- หน้าแรก
- ส่องทะลุสมบัติพันล้าน ด้วยดวงตาเทพระดับพระเจ้า
- ตอนที่ 16 เพื่อนร่วมชั้น เย่เสวี่ย
ตอนที่ 16 เพื่อนร่วมชั้น เย่เสวี่ย
ตอนที่ 16 เพื่อนร่วมชั้น เย่เสวี่ย
ตอนที่ 16 เพื่อนร่วมชั้น เย่เสวี่ย
เจ้าอ้วนเบะปาก "เหอะ! นี่มันขัดขวางเส้นทางการเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศของพี่อ้วนชัดๆ! ช่างเถอะ งั้นพี่อ้วนยอมก้มหน้าก้มตาหาเงินแบบสุจริตก็ได้วะ!"
เฉินหยางหัวเราะร่า "พูดถูกแล้ว! ถึงเราจะแค่เก็บของหลุดนานๆ ครั้ง แต่มันก็ทำกำไรให้เราได้ไม่น้อยเลยนะ!"
"ถ้าดวงดี เจอของเก่ากะรุ่งกะริ่งที่ราคาหลักล้านหรือสิบล้านขึ้นมาสักชิ้น สองชิ้น แค่นั้นก็แทบจะเกษียณใช้ชีวิตอิสระทางการเงินได้เลย!"
เจ้าอ้วนฟังจนตาเป็นประกายวาววับ
"งั้นพี่อ้วนจะขอเกาะนายกินไปตลอดเลยนะ! นายได้กินเนื้อดีๆ ดื่มเหล้าแพงๆ ก็อย่าลืมพี่น้องคนนี้ล่ะ!"
"วางใจเถอะเจ้าอ้วน ถ้าพี่คนนี้ได้กินเนื้อ นายจะได้กินมากกว่าแค่แคบหมูแน่นอน!"
เจ้าอ้วนชำเลืองมองเฉินหยางพลางถอนหายใจด้วยความเสียดาย
"หยางจื่อ นึกไม่ถึงเลยว่าวิชาโบราณคดีจะมีประโยชน์มหาศาลขนาดนี้ รู้งี้ตอนเรียนฉันน่าจะตั้งใจกว่านี้หน่อย!"
เฉินหยางหัวเราะกลบเกลื่อนแล้วรีบเปลี่ยนเรื่องคุย แม้เขาจะเป็นเพื่อนตายกับเจ้าอ้วน แต่ความลับเรื่อง "เนตรทิพย์" คือความลับที่ใหญ่ที่สุดที่เขาไม่มีวันบอกใครเด็ดขาด
เมื่อเห็นว่าใกล้ค่ำแล้ว เจ้าอ้วนพาเฉินหยางไปที่ร้านอาหารตะวันตกสุดหรู ทั้งคู่จัดการอาหารตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อย หลังมื้อค่ำเจ้าอ้วนก็ขับรถไปส่งเฉินหยางที่หน้าหมู่บ้านที่เขาเช่าอยู่ ก่อนจะค่อยๆ ขับรถจากไป
เฉินหยางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดเลขบัญชีธนาคารของแม่แล้วโอนเงินไปให้ 50,000 หยวน แม่ของเขาชื่อ หลิวคุยฉิน เป็นครูสอนดนตรีในตัวอำเภอ หลังจากพ่อเสียชีวิต แม่ก็กัดฟันสู้เลี้ยงดูเขาและน้องสาวมาอย่างยากลำบากเพียงลำพัง
ตอนแรกเฉินหยางอยากจะโอนให้มากกว่านี้ แต่กลัวแม่จะตกใจเลยต้องยั้งมือไว้ก่อน
ทันใดนั้นเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เป็นแม่ที่โทรกลับมาทันที
"แม่ครับ..." เฉินหยางเพิ่งจะอ้าปากก็ถูกแม่พูดแทรกขึ้นมา
"หยางหยาง ทำไมลูกถึงโอนเงินมาให้แม่ตั้งห้าหมื่น? ลูกเอาเงินมาจากไหน? ไม่ใช่ว่ากำลังหางานอยู่เหรอ? หาได้หรือยัง?" คำพูดของแม่ดูรีบร้อนแต่ยังคงแฝงความอ่อนโยนไว้เสมอ
เฉินหยางยิ้มแล้วตอบว่า "แม่ครับ เมื่อกี้ผมไปเดินตลาดของเก่ามาแล้วได้ของดีมาน่ะครับ ขายได้เงินมานิดหน่อย เลยโอนไปให้แม่ใช้บ้าง!"
หลิวคุยฉินได้ยินดังนั้นถึงค่อยโล่งอก เธอแค่กลัวว่าลูกชายอยู่ข้างนอกจะทนแรงเย้ายวนไม่ไหวจนเดินหลงทางไปในทางที่ผิด
"หยางหยาง ลูกเก็บไว้ใช้เองเถอะ แม่ไม่ขาดแคลนหรอก!"
