- หน้าแรก
- คุณหนูใหญ่ยุคหกศูนย์ เมื่อฉันสลับวิวาห์และตามสามีทหารไปพิชิตตะวันตกเฉียงเหนือ
- ตอนที่ 17: ตีงูต้องตีที่เจ็ดนิ้ว (จุดตาย)
ตอนที่ 17: ตีงูต้องตีที่เจ็ดนิ้ว (จุดตาย)
ตอนที่ 17: ตีงูต้องตีที่เจ็ดนิ้ว (จุดตาย)
ตอนที่ 17: ตีงูต้องตีที่เจ็ดนิ้ว (จุดตาย)
ซ่งอวิ๋นชูรีบเร่งฝีเท้าจนในที่สุดก็สามารถถอนเงินฝากจำนวนสองหมื่นหยวนออกมาได้ทันเวลาก่อนธนาคารจะปิดพักเที่ยงพอดี
เธอรีบเดินเข้าห้องน้ำของธนาคาร แล้วใช้จิตสั่งเก็บเงินสดทั้งหมดเข้าสู่ระบบมิติทันที ความปลอดภัยต้องมาก่อน
ตอนที่เธอถอนเงินเมื่อครู่ ผู้คนในธนาคารต่างพากันส่งสายตาแปลกๆ มาที่เธอ ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหน เงินสดสองหมื่นหยวนก็ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลย ระวังไว้ก่อนย่อมดีกว่าแก้
...
ซ่งอวิ๋นชูเดินออกจากห้องน้ำ โดยถือถุงกระดาษคราฟท์ที่ยัดหนังสือพิมพ์เก่าๆ ไว้ข้างในเลียนแบบห่อเงินแล้วมุ่งหน้ากลับบ้าน
เมื่อเธอเดินมาถึงบริเวณใกล้บ้านตระกูลซ่ง และเห็นว่าหน้าประตูรั้วเหล็กดัดสีดำยังคงเงียบสงัด
คิ้วเรียวก็ขมวดมุ่นเข้าหากัน
เอ๊ะ?
ทำไมยังไม่มีความเคลื่อนไหวอีกนะ?
ตอนนี้ผ่านไปชั่วโมงกว่าแล้วหลังจากที่เธอโทรหาเหอไห่เทา เวลาขนาดนี้เพียงพอสำหรับการเตรียมการและเดินทางมาถึงแล้วนี่นา ทำไมยังไม่มาอีก?
หรือว่าเหอไห่เทาจะคิดไม่ออกว่าจะแก้แค้นยังไง?
หรือเธอควรจะโทรไปแนะแนวทางให้เขาอีกสักรอบดีไหมนะ?
ช่างเถอะ!!
ซ่งอวิ๋นชูเปลี่ยนใจคิดว่า ยุคสมัยนี้ประสิทธิภาพการทำงานค่อนข้างต่ำ ลองให้เวลาเขาเพิ่มอีกนิดแล้วกัน
เธอหาแผงลอยข้างทางแถวนั้นนั่งลง แล้วสั่งเกี๊ยวน้ำหมูสับมาถ้วยหนึ่ง
ซ่งอวิ๋นชูยังไม่อยากกลับบ้าน เพราะแค่คิดว่าจะต้องเห็นหน้าซ่งหลิงอวี่เธอก็รู้สึกคลื่นไส้แล้ว
สู้มานั่งรอชมละครฉากใหญ่ตรงนี้ดีกว่า
ทว่า...
จนซ่งอวิ๋นชูทานเกี๊ยวเกือบจะหมดถ้วยแล้ว ก็ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่หน้าบ้านตระกูลซ่ง
เธอเริ่มสงสัยแล้วว่าเหอไห่เทาเป็นพวกขี้ขลาดหรือเปล่า?
เป็นพวก "นินจาเต่า" ที่ยอมอดทนไปวันๆ งั้นเหรอ?
หรือว่าเธอเลือกผู้ร่วมมือผิดคน?
ในขณะที่ซ่งอวิ๋นชูกำลังกังวลอยู่นั้นเอง
ทันใดนั้น!
