- หน้าแรก
- เนตรดาราผลาญมิติ มหาวิกฤตวิวัฒนาการล้างโลก
- บทที่ 23 - สังหารบ้าคลั่ง
บทที่ 23 - สังหารบ้าคลั่ง
บทที่ 23 - สังหารบ้าคลั่ง
บทที่ 23 - สังหารบ้าคลั่ง
เมื่อจุดเน่ยกวนถูกเปิดออก หลินเทียนก็พบว่าจากเดิมที่อยู่ในขอบเขตหลอมรวมร่างกายและใช้ได้เพียงพละกำลังทางกายภาพ ตอนนี้เขาสามารถใช้พลังปราณได้แล้ว
แม้ว่าความหนาแน่นของพลังปราณบนดาวเคราะห์จะเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังจากเกิดคลื่นความผันผวนของดวงอาทิตย์สีดำ
แต่สำหรับพรสวรรค์ของหลินเทียนแล้ว ความหนาแน่นของพลังปราณระดับนี้ก็ยังถือว่าน้อยเกินไป หากจะเติมเต็มจุดชีพจรทั้ง 108 จุดให้เต็มทั้งหมด ก็ไม่รู้ว่าจะต้องรอไปถึงปีมะโว้ไหน
คิดได้ดังนั้น หลินเทียนก็หยิบผลึกธาตุดินออกมาจากแหวนมิติหนึ่งก้อน มันเป็นผลึกที่เขาได้มาจากหนูกลายพันธุ์ที่เพิ่งกำจัดไปเมื่อครู่นี้
หลินเทียนอยากลองดูว่าจะสามารถนำพลังงานจากผลึกธาตุในร่างกายของสัตว์กลายพันธุ์มาใช้ประโยชน์ได้หรือไม่
เขาโคจรเคล็ดวิชาเพื่อชักนำพลังงานธาตุดินในผลึกกลายพันธุ์เข้าสู่จุดเน่ยกวนอย่างช้าๆ
"ทำได้จริงๆ ด้วย"
เมื่อเห็นว่าพลังงานถูกจุดเน่ยกวนดูดซับและกลืนกิน หลินเทียนก็ขมวดคิ้ว
"ถึงจะใช้เติมเต็มพลังปราณที่ขาดหายไปในจุดชีพจรได้"
"แต่คุณภาพมันสู้พลังปราณที่ได้จากการบำเพ็ญเพียรตามปกติไม่ได้เลย"
หลินเทียนถอนหายใจออกมา
"เรื่องที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือการเพิ่มระดับความแข็งแกร่งให้ตัวเอง"
"ส่วนเรื่องคุณภาพของพลังปราณ เอาไว้ค่อยหาทางแก้ทีหลังก็แล้วกัน"
ขอแค่มีผลึกธาตุมากพอ หลินเทียนก็สามารถเติมเต็มจุดชีพจรทั้ง 108 จุดได้อย่างรวดเร็ว
ถึงตอนนั้น ต่อให้ยังรวบรวมของวิเศษแต่กำเนิดไม่ครบและยังไม่ได้สร้างรากฐานไร้เทียมทาน เขาก็จะมีความแข็งแกร่งเหนือกว่าขอบเขตรวบรวมลมปราณไปไกลลิบ
"ในเมื่อเป็นแบบนี้ ฉันก็ต้องเข้าร่วมศึกสางบางสัตว์กลายพันธุ์ด้วยเหมือนกัน"
หลินเทียนลุกขึ้นยืนแล้วบิดขี้เกียจ สัมผัสได้ถึงพลังปราณที่พลุ่งพล่านไปทั่วร่าง ก่อนจะเดินตรงไปยังกลุ่มคนที่เพิ่งกลับมาจากการล่าและกำลังนั่งพักผ่อนอยู่
"เป็นยังไงบ้าง"
"สถานการณ์ในเมืองตอนนี้เป็นยังไง"
หลินเทียนเอ่ยถามทุกคนด้วยรอยยิ้ม
ต่งจวินเดินเข้ามารายงาน
"แต่ละกลุ่มย่อยเริ่มเคลียร์พื้นที่จากจุดศูนย์กลางออกไปรอบๆ"
"ทุกกลุ่มได้ผลตอบแทนกลับมาเพียบเลยครับ"
"ขอแค่มีเวลาให้ทุกคนได้ฝึกฝน ความแข็งแกร่งของพวกเราก็จะต้องเพิ่มขึ้นอีกมากแน่ๆ"
"แต่พวกผู้กลายร่างนี่รับมือยากสุดๆ ไปเลย"
"นอกจากจะอยู่รวมกันเป็นฝูงแล้ว พวกมันยังชอบลอบกัดอีก"
"พี่น้องของเราหลายคนก็บาดเจ็บเพราะพวกมัน"
"แต่โชคดีที่พวกเราไปกันเป็นกลุ่ม เลยจัดการได้ไม่ยากเท่าไหร่"
"ฉันสงสัยว่าถึงพวกมันจะถูกพลังงานความมืดทำให้กลายพันธุ์ไป"
"แต่สติปัญญาพื้นฐานก็น่าจะยังอยู่ครบ"
