- หน้าแรก
- เมื่อระบบโกงอาละวาด
- บทที่ 10 ผู้บุกเบิก
บทที่ 10 ผู้บุกเบิก
บทที่ 10 ผู้บุกเบิก
บทที่ 10 ผู้บุกเบิก
เนื่องจากทุกคนเพิ่งปลุกระบบของตัวเองขึ้นมา จึงต่างกระตือรือร้นที่จะสำรวจระบบของตน ไม่มีใครมีกะจิตกะใจจะเรียน โรงเรียนจึงตัดสินใจอย่างชาญฉลาดด้วยการอนุญาตให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทุกคนหยุดพักครึ่งวัน
หลังจากกลับมาที่ห้องเรียน บางคนก็รีบเก็บของกลับบ้าน ดูเหมือนอยากจะรีบไปทำภารกิจแรกของระบบให้เสร็จ เพื่อเตรียมตัวพลิกโฉมจากนักเรียนหางแถวเป็นนักเรียนหัวกะทิ และพลิกชะตาชีวิตของตนเอง
ส่วนคนอื่นๆ ก็จับกลุ่มคุยกัน ต่างสนใจในระบบของคนอื่นและพยายามหลอกถามว่าระบบของอีกฝ่ายคืออะไรกันแน่
อย่างไรก็ตาม แต่ละคนรู้มากสุดก็แค่ระดับระบบของอีกฝ่าย แต่ไม่มีทางรู้เจาะจงได้ว่าเป็นระบบอะไร
ตั้งแต่เริ่มเข้าเรียน ทุกคนถูกปลูกฝังเรื่องความสำคัญของการรักษาระบบเป็นความลับ ดังนั้นจึงไม่มีใครเปิดเผยประเภทระบบของตัวเอง
หากมีผู้ไม่ประสงค์ดีต้องการสืบข้อมูลระบบเพื่อนำมาใช้เป็นจุดอ่อนโจมตี แม้แต่ญาติสนิทก็อาจเผลอหลุดปากได้ ดังนั้นการรักษาความลับจึงสำคัญมาก และมักจะไม่นำไปพูดคุยแม้แต่กับคนในครอบครัวก็ตาม
หลังจากพูดคุยกันไปพักใหญ่ ทุกคนก็ตระหนักว่าไม่สามารถสืบหาอะไรได้เลย จึงทำได้เพียงแยกย้ายกันกลับไปทำภารกิจระบบของตัวเองอย่างคอตก
เซี่ยงเป่ยเฟยและขงซิวเหวินออกจากห้องเรียนมาพร้อมกัน บ้านของทั้งคู่อยู่ใกล้กันมากจึงเดินทางกลับด้วยกัน
ขงซิวเหวินเอาแต่ขยี้ผมสีดำหนาดกของตัวเองด้วยสีหน้าอมทุกข์สุดขีด
ครั้งหนึ่ง เขาเคยภูมิใจกับเส้นผมดำขลับเงางามที่แม้แต่ผู้หญิงยังอิจฉา แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าระบบจะเล่นตลกกับเขาแบบนี้!
"นี่ฉันถูกลิขิตมาให้หมดหล่อจริงๆ เหรอเนี่ย?"
ขงซิวเหวินถอนหายใจมองฟ้า!
โธ่เว้ย อาการผมร่วงบ้าบอเอ๊ย!
เขาเพิ่งอายุแค่สิบแปด แต่กลับต้องมาเผชิญกับหนึ่งในกระบวนการที่น่าสลดใจที่สุดในชีวิตเสียแล้ว!
"ภารกิจระบบของนายยากมากเลยเหรอ?"
แม้ว่าเซี่ยงเป่ยเฟยจะรู้อยู่แล้วว่าภารกิจระบบของขงซิวเหวินคืออะไร แต่เขาก็ยังคงต้องถามตามมารยาท
"มันไม่ได้ยากอะไรหรอก แค่ฉันต้องบอกลาตัวตนในอดีตเท่านั้น วัยรุ่นของฉันมันจบสิ้นแล้ว!"
สีหน้าของขงซิวเหวินดูน่ารันทด
วัยหนุ่มของเขามลายหายไปแล้ว
เซี่ยงเป่ยเฟยรู้ดีว่าขงซิวเหวินเป็นคนรักสนุก ปกติก็ขี้เกียจตัวเป็นขน และชอบผลัดวันประกันพรุ่งขั้นรุนแรง การบังคับให้เขาเรียนก็เหมือนพยายามฆ่าเขาให้ตาย และการให้เขาอ่านหนังสือโต้รุ่งก็เหมือนสอนให้หมูปีนต้นไม้
"แล้วภารกิจเริ่มต้นที่ระบบนายให้มามันง่ายไหม?" ขงซิวเหวินถามขึ้นบ้าง
"ก็งั้นๆ แหละ!"
เซี่ยงเป่ยเฟยไม่มีแม้กระทั่งระบบปกติ ดังนั้นเขาจึงไม่มีมโนทัศน์เลยว่าภารกิจเริ่มต้นคืออะไร
แต่เขามีโอสถรวมจิตและโอสถควบคุมปราณ ดังนั้นวิธีผ่านพ้นช่วงเริ่มต้นนี้จึงค่อนข้างง่ายดาย
เซี่ยงเป่ยเฟยปลอบใจอีกฝ่ายไปสองสามประโยค จากนั้นก็แยกย้ายกับขงซิวเหวินและมุ่งหน้ากลับบ้าน
พ่อของขงซิวเหวินเป็นนักธุรกิจ ครอบครัวจึงค่อนข้างมีฐานะและอาศัยอยู่ในย่านที่พักอาศัยสร้างใหม่ ส่วนเซี่ยงเป่ยเฟยอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแออัดใจกลางเมืองฝั่งตรงข้าม
เมื่อเปิดประตูบ้านเช่าเก่าๆ เข้าไป ตัวบ้านดูทรุดโทรม เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ก็ดูมีอายุการใช้งานมานาน แต่ห้องทั้งห้องกลับถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
เขาอาศัยอยู่กับปู่
ปู่ของเซี่ยงเป่ยเฟยชื่อเซี่ยงชิงเต๋อ เป็นชาวสวนที่ปลูกผักไปขายที่ตลาด
ส่วนพ่อแม่ของเขานั้น—
ตอนที่เขายังเด็ก พ่อแม่ของเซี่ยงเป่ยเฟยเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ดินแดนรกร้างนอกอาณาเขตและไม่เคยกลับมาอีกเลย
สาเหตุที่โลกใบนี้กลายเป็นสหพันธ์จิ่วโจว ก็เนื่องมาจากการมีอยู่ของดินแดนรกร้างนอกอาณาเขตแห่งนี้
ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าดินแดนรกร้างนอกอาณาเขตนั้นกว้างใหญ่ไพศาลเพียงใด
เนื่องจากมนุษย์ยังไม่เคยก้าวออกไปจากดินแดนรกร้างแห่งนี้ พวกเขาจึงอาศัยอยู่เพียงมุมเล็กๆ ของดินแดนรกร้างนอกอาณาเขตอันไร้ขอบเขต เปรียบเสมือนเกาะโดดเดี่ยวกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ที่ต้องปกป้องตัวเองอย่างสุดกำลัง
มีสัตว์ป่าดุร้ายแสนอันตรายมากมายอาศัยอยู่ในดินแดนรกร้างนอกอาณาเขต พวกมันคอยรุกรานเขตแดนของมนุษย์และกลืนกินดินแดนของมนุษยชาติอยู่เสมอ
เพื่อต่อต้านการรุกรานของสัตว์ป่าดุร้ายเหล่านี้ มนุษย์จึงปลุกระบบขึ้นมา และด้วยความช่วยเหลือจากระบบ พวกเขาจึงสามารถดูดซับพลังวิญญาณจากภายนอก เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตนเอง และต่อสู้กับสัตว์ร้ายได้
ยอดฝีมือจำนวนนับไม่ถ้วนต่อสู้กับสัตว์ร้ายเหล่านี้อย่างต่อเนื่องเพื่อทวงคืนอาณาเขตของพวกเขา
ในอดีต อาณาเขตของมนุษย์เคยยิ่งใหญ่ไพศาล แต่เมื่อสามร้อยปีก่อน แนวป้องกันของสหพันธ์จิ่วโจวเกิดปัญหาและถูกสัตว์ป่านอกอาณาเขตรุกราน ส่งผลให้ดินแดนของมนุษย์หดหายไปถึงครึ่งหนึ่ง!
เมื่อประชากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พื้นที่และราคาที่อยู่อาศัยก็ตึงตัวมากขึ้นเรื่อยๆ มนุษย์จึงต้องค่อยๆ ขยายอาณาเขต และผนวกดินแดนเหล่านั้นเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธ์จิ่วโจว
การขยายอาณาเขตไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับการตลบหลังของสัตว์ป่าอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งสภาพภูมิประเทศบางแห่งก็ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากก๊าซพิษภายนอก จึงต้องค่อยๆ ใช้เวลาในการชำระล้าง
เพื่อทวงคืนดินแดนที่สูญเสียไปของมนุษยชาติ อาชีพอันสูงส่งจึงถือกำเนิดขึ้นภายในสหพันธ์ ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม "ผู้บุกเบิก"
ผู้บุกเบิกต้องออกไปปฏิบัติภารกิจในดินแดนรกร้างนอกอาณาเขต และต้องเผชิญกับอันตรายถึงชีวิตอยู่เสมอ
พ่อแม่ของเซี่ยงเป่ยเฟยต่างก็เป็นผู้บุกเบิก
แต่เมื่อเซี่ยงเป่ยเฟยอายุได้สิบสี่ปี พวกเขาก็หายตัวไปหลังจากออกไปปฏิบัติภารกิจ
ภายในสหพันธ์จิ่วโจว สถานะของผู้บุกเบิกนั้นสูงส่งมาก พวกเขาต่อสู้เพื่อดินแดนของมนุษยชาติ ดังนั้นทางสหพันธ์จึงให้การดูแลครอบครัวของผู้บุกเบิกเป็นอย่างดี หลังจากเกิดเรื่องกับพ่อแม่ของเขา ทางสหพันธ์ก็มอบเงินชดเชยก้อนโตให้
แต่เงินทองย่อมมีวันหมดไป เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย พวกเขาจึงย้ายมาอยู่ที่นี่ ปู่ของเซี่ยงเป่ยเฟยยังคงออกไปขายผักอยู่บ่อยๆ เพื่อเก็บหอมรอมริบไว้เลี้ยงดูหลานชาย
เซี่ยงเป่ยเฟยเหลือบมองเวลา ตอนนี้เพิ่งจะสิบเอ็ดโมง
ปกติแล้วเวลานี้เขาน่าจะยังนั่งเรียนอยู่ในห้อง วันนี้ถือว่าเลิกเรียนเร็วกว่าปกติ
จังหวะนั้นเอง ประตูก็ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเปิดออก ชายชราผมขาวโพลนรีบเดินเข้ามา เมื่อเห็นเซี่ยงเป่ยเฟย เขาก็ฉีกยิ้มทันที
"เป่ยเฟย กลับมาแล้วเหรอหลาน?"
เซี่ยงชิงเต๋อวางตะกร้าผักในมือลงแล้วรีบเดินเข้าไปหา พร้อมกล่าวด้วยความรู้สึกผิด "ปู่ขอโทษนะเป่ยเฟย วันนี้เป็นวันที่หลานปลุกระบบ ปู่ควรจะไปดูหลานที่โรงเรียนแท้ๆ แต่ตลาดสดดันมีตรวจสุขอนามัยกะทันหัน เพื่อไม่ให้โดนปรับ ปู่เลยมัวชักช้าไปหน่อย กว่าจะไปถึงโรงเรียน หลานก็เลิกเรียนซะแล้ว..."
"ไม่เป็นไรหรอกครับปู่" เซี่ยงเป่ยเฟยตอบ
เซี่ยงชิงเต๋อถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ "แล้ว... หลานปลุกระบบได้ระดับไหนล่ะ?"
เซี่ยงเป่ยเฟยลังเลเล็กน้อย ก่อนจะตอบว่า "ระดับ N ครับ"
แววตาของเซี่ยงชิงเต๋อหม่นลงเล็กน้อย ระดับ N หมายถึงคนธรรมดาสามัญที่สุด ซึ่งถูกกำหนดมาแล้วว่าความสำเร็จในอนาคตคงไม่สูงส่งนัก
แต่เขาก็รีบพูดต่อว่า "ระดับ N ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย! ระบบมันก็แค่ตัวช่วย ตราบใดที่เราขยันขันแข็ง ไม่ว่าจะเป็นระบบไหนก็ทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นได้ทั้งนั้น หลานลองนึกถึงผู้ว่าการมณฑลเหลียงแห่งสหพันธ์จิ่วโจวของเราดูสิ ว่ากันว่าเขาเองก็เป็นผู้ครอบครองระบบระดับ N เหมือนกันนะ"
ผู้ว่าการมณฑลเหลียงแห่งจิ่วโจว มีนามว่า ซางเทียนสยง เขาเป็นตัวแทนของผู้ที่มีความคิดอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล
ตอนที่เขาได้รับการปลุกพลังครั้งแรก เขาได้รับระบบระดับ N แต่เขาอาศัยความเพียรพยายามอย่างแรงกล้าจนกลายมาเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจิ่วโจว ถูกจารึกไว้ในหนังสือเรียน และกลายเป็นตำนานเล่าขาน
"ผมเข้าใจครับปู่"
เซี่ยงเป่ยเฟยยิ้มรับ
ในความเป็นจริง เขารู้ดีแก่ใจว่ายิ่งระบบมีระดับสูงเท่าไหร่ รางวัลที่ได้รับจากการทำภารกิจสำเร็จก็จะยิ่งมากมายมหาศาลเท่านั้น แถมการพัฒนาความแข็งแกร่งและความมั่งคั่งก็จะยิ่งรวดเร็วขึ้นตามไปด้วย
นี่คือสิ่งที่ทุกคนต่างก็เห็นพ้องต้องกัน
บุคคลอย่างซางเทียนสยงที่กลายเป็นตำนานได้ด้วยการพึ่งพาระบบระดับ N นั้น ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นเพียงคนส่วนน้อย
เซี่ยงชิงเต๋อเองก็รู้เรื่องนี้ดี แต่เขาก็ยังคงให้กำลังใจหลานชาย เพราะไม่อยากให้เซี่ยงเป่ยเฟยหมดอาลัยตายอยากเพียงเพราะได้ระบบระดับต่ำ
เซี่ยงเป่ยเฟยมองไปที่หน้าต่างระบบของปู่
จากนั้นเขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
บนหน้าต่างระบบของปู่ มีเพียงภาพซ่าๆ เหมือนทีวีไม่มีสัญญาณ
ดูเหมือนว่าระบบของปู่จะ... พังเสียแล้ว