รถบรรทุก "ต้าเจี่ยฟั่ง" คันใหญ่ที่มีหลังคาผ้าใบก็วิ่งฝุ่นตลบมาตามถนนด้วยความเร็วสูง ก่อนจะเบรกเอี๊ยดจอดสนิทที่หน้าประตูบ้านตระกูลซ่ง พอรถจอดนิ่ง กลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบคนก็กระโดดลงมาจากกระบะหลังรถอย่างกระฉับกระเฉงและดูฮึกเหิม บนรถบรรทุกยังมีแถบผ้าสีขาวผืนยาวเขียนข้อความประท้วงไว้ด้วย แต่อยู่ไกลเกินไปจนมองเห็นไม่ชัด ซ่งอวิ๋นชูเห็นแล้วก็ใจชื้นขึ้นมา ในที่สุดเหอไห่เทาก็พาทัพมาถึงเสียที
ใช้ได้...
ผู้ชายคนนี้ยังมีสมองอยู่บ้าง ตีงูต้องตีที่เจ็ดนิ้ว (จุดตาย) ถึงจะลงแรงน้อยแต่ได้ผลมาก
ซ่งอวิ๋นชูเห็นชายหนุ่มผมรองทรงสั้นเกรียนก้าวลงมาจากที่นั่งคนขับ เธอคาดเดาว่าคนนี้แหละคือเหอไห่เทาศัตรูคู่แค้นของซ่งหลิงอวี่ หน้าตาเขาก็ดูคมคายสะอาดสะอ้านใช้ได้เลย ตามลงมาด้วยชายวัยกลางคนสวมชุดจงซานสีน้ำเงินกรมท่า ที่กระเป๋าเสื้อปักปากกาหมึกซึมสีดำไว้หนึ่งด้าม สีหน้าเคร่งขรึมดูมีบุคลิกเหมือนผู้นำ ในตอนนั้นเอง ลูกค้าที่นั่งทานเกี๊ยวอยู่แถวนั้นก็สังเกตเห็นความผิดปกติและเริ่มซุบซิบกัน
"เฮ้ พี่ชาย พวกนั้นมาทำอะไรที่บ้านตระกูลซ่งน่ะ?"
"ไม่รู้เหมือนกันพี่ แต่ดูท่าทางจะมาเรื่องใหญ่แน่ บ้านตระกูลซ่งคงจะดวงตกเข้าแล้วล่ะ"
"ช่วงนี้ก็ไม่เห็นว่าตระกูลซ่งจะทำเรื่องอะไรนะ เห็นอยู่เงียบๆ มาตลอด"
อยู่เงียบๆ กับผีน่ะสิ!
ซ่งอวิ๋นชูแอบสบถในใจ คนบ้านซ่งกำลังจะหอบเงินหนีอยู่รอมร่อแล้ว
เธอเห็นเหอไห่เทาเดินตรงดิ่งไปที่บ้านตระกูลซ่งทันทีที่ลงรถ
ปัง ปัง ปัง!
เขารัวทุบประตูเสียงดังลั่นพลางตะโกน "เปิดประตู! เปิดประตูเดี๋ยวนี้!"
"มาแล้วๆ ใครกันน่ะ?"
จ้าวอวี้ซาน พ่อบ้านตระกูลซ่งรีบวิ่งหน้าตั้งออกมาจากตัวบ้าน พอเห็นคนยืนอออยู่หน้าประตูเยอะขนาดนั้น
เขาก็รีบปั้นหน้ายิ้มประจบถามไปว่า "ที่แท้ก็พวกคุณนี่เอง มีธุระอะไรหรือครับ?"
จ้าวอวี้ซานไม่กล้าล่วงเกินคนกลุ่มนี้ ชายหนุ่มคนหนึ่งที่พุ่งมาด้านหน้ามีสายตาเฉียบคมตะโกนสวนกลับไป
"สหายอาวุโส! พวกเราเพิ่งได้รับแจ้งจากมวลชนว่าบ้านตระกูลซ่งมีปัญหาด้านการเงินและเศรษฐกิจ จึงต้องมาตรวจสอบและรวบรวมหลักฐาน! เปิดประตู!"