"ฉันกลัวว่าพวกผู้กลายร่างจะกลายเป็นเผ่าพันธุ์ใหม่ขึ้นมาน่ะสิ"
หวังจิ่นก้าวออกมาวิเคราะห์สถานการณ์
"ก็มีความเป็นไปได้อยู่นะ"
"ตอนที่ฉันใช้พลังจิตตรวจสอบ ฉันพบว่าถึงหัวใจของพวกผู้กลายร่างจะหายไปแล้ว"
"แต่อวัยวะส่วนอื่นๆ ยังอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์"
"แถมยังมีคลื่นพลังงานความมืดที่รุนแรงแผ่ออกมาจากสมองด้วย"
เซียวเยว่พูดด้วยความกังวล
"ถ้าอย่างนั้นต่อไปพวกเราก็ต้องระวังตัวจากพวกผู้กลายร่างให้มากขึ้นแล้วล่ะ"
"กันไว้ดีกว่าแก้"
"สติปัญญาของพวกสัตว์กลายพันธุ์ตอนนี้ดูเหมือนจะยังต่ำต้อยอยู่"
"พวกมันรู้จักแค่โจมตีตามสัญชาตญาณเท่านั้น"
"แต่พวกผู้กลายร่างกลับแสดงให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะของเผ่าพันธุ์ที่น่าทึ่งตั้งแต่เพิ่งเริ่มวิวัฒนาการ"
หลินเทียนรับฟังข้อสันนิษฐานของทุกคน ประชากรของประเทศเซี่ยมีมากกว่าสองพันล้านคน ต่อให้มีแค่ 10% ที่กลายร่าง มันก็มีจำนวนมากกว่าสองร้อยล้านคนแล้ว ช่วยไม่ได้ ฐานประชากรมันเยอะเกินไป
"ถึงตอนนี้เราจะยังไม่เจอข้อดีของการฝึกฝนจากพวกผู้กลายร่าง"
"แต่ถ้าเจอพวกมันอีกเมื่อไหร่ หากสู้ไหวก็ให้ฆ่าทิ้งทันที"
"แต่ถ้าสู้ไม่ไหว ก็ให้เรียกกลุ่มอื่นมาร่วมมือกันรุมล้อมซะ"
"พวกที่ไม่ได้มาจากเผ่าพันธุ์เดียวกัน จิตใจมันย่อมแตกต่างจากเราอยู่แล้ว"
หลินเทียนออกคำสั่งกับทุกคน
"ลูกพี่พูดถูก"
"ยอมฆ่าผิดดีกว่าปล่อยไป"
หลังจากพักผ่อนจนหายเหนื่อย ทุกคนก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังประตูมหาวิทยาลัยต่อ
ทุกครั้งที่เดินหน้าไปได้ระยะหนึ่ง พวกเขาก็จะหยุดพัก และยึดเอาจุดพักนั้นเป็นศูนย์กลางเพื่อแยกย้ายกันออกล่าสัตว์กลายพันธุ์รอบๆ บริเวณ
เมื่อเห็นว่ามีกลุ่มย่อยทยอยกลับมาพักผ่อน หลินเทียนก็พุ่งตัวหายเข้าไปในป่าทึบที่อยู่ไม่ไกลนัก
เมื่อมองดูป่าละเมาะตรงหน้า หลินเทียนก็รู้สึกทอดถอนใจ สถานที่ที่เคยเป็นแหล่งเดทยอดฮิตของชาวมหาวิทยาลัย บัดนี้ได้กลายเป็นป่าทึบไปเสียแล้ว
แม้จะเป็นเวลากลางวัน แต่แสงสว่างภายในป่ากลับสลัวเลือนราง ชวนให้รู้สึกหนาวเหน็บอย่างบอกไม่ถูก
กรอบแกรบ
ท่ามกลางเสียงเหยียบย่ำกิ่งไม้แห้งและใบไม้ร่วง หลินเทียนค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปในป่าทึบอย่างช้าๆ
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ
วัตถุที่มีลักษณะคล้ายเข็มเหล็กพุ่งตรงมาที่หลินเทียนอย่างรวดเร็ว แต่มันกลับหยุดชะงักห่างจากตัวเขาเพียง 1 เซนติเมตร ก่อนจะสลายกลายเป็นฝุ่นควัน
โล่พลังปราณผสานกับพลังอสนีบาตทำลายล้าง ทั้งรุกและรับในคราวเดียว
ประกายสายฟ้าสีเข้มสว่างวาบขึ้นในมือของหลินเทียน เม่นกลายพันธุ์ที่อยู่ไม่ไกลนักก็ล้มพับลงไปกองกับพื้นพร้อมกับมีควันดำลอยโขมง และส่งกลิ่นเนื้อย่างหอมฉุยโชยมา
หลินเทียนโคจรพลังจิต ดึงเอาผลึกธาตุทองที่อยู่บริเวณหัวของเม่นพุ่งเข้าหาตัว และกลืนหายเข้าไปในมิติที่ซ่อนอยู่ในหัวใจของเขาทันที
