เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 140 - นายนี่มันลูกไม่มีพ่อแม่ (ตัวคนเดียว)

บทที่ 140 - นายนี่มันลูกไม่มีพ่อแม่ (ตัวคนเดียว)

บทที่ 140 - นายนี่มันลูกไม่มีพ่อแม่ (ตัวคนเดียว)


บทที่ 140 - นายนี่มันลูกไม่มีพ่อแม่ (ตัวคนเดียว)

"จบเหว่แล้ว จบเหว่แล้ว ฉันยังเขียนการบ้านไม่เสร็จตั้งครึ่งหนึ่งแน่ะ!"

"ใครทำใบงานคณิตศาสตร์เสร็จแล้วบ้าง รีบเอามาให้ฉันลอกหน่อย!"

"เช็ดเอ๊ย ไอ้ซว่าย นี่นายมาปั่นเรียงความตั้งแต่เช้าตรู่เลยเหรอ จะเขียนจบไหมเนี่ย!"

"จะไปยากอะไรล่ะ ก็แค่ไปก๊อปในเน็ตมาสักเรื่องก็จบแล้ว!" เซ่าซว่ายตอบโดยไม่ยอมเงยหน้าขึ้นจากสมุด

ได้ยินดังนั้น จางเหว่ยก็รีบค้านทันที "นายเลอะเลือนไปแล้วเหรอพี่ซว่าย ถ้าเกิดคนอื่นเขาก็ก๊อปมาจากเน็ตเหมือนกันล่ะก็ พวกนายไม่ซวยไปพร้อมกันเลยเหรอ!"

"ยกตัวอย่างเช่น เพื่อนร่วมโต๊ะที่รักของนายนี่ไง!"

"วางใจเถอะพี่เหว่ย เรียงความของฉันน่ะ รับรองว่าไม่มีทางซ้ำกับใครแน่นอน"

ได้ยินดังนั้น เหมยเมิ่งเชี่ยนที่เพิ่งจะเดินเข้ามาในห้องเรียนและกำลังจะเดินไปที่ที่นั่งของตัวเอง ก็เกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา จึงอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองไปที่สมุดเรียงความของเขา

หัวข้อเรียงความครั้งนี้เป็นแบบเติมคำในช่องว่างว่า "ชีวิตของฉัน—--" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิชาภาษาจีน

เมื่อสายตาของเธอเหลือบไปเห็นสิ่งที่เซ่าซว่ายเขียนลงในสมุด แววตาของเธอก็ถึงกับสั่นสะท้านทันที

สิ่งที่เขียนอยู่ข้างบนนั้นคือ——"ยอดพยัคฆ์พิทักษ์ดาวโรงเรียน!"

แถมข้างหลังยังมีชื่อตอนระบุไว้ด้วย!!

เซ่าซว่ายอาศัยโทรศัพท์มือถือลอกข้อความแปดร้อยตัวอักษรออกมาอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะตบท้ายด้วยคำว่า "โปรดติดตามตอนต่อไป" เป็นอันจบพิธี

"เมิ่งเมิ่ง เลิกดูเรื่องตลก (ไอ้บื้อ) นี่เถอะ การบ้านคณิตศาสตร์เธอต้องทำเสร็จแล้วแน่ๆ เลย รีบเอามาให้ฉันดูเป็นแนวทางหน่อยสิ!"

หลินอวี่ฝานที่เป็นหัวหน้าวิชาคณิตศาสตร์หันมาพูดกับเหมยเมิ่งเชี่ยนจากโต๊ะข้างหน้า

"อ้อ ได้ค่ะ"

เหมยเมิ่งเชี่ยนหยิบใบงานออกมา ส่วนเซ่าซว่ายที่อยู่ข้างหลังดูจะเริ่มไม่พอใจกับคำนิยามว่า "ไอ้บื้อ" จึงเถียงกลับไปว่า:

"หัวหน้าหลินครับ ผมไม่ใช่คนงี่เง่านะ นี่เขาเรียกว่าสติปัญญาครับ ใบงานประเภทการบ้านช่วงปิดเทอมแบบนี้ ปกติครูเขาก็แค่ให้ตรวจกันเองเท่านั้นแหละ ไม่มีใครเขามานั่งอ่านจริงจังหรอก"

หลินอวี่ฝานขี้เกียจจะต่อความยาวสาวความยืดกับเขา เธอรีบลอกการบ้านอย่างรวดเร็ว เพราะถ้าไม่รีบพอกริ่งคาบเรียนเสริมช่วงเช้าดัง ครูประจำชั้นก็จะเข้ามาแล้ว

แต่พอพูดถึงคาบเรียนเสริมช่วงเช้า เธอจึงหันไปมองที่โต๊ะของหลี่เหยียนแล้วถามเหมยเมิ่งเชี่ยนอย่างแปลกใจ

"เมิ่งเมิ่ง แล้วหลี่เหยียนล่ะ ไม่ได้มาพร้อมเธอเหรอคะ?"

