- หน้าแรก
- โองการกระซิบ
- บทที่ 693 เบย์นฮาร์ทผู้โชคดี (ฟรี)
บทที่ 693 เบย์นฮาร์ทผู้โชคดี (ฟรี)
บทที่ 693 เบย์นฮาร์ทผู้โชคดี (ฟรี)
สืบเนื่องจากเหตุการณ์ ‘หนี้เลือด’ ของศาสตราจารย์ฮิกกินส์ในคราวก่อน แช็ดค่อนข้างมีความรู้สึกที่ดีต่อมิสเตอร์อาร์ม็องด์ เบย์นฮาร์ทอยู่ไม่น้อย
ดังนั้น ต่อให้รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นเผ่าพันธุ์ดูดเลือด ทั้งยังพำนักอยู่ในโรงบ่มไวน์ท้องถิ่น เขาก็ไม่ได้นำความไปแจ้งแก่โบสถ์แต่อย่างใด
กระนั้นในครานี้ เหล่าแม่มดย่อมไม่มีทางเพิกเฉยต่อการมีอยู่ของชายผู้นี้เป็นแน่ และที่ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด คือต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นถึงเผ่าพันธุ์ดูดเลือดระดับกลาง ก็ไม่อาจเทียบรัศมีหรือเอาชนะแม่มดสูงศักดิ์คนใดในห้องนี้ได้เลยแม้แต่น้อย
“ขอให้โชคดีก็แล้วกัน” แช็ดซึ่งกำลังก้าวเดินไปยังโกดังทำได้เพียงรำพึงในใจ
แม้ในภาพถ่ายจะมองไม่ออกถึงขนาดที่แท้จริงของโลงศพโลหะ ทว่าขนาดจริงของมันกลับใหญ่โตเทียบเท่าโลงศพมาตรฐานทั่วไป ดังนั้นมิสเตอร์เบย์นฮาร์ทย่อมไม่มีทางแบกมันกลับไปตามลำพังได้แน่
เดิมทีตามขั้นตอนของงานประมูล สินค้าขนาดใหญ่ที่ยากต่อการขนส่งเช่นนี้จะถูกรวบรวมและจัดส่งโดยรถม้าของบริษัทประมูลคาซานดราในรุ่งอรุณของวันถัดไป ทว่ามิสเตอร์เบย์นฮาร์ทกลับหลงใหลโลงศพโบราณที่ตนประมูลมาได้อย่างสุดซึ้ง ถึงขั้นยืนกรานหัวเด็ดตีนขาดว่าจะต้องใช้รถม้าขนกลับไปในคืนนี้ให้จงได้
แน่นอนว่าการประมูลเสร็จสิ้นแล้วเร่งรีบจากไปทันที ย่อมดูมีพิรุธจนเกินงาม มิสเตอร์เบย์นฮาร์ทจึงจำต้องรั้งอยู่ร่วมงานเลี้ยงของเทศกาลบูชาไฟต่อไป ปล่อยให้โลงศพโลหะสีดำสนิทใบนั้นถูกเก็บรักษาไว้ในโกดัง ในฐานะหนึ่งในผู้จัดงานเลี้ยง บริษัทประมูลคาซานดราย่อมถือครองกุญแจโกดัง กระทั่งบริษัทรักษาความปลอดภัยที่ว่าจ้างมาก็ยังเป็นคนของบริษัทประมูลคาซานดราเองทั้งสิ้น
โกดังดังกล่าวตั้งอยู่ในห้องใต้ดินฝั่งตะวันออกของชั้นหนึ่ง ณ วิทยาลัยเครื่องกลมิดฮิลล์เบิร์ก สถานที่แห่งนั้นเดิมทีเคยเป็นหลุมหลบภัยของค่ายทหารแนวหน้า ก่อนจะถูกดัดแปลงเป็นห้องเก็บของของวิทยาลัยในเวลาต่อมา สาวใช้ของคุณย่าคาซานดราซึ่งเป็นถึงนักเวทสองวงแหวนทำหน้าที่นำทางแช็ดลงสู่ชั้นใต้ดิน