ยิ่งระดับความแข็งแกร่งของหลินเทียนเพิ่มสูงขึ้น กระบวนท่าที่ใช้รับมือศัตรูก็ยิ่งหลากหลายมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ดูเรียบง่ายและดุดันมากขึ้นด้วย หากจบการต่อสู้ได้ในกระบวนท่าเดียว เขาก็จะไม่ใช้กระบวนท่าที่สองเด็ดขาด
แม้ว่าห้วงจิตสำนึกของหลินเทียนจะขยายใหญ่ขึ้นมาก แต่พลังจิตภายในนั้นก็ยังคงเป็นพลังจิตเดิม มันแข็งแกร่งขึ้นก็จริง แต่ระดับความเข้มข้นนั้นยังไม่มากนัก ใช้เคลื่อนย้ายสิ่งของน่ะพอได้ แต่ถ้าจะให้ใช้ควบคุมอาวุธโจมตีศัตรูเหมือนที่อู๋เยว่ทำ เขาคงทำไม่ได้แน่
หลินเทียนมองดูเม่นที่นอนตายอยู่ไม่ไกล
"สัตว์กลายพันธุ์มีหลายสายพันธุ์มากขึ้นเรื่อยๆ"
"แถมยังแข็งแกร่งขึ้นเร็วมากด้วย"
หากมนุษย์ไม่มีวิธีพัฒนาความแข็งแกร่งของตัวเองอย่างต่อเนื่อง คงถึงคราวที่ผู้ปกครองดาวเคราะห์ดวงนี้ต้องเปลี่ยนมือแล้ว
ยิ่งหลินเทียนเดินลึกเข้าไปเท่าไหร่ จำนวนสัตว์กลายพันธุ์ที่ถูกกำจัดก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น และจำนวนผลึกธาตุในแหวนมิติของหลินเทียนก็เพิ่มพูนตามไปด้วย
ระหว่างทาง หลินเทียนบังเอิญเจอกับทีมของตัวเองหลายครั้ง แต่เขาก็เลือกที่จะหลบเลี่ยงไปเงียบๆ เพราะทีมของเขาก็ต้องเติบโตผ่านการต่อสู้เช่นกัน
หลินเทียนไม่สามารถคอยช่วยเหลือพวกเขาไปได้ตลอด การจะพัฒนาความแข็งแกร่งของกลุ่มได้นั้น ทุกคนต้องพึ่งพาตัวเอง
หลินเทียนยังสังเกตเห็นอีกว่า ก่อนที่พลังงานความมืดจะแทรกซึมเข้ามา ทักษะวิทยายุทธ์ดั้งเดิมของเพื่อนร่วมทีมหลายคนยังดูเก้ๆ กังๆ แต่ตอนนี้เวลาต่อสู้ พวกเขากลับใช้ออกมาได้อย่างคล่องแคล่วชำนาญ
ดูเหมือนว่าพลังงานความมืดไม่เพียงแต่ช่วยให้ทุกคนปลุกพลังใหม่ๆ ขึ้นมาได้เท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับพรสวรรค์ของทุกคนให้สูงขึ้นด้วย
หลินเทียนเก็บเกี่ยวผลึกธาตุไปพลาง โคจรเคล็ดวิชาเพื่อถ่ายเทพลังงานจากผลึกเข้าสู่จุดเน่ยกวนอย่างต่อเนื่องไปพลาง
"ใกล้แล้ว ใกล้แล้ว"
"จุดเน่ยกวนใกล้จะเต็มแล้ว"
ฉ่า
พร้อมกับเสียงไหม้เกรียม แมวกลายพันธุ์ตัวหนึ่งก็ล้มลงแทบเท้าหลินเทียนพร้อมกับมีควันลอยกรุ่น
"ง่ายดายจริงๆ"
เมื่อหลินเทียนดูดซับผลึกธาตุก้อนนี้เข้าไป เขาก็สัมผัสได้ถึงความอิ่มเอมในจุดเน่ยกวนอย่างชัดเจน เมื่อเพ่งจิตมองเข้าไปก็พบว่าพายุหมุนพลังปราณในจุดเน่ยกวนได้ก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
จากเดิมที่หลินเทียนต้องคอยส่งพลังปราณเข้าไปหล่อเลี้ยงจุดเน่ยกวนอย่างต่อเนื่อง มาตอนนี้มันสามารถดูดซับพลังปราณอันเบาบางจากภายนอกได้เอง และยังช่วยฟื้นฟูพลังที่หลินเทียนเพิ่งใช้ไปเมื่อครู่นี้ได้อีกด้วย
"หืม"
"คิดไม่ถึงเลยว่าพอเปิดจุดชีพจรสำเร็จแล้วจะมีความสามารถแบบนี้ด้วย"
หลินเทียนรู้สึกว่าหลังจากนี้ คลังเก็บพลังปราณของเขาจะต้องยิ่งใหญ่และไม่มีใครเทียบติดอย่างแน่นอน