"เขาอยู่ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตข้างล่างน่ะค่ะ"

เหมยเมิ่งเชี่ยนแสร้งตอบด้วยท่าทีที่เป็นธรรมชาติที่สุด ทั้งที่ความจริงในใจเธอยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องที่ฐานะเพื่อนทางจดหมายถูกเปิดเผยเมื่อวาน

เธอไม่รู้เลยว่าหลี่เหยียนไปรู้ความลับนี้มาได้ยังไง อยากจะถามใจจะขาดแต่ก็นึกเขินอายขึ้นมาเสียอย่างนั้น

การแสดงออกทุกอย่างของเธอล้วนอยู่ในสายตาของหลี่เหยียนอย่างทะลุปรุโปร่ง ส่วนเรื่องฐานะเพื่อนทางจดหมายนั้น...

ตอนที่เขารู้เข้า เขาก็รู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน และในขณะเดียวกันข้อสงสัยบางอย่างที่เคยมีในชาติก่อนก็ได้รับการไขปริศนาไปพร้อมกัน

หลี่เหยียนเดินหิ้วถุงขนมกลับเข้ามาในห้องเรียน เขายื่นน้ำส้มเสี่ยนเฉิงตัวให้เหมยเมิ่งเชี่ยนหนึ่งขวด

แล้วถึงได้รับการอนุญาตให้ผ่านทางเข้าไปนั่งที่ได้

ทันทีที่เขานั่งลง เสียงกริ่งคาบเรียนเสริมช่วงเช้าก็ดังขึ้นพอดี

หลี่เหยียนสัมผัสได้ชัดเจนเลยว่าความเร็วในการลอกการบ้านของเพื่อนๆ รอบตัวพุ่งสูงขึ้นทันที ลายมือเริ่มจะกลายเป็นเส้นยึกยือที่ดูไม่ออก บางคำนะ เขาพนันได้เลยว่าพอเขียนเสร็จแม้แต่คนเขียนเองก็คงจะอ่านไม่ออกแน่นอน

เขาหยิบหนังสืออ่านนอกเวลาเล่มหนึ่งออกมาจากโต๊ะของเหมยเมิ่งเชี่ยนแล้วเริ่มเปิดอ่าน

"ทำไมไม่ไปอ่านของตัวเองล่ะคะ!?"

หลี่เหยียนไม่พูดไม่จา เขาหยิบดินสอออกมา แล้วเขียนตัวอักษรสองตัวลงบนหน้าแรกของหนังสืออย่างสบายอารมณ์...

"มู่ชิง"

ซึ่งเป็นชื่อเล่นที่เป็นนามแฝงในการเขียนจดหมายของเธอ

พอเขียนเสร็จ หลี่เหยียนก็เลิกคิ้วใส่เธอหนึ่งที

เหมยเมิ่งเชี่ยนถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะใบหน้าแดงก่ำรีบคว้าหนังสือคืนไปทันที พลางแอบคิดในใจว่า:

ที่แท้ลายมือของฉันนี่เองที่เป็นตัวเปิดเผยฐานะ

หลี่เหยียนที่กลับชาติมาเกิดใหม่ มีทักษะด้านการเขียนพู่กันและลายมือที่เด็กหนุ่มหลี่เหยียนในวัยนี้ไม่มีทางเทียบได้เลย

การจะมองออกถึงความลับที่ซ่อนอยู่ในลายมือที่เด็กสาวจงใจปกปิดไว้นั้น มันไม่ใช่เรื่องยากลำบากอะไรสำหรับเขาเลยสักนิดเดียว

ในตอนนั้นเอง หลี่ผิงก็เดินเข้ามาในห้อง

อวี๋ปินรีบซุกการบ้านไว้ใต้หนังสือภาษาจีนทันที แล้วแสร้งทำเป็นนั่งอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ

หลี่ผิงไม่ได้สังเกตเห็นเขา แต่เขากลับเดินตรงไปยังมุมห้องแถวหลังสุด แล้วฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น เพื่อปลุกหูเหว่ยเหวินที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่ให้ตื่นขึ้น