หลังจากตรวจสอบยืนยันตัวตนและผ่านขั้นตอนการตรวจค้นอันเข้มงวด พวกเขายังต้องก้าวผ่านประตูหนาถึงสามบาน และปลดแม่กุญแจเหล็กกล้าขนาดใหญ่อีกอย่างน้อยสามตัว กว่านักสืบหนุ่มจะได้ยลโฉมโลงศพใบนั้น
ภายในห้องใต้ดินสว่างไสวด้วยแสงสีเหลืองนวลจากโคมไฟแก๊ส โลงศพโลหะที่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานนับพันปีถูกกัดกร่อนจนขึ้นสนิมเขรอะขระ มันตั้งตระหง่านอยู่ภายในลังไม้ที่จัดวางในแนวตั้ง ภายในลังอัดแน่นไปด้วยฟางและเบาะฝ้ายเพื่อรองรับแรงกระแทก อีกเพียงอึดใจเดียว ฝาลังไม้ก็จะถูกปิดและตอกตะปูตรึงแน่นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการขนย้าย
ส่วนเรื่องที่ว่ามันคือเศษซากหรือไม่นั้น แช็ดจำต้องรอจนกว่าจะได้สัมผัสวัตถุชิ้นนี้โดยตรงจึงจะให้คำตอบได้ ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับผิดคาดอย่างสิ้นเชิง สิ่งนี้หาใช่เศษซากไม่ ทั้งยังไร้ซึ่งองค์ประกอบเสียงกระซิบหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย เว้นเสียแต่ว่าเศษซากชิ้นนี้จะมีคุณสมบัติ ‘ซ่อนเร้นองค์ประกอบเสียงกระซิบ’ ในตัว ไม่อย่างนั้นแช็ดย่อมไม่มีทางตรวจสอบพลาดเป็นอันขาด
กระนั้นเมื่อเขายื่นมือเข้าไปตรวจสอบให้ลึกลงไป บริเวณผนังด้านในของโลงศพ แช็ดก็สามารถตีความร่องรอยที่ดูคล้ายรอยขีดข่วนเหล่านั้น ออกมาเป็นตัวอักษรลายดอกไม้ของเผ่าพันธุ์กลายพันธุ์โบราณได้ใจความว่า ‘ยอดรักของข้าหลับใหลอยู่ ณ ที่แห่งนี้’
“หรือว่านี่จะเป็นของเก่าที่เผ่าพันธุ์ดูดเลือดในอดีตเคยใช้งาน มิสเตอร์เบย์นฮาร์ทจึงอยากซื้อหาเก็บไว้เป็นที่ระลึก เฉกเช่นเดียวกับที่สภาแม่มดนิยมสะสมข้าวของเครื่องใช้ของจักรพรรดินีแม่มดอย่างนั้นหรือ”
แช็ดพึมพำกับตนเองในใจ พลางชั่งใจว่าควรจะลองใช้ลิ้นสัมผัสดูสักครา เพื่อยืนยันให้แน่ชัดว่าโลงศพใบนี้เป็นเพียงวัตถุธรรมดาจริงหรือไม่
แต่ในจังหวะที่เขาเพิ่งจะปัดความคิดอันชวนสะอิดสะเอียนนั้นทิ้งไป เสียงกระแอมไอดังชัดเจนจากยามเฝ้าประตูด้านนอกก็พลันแว่วเข้ามาเสียก่อน
นั่นคือสัญญาณเตือนว่ากำลังมีคนตรงมาทางนี้ แช็ดจำต้องเร่งรีบออกไปจากสถานที่แห่งนี้ในทันที
“รีบไปเร็วเข้า!”