แค่จุดเน่ยกวนเพียงจุดเดียวยังเห็นผลชัดเจนขนาดนี้ ไม่ต้องพูดถึงจุดชีพจรอีก 107 จุดที่รอให้หลินเทียนไปเปิดใช้งานเลย
ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเติมเต็มจุดชีพจรครบทุกจุด หลินเทียนจะแข็งแกร่งขึ้นขนาดไหน ถึงเวลานั้นหลินเทียนคงกลายเป็นเครื่องจักรผลิตพลังปราณแบบอินฟินิตี้ได้ด้วยจุดชีพจรเหล่านี้ และก้าวขึ้นเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของขอบเขตรวบรวมลมปราณเลยก็ว่าได้
นอกจากนี้ หลินเทียนยังสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพละกำลังที่ข้อมือของเขาเพิ่มขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว
"ดูเหมือนว่าวิธีเสริมความแข็งแกร่งที่คิดค้นขึ้นมาเองนี่จะร้ายกาจไม่เบาเลย"
"ยกระดับทั้งพลังปราณและร่างกายไปพร้อมๆ กันเลย"
ตอนแรกหลินเทียนคิดว่าพละกำลังทางกายภาพของตนเองมาถึงขีดสุดแห่งขอบเขตหลอมรวมร่างกายแล้ว แต่ตอนนี้เขาเพิ่งค้นพบว่าความแข็งแกร่งของร่างกายเขากำลังวิวัฒนาการไปในทิศทางที่ไม่อาจล่วงรู้ได้
ช่างหัวน้ำท่วมฟ้าประไร แค่แข็งแกร่งขึ้นก็ถือเป็นเรื่องดีแล้ว
หลินเทียนเดินหน้าต่อไปพร้อมกับกำจัดสัตว์กลายพันธุ์ที่ขวางทางไปด้วย ช่างดูแตกต่างจากคนอื่นๆ ที่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูอย่างตึงเครียดเสียจริง ท่าทางของหลินเทียนดูเหมือนกำลังมาเดินเล่นเสียมากกว่า
"ผมนี่มันแข็งแกร่งจนน่ากลัวจริงๆ"
หลินเทียนหลงตัวเองพร้อมกับมองดูผลึกธาตุในแหวนมิติที่เพิ่มขึ้นมาอีกครั้ง
ทันใดนั้น แสงสีเงินประกายก็ส่องทะลุผ่านแมกไม้ในป่าทึบมากระทบดวงตาของหลินเทียน เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าในป่าละเมาะแห่งนี้เคยมีทะเลสาบเล็กๆ ซ่อนอยู่
ช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงของปีที่แล้ว แก๊งสี่ศูนย์สี่เคยมานั่งตกปลากันที่นี่ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง ทะเลสาบแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก แต่ปลาที่นี่ตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์มากจริงๆ
หลินเทียนเร่งฝีเท้าเดินฝ่าป่าทึบเข้าไป
ทะเลสาบเล็กๆ แห่งเดิมขยายตัวใหญ่ขึ้นตามขนาดของดาวเคราะห์ ผิวน้ำสะท้อนแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับราวกับกระจกบานใหญ่
เกลียวคลื่นบนผิวน้ำสั่นไหวเบาๆ ใสกระจ่างราวกับคริสตัล งดงามดั่งภาพวาดทิวทัศน์ในอดีตกาล น้ำในทะเลสาบเป็นสีฟ้าใสแจ๋ว สะท้อนเงาของต้นไม้สูงตระหง่านที่ล้อมรอบ
แสงแดดสาดส่องลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ ลงมากระทบผิวน้ำเป็นประกายสีทองหย่อมๆ ราวกับภูติน้อยกำลังร่ายรำอยู่บนผิวน้ำ
สายลมพัดโชยมาแผ่วเบา ก่อให้เกิดระลอกคลื่นเล็กๆ แผ่ขยายออกไปเป็นชั้นๆ ราวกับกำลังบรรเลงบทเพลงประสานเสียงร่วมกับผืนน้ำ
[จบแล้ว]