- หน้าแรก
- พ่อครัวเทพจุติสะเทือนแดนเซียน
- บทที่ 650 - ศิษย์น้องสี่ หลินลั่วเฉิน
บทที่ 650 - ศิษย์น้องสี่ หลินลั่วเฉิน
บทที่ 650 - ศิษย์น้องสี่ หลินลั่วเฉิน
บทที่ 650 - ศิษย์น้องสี่ หลินลั่วเฉิน
คาดไม่ถึงเลยว่าตาเฒ่าทั้งสามคนนี้ แค่เปิดปากก็เสนอของขวัญล้ำค่าให้ถึงเพียงนี้
แต่เย่ฉางชิงก็รู้ดีว่า ที่พวกเขาทำแบบนี้ก็เพียงเพื่อต้องการให้เขาเข้าร่วมสมาคมพ่อครัววิญญาณนั่นเอง
หลายวันมานี้ เย่ฉางชิงก็ได้หารือเรื่องนี้กับพวกฉีสยงและหงจุนมาตลอด
อันที่จริง การจะเข้าร่วมหรือไม่นั้นก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะธรรมชาติของสมาคมนั้นแตกต่างจากสำนักอย่างสิ้นเชิง เรียกได้ว่ามีความอิสระและหย่อนยานกว่าพวกหอการค้าเสียอีก
เมื่อมองไปยังประมุขทั้งสาม เย่ฉางชิงก็เชื้อเชิญให้พวกเขานั่งลง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
"ข้าไม่ได้มีอคติอะไรกับการเข้าร่วมสมาคมพ่อครัววิญญาณหรอกขอรับ เพียงแต่ไม่ทราบว่าหลังจากเข้าร่วมแล้ว ทางสมาคมมีข้อเรียกร้องอะไรกับข้าบ้างหรือเปล่า?"
ไม่ได้มีอคติ แต่ก็ต้องคุยให้ชัดเจนกันเสียก่อน
เมื่อได้ยินดังนั้น ประมุขทั้งสามก็หน้าบานขึ้นมาทันที ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้นว่า
"สหายตัวน้อยเย่วางใจได้เลย การเข้าร่วมสมาคมจะไม่มีข้อผูกมัดใดๆ กับเจ้าทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น ในยามปกติ สมาคมจะคอยจัดหาทรัพยากรบำเพ็ญเพียร วัตถุดิบต่างๆ และผลประโยชน์อื่นๆ มอบให้แก่สหายตัวน้อยเย่อีกด้วย"
"ส่วนเรื่องของสหายตัวน้อยเย่นั้น ขอเพียงแค่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือในยามที่สมาคมต้องการก็พอ แน่นอนว่า ทางสมาคมจะไม่มีวันบังคับให้สหายตัวน้อยเย่ต้องทำในสิ่งที่ลำบากใจอย่างเด็ดขาด"
"ยิ่งไปกว่านั้น สมาคมพ่อครัววิญญาณของเรา ยังสามารถเป็นพันธมิตรกับสำนักเต้าอี เป็นพันธมิตรกันตลอดไปเลยก็ยังได้"
เพื่อที่จะให้เย่ฉางชิงยอมเข้าร่วม ทั้งสามคนแสดงความจริงใจออกมาอย่างเต็มที่
ก็ไม่มีทางเลือกนี่นา สมาคมนักปรุงยา สมาคมช่างหลอมอุปกรณ์ สมาคมนักวาดยันต์ ล้วนมีระดับอริยะคอยนั่งแท่นกันทั้งนั้น
มีเพียงสมาคมพ่อครัววิญญาณของพวกเขาเท่านั้น ที่อย่าว่าแต่จะมีคนคอยนั่งแท่นเลย ตั้งแต่โบราณกาลมา ก็ยังไม่เคยมีพ่อครัววิญญาณระดับอริยะถือกำเนิดขึ้นมาเลยสักคน
เหตุนี้เองที่ทำให้สถานะของเหล่าพ่อครัววิญญาณในทวีปมัชฌิมค่อนข้างกระอักกระอ่วน
แต่ทว่า การปรากฏตัวของเย่ฉางชิงในตอนนี้ ทำให้ประมุขทั้งสามมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ พ่อครัววิญญาณระดับอริยะเชียวนะ! แถมดูเหมือนจะไม่ใช่แค่นั้นด้วย
แต่ต่อให้เป็นแค่พ่อครัววิญญาณระดับอริยะ มันก็สำคัญต่อสมาคมมากพอแล้ว
เมื่อมีเย่ฉางชิงอยู่ สมาคมพ่อครัววิญญาณก็สามารถเติบโตขึ้นได้อย่างก้าวกระโดดในช่วงเวลาสั้นๆ หรืออาจจะถึงขั้นทำลายขีดจำกัดเดิม ก้าวขึ้นไปยืนหยัดเทียบเคียงกับสมาคมนักปรุงยาได้อย่างแท้จริง
ดังนั้น ตราบใดที่ไม่ใช่ข้อเรียกร้องที่ล้ำเส้นจนเกินไป ประมุขทั้งสามก็พร้อมจะตอบตกลงทุกอย่าง
เมื่อฟังคำพูดของทั้งสามคน เย่ฉางชิงก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ขอแค่ไม่มาจำกัดอิสรภาพของเขาก็พอแล้ว
ส่วนเรื่องการยื่นมือเข้าช่วยเหลือนั้น เย่ฉางชิงก็เข้าใจได้
ในเมื่อได้รับประโยชน์จากเขา ในยามที่เขาต้องการ ก็ต้องมอบแรงกายแรงใจช่วยเหลือเป็นธรรมดา
โลกนี้ไม่มีหรอกนะ ของฟรีที่ได้มาโดยไม่ต้องลงทุนน่ะ อยากได้สิ่งใดก็ต้องแลกมาด้วยความพยายามทั้งนั้นแหละ
เขาไม่ลังเลอีกต่อไป เย่ฉางชิงพยักหน้ารับทันที
"ตกลง งั้นข้าจะเข้าร่วมสมาคมพ่อครัววิญญาณ"
"ดี ดี ดี สหายตัวน้อยเย่วางใจเถอะ สมาคมพ่อครัววิญญาณจะเป็นเสาหลักอันมั่นคงให้กับเจ้าในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน"
"ใช่ ใช่ พ่อครัววิญญาณทั่วทั้งทวีปมัชฌิม นับแต่นี้ไปจะต้องเดินตามรอยสหายตัวน้อยเย่อย่างแน่นอน"
ที่ทั้งสามคนตื่นเต้นขนาดนี้ ก็เพราะเย่ฉางชิงเป็นเพียงหนทางเดียวที่จะช่วยชี้แนะแนวทางในการทะลวงสู่การเป็นพ่อครัววิญญาณระดับอริยะให้กับพวกเขาได้
พูดได้เลยว่า ตอนนี้เย่ฉางชิงเปรียบเสมือนแสงสว่างนำทางให้กับพ่อครัววิญญาณทุกคน ประโยคนี้ไม่ได้พูดเกินจริงเลยแม้แต่น้อย
เมื่อได้รับคำตอบที่ต้องการ ทั้งสามคนก็รีบเชิญเย่ฉางชิงให้ไปที่สมาคมพ่อครัววิญญาณทันที ด้านหนึ่งก็เพื่อประกาศเรื่องนี้ให้ทุกคนทราบโดยทั่วกัน อีกด้านหนึ่งก็เพื่อไปรับเพลิงสวรรค์ตะวันชาด
เมื่อถึงเวลานั้น ตาเฒ่าทั้งสามอย่างพวกเขาก็จะลงมือช่วยเย่ฉางชิงหลอมรวมมันด้วยตัวเอง
เย่ฉางชิงไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่บอกว่าขอไปเรียนท่านประมุขก่อน
ทั้งสามคนรีบพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
ทว่าในขณะที่เย่ฉางชิงและประมุขทั้งสามกำลังพูดคุยกันอย่างถูกคอ ภายในห้องของหงจุน ตอนนี้สีหน้าของหงจุนกลับดูย่ำแย่อย่างหนัก บนจานค่ายกลเคลื่อนย้ายที่อยู่ตรงหน้า มีภาพของหญิงสาวผู้มีใบหน้างดงาม ท่าทีสง่าผ่าเผย สวมชุดกระโปรงยาวสีทอง กำลังพูดด้วยสีหน้าหมองหม่นว่า
"ท่านอาจารย์ ศิษย์อกตัญญู ท่านจงถือเสียว่าไม่เคยรับข้าเป็นศิษย์คนนี้ก็แล้วกัน"
เมื่อได้ยินดังนั้น หงจุนก็โมโหจนมุมปากกระตุก
"ไอ้พวกศิษย์เนรคุณ โคตรจะเนรคุณเลย ข้าใช้ชีวิตอย่างเปิดเผยสง่างามมาตลอด ทำไมถึงรับมาแต่ไอ้พวกนกสองหัวเนี่ย ความเป็นอาจารย์ศิษย์ เจ้าบอกจะไม่รับรู้ก็ไม่รับรู้แล้วหรือ?"
เขาด่าทอหญิงสาวที่อยู่อีกฝั่งของค่ายกลด้วยความเดือดดาล ทว่าอีกฝั่งกลับไม่มีเสียงตอบสนองใดๆ กลับมา หญิงสาวเอาแต่นิ่งเงียบและก้มหน้าลง
ในที่สุดเธอก็ก้มกราบอย่างสุดซึ้ง ก่อนที่ค่ายกลจะตัดการเชื่อมต่อไป
เมื่อเห็นว่าค่ายกลถูกตัดไปแล้ว หงจุนก็ระเบิดความโกรธออกมาอย่างเต็มที่ ไฟแค้นสุมทรวงจนไม่อาจควบคุมกลิ่นอายพลังของตนเองได้
"ไอ้ศิษย์เนรคุณ บอกว่าไม่รับรู้ก็คือไม่รับรู้งั้นรึ?"
กลิ่นอายพลังอันน่าสะพรึงกลัวพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้า ทำให้ทุกคนตกใจในทันที ไม่ว่าจะเป็นจ้าวเจิ้งผิง สวีเจี๋ย หลิ่วซวง หรือลู่โยวโยว ต่างก็รีบรุดมาที่เกิดเหตุเป็นกลุ่มแรก
เมื่อเห็นหงจุนที่กำลังโมโหจนผมชี้ฟู ทุกคนต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ท่านอาจารย์เป็นอะไรไปเนี่ย? ทำไมถึงได้โมโหแต่เช้าขนาดนี้?
หรือว่าซือเหนียงจะทำให้ท่านไม่พอใจอีกแล้ว?
พวกเขาหันไปมองหวังเถี่ยซู่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยความสงสัย หวังเถี่ยซู่ได้แต่ส่ายหน้าอย่างบริสุทธิ์ใจ แล้วส่งกระแสจิตบอกว่า
"เป็นเรื่องของเหล่าซื่อ (ศิษย์น้องสี่) น่ะ นางบอกว่าจะขอตัดขาดความเป็นศิษย์อาจารย์"
"หืม? ศิษย์น้องสี่น่ะหรือ?"
"นางบ้าไปแล้วหรือ?"
ทุกคนต่างก็ตกตะลึง ศิษย์น้องสี่ออกจากสำนักไปนานมากแล้ว และในบรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหมด นางก็ถือเป็นคนที่ลึกลับที่สุด
พวกจ้าวเจิ้งผิงรู้เพียงแค่ว่าศิษย์น้องสี่เป็นคนของจักรวรรดิต้าอู่ในทวีปมัชฌิม และได้ยินมาว่าเป็นถึงองค์หญิงใหญ่ นอกเหนือจากนั้น พวกเขาก็ไม่รู้อะไรเลย
ก่อนหน้านี้บอกว่าทางบ้านมีธุระ จึงรีบเดินทางออกจากทวีปตะวันออกไป
แล้วทำไมจู่ๆ ถึงได้ขอตัดขาดความเป็นศิษย์อาจารย์ขึ้นมาล่ะ?
"ไอ้พวกศิษย์ทรยศ พวกเจ้าคิดจะกวนประสาทข้าให้ตายเลยใช่ไหม? แล้วก็เจ้า สวีเจี๋ย เป็นฝีมือเจ้าใช่ไหม ไอ้ศิษย์สันดานกบฏแต่กำเนิด"
หืม???
คนที่กำลังงุนงงอยู่ พอได้ยินประโยคนี้ก็ถึงกับยืนอึ้ง โดยเฉพาะสวีเจี๋ย ข้าไปทำอะไรตอนไหนฟะ? ทำไมถึงเป็นข้าอีกล่ะ?
"มองอะไรเล่า ไม่ใช่ฝีมือเจ้าแล้วจะเป็นใคร?"
"ท่านอาจารย์ ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลยนะขอรับ"
สวีเจี๋ยถึงกับมึนตึ้บ ทำไมเรื่องอะไรๆ ก็ต้องมาลงที่ข้าตลอดเลย ข้าไม่เคยติดต่อกับศิษย์น้องสี่เลยด้วยซ้ำ
"งั้นก็ต้องเป็นเจ้า จ้าวเจิ้งผิง?"
"ไม่ใช่ฟ้าดินเป็นพยานเลยนะขอรับท่านอาจารย์ ข้าไม่ได้ทำจริงๆ"
"แล้วเรื่องของเหล่าซื่อมันเป็นมายังไง?"
"พวกข้าก็ไม่ทราบเหมือนกันขอรับ"
"ไอ้พวกศิษย์เนรคุณ คิดจะปิดบังข้าล่ะสิ?"
"ท่านอาจารย์ พวกข้าไม่ได้..."
คนที่ศิษย์น้องสี่ไปทำให้โกรธคือท่านอาจารย์แท้ๆ แต่สุดท้ายจ้าวเจิ้งผิงกับสวีเจี๋ยกลับต้องโดนหงจุนซ้อมจนน่วมไปตามๆ กัน
ไม่มียั้งมือเลยแม้แต่น้อย ซ้อมจนทั้งสองคนร้องโอดโอยเป็นลิงค่าง
อีกด้านหนึ่ง ภายในพระราชวังแห่งเมืองหลวงจักรวรรดิต้าอู่ หลินลั่วเฉินที่เพิ่งตัดการเชื่อมต่อค่ายกลไป มีแววตาที่ไร้ซึ่งประกาย ราวกับร่างไร้วิญญาณที่กำลังเดินออกจากตำหนัก
เมื่อเห็นสภาพของนาง สาวใช้ที่คอยเฝ้าอยู่หน้าตำหนักก็รีบเข้ามาประคอง
"ระวังเพคะ องค์หญิง"
"เขา... ว่าอย่างไรบ้าง?"
"ฝ่าบาท... ฝ่าบาทรับสั่งให้องค์หญิงเตรียมตัวให้พร้อม อีกสามวันจะออกเดินทางเพคะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สาวใช้ก็ก้มหน้าตอบด้วยความหวาดกลัว
ส่วนหลินลั่วเฉินได้แต่ยิ้มอย่างขมขื่น เดิมทีคิดว่าเมื่อหนีออกจากที่นี่ไปยังทวีปตะวันออกได้ ก็จะหลุดพ้นจากโชคชะตา
แต่สุดท้ายก็เพิ่งรู้ตัวว่า ทั้งหมดนี้มันก็เป็นเพียงแค่ความเพ้อฝันของเธอเอง
มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิด ต่อให้พยายามดิ้นรนหนีเท่าไหร่ มันก็เป็นแค่ความสูญเปล่าและความคิดลมๆ แล้งๆ
ในฐานะคนของราชวงศ์ เธอมีหน้าที่นี้ และนี่ก็คือชะตากรรมที่ราชวงศ์ต้าอู่ไม่อาจหลีกหนีได้มาโดยตลอด
หลินลั่วเฉินยอมจำนนต่อโชคชะตาแล้ว จิตใจของเธอแหลกสลายไปหมดสิ้น มีเพียงตอนที่นึกถึงสำนักเต้าอีเท่านั้น ที่แววตาของเธอจะมีประกายขึ้นมาบ้างเล็กน้อย
"ป่านนี้ท่านอาจารย์คงกำลังเต้นเป็นเจ้าเข้าอยู่แน่ๆ เลย"
เมื่อนึกถึงท่าทางตอนที่ท่านอาจารย์ด่าทอเธอเมื่อครู่นี้ หลินลั่วเฉินก็รู้สึกอบอุ่นในใจ แม้จะเป็นคำด่าทอ แต่สำหรับเธอแล้ว นั่นคือความห่วงใยที่อ่อนโยนที่สุดในโลก
(จบแล้ว)