เขาโบกมือให้สาวใช้ข้างกายรวมถึงบอดี้การ์ดติดอาวุธปืนจากบริษัทรักษาความปลอดภัย ทั้งสี่คนรีบพากันสาวเท้าออกจากโกดัง บอดี้การ์ดร่างกำยำสองคนจัดการปิดประตูและลงกลอนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกลับไปยืนประจำการเบื้องหน้าประตูด้วยท่าทีขึงขัง ราวกับกำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน ส่วนแช็ดและสาวใช้ไม่ได้หลบหนีออกจากห้องใต้ดิน หากแต่เลี้ยวไปซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังตู้คอนเทนเนอร์โลหะบริเวณหน้าประตูโกดังแทน
สาวใช้ทิ้งเครื่องรางสองชิ้นลงบนพื้นเพื่อปกปิดเสียงและเงาร่าง ทันทีที่ทั้งสองเร้นกายเสร็จสิ้น เสียงฝีเท้าหนักเบาก็พลันดังสะท้อนมาจากทางบันได ปรากฏร่างของมิสเตอร์เบย์นฮาร์ทที่กำลังนำพาคนงานหลายคนเดินตรงเข้ามา แม้เขาจำต้องกลับไปร่วมงานเลี้ยงต่อ ทว่าในเวลานี้เขากลับต้องการให้คนขนย้ายโลงศพออกไปทันที
“รีบร้อนถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”
หลังจากหลบเลี่ยงอาร์ม็องด์ เบย์นฮาร์ทพ้นมาได้สำเร็จ แช็ดกับสาวใช้ก็กลับมายัังห้องพักผ่อนฝั่งตะวันออกบนชั้นหนึ่งอีกครั้ง พร้อมทั้งบอกเล่าสิ่งที่พบเห็นในห้องใต้ดินให้แม่มดทั้งสองฟัง ครั้นได้ยินว่าโลงศพใบนั้นหาใช่เศษซากไม่ เหล่าแม่มดสูงศักดิ์ก็หมดความสนใจในเรื่องนี้ลงทันควัน ต่อให้แช็ดจะเอ่ยปากเตือนว่าอีกฝ่ายอาจเป็นเผ่าพันธุ์ดูดเลือด พวกเธอก็หาได้แยแสไม่
“เผ่าพันธุ์ดูดเลือดก็เผ่าพันธุ์ดูดเลือดสิ เผ่าพันธุ์ดูดเลือดไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับผู้ถูกเลือก หรือเรื่องราวของช่องว่างระหว่างความเป็นและความตายเสียหน่อย พวกเราควรตั้งสมาธิเตรียมตัวให้พร้อม พรุ่งนี้จะได้ไปตรวจสอบเรื่องปากถ้ำที่คุณบอก”
มิสอะฟรอร่าเอ่ยพลางประคองถ้วยชาในมือ สายตาคู่คมกวาดมองแช็ดตั้งแต่หัวจรดเท้า
“แต่คุณนี่ทำงานได้รวดเร็วทันใจดีจริง มิน่าล่ะคารินาถึงชอบเอ่ยชมว่าคุณพึ่งพาได้ยอดเยี่ยม แถมขนาดคุณย่ายังดูไม่ออกเลยนะว่าหมอนั่นเป็นเผ่าพันธุ์ดูดเลือด”
แช็ดส่ายหน้า “เมื่อก่อนตอนอยู่โทเบสก์ ผมเคยรับมือกับเผ่าพันธุ์ดูดเลือดมาก่อนน่ะครับ อีกอย่างดูเหมือนอีกฝ่ายจะมั่นใจในทักษะการพรางตัวของตัวเองมากด้วย แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ในเมื่อมันเป็นแค่ของเก่าธรรมดา ทำไมถึงต้องเสนอราคาสูงกว่าราคาเริ่มต้นถึงห้าเท่าเพื่อซื้อมันมาด้วยล่ะครับ”
“เรื่องนั้นง่ายนิดเดียว” แม่มดชราผู้มากประสบการณ์หัวเราะร่วน
“เดาว่าคงอยากจะลักลอบนำของเก่าชิ้นนี้เข้าไปในคาร์เซนลิกน่ะสิ พ่อค้าของเก่าต่างถิ่นคนนั้นกับไวส์เคานต์เบย์นฮาร์ทน่าจะเป็นหุ้นส่วนกัน พวกเขาอาศัยขั้นตอนการประมูลที่ถูกกฎหมาย โอนกรรมสิทธิ์ของเก่าจากชื่อคนในประเทศไปเป็นชื่อชาวต่างชาติ จากนั้นก็ใช้สถานะไวส์เคานต์แห่งคาร์เซนลิกของเบย์นฮาร์ทเพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งออก ถึงแม้วิธีนี้จะทำให้ต้องเสียภาษีแพงขึ้น แต่มันก็ช่วยให้หลบเลี่ยงนโยบายการส่งออกของเก่าอันเข้มงวดของเดลาริออนไปได้”
“อย่างนั้นหรือครับ”
แช็ดยังคงรู้สึกลังเลใจอยู่บ้าง ทว่าไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด โลงศพใบนั้นก็เป็นเพียงสิ่งของธรรมดาจริง ๆ
มิสเตอร์เบย์นฮาร์ทผู้โชคดี จึงรอดพ้นจากเงื้อมมือของสองแม่มดสูงศักดิ์มาได้อย่างหวุดหวิด
หลังจากธุระเรื่องโลงศพสีดำเสร็จสิ้นลง เวลาก็เหลืออีกเพียงหนึ่งชั่วโมงก่อนที่งานเต้นรำยามค่ำคืนจะเปิดฉากขึ้น แช็ดยังคงนึกพะวงและใคร่จะไปชมดูฝีมือของนักเล่นไพ่โรดส์ในท้องถิ่น จึงลุกขึ้นเตรียมตัวกล่าวลาเหล่าแม่มด
กระนั้นยังไม่ทันที่เขาจะลุกขึ้นยืนได้เต็มความสูง เสียงเคาะประตูก็พลันดังแว่วมาจากเบื้องหน้าห้องพักผ่อนเสียก่อน
“มาดามคาซานดรา เอิร์ลดาแร็กซ์แห่งแคมป์เบลล์มาขอพบครับ”
“เอิร์ลที่มีที่ดินศักดินาหรือครับ” แช็ดหันไปมองคุณย่าคาซานดราด้วยความประหลาดใจ อีกฝ่ายเพียงพยักหน้ารับอย่างเนิบนาบ
“ขุนนางท้องถิ่นน่ะ ได้รับมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ แต่เอาเข้าจริงก็เหลือเพียงอำนาจในการเก็บภาษีภายในเมืองเท่านั้นแหละ”
แช็ดลุกขึ้นยืน เขารู้ดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ตนเองไม่สมควรเผยตัว จึงกวาดสายตามองซ้ายขวา ก่อนจะไปสะดุดเข้ากับตู้เสื้อผ้าตรงมุมห้อง ทว่ามิสอะฟรอร่ากลับเอื้อมมือมาดึงแขนเขาเอาไว้
“ไปยืนอยู่ข้างหลังฉัน”
แช็ดรีบเดินอ้อมไปเบื้องหลังโซฟาทันที เขา ‘ล้วง’ หมวกปีกแคบสีดำออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วสวมลงบนศีรษะ จากนั้นจึงถอดเสื้อสูทตัวนอกที่สวมมางานเลี้ยงโยนทิ้งไว้หลังโซฟา ก่อนจะ ‘ล้วง’ เสื้อโค้ตตัวเก่าสีดำสนิทออกมาสวมทับ เขาจงใจไม่ติดกระดุมเพื่อเผยให้เห็นปืนพกสองกระบอกที่เหน็บอยู่ตรงเอวอย่างชัดเจน
เขายืนปักหลักอยู่ริมกำแพงด้านหลังโซฟา แยกขาทั้งสองข้างออกจากกันอย่างมั่นคง สองมือประสานทิ้งตัวลงตามธรรมชาติ สีหน้าเคร่งขรึมจริงจังดุดัน ราวกับพร้อมจะชักปืนออกมายิงปลิดชีพคนได้ทุกเมื่อ
“ดูไม่เลวเลยนี่” มิสอะฟรอร่าหลุดขำกับท่าทางอันขึงขังของเขา เธอเอ่ยแซวเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าให้แม่มดชรา
รอยยิ้มบนใบหน้าของคุณย่าคาซานดราพลันเลือนหายไป เธอลืมตาขึ้นเพียงครึ่ง ก่อนจะเอ่ยอนุญาตด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและเย็นชาอย่างถึงที่สุด
“เชิญเข้ามา”