"ลุกขึ้นยืนเดี๋ยวนี้! หูเหว่ยเหวิน นายมาโรงเรียนตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อที่จะมานอนเนี่ยนะ"

"อาจารย์ครับ ผมกำลังเรียนหนังสืออยู่ในฝันน่ะครับ พี่น่ะมาขัดจังหวะการเรียนของผมเข้าเสียแล้ว"

หูเหว่ยเหวินโพล่งออกมาตามสัญชาตญาณ ทันใดนั้นทั้งห้องก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทันที

ใบหน้าของหลี่ผิงมืดมนลงทันควัน "ออกไปยืนนอกห้อง!"

หูเหว่ยเหวินจึงจำต้องเดินออกไปยืนนอกห้องด้วยท่าทางที่ยังดูมึนๆ งงๆ

หลี่ผิงเดินขึ้นไปบนโพเดียมหน้าชั้นเรียน สายตากวาดมองไปรอบห้องก็รู้ทันทีว่ามีใครแอบทำอะไรอยู่บ้าง

"หัวเราะเข้าไป มีอะไรน่าขำนักหนา พวกเธอก็ไม่ได้ต่างอะไรจากเขานักหรอก!"

"ตอนนี้มันเวลาไหนกันแล้ว วันพุธถึงวันศุกร์สัปดาห์นี้จะมีสอบกลางภาคนะ ครูจะรอดูว่าพวกเธอแต่ละคนจะสอบได้กี่คะแนนกัน!"

หลี่ผิงตบโต๊ะเสียงดังปัง "ปีมัธยมสี่เป็นปีที่สำคัญที่สุด ต้องสร้างนิสัยที่ดีและวางรากฐานให้แน่น ถึงจะต่อยอดไปสู่ความสำเร็จในอนาคตได้!"

"ครูคงไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้แล้ว พวกเธอมาโรงเรียนไม่ใช่เพื่อที่จะมาเรียนหนังสือให้ครูดู แต่จงทำเพื่อตัวเองเถอะ!"

หลังจากตำหนิเสร็จ เขาก็เดินออกไปอบรมหูเหว่ยเหวินต่อข้างนอกห้อง

"นอนได้ทั้งวันทั้งคืน นายคิดว่าจะสอบได้กี่คะแนนกันเชียว? เอาแต่นอนอยู่นั่นแหละ อายุแค่นี้นายข่มตาหลับลงได้ยังไงกันหะ?"

"อาจารย์ครับ ตอนนี้ผมกำลังอยู่ในช่วงกำลังโตนะครับ มันเป็นช่วงที่ต้องนอนเยอะๆ ส่วนพี่น่ะแก่อล้ว เข้าสู่ช่วงวัยทองแล้วสิถึงได้นอนไม่หลับแบบนี้"

พอหูเหว่ยเหวินพูดจบ เพื่อนๆ ที่แอบฟังอยู่ริมหน้าต่างก็หลุดขำออกมาเสียงดัง

จางเหว่ยอุทานด้วยความนับถือ "พี่หูนี่ใจกล้าจริงๆ เลยนะนั่น เขาไม่กลัวโดนหลี่ผิงอัดหรือไงกัน!"

"ไม่หรอกครับ เดี๋ยวนี้เขาไม่ใช้ไม้เรียวสอนเด็กกันแล้ว ครูเขาก็กลัวโดนร้องเรียนเหมือนกันแหละ"

อวี๋ปินตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ "หลี่ผิงทำแบบนี้ก็ถือว่าทุ่มเทสุดๆ แล้วล่ะ พวกเราน่ะยังไม่ได้แยกสายการเรียนกันเลย ในมุมมองของหลายๆ คน เขาไม่ถือว่าเป็นนักเรียนของครูเขาด้วยซ้ำ"

"ก็จริงนะ" จางเหว่ยพยักหน้าเห็นด้วย "ฉันได้ยินมาว่ามีครูบางคนถูกร้องเรียนจนเริ่มจะเบื่อหน่ายและหมดไฟในการสอนไปแล้ว เขาจะไม่สนใจเลยว่านักเรียนจะเรียนหรือไม่เรียน เขาจะก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่สอนของเขาให้จบๆ ไปเท่านั้นเอง"

ระหว่างที่ทั้งคู่คุยเรื่องลี้ลับในวงการครู หลี่ผิงกับหูเหว่ยเหวินก็ได้ทำข้อตกลงร่วมกันที่ระเบียงทางเดินนอกห้อง

