- หน้าแรก
- ปลอมเป็นผู้ชายในโลกพลังพิเศษ แล้วทุกคนก็คลั่งรักฉัน
- บทที่ 7 นักเขียนการ์ตูนนี่ช่างหาความสำราญเก่งเสียจริง
บทที่ 7 นักเขียนการ์ตูนนี่ช่างหาความสำราญเก่งเสียจริง
บทที่ 7 นักเขียนการ์ตูนนี่ช่างหาความสำราญเก่งเสียจริง
บทที่ 7 นักเขียนการ์ตูนนี่ช่างหาความสำราญเก่งเสียจริง
กลิ่นคาวและกลิ่นอับชื้นลอยมาแตะที่ปลายจมูก ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลขมวดคิ้วก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นด้วยความงัวเงีย
สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงความมืดมิดสนิทตา
"ทำไมฉันถึงมองไม่เห็นอะไรเลย หรือว่าฉันกำลังฝันอยู่?" เขารู้สึกราวกับสมองถูกบางสิ่งบิดจนมึนงง และการตอบสนองก็ช้ากว่าปกติอย่างมาก
เขาลองขยับแขนขาดูแล้วไม่พบว่ามีอาการบาดเจ็บตรงไหน ทว่ากลิ่นคาวเลือดกลับยังคงอบอวลอยู่ไม่จางหาย
ในขณะที่เขาคิดว่ากำลังพึมพำกับตัวเองอยู่นั้น เสียงของคนแปลกหน้าก็ดังขึ้นมาจากความมืด
น้ำเสียงนั้นกล่าวอย่างเป็นจังหวะจะโคนว่า "ถ้าการคิดแบบนั้นทำให้คุณมีความสุขละก็ ใช่แล้ว คุณกำลังฝันอยู่"
การฝันไม่ใช่เรื่องที่จะมาตัดสินว่ามีความสุขหรือไม่ แต่มันคือฝันหรือไม่ใช่ฝันก็เท่านั้น อี้หมิงคิดเช่นนั้นพลางจ้องมองเข้าไปในความมืดอยู่พักใหญ่
"คุณเป็นใคร!?" เขาดีดตัวลุกขึ้นนั่งทันที แต่ในห้องนี้ไม่มีหน้าต่าง และประตูก็ปิดสนิท ไม่มีแสงสว่างแม้เพียงนิดจนเขาไม่สามารถมองเห็นรูปร่างหน้าตาของเจ้าของเสียงได้เลย
ชายหนุ่มที่เพิ่งพูดไปเมื่อครู่ชะงักไปเล็กน้อย "นี่คุณถึงกับจำผมไม่ได้เลย ทั้งที่คิดจะลากผมออกมาด้วยกันเนี่ยนะ"
"หลี่ เรียกผมว่าหลี่ก็พอ" ชายหนุ่มเอ่ยชื่อของตนออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะขบขัน ก่อนที่อี้หมิงจะได้ทันพูดอะไร
ถ้อยคำเหล่านั้นค่อยๆ ดึงความทรงจำของอี้หมิงให้กลับคืนมา
เขายจำได้ว่าตัวเองเคยประกาศกร้าวกับชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งมีสถานะเป็นสินค้าเช่นเดียวกับถัง ว่าเขาจะพาชายหนุ่มคนนั้นออกไปจากบรอนซ์ให้ได้
"ผมชื่ออี้หมิง" ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลอดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าหงุดหงิดออกมาท่ามกลางความมืด "สรุปคือสุดท้ายพวกเราก็หนีไม่พ้นงั้นเหรอ?"
ชายหนุ่มตอบกลับอย่างเรียบง่าย "ใช่ เราหนีไม่พ้น"
แม้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ การบอกความจริงตรงๆ จะทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกหยามหน้าอย่างรุนแรงก็ตาม
ท่ามกลางความเงียบสงัด อี้หมิงไม่สามารถแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินประโยคนั้นได้เลย
ใบหูของเขาเริ่มร้อนผ่าว เขาหลุบตาลงแล้วเอ่ยคำขอโทษอย่างจริงใจว่า "ผมขอโทษ! ผมนึกว่าจะพาคุณออกไปได้แท้ๆ! ผมขอโทษจริงๆ ที่ทำให้แผนของคุณพังจนคุณต้องถูกจับมาแบบนี้!"
ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายคงจะมองเห็นสีหน้าของเขาไม่ชัดเจนนักก็ตาม
"เจ้าคอร์กี้ตัวน้อย การรีบร้อนไม่ได้ช่วยให้หนีรอดหรอกนะ" ชายหนุ่มเอ่ยอย่างไม่รีบร้อน เสียงที่ใสกระจ่างของเขาดังชัดเจนเป็นพิเศษในห้องแคบๆ แห่งนี้ "ส่วนเรื่องที่ว่า 'ขอโทษ' น่ะเหรอ? ใครกันนะที่พูดจามั่นอกมั่นใจขนาดนั้นในตอนแรก แต่สุดท้ายกลับถูกจับตัวโยนเข้ามาในนี้เหมือนกัน?"
อี้หมิงรีบยกมือขึ้นปิดหน้า ใบหูแดงซ่านด้วยความอับอาย "ผมเองครับ"
เจ้าคอร์กี้ตัวน้อยถูกความมั่นใจของตัวเองย้อนกลับมาทำร้ายอย่างหนัก
เขาอดไม่ได้ที่จะทบทวนทุกสิ่งที่ตัวเองทำลงไป และสุดท้ายก็ได้แต่ดึงแก้มที่มีไขมันเด็กของตัวเองแรงๆ
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขาได้ยินชายหนุ่มพูดว่า "ผมแค่ล้อคุณเล่นน่ะ"
อี้หมิง "..."
ใจร้ายชะมัด! ล้อเล่นงั้นเหรอ?! เขากำลังรู้สึกผิดจากใจจริงอยู่นะ!
แต่ว่า...
จมูกของอี้หมิงขยับเล็กน้อย เขาสูดกลิ่นที่ไม่อาจปฏิเสธได้ในอากาศพลางหันไปทางต้นตอของกลิ่นนั้น และจ้องมองไปในทิศทางของชายหนุ่มท่ามกลางความมืด
"ถ้าถูกจับได้ตอนหนี จะมีการลงโทษไหมครับ?" เขาถามขึ้นมาทันควัน
"เรื่องนั้น" ชายหนุ่มเว้นจังหวะครู่หนึ่ง "ไม่มีหรอก ไม่มีบทลงโทษอะไร"
"และตอนนั้นชิงอวี่เฉินก็กลับมาพอดี ยังไงก็หนีไม่พ้นอยู่แล้ว นี่ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอก" ชายหนุ่มพูดอย่างช้าๆ ด้วยจังหวะที่ดูเป็นระเบียบและน่าเชื่อถือ
แต่อี้หมิงไม่ได้ฟัง เขาปีนลงจากเตียงและคลำทางในความมืดไปหยุดอยู่ตรงหน้าเจ้าของเสียง
ระยะห่างที่ใกล้กันทำให้เขามองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้ลางๆ ชายหนุ่มดูจะงุนงงว่าทำไมจู่ๆ เขาถึงเดินเข้ามาหา
เขายื่นมือออกไปหวังจะช่วยพยุงชายหนุ่มขึ้นมา แต่ในวินาทีต่อมา ชายหนุ่มกลับคว้าข้อมือของเขาไว้ได้อย่างแม่นยำ
ฝ่ามือที่จับข้อมือเขานั้นเหนียวเหนอะหนะ และผอมบางจนเขารู้สึกได้ถึงกระดูกที่ครูดกับข้อมือ กลิ่นสนิมเหล็กที่รุนแรงพุ่งเข้าปะทะจมูกโดยตรง และท่ามกลางความมืด ใบหน้าของชายหนุ่มดูจะเย็นชาลงจากการกระทำนี้
อี้หมิงรู้ได้ทันทีว่ามันคืออะไร มันคือเลือดนั่นเอง
ทำไมถึงมีเลือดโดยไม่มีสาเหตุ? แล้วเป็นเลือดของใครกัน?
ตัวอี้หมิงเองก็ปกติดีไม่มีบาดแผลใดๆ ดังนั้นเลือดนี้จึงต้องเป็นของชายหนุ่มคนนี้แน่นอน
เมื่อนึกถึงภาพที่เห็นเพียงชั่ววูบเมื่อคืน เขาก็คิดอยู่แล้วว่าชายหนุ่มคนนี้ดูบอบบางเกินไป มาตอนนี้เขายังรู้สึกว่าแรงที่มือซึ่งหยุดเขาไว้นั้นช่างน้อยนิดเหลือเกิน
ท่ามกลางความมืดที่เงียบสนิทจนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้วมือ แม้แต่เสียงพูดก็ยังฟังดูเหมือนเสียงกระซิบที่ข้างหู
ในความเงียบนี้ดูเหมือนจะมีเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นพร่าเล็กน้อยของอีกฝ่ายเท่านั้น
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในตอนที่เขาหลับอยู่? การที่ตัวเขาไม่ได้รับบาดเจ็บเลย เป็นเพราะมีคนอื่นมารับโทษแทนเขาอย่างนั้นหรือ?