"แม่ครับ ในมือผมยังมีเหลืออยู่อีก แม่วางใจเถอะ ผมไม่ปล่อยให้ตัวเองหิวตายแน่นอน"
"งั้นแม่จะเก็บออมไว้ให้ลูกละกัน!" หลิวคุยฉินไม่เซ้าซี้ต่อ แต่เสริมว่า "หยางหยาง สมัยนี้การจะหาของหลุดมือมันยากนะ! หาทำงานทำการที่มันเป็นหลักแหล่งจะดีกว่า!"
"ของพวกนี้มันก็เหมือนหวยนั่นแหละ ลูกอาจจะฟลุ๊คถูกรางวัลได้เงินมาบ้าง แต่หลังจากนั้นอาจจะไม่มีวันถูกอีกเลยก็ได้"
เธอรู้ดีว่าในวงการของเก่ามีคนจำนวนมากที่ใช้ชีวิตอยู่กับการรอ "เก็บของหลุด" พอเจอของแท้ชิ้นหนึ่งแล้วปล่อยขายได้เงินมาหลายหมื่น หลายแสน หรือหลักล้าน เงินที่ได้มาง่ายๆ แบบนี้มักจะทำให้คนเราขี้เกียจและเสียนิสัย
และคนเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะไม่มีโชคครั้งที่สองอีก
ความจริงคือคนพวกนี้มักจะเดินเข้าสู่ทางตัน หลังจากรวยข้ามคืน ความโลภจะพุ่งสูงขึ้นเป็นสิบเท่าร้อยเท่า พวกเขาจะคิดว่าตัวเองเก่งกล้าไปเสียหมด จนสุดท้ายก็พลาดท่า (ต่าเหยี่ยน) ยอมทุ่มเงินมหาศาลไปซื้อของปลอมมา
เพียงพริบตาเดียวก็กลับมาจนกรอบเหมือนเดิม หรือถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัว ครอบครัวพังพินาศ บางคนถึงขั้นจบชีวิตตัวเองก็มี
"ผมทราบครับแม่" เฉินหยางรู้ว่าแม่หวังดีจึงไม่โต้แย้ง
เขาคุยกับแม่เรื่องน้องสาวอีกสองสามคำก่อนจะวางสายไป
ราตรีเริ่มมาเยือน ไฟถนนเริ่มสว่างขึ้น
เฉินหยางกำลังจะเดินเข้าหมู่บ้านที่พัก ทันใดนั้นเขาก็เห็นกลุ่มคนมุงกันอยู่ไม่ไกล
เฉินหยางชะงักครู่หนึ่ง ก่อนจะเบียดฝูงชนเข้าไปดู
ใจกลางวงล้อมนั้น มีหญิงชราอายุประมาณ 60-70 ปี สวมเสื้อลายดอกนอนล้มอยู่บนพื้น ผมของเธอขาวโพลน คิ้วขมวดมุ่น ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ ดูท่าทางทรมานอย่างมาก
คนที่ยืนมุงต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ แต่กลับไม่มีใครกล้าก้าวเข้าไปยื่นมือเข้าช่วยเลยสักคน
หลายปีมานี้มีข่าวเรื่องการ "ต้มตุ๋นแกล้งเจ็บ" (เผิ้งฉือ) ออกมาบ่อยครั้ง คนเดินถนนที่หวังดีกลับต้องมารับเคราะห์โดนป้ายสีจนต้องเสียเงินเสียทองมหาศาล ทุกคนจึงเรียนรู้ที่จะ "เย็นชา" และยืนดูอยู่ห่างๆ
เฉินหยางลังเลอยู่ในใจ
ทันใดนั้นเอง ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งก็เบียดฝูงชนเข้ามา เธอผมยาวสลวย หน้าตาสวยใสอ่อนวัย สวมชุดเดรสยาวลายดอกเล็กๆ รูปร่างเพรียวบางจนหนุ่มๆ ในฝูงชนต้องเหลียวมอง
เฉินหยางอึ้งไปเลย นั่นมัน เย่เสวี่ย เพื่อนร่วมห้องสมัยมหาลัยนี่นา!
เย่เสวี่ยเหลือบมองหญิงชราคนนั้นพลางขมวดคิ้วสวย แล้วก้าวเท้าเข้าไปทันที
ผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเตือนขึ้นว่า "แม่หนู อย่าใจร้อนนะ ระวังจะโดนหาเรื่องไถเงินเอา!"
ชายวัยกลางคนอีกคนเสริม "ใช่แล้ว เรื่องไม่เป็นเรื่องอย่าเอาตัวไปเสี่ยงเลย เดี๋ยวจะหาเหาใส่หัวนะ!"
"แค่ยื่นมือไปประคอง รถเบนซ์อาจจะกลายเป็นจักรยานได้เลยนะหนู!"
"กลายเป็นจักรยานยังดีนะ กลัวจะกลายเป็นหนี้ท่วมหัวน่ะสิ!"
คนมุงพากันถอนหายใจ เย่เสวี่ยทำเหมือนไม่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น เธอเดินไปที่ข้างกายหญิงชรา ย่อตัวลงแล้วถามเสียงเบา "คุณยายคะ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?"
หญิงชราพยายามขยับปากแต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ใบหน้าของเธอเขียวคล้ำจนเกือบดำ ท่าทางน่ากลัวมาก
เย่เสวี่ยพินิจดูครู่หนึ่ง ทันใดนั้นเธอก็ยื่นมือทั้งสองข้างออกไปโอบกอดหญิงชราจากทางด้านหลัง มือซ้ายกำหมัดวางด้านนิ้วโป้งไว้ที่หน้าท้อง มือขวาทับมือซ้าย แล้วออกแรงกระแทกเข้าด้านในและขึ้นด้านบนอย่างรวดเร็ว
นัยน์ตาเฉินหยางหดแคบลง "วิธีปฐมพยาบาลไฮม์ลิก”
คนมุงเริ่มสงสัย "นั่นเธอทำอะไรน่ะ?"
เย่เสวี่ยทำท่าเดิมซ้ำไปมา 3-4 ครั้ง จากนั้นใช้มือขวาตบเข้าที่กลางหลังหญิงชราอย่างแรง
"แปะ!" เสียงดังฟังชัด เมล็ดท้อลูกหนึ่งพุ่งออกจากปากหญิงชราทันที
หญิงชราไอค่อกแค่กพลางสูดหายใจเข้าลึกๆ ใบหน้าที่เคยเขียวคล้ำเริ่มกลับมามีเลือดฝาดขึ้นทันตาเห็น
คนมุงถึงกับทึ่ง "เมล็ดท้อเหรอ? คุณยายคนนี้กินท้อแล้วเมล็ดติดคอจนอุดหลอดลมเหรอเนี่ย?"
"ขอบใจมากนะแม่หนู!" หญิงชราอาการดีขึ้นแล้วจึงกล่าวขอบคุณไม่ขาดปาก เธอมองดูเมล็ดท้อที่พื้นแล้วหน้าแดงด้วยความอาย
"เมื่อกี้ไม่ระวัง เมล็ดท้อมันติดคอ! น่าขายหน้าจริงๆ เกือบเอาชีวิตไม่รอดซะแล้ว!"
เย่เสวี่ยยิ้มแล้วตอบว่า "คุณยายไม่เป็นไรก็ดีแล้วค่ะ! วันหลังต้องระวังนะคะ มันอันตรายมาก!"
เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์คลี่คลาย ฝูงชนก็เริ่มแยกย้ายกันไป
หญิงชรากล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะเดินจากไป
เย่เสวี่ยกำลังจะหันหลังกลับ เฉินหยางจึงก้าวเข้าไปหา "เย่เสวี่ย!"
เย่เสวี่ยหันมามองแล้วก็ดีใจจนออกนอกหน้า "เฉินหยาง! ทำไมเป็นนายล่ะ?"
สมัยเรียนเย่เสวี่ยคือดาวมหาลัยผู้โด่งดัง เฉินหยางไม่ได้ติดต่อกับเธอมากนัก แต่ตอนอยู่ชมรมบาสเกตบอล เย่เสวี่ยเคยมาเรียนเทคนิคการชู้ตบาสกับเขาบ้าง
"ฉันพักอยู่ที่หมู่บ้านนี้แหละ!" เฉินหยางชี้ไปที่หมู่บ้านซิ่งฝูที่อยู่ใกล้ๆ
"เฉินหยาง ตอนนี้นายหางานได้หรือยัง? ช่วงนี้สาขาโบราณคดีหางานยากมากเลยนะ!"
เฉินหยางส่ายหัว "ยังเลย! ตอนนี้กำลังศึกษาเรื่องการดูของเก่าอยู่น่ะ แล้วเธอล่ะ?"
จริงๆ แล้วตอนแรกเย่เสวี่ยก็เรียนโบราณคดีเหมือนกัน แต่ต่อมาเธอเปลี่ยนไปเรียนศิลปะ เต้นรำ และสาขาอื่นๆ เฉินหยางเดาว่าทางบ้านเธอน่าจะรวยมาก ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถเปลี่ยนสาขาวิชาตามใจชอบแบบนั้นได้
"ไม่ได้หางานหรอก ฉันทำธุรกิจส่วนตัวน่ะ!" เย่เสวี่ยยิ้มหวาน "ฉันเปิดร้านขายอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงอยู่ที่ถนนกวงหมิง" เธอชี้ไปยังถนนที่อยู่ไม่ไกล
"ว้าว! กลายเป็นเถ้าแก่เนี้ยไปแล้วเหรอเนี่ย!"
"เถ้าแก่เนี้ยอะไรกัน? แค่ร้านเล็กๆ ทำเพราะความชอบล้วนๆ เลย!"
จบตอนที่ 16