โดยกำหนดไว้ว่าหูเหว่ยเหวินห้ามหลับในเวลาเรียน ยกเว้นแต่ว่าคะแนนสอบจะติดอันดับหนึ่งในสิบของห้อง

ทว่าหลี่เหยียนรู้ดีว่า ข้อตกลงแบบลูกผู้ชายของหลี่ผิงมันใช้ไม่ได้ผลกับหูเหว่ยเหวินหรอก

ในชาติก่อน "เทพแห่งการนอน" คนนี้ก็นอนมาตลอดสองปีครึ่ง ไม่เคยสนใจคำพูดครูประจำชั้นเลยสักนิด คะแนนก็ทรงๆ อยู่ในระดับปานกลางมาตลอด

ทว่าในช่วงครึ่งปีสุดท้าย จู่ๆ เขาก็ฟิตขึ้นมาและทำคะแนนพุ่งกระฉูดจนติดอันดับหนึ่งในสิบของห้องได้หน้าตาเฉย

คาบแรก มีบางคนใช้พลังไปกับการปั่นการบ้านตอนเช้าจนหมดก๊อกเลยเริ่มเปิดโหมดนอนหลับ ส่วนหลี่เหยียนกำลังนั่งทำงานฝีมืออยู่เงียบๆ

คาบที่สอง ทุกคนเริ่มจะมีสติขึ้นมาบ้าง เพื่อนร่วมโต๊ะแสร้งทำเป็นเหลียวหน้ากลับมาอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อแอบดูเขาทำงานฝีมือ

ช่วงพักคาบใหญ่ ทุกคนพากันไปที่สนามกีฬาเพื่อฟังคุณลุงครูใหญ่พร่ามเรื่องไร้สาระ หลี่เหยียนในฐานะตัวแทนนักเรียนดีเด่นก็ได้ขึ้นไปยืนบนเวทีด้วย

ครั้งนี้สุนทรพจน์ที่เขาพูดน่ะเขาเขียนขึ้นมาเอง และแอบใส่แนวคิดส่วนตัว (กวนประสาท) ลงไปไม่น้อยเลยทีเดียว

หลี่เหยียนรู้สึกว่าการได้สั่งสอนคนอื่นเนี่ยมันก็น่าสนใจดีเหมือนกัน โดยเฉพาะในตอนที่อีกฝ่ายไม่มีโอกาสได้โต้ตอบกลับมาเลยแม้แต่คำเดียว

ในคาบที่สาม หลี่เหยียนก็ทำงานฝีมือเสร็จเรียบร้อยพอดี

เหมยเมิ่งเชี่ยนกับเย่ฮุ่ยต่างอดไม่ได้ที่จะหันมามอง

สิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะของหลี่เหยียนคือ เครื่องยิงลูกระเบิด ขนาดเท่าฝ่ามือที่ถูกแกะสลักขึ้นมาจากหยกแท้ๆ ทั้งชิ้น

ปากกระบอกปืนหยกที่สะท้อนประกายความมันวาวและเย็นเยียบ เล็งตรงไปที่หลี่จวินหลงที่กำลังยืนอ่านตำราอยู่บนโพเดียมหน้าชั้นเรียนพอดี

บนตัวลำกล้อง ด้านหนึ่งแกะสลักเป็นรูปนก บุปผา แมลง และมัจฉา ส่วนอีกด้านหนึ่งแกะสลักเป็นรูปผืนแผ่นดิน ขุนเขา และสายน้ำ

บนโพเดียม ครูสอนชีววิทยาหลี่จวินหลงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะแสร้งทำเป็นเดินลงจากโพเดียมมาหยุดยืนอ่านหนังสืออยู่ข้างล่างแทน

ส่วนเหตุผลที่เขาไม่ยึดของของหลี่เหยียนน่ะเหรอ ก็เพราะคนที่หนุนหลังเจ้าเด็กคนนี้คือครูใหญ่น่ะสิ

"ทำไมต้องแกะเป็นรูปไอ้นี่ด้วยล่ะคะ?" เหมยเมิ่งเชี่ยนสงสัย

"ผมอยากจะ 'ยิง' (ต่าเพ้า) น่ะครับ"

"เอ๋?!"

เพื่อนๆ ทั้งข้างหน้าและข้างหลังต่างพากันหันขวับมามองทันที นายนี่มันชักจะแปลกๆ ไปใหญ่แล้วนะ!