จ้าวอวี้ซานรีบอธิบายพัลวัน
"โอย คุณสหายครับ ผมเป็นแค่คนงานที่นี่ ไม่ใช่คนตระกูลซ่ง ข่าวลือวงในพวกนั้นมันเชื่อไม่ได้หรอกครับ ต้องมีความเข้าใจผิดอะไรกันแน่ๆ"
ชายหนุ่มคนเดิมตะโกนสั่งเสียงดังฟังชัดจนแสบแก้วหู
"ผมคุยกับคุณไม่รู้เรื่องหรอก ไปเรียกเจ้าของบ้าน ซ่งเฉิงเหล่ย ออกมา! เปิดประตูซะ! พวกเราจะเข้าไปตรวจสอบ!"
เสียงตะโกนนั้นดังก้องจนจ้าวอวี้ซานสะดุ้งสุดตัว
"เจ้าของ... เจ้าของบ้านคุณซ่งเฉิง... ท่านมะ... ไม่อยู่บ้านครับ"
เสียงของเขาเริ่มสั่นเครือด้วยความกลัวว่าจะพูดอะไรผิดจนไฟลามมาถึงตัว
เหอไห่เทาแววตาเหี้ยมเกรียม "ซ่งเฉิงเหล่ยไม่อยู่ แล้วคนอื่นล่ะ? คนบ้านซ่งตายกันหมดบ้านแล้วหรือไง? ซ่งหลิงอวี่ล่ะ! เรียกมันออกมา!"
สิ้นเสียงตะโกน ซ่งหลิงอวี่ก็เดินออกมาพอดี ในมือยังถือตะเกียบค้างไว้อยู่ ดูท่าจะกำลังทานข้าวอยู่พอดี เขาเดินกะเผลกๆ มายืนที่หน้าประตูด้วยท่าทางกวนประสาท "ใครมาหาเรื่องที่หน้าบ้านฉัน?"
พอสายตาเหลือบไปเห็นโจทก์เก่าอย่างเหอไห่เทายืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน เขาก็ฟิวส์ขาดทันที
"ไอ้เวรเหอไห่เทา แกยังไม่จบไม่สิ้นใช่ไหม? วันนี้ยกพวกมาที่บ้านฉันทำไม หรือว่าข้าวแดงในคุกมันยังไม่อร่อยพอ?"
เหอไห่เทามองด้วยสายตาเหยียดหยาม "ซ่งหลิงอวี่ แกอย่ามาอวดเก่งไปหน่อยเลย ครั้งนี้ยังไม่รู้เลยว่าใครกันแน่ที่จะต้องเข้าไปกินข้าวแดง"
"ฉันเป็นพลเมืองดีที่เคารพกฎหมาย จะต้องติดคุกเรื่องอะไร? ฉันไม่ได้ก่อความไม่สงบสักหน่อย แกบ้าไปแล้วเหรอ? ถ้าบ้าก็รีบไปโรงพยาบาลประสาทโน่นไป"
ซ่งหลิงอวี่มองเขาด้วยหางตาอย่างไม่เห็นหัว ในใจคิดว่าขนาดผู้หญิงคนเดียวยังรักษาไว้ไม่ได้ ไอ้พวกขี้แพ้หน้าตัวเมียแบบนี้ยังกล้ามาซ่าต่อหน้าเขาอีกเหรอ?
ครั้งที่แล้วที่โดนต่อย...
กรามของซ่งหลิงอวี่ยังแอบปวดหนึบอยู่เลย ไอ้หมอนี่มันลงมือหนักจริงๆ
หูหลี่ฮวาได้ยินเสียงเอะอะโวยวายข้างนอกก็เดินออกมาดูบ้าง
ซ่งเฟยเฟยเดินตามหลังแม่มาต้อยๆ พลางกอดแขนแม่ไว้แน่น
พอเธอเห็นคนยืนล้อมหน้าประตูบ้านเยอะขนาดนั้น เธอก็ถึงกับขาอ่อนและเริ่มทำอะไรไม่ถูก
เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?
ชาติที่แล้ว... พวกเขาเคยมาที่นี่ด้วยเหรอ?
ถึงซ่งเฟยเฟยจะเป็นคนเย่อหยิ่ง แต่เธอก็เก่งเรื่องการประเมินสถานการณ์ว่าควรจะร้ายกับใคร
ต่อให้เธอจะโมโหแค่ไหนเธอก็ไม่กล้าแผลงฤทธิ์กับคนกลุ่มนี้ แม้แต่ลมหายใจเธอยังไม่กล้าผ่อนออกมาแรงๆ เลย
หูหลี่ฮวาแม้ในใจจะเริ่มสั่นกลัว แต่ยังไงเธอก็เป็นคุณนายของบ้าน
ในเมื่อสามีอย่างซ่งเฉิงเหล่ยไม่อยู่ เธอจึงต้องรวบรวมความกล้าออกมาประจันหน้าไว้ก่อน
หูหลี่ฮวาพูดกับเหอไห่เทาว่า "คุณหลาน เรื่องที่ผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไปเถอะ น้าสั่งสอนหลิงอวี่ไปแล้ว ต่อไปเขาจะไม่ไปยุ่งกับแฟนหลานอีกแน่นอน"
แต่คำพูดนี้กลับยิ่งเป็นการราดน้ำมันเข้ากองไฟ แผลเป็นในใจของเหอไห่เทาถูกขยี้กลางที่สาธารณะ ทำให้ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีเลือดทันที เขาหันไปพูดกับผู้นำกลุ่ม
"ประธานฉินครับ ผมได้รายงานข้อมูลทั้งหมดที่ทราบให้องค์กรทราบแล้ว หากไม่รีบสกัดกั้น ทรัพย์สินของรัฐจะต้องเผชิญกับความเสียหายอย่างร้ายแรงครับ"
"ตกลง"
ประธานฉินก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว "คุณนายซ่ง วันนี้เรื่องที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับความแค้นส่วนตัว ผมได้รับรายงานจากประชาชนว่าบ้านตระกูลซ่งมีปัญหาด้านเศรษฐกิจและทุจริต ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงมาก พวกเราจึงมาเพื่อทำการตรวจสอบ หวังว่าพวกคุณจะให้ความร่วมมือ... เปิดประตู!"
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนอัสนีบาตที่ฟาดลงมากลางวง ทำให้คนตระกูลซ่งถึงกับหน้าถอดสี อ้าปากค้างจนพูดไม่ออก
หูหลี่ฮวาส่ายหัวรัวๆ "ตายจริง ประธานฉินคะ เหอไห่เทากับบ้านเราเขามีเรื่องบาดหมางกัน เขาจงใจใช้เรื่องงานมาแก้แค้นส่วนตัว คำพูดเขาเชื่อถือไม่ได้หรอกค่ะ บ้านตระกูลซ่งของเราอยู่แบบเจียมเนื้อเจียมตัวมาตลอด ฉันจะฟ้องเขาข้อหาหมิ่นประมาท! กุเรื่องเท็จ!"
เธอจ้องเหอไห่เทาเขม็งด้วยสายตาอาฆาต ไอ้คนชั้นต่ำคนนี้! ประธานฉินตอบกลับด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดและเป็นธรรม
"จะฟ้องเรื่องอะไร? หมิ่นประมาทตรงไหน? ตัวพวกคุณเองทำอะไรไว้ไม่รู้ตัวหรือไง? ถึงเหอไห่เทาจะเป็นลูกหลานนายทุนเหมือนกัน แต่พ่อของเขาเคารพกฎหมาย เป็นคนซื่อสัตย์ ไม่ได้มีเล่ห์เหลี่ยมเพทุบายแบบพวกคุณ แถมการแจ้งเบาะแสครั้งนี้ยังมีคุณงามความดี ต้องได้รับคำชมเชยด้วยซ้ำ พวกคุณคิดอะไรกันอยู่ ขนาดหมาข้างถนนยังรู้เลย ก็คือ 'ถ้าฉันไม่ได้ ใครก็ต้องไม่ได้' วันๆ คิดแต่จะเสวยสุขอยู่ฝ่ายเดียว ไม่คิดจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ ไม่คิดจะยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน พวกเราจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล และทุกคนต้องคอยระแวดระวัง!"
คำพูดของเขาหนักแน่น มีเหตุมีผล จนแม้แต่ชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบๆ ยังพากันตบมือและส่งเสียงเชียร์
"ดี!"
"พูดได้ยอดเยี่ยมมาก!"
จบตอนที่ 17