แล้วทำไมต้องปิดบังกันด้วย?
"คุณบาดเจ็บจริงๆ ด้วย เป็นเพราะถูกจับได้ตอนหนีใช่ไหมครับ?" เสียงของอี้หมิงเริ่มแหบพร่า "คุณไม่ต้องปลอบใจผมหรอก ผมรู้ว่าเป็นความผิดของผมเอง"
ตั้งแต่เขาฟื้นขึ้นมา ชายหนุ่มคนนี้ก็เอาแต่พูดจาหยอกล้อเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเขา พยายามที่จะปกปิดอาการบาดเจ็บของตัวเองเอาไว้
อี้หมิงรู้สึกราวกับว่ากำลังได้รับการดูแล ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นเลยนับตั้งแต่พ่อบุญธรรมของเขาหายตัวไป
แม้ว่าชายหนุ่มคนนี้จะปากร้าย แต่เขาก็ไม่เคยพูดจาอะไรที่ทำให้อี้หมิงเสียใจอย่างแท้จริงเลย
"ผมขอโทษ" อี้หมิงก้มหน้าลง ราวกับสุนัขที่เปียกปอนท่ามกลางสายฝน
เขายจำได้ว่าตอนเขายังเด็ก พ่อบุญธรรมก็เป็นแบบนี้ มักจะปิดบังทุกอย่างจากเขา ทำให้เขาไม่เคยรู้เลยว่าพ่อบุญธรรมต้องลำบากแค่ไหน และปล่อยให้เขาเติบโตมาอย่างไร้กังวล
อี้หมิงสูดน้ำมูกและค่อยๆ ลดมือลง
"ต่อให้ผมบอกว่าไม่ใช่ความผิดของคุณ คุณก็คงไม่เชื่ออยู่ดี" ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะปล่อยมือ ราวกับยอมแพ้ที่จะปกปิดอีกต่อไป "แล้วคุณอยากจะทำอะไรล่ะ?"
"ผมจะชดใช้ให้ครับ!" อี้หมิงเงยหน้าขึ้น แววตาของเขาแน่วแน่
ถึงแม้ในความมืดนี้จะไม่มีใครเห็นสายตาของเขา แต่เขาจะทำมันอย่างแน่นอน
อย่างไรเสีย เขาก็ไม่สามารถปล่อยให้ตัวเองเพิกเฉยต่อความผิดพลาดที่ก่อขึ้นได้อย่างสบายใจหรอก
ชายหนุ่มชะงักไป ราวกับกำลังยืนยันเป็นครั้งสุดท้ายและเอ่ยว่า "คุณพูดจริงเหรอ?"
"จริงครับ!" อี้หมิงยืนยันหนักแน่น
ท่ามกลางความมืดที่เขามองไม่เห็น ชายหนุ่มผมดำที่ "บาดเจ็บ" ค่อยๆ ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้ม
หลี่ ผู้ซึ่งไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ เลย เลือดนั่นก็เป็นของคนอื่น เอ่ยขึ้นว่า "อย่างนั้นเหรอ?"
จะว่าไป มโนธรรมของเธอไม่ได้รู้สึกผิดเลยแม้แต่นิดเดียว
[ตรวจพบเป้าหมายการอัปเดตและบรรลุผลสำเร็จแล้ว]
[กำลังเปิดช่องทางให้แก่คุณ]
[ยินดีต้อนรับกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง]
เมื่อเวลาเที่ยงตรงพอดี หลี่หลี่ก็ได้กลับมาจากโลกของนักเขียนการ์ตูน
การกลับมาอย่างกะทันหันนี้เป็นเรื่องที่หลี่หลี่คาดไม่ถึง เธอคิดว่าต้องอยู่ให้ครบวันเต็มๆ ในทุกครั้งเสียอีก
"ไหนคุณบอกว่า หนึ่งวันในโลกความจริงเท่ากับหนึ่งวันในโลกการ์ตูน สลับกันไปมาแบบนั้นไม่ใช่เหรอ?" เธอถามออกไปทันทีที่มีข้อสงสัย
[คุณอาจจำเป็นต้องข้ามมิติวันละครั้ง แต่ไม่มีข้อบังคับว่าต้องอยู่ในนั้นให้ครบวัน]
[คุณสามารถออกมาได้ก่อนกำหนดหลังจากที่บรรลุเนื้อหาสำหรับการอัปเดตแล้ว]
"แล้วถ้าเนื้อหาที่จะอัปเดตในการ์ตูนมันกินเวลาหลายเดือนหรือหลายปีล่ะ?" หลี่หลี่ซักถาม "ตัวอย่างเช่น หลังจากฝึกฝนผ่านไปสามเดือน อี้หมิงก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง หรือหลังจากตกหน้าผาไปสามปี ในที่สุดอี้หมิงก็ปีนกลับขึ้นมาได้"
ในกรณีเช่นนั้น ช่วงเวลาระหว่างการอัปเดตสองครั้งในโลกการ์ตูนจะกว้างเกินไป และเวลาสามวันย่อมไม่เพียงพออย่างแน่นอน
ระบบตอบกลับทันทีว่า [มันก็จะขึ้นสถานะว่าหยุดพักการเขียน]
หลี่หลี่ "..."