"ล้อเล่นน่ะครับ"

หลี่เหยียนยักไหล่ พลางหยิบดินสอออกมาแทงเข้าไปในปากกระบอกปืนแล้วหมุนไปมาสองสามครั้ง เพียงครู่เดียวดินสอก็ถูกเหลาจนแหลมเปี๊ยบ

"แล้วขี้เลื่อยล่ะคะ?"

"ถูกเก็บไว้ข้างในน่ะครับ ในเวลาที่จำเป็น มันสามารถ..."

อวี๋ปินที่อยู่แถวหลังแววตาเป็นประกายขึ้นมาทันที "สามารถเปลี่ยนเป็นลูกปืนยิงออกไปได้สินะครับ!"

"สามารถเทออกมาจากช่องข้างล่างนี้ได้น่ะครับ"

หลี่เหยียนเปิดช่องเล็กๆ ที่อยู่ใต้ฐานปืนออกมา แล้วเทขี้เลื่อยดินสอออกมาให้ดู

ทุกคน: "..."

เย่ฮุ่ยกลับรู้สึกว่ามันช่างดูสิ้นเปลืองชะมัด ด้วยความรู้ความเห็นของเธอ เธอย่อมมองออกว่าหยกในมือหลี่เหยียนน่ะมันเป็นหยกชั้นยอดเลยทีเดียว

การเอามาแกะสลักเป็นเครื่องเหลาดินสอรูปทรงอาวุธเนี่ย มันออกจะดูสิ้นเปลืองไปหน่อยนะ

ส่วนหลี่เหยียนน่ะเหรอ เขาทำไปเพื่อฆ่าเวลาเฉยๆ นั่นแหละ

และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือเพื่อทำภารกิจของระบบให้สำเร็จ—

ซึ่งเป็นภารกิจที่เขาเพิ่งจะพบตอนตื่นนอนเมื่อเช้านี้นี่เอง

เนื้อหาภารกิจมีดังนี้:

【เมื่อวานนี้ เจ้าพบว่าเพื่อนสมัยเด็กได้เห็นภาพเทพธิดาเหมยพบกับบิดาของนาง จนทำให้ในใจเกิดความรู้สึกเศร้าสร้อยเล็กน้อย จงมอบอาวุธวิเศษให้แก่นางชิ้นหนึ่งเพื่อเป็นการปลอบประโลม】

【รางวัล: ความชำนาญด้านค่ายกลอาคม】

เจ้าปืนใหญ่ในมือหลี่เหยียนนี่แหละคืออาวุธวิเศษที่เขาเตรียมจะมอบให้เธอ

ส่วนเรื่องที่ระบบบอกว่าแม่ยอดขมนัยน์ตาโตเศร้าสร้อยนั้น หลี่เหยียนจำได้ว่าเจียงอิ้งจู๋เคยบ่นออกมาประโยคหนึ่งว่า "พ่อคนอื่นหย่าแล้วเขาก็ไม่หาคนใหม่กันหรอก"

ทว่าครู่เดียวเธอก็ปรับอารมณ์กลับมาเป็นปกติได้แล้ว

"ที่เหลาดินสอเนี่ยนะ? นายนี่มีรสนิยมที่แปลกประหลาดจริงๆ เลย"

ในช่วงเย็น ที่ห้องเรียน เจียงอิ้งจู๋มองดูเครื่องยิงลูกระเบิดบนโต๊ะตัวเอง ความจริงเธอก็ชอบมันไม่น้อยเลยล่ะ แต่พอรู้ว่ามันคือที่เหลาดินสอเธอก็เริ่มจะหมดความสนใจไปเสียอย่างนั้น

หลี่เหยียนยิ้มบางๆ เขาเอื้อมมือไปบิดที่ตัวจุดชนวนปืน ทันใดนั้น เปลวไฟพุ่งปรี๊ดออกมาทันที

"ว้าว ไฟแช็กนี่นา!"

แววตาของเจียงอิ้งจู๋เป็นประกายระยิบระยับขึ้นมาทันที เธอเริ่มจะสนใจมันขึ้นมาแล้วจริงๆ

"ขอลองหน่อยสิ!"

เธอลองกดปุ่มเปิดปิดดูบ้าง ทันใดนั้นเปลวไฟก็พุ่งออกมาจริงๆ

ดวงตาของเจียงอิ้งจู๋สะท้อนภาพเปลวไฟที่ส่องสว่างโชติช่วง

"น่าสนใจแฮะ ว่าแต่หลักการทำงานของมันคืออะไรเหรอ?"

