก็เกิดความสับสนวุ่นวายขึ้นมา
"ศิษย์พี่ป๋าย เยี่ยอู๋โยวผู้นี้ คือคนเดียวกับที่ผู้อาวุโสซูอิ้งหลงพูดถึงใช่หรือไม่" ศิษย์หุบเขาหลีฮั่วที่เดินทางมาพร้อมกับป๋ายจิ่งก้าวเข้ามาเอ่ยถามในเวลานี้
"เป็นเขาเอง!"
ป๋ายจิ่งพยักหน้า
"ยอดเยี่ยมอย่างที่คิดไว้จริงๆ!"
ศิษย์ที่เอ่ยถามกล่าวด้วยความตกตะลึง "เขาดูเหมือนจะอยู่ในขั้นหยั่งรู้ความว่างเปล่าหกวัฏจักร ทว่าการลงมือสังหารยอดฝีมือขั้นเจ็ด แปด และเก้าวัฏจักรจากสามสุดยอดขุมอำนาจเหล่านั้น กลับดูง่ายดายและไม่ต้องออกแรงเลยแม้แต่น้อย!"
ต้องรู้ไว้ก่อนว่า ผู้ที่เข้ามาในมิติเร้นลับสวนเด็ดดาราในครั้งนี้ ผู้ใดบ้างที่ไม่ใช่ยอดฝีมือขั้นหยั่งรู้ความว่างเปล่าที่ถูกคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถันจากแต่ละสุดยอดขุมอำนาจ
"เขาก็เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด!"
ป๋ายจิ่งถอนหายใจ "คนบางคน ถูกกำหนดมาให้เปล่งประกายเจิดจรัส!"
"ทว่าการไปล่วงเกินวังเสินเซียว สำนักกระบี่ชิงอวิ๋น สำนักไท่เสวียน และสำนักอวี้ซวีเช่นนี้ มันเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย" ศิษย์อีกคนกล่าวขึ้น "สุดยอดขุมอำนาจเหล่านั้น อย่างไรเสียก็ต้องรักษาหน้าตาของตนเอง"
เมื่อป๋ายจิ่งได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับ
เขาก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน
ทว่าเยี่ยอู๋โยว ก็น่าจะมีวิธีการบางอย่างรับมืออยู่แล้วกระมัง
ในขณะเดียวกัน
อีกด้านหนึ่ง
เยี่ยอู๋โยวและเจียงหนานหนิงได้เดินทางเข้าสู่เขตภูเขาสีดำแล้ว
ขณะที่เดินไปตามเส้นทางบนภูเขา
เจียงหนานหนิงก็ยังคงไม่อาจยอมรับได้ว่า เพียงแค่ไม่ได้พบกันเกือบหนึ่งปี เยี่ยอู๋โยวจะก่อเรื่องราวที่สั่นสะเทือนฟ้าดินได้ถึงเพียงนี้
เจ้าหมอนี่ ตอนที่อยู่ในจักรวรรดิเทียนเสวียน เขายังเคารพกฎเกณฑ์ของสำนักศึกษาเทียนชิง จึงไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องเขา
ทว่าเมื่อมาอยู่ที่นี่ เขากลับปลดปล่อยตัวเองอย่างเต็มที่
ทว่าเมื่อลองคิดดูให้ดี การที่เจ้าหมอนี่ได้รับมรดกสืบทอดจากจักรพรรดิเยี่ย มันก็ดูสมเหตุสมผลอยู่เหมือนกัน!
ทว่าอย่างไรเสียมันก็ยังทำให้ผู้คนรู้สึกเหลือเชื่ออยู่ดี
ทว่าในตอนนี้ เยี่ยอู๋โยวไม่มีกะจิตกะใจจะไปครุ่นคิดเรื่องอื่น
ตามที่เจียงหนานหนิงบอกกล่าว สถานที่แห่งนี้เคยมีค่ายกลผนึกที่รุนแรงมาก และในเมื่อตอนนี้ผนึกได้อ่อนกำลังลงแล้ว ยอดฝีมือขั้นหยั่งรู้ความว่างเปล่าจากแปดสุดยอดขุมอำนาจทุกคนก็จะต้องแห่กันมาที่นี่อย่างแน่นอน
ต้องเร่งความเร็วแล้ว
ทั้งสองคนต่างมีความคิดเป็นของตนเองขณะเดินทางลึกเข้าไปในเขตภูเขาสีดำ
ทว่าในช่วงเวลาหลังจากนั้น พวกเขากลับไม่พบเจอปัญหาใดๆ เลย
เพียงแต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายวัน จำนวนผู้คนที่เดินทางมาถึงเขตภูเขาสีดำก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
พวกเขาทั้งสองบังเอิญพบเจอผู้คนกลุ่มอื่นบ่อยครั้งขึ้น
จนกระทั่งวันหนึ่ง เยี่ยอู๋โยวก็ได้พบกับเสวียนหรงจิ่นแห่งสำนักไท่เสวียน
เสวียนหรงจิ่นได้บอกกล่าวกับเขาเรื่องที่เจ้าสำนักใหญ่แห่งวังเสินเซียวประกาศตั้งค่าหัวเพื่อสังหารเขา พร้อมทั้งยังถ่ายทอดความชื่นชมที่เสวียนหงเฉิงผู้เป็นบิดามีต่อเยี่ยอู๋โยว รวมถึงความตั้งใจที่จะชักชวนเขาเข้าร่วมสำนัก และเรื่องที่คนของสายผู้อาวุโสสูงสุดหวังสื่อในสำนักไท่เสวียนยังคงไม่ล้มเลิกความคิดที่จะสังหารเขา
ในขณะเดียวกัน
เสวียนหรงจิ่นก็บอกเยี่ยอู๋โยวด้วยว่า จำนวนคนที่เข้ามาในสวนเด็ดดาราในตอนนี้เพิ่มขึ้นอีกแล้ว
และจำนวนยอดฝีมือขั้นหยั่งรู้ความว่างเปล่าที่มารวมตัวกันในเขตภูเขาสีดำเพียงแห่งเดียว ก็ทะลุเกินสองพันคนไปแล้ว
เพียงแต่ว่า ทุกคนกลับยังไม่ค้นพบสิ่งใดเลย
ทว่าทั่วทั้งบริเวณสวนเด็ดดารา ก็ไม่มีสถานที่ใดที่แปลกประหลาดอีกแล้ว
เว้นเสียแต่ว่า ...
สายเลือดสัตว์ร้ายบรรพกาลตัวนั้น จะไม่ได้อยู่ที่นี่จริงๆ
ในช่วงเวลาต่อมา ผู้คนจากทุกฝ่ายต่างก็เป็นเหมือนแมลงวันที่บินชนกำแพง พากันค้นหาไปทั่วทุกสารทิศ
ทว่าเยี่ยอู๋โยวกลับไม่รีบร้อนอีกต่อไป
ณ เขตภูเขาสีดำ
ริมลำธารเล็กๆ บริเวณตีนเขา เยี่ยอู๋โยวนอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้และดูเหมือนกำลังหลับสนิท
ส่วนเจียงหนานหนิงก็นั่งอยู่ด้านข้างและคอยสังเกตการณ์รอบๆ
ที่นี่นับเป็นสถานที่ที่มีทิวทัศน์งดงามหาได้ยากยิ่งในเขตภูเขาสีดำ
ทั้งสองคนหยุดพักอยู่ที่นี่มาสองวันแล้ว
โดยไม่ได้ทำสิ่งใดเลย
เอาแต่พักผ่อนอยู่ที่นี่
ตามคำกล่าวของเยี่ยอู๋โยว หากสายเลือดสัตว์ร้ายบรรพกาลยังอยู่ที่นี่ มันย่อมต้องมีความเคลื่อนไหว
หากมันไม่อยู่ที่นี่ การค้นหาแบบงมเข็มในมหาสมุทรเช่นนี้ก็ไม่มีทางเกิดผลลัพธ์ใดๆ
และตราบใดที่สายเลือดสัตว์ร้ายบรรพกาลยังอยู่ ขอเพียงมันปรากฏร่องรอยออกมาแม้เพียงนิดเดียว ย่อมต้องเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่แน่นอน
เขตภูเขาสีดำมีขนาดเพียงเท่านี้ ไม่มีทางที่จะไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เกิดขึ้น
เจียงหนานหนิงไม่ค่อยเห็นด้วยกับแนวคิดนี้เท่าใดนัก ทว่านางก็ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้แล้วจริงๆ
"เยี่ยอู๋โยว"
"หืม"
"เจ้าว่า ตกลงแล้วมันคือสัตว์ร้ายชนิดใดกันแน่"
เจียงหนานหนิงอุ้มพ่างหู่เอาไว้ในอ้อมอก
เจียงหนานหนิงรู้สึกว่าพ่างหู่นั้นนุ่มนิ่ม การได้ลูบคลำมันทำให้รู้สึกสบายมาก
ส่วนพ่างหู่ก็รู้สึกว่าบริเวณหน้าอกของเจียงหนานหนิงนั้นนุ่มนิ่มเช่นกัน การได้แนบชิดทำให้รู้สึกทั้งสบายและอบอุ่น
หนึ่งคนหนึ่งเสือดูราวกับเป็นเจ้านายและสัตว์เลี้ยงกันจริงๆ
"เรื่องนี้ผู้ใดจะไปบอกได้ชัดเจนล่ะ"
เยี่ยอู๋โยวเอ่ยอย่างเรียบเฉย "สัตว์ร้ายในโลกหล้ามีรูปลักษณ์ที่หลากหลาย ยิ่งไปกว่านั้น สัตว์ร้ายก็ไม่ได้มีรูปแบบที่ตายตัว สัตว์ร้ายชนิดเดียวกัน เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ก็อาจจะมีความแตกต่างทางกายภาพอยู่บ้าง!"
เขาช่างรู้ไปเสียทุกเรื่องจริงๆ!
เจียงหนานหนิงอดไม่ได้ที่จะมีความคิดเช่นนี้ผุดขึ้นมาในหัว!
"สัตว์ร้ายที่มีชื่อเสียงในโลกนี้ ก็มีสัตว์ยักษ์เทาเที่ยที่กลืนกินทุกสรรพสิ่ง สัตว์ร้ายฉยงฉีที่ไร้ซึ่งความปรานี และยังมีเถาอู้ ฮุ่นตุ้น เซียงหลิ่ว จิ่วอิง กู่เตียว จูเยี่ยน และอื่นๆ อีกมากมาย!"
"อาจกล่าวได้เพียงว่า สัตว์ร้ายนั้นมีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว พวกมันไม่มีพฤติกรรมที่คล้ายคลึงมนุษย์เหมือนอย่างสัตว์วิเศษหรือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ และยิ่งไม่มีอารมณ์ความรู้สึกเหมือนมนุษย์ ทว่าคำพูดนี้ก็ไม่อาจฟันธงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์นัก"
"โลกใบนี้กว้างใหญ่เกินไป หลายสิ่งหลายอย่างจึงไม่ได้เป็นไปตามกฎเกณฑ์เสมอไป!"
เจียงหนานหนิงมองไปที่เยี่ยอู๋โยว
"มีอันใดรึ" เยี่ยอู๋โยวช้อนตาขึ้นมอง
"เหตุใดเจ้าถึงได้ทำตัวแก่แดดแก่ลมนัก เหมือนกับท่านปู่ของข้าเลย!"
"หึ ข้าก็เป็นท่านปู่รองของเจ้าอยู่แล้วนี่!"
"ไสหัวไปเลย!"
ทั้งสองคนต่อล้อต่อเถียงกันอยู่สองสามประโยค เจียงหนานหนิงก็รู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมา
ทันใดนั้น
ตูม ...
เสียงกัมปนาทอันน่าสะพรึงกลัวดังสนั่นหวั่นไหว
ตามมาด้วย
ตูม ตูม ตูม ตูม ...
เสียงระเบิดดังขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่าอย่างไม่หยุดหย่อน
เยี่ยอู๋โยวมองไปยับเบื้องไกล
ท้องฟ้าที่สว่างไสวในยามนี้กลับเกิดระลอกคลื่นสั่นสะเทือน
ทั่วทั้งเขตภูเขาสีดำกำลังสั่นสะเทือน
เสียงกัมปนาทที่ดังกึกก้องแผ่ซ่านไปทั่วทุกสารทิศระลอกแล้วระลอกเล่า
"มีความเคลื่อนไหวแล้ว!"
เจียงหนานหนิงมองไปยังเบื้องไกล
"ความเคลื่อนไหวนี้ มันใหญ่โตเกินไปหรือไม่"
ทั้งสองคนรีบลุกขึ้นยืนและมองไปทางทิศทางที่เสียงระเบิดดังมา
ความเคลื่อนไหวนี้มันใหญ่โตเกินไปจริงๆ!
และในขณะที่ทั้งสองคนกำลังเตรียมตัวจะลงมือ
ภูเขาสีดำที่อยู่ด้านข้างพวกเขา ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นกะทันหันในเวลานี้
ยอดเขาที่สูงนับร้อยจั้ง ก้อนหินสีดำกลิ้งตกลงมา จากนั้นตัวภูเขาก็เริ่มเคลื่อนไหว
เมื่อก้อนหินสีดำร่วงหล่นลงสู่พื้นดินทีละก้อน
ณ ใจกลางภูเขาหิน เห็นเพียงรูปปั้นสัตว์ขนาดยักษ์สูงกว่าสามสิบจั้งยืนนิ่งไม่ไหวติง ปรากฏให้เห็นอยู่เบื้องหน้า
สัตว์ยักษ์ตัวนั้นมีรูปร่างคล้ายม้าชั้นดี แผ่นหลังมีปีกคู่หนึ่ง บนหัวมีเขา สภาพทั่วทั้งตัวไร้ซึ่งกลิ่นอายแห่งชีวิตโดยสิ้นเชิง
ทว่าเมื่อเศษหินร่วงหล่นลงมาจนหมด
รูปปั้นนั้น ก็เริ่มขยับ
ดวงตาทั้งสองข้างของม้าชั้นดีทอประกายและเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต ร่างกายสูงกว่าสามสิบจั้งสั่นไหวเล็กน้อย ขนของมันเรียบเนียนดุจแพรไหม หนาแน่นและเงางาม ทอประกายสีแดงชาด
ฮี่ ...
เสียงร้องของม้าดังขึ้น กีบเท้าของมันกระทืบพื้นจนเกิดเสียงดัง
และตามมาด้วย
ม้าชั้นดีหันขวับมามองเยี่ยอู๋โยวและเจียงหนานหนิงเขม็ง กีบเท้าหน้าของมันกระทืบลงมา
"หลบ!"
เยี่ยอู๋โยวคว้าข้อมือของเจียงหนานหนิงและถอยร่นไปหลายสิบจั้ง
ปัง ...
ในชั่วพริบตา
ตำแหน่งที่ทั้งสองคนเคยยืนอยู่เมื่อครู่นี้ แผ่นดินก็พังทลายลง ยุบตัวลงไปลึกหลายจั้ง
ม้าชั้นดีไม่ได้ใส่ใจ ร่างของมันผงาดสูงขึ้น มันมองมาที่ทั้งสองคนด้วยสายตาที่อัดแน่นไปด้วยรังสีอำมหิต
และในขณะที่เยี่ยอู๋โยวเตรียมตัวจะเข้าห้ำหั่น
เจียงหนานหนิงกลับเป็นฝ่ายคว้ามือของเยี่ยอู๋โยวเอาไว้แน่น น้ำเสียงของนางสั่นสะท้าน "เจ้า ... เจ้าดูสิ ... "
[จบแล้ว]