นี่คุณหนีไปเล่นไพ่นกกระจอกด้วยหรือเปล่าเนี่ย?
อย่างไรก็ตาม สำหรับหลี่หลี่แล้ว กฎเช่นนี้ถือว่าดีกว่ามาก ใครบ้างจะไม่อยากพักผ่อนเพิ่มอีกสักสองวัน? แม้แต่เธอก็ยังต้องการเวลาปรับตัวและหาความรู้เพิ่มเติมให้ตัวเอง
"ถ้าอย่างนั้น เวลาที่เหลือสำหรับการใช้งานในมอลล์ จะคำนวณตามเวลาในโลกสองมิติหรือโลกความจริงกันแน่?" หลี่หลี่กังวลเรื่องไพ่ตายในการสวมบทบาทเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของเธอมากกว่า
[เวลาในโลกแห่งความเป็นจริง]
หลี่หลี่รู้สึกว่าแง่มุมนี้ดูจะใจร้ายไปสักหน่อย
เธอพยายามโต้แย้งกับระบบ เพื่อขอเปลี่ยนจากเวลาโลกความจริงเป็นเวลาโลกการ์ตูน เพราะตามที่ระบบบอก ในอีกสองวันข้างหน้าเธอไม่ต้องไปโลกการ์ตูน ซึ่งหมายความว่าเธอไม่สามารถใช้มันในโลกความจริงได้ และนั่นเท่ากับว่าสิทธิการใช้มอลล์สองวันจะสูญเปล่าไปเฉยๆ
แต่ระบบกลับยืนกรานหนักแน่น โดยไม่มีโอกาสให้ประนีประนอมเลย
ความพยายามของเธอไร้ผล และหลี่หลี่ทำได้เพียงยอมแพ้เท่านั้น
ในช่วงสองวันต่อมา นอกจากจะทำการบ้านที่โรงเรียนให้เสร็จแล้ว เธอยังเตรียมตัวสำหรับหลักสูตรนอกเวลาเรียนอีกหลายอย่าง เช่น ปากัวร์ และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบซานต่า
หลังจากการข้ามมิติครั้งล่าสุด เธอมีคะแนนความนิยมเหลืออยู่ 182 คะแนน หลังจากหักค่าการอยู่รอดแล้ว ก็เหลือเพียงแปดสิบสองคะแนน หลี่หลี่พบว่าช่วงที่คะแนนเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดคือตอนที่เพิ่งมีการอัปเดตใหม่ๆ หลังจากนั้นหากไม่มีประเด็นร้อนแรง การเพิ่มขึ้นของคะแนนความนิยมก็จะช้าลง
ในบ่ายวันแรกหลังจากกลับมา ทันทีที่วิชาหลักของเธอจบลง คะแนนความนิยมของเธอก็แตะถึง 101 คะแนน ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้เธออยู่รอดไปจนถึงหกโมงเช้าหลังการอัปเดตครั้งต่อไป
เธอข้ามมิติในเวลาเที่ยงคืนของทุกวัน และคะแนนการอยู่รอดจะถูกสรุปตอนหกโมงเช้า หากวันไหนคะแนนการอยู่รอดของเธอไม่เพียงพอ เธอคงจะขาดใจตายตอนหกโมงเช้านั่นเอง
เวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางชีวิตที่ยุ่งวุ่นวาย จนมาถึงช่วงค่ำของวันที่จะมีการอัปเดตการ์ตูน
[คะแนนความนิยมปัจจุบัน: 92 หากไม่ครบ 100 ก่อนเวลาหกโมงเช้า การทำสัญญาจะสิ้นสุดลง]
หลี่หลี่ไม่ได้รู้สึกประหม่าขนาดนั้น อย่างไรเสีย ตัวละครของเธอจะต้องปรากฏในการอัปเดตครั้งนี้แน่นอน
เธอดึงม่านเตียงลง นอนลงบนที่นอน ท่องคำศัพท์อยู่พักหนึ่ง จากนั้นจึงกดเข้าไปดูการอัปเดต
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือหน้าปกตอนที่เป็นภาพสี แต่เธอกลับชะงักไปเพียงแค่แวบแรกที่เห็น
ตัวละครเกือบทั้งหมดจากบทเจียวหวงปรากฏอยู่บนหน้าปกนี้
อี้หมิงสวมเสื้อฮู้ดสีเหลืองกับกางเกงยีนส์ยืนอยู่ด้านหน้าสุด เขากำลังประคองถังที่ดูซูบผอมไว้อย่างแน่นหนา ด้านหลังของเขาปรากฏภาพของบอสที่กำลังยิ้มมองมา และในระดับเดียวกับบอสคือชิงอวี่เฉินที่สวมชุดยาวสีเขียวอ่อนและเสื้อกั๊กแบบจีน สองคนนี้คนหนึ่งอยู่ซ้ายคนหนึ่งอยู่ขวา แฝงไปด้วยสัญลักษณ์บางอย่างที่ไม่อาจทราบได้
หลี่หลี่มองเห็นตัวเองด้วยเช่นกัน
เธออยู่ข้างหน้าชิงอวี่เฉิน แต่อยู่ข้างหลังถัง
ชายหนุ่มผมดำในชุดเสื้อคลุมกันลมสีดำยืนหันหลังให้กล้อง เสื้อคลุมยาวลงมาถึงน่อง และเข็มขัดที่ยาวเกินไปก็พลิ้วไหวอย่างแผ่วเบา เผยให้เห็นช่วงเอวที่ดูเพรียวบาง "เขา" หันใบหน้ามาด้านข้าง เผยให้เห็นนัยน์ตาสีดำสนิทเพียงข้างเดียว สายตาของเขาผ่านร่างของถังไป จ้องมองไปยังอี้หมิงที่อยู่ด้านหน้าตรงๆ โดยไม่มีแววแห่งความยินดีหรือความโศกเศร้า
และเหนือศีรษะของทุกคน ราวกับกระจกที่แตกละเอียด มีสามเหลี่ยมแหลมคมโผล่ออกมาจากขอบ ท่ามกลางรอยร้าวที่กระจัดกระจายนั้น ชายหนุ่มสวมแว่นกันแดดคนหนึ่งกำลังส่งยิ้มมา
มันเป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความประสงค์ร้าย ราวกับว่าเขากำลังรู้สึกรื่นรมย์
"เขา" เฝ้ามองทุกคน ราวกับมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง
แต่หลี่หลี่กลับจ้องมองใบหน้าที่ยิ้มแย้มนั้นและค่อยๆ เอียงคอสงสัย
นี่มันดูไม่เหมือนการแต่งกายของเธอตอนที่ปรากฏตัวครั้งแรกหรอกเหรอ?
เดิมทีหลี่หลี่คิดว่าเธอจะมีเพียงตัวตนเดียว ดังนั้นตอนที่เธอแสร้งทำเป็นอ่อนแอต่อหน้าอี้หมิง เธอจึงไม่ยอมทิ้งมาด "ผู้ยิ่งใหญ่กำมะลอ" ของเธอ เธอใช้คำพูดและอุปกรณ์ประกอบฉากเพื่อชักจูงให้เขาเชื่อว่าเธอบาดเจ็บ แต่ก็แค่แสร้งทำเป็นกล้าหาญไม่ยอมพูดอะไรออกมาเท่านั้น
แผนการของเธอนับว่าคำนวณมาอย่างดี แต่หน้าปกตอนกลับวาดภาพทั้งตัวตนของผู้ยิ่งใหญ่และตัวตนที่เป็นสินค้าออกมาพร้อมกัน นี่หมายความว่าตัวตนทั้งสองนี้สามารถคำนวณแยกกันได้งั้นหรือ?
หัวของหลี่หลี่อื้ออึงไปหมด ความคิดหนึ่งพลันผุดขึ้นมาในใจ
ถ้าอย่างนั้น เธอจะสามารถได้รับคะแนนความนิยมสองชุดพร้อมกันได้ใช่ไหม?