"เอิ่ม..." หลี่เหยียนนิ่งคิดไปอึดใจหนึ่งก่อนจะตอบว่า:

"ก็แค่กดปุ่ม เปลวไฟมันก็พุ่งออกมาแล้วไงครับ"

"อ้อ สมเหตุสมผลดีนะ"

เจียงอิ้งจู๋พยักหน้าเห็นด้วย เธอรู้สึกว่ามันก็น่าจะเป็นแบบนั้นแหละ

นักเรียนรอบๆ ที่จ้องดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นต่างพากันอึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน

ให้ตายสิ หลอกเด็กหรือไงกันน่ะ สงสัยหลี่เหยียนเองก็คงจะไม่รู้เหมือนกันล่ะมั้ง

พวกเขาทุกคนต่างพากันคิดว่านี่คือของที่หลี่เหยียนซื้อมา แต่ต้องยอมรับเลยว่ามันมีสไตล์ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใครจริงๆ

โดยเฉพาะพวกผู้ชาย ที่ต่างพากันอดใจไม่ไหวต้องรีบเดินมาสืบหาพิกัดร้านค้าจากหลี่เหยียน

"ทำเองเหรอครับ?! พี่ชาย ช่วยลงคลิปสอนหน่อยสิ พี่มีบัญชีในเว็บไซต์พีไม่ใช่เหรอครับ"

หลี่เหยียนใช้ข้ออ้างว่าต้องเรียนคาบเรียนเสริมช่วงค่ำเพื่อปฏิเสธไป เขาเหลือบมองที่ระบบ และเห็นข้อความแจ้งว่าภารกิจสำเร็จเรียบร้อยแล้ว

วิชาภาษาจีนในคาบเรียนเสริมช่วงค่ำ หลี่ผิงหิ้วปึกสมุดเรียงความเดินขึ้นมาบนโพเดียม แล้ววางมันลงอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง

"วันนี้คาบเรียนเสริมช่วงค่ำ เราจะมาคุยเรื่องเรียงความกันครับ"

พูดจบ เขาก็หยิบสมุดเรียงความของเซ่าซว่ายออกมา แล้วเริ่มอ่านเสียงดัง:

"ยอดพยัคฆ์พิทักษ์ดาวโรงเรียน!"

เขาสะบัดแขนอย่างแรง ปาสมุดเรียงความเล่มนั้นลงบนโต๊ะหน้าชั้นเรียน

"เซ่าซว่าย! ลุกขึ้นยืนเดี๋ยวนี้ นายนี่มันเขียนเรียงความประสาอะไรกันหะ?"

"นายนี่มันลูกไม่มีพ่อไม่มีแม่ (ตัวคนเดียว) เหรอ?! พ่อแม่ตายหมดแล้วเหรอ? ถูกเลี้ยงดูมาโดยชายแก่ลึกลับในป่าลึกที่ไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดเลยงั้นเหรอ? แล้วก็ต้องมาที่โรงเรียนเพื่อทำหน้าที่ปกป้องคุณหนูจากตระกูลมหาเศรษฐีที่เป็นดาวโรงเรียนเนี่ยนะ?"

"แถมยังต้องมาคอยพิทักษ์ (อยู่ติดตัว) อีก มาสิ มานี่ มาชี้ให้ครูดูหน่อยสิว่าในห้องเราเนี่ยมีคุณหนูจากตระกูลไหนที่ต้องการให้นายมาพิทักษ์อยู่ติดตัวบ้างหะ!?"

หลี่ผิงยังพูดไม่ทันจบ ภายในห้องเรียนก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเป็นระลอกๆ

"ฮ่าฮ่าฮ่า! จะขำตายอยู่แล้ว อาจารย์ครับระวังด้วยนะครับ เดี๋ยวเซ่าซว่ายจะแสยะยิ้ม (ท่าไม้ตายพระเอกนิยายกาก) ใส่พี่เอาได้นะ!" อวี๋ปินตะโกนแซว

"ระวังเขาจะแตะตัวพี่นะ แอบฝังลมปราณไว้ในร่างกาย พอวันรุ่งขึ้นพี่ก็อาจจะสิ้นใจได้ทันทีเลยนะ!" หลิวมิ่งที่อยู่แถวหลังพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเลียนแบบในนิยาย

"ไอ้...!"

เซ่าซว่ายชูนิ้วกลาง (นิ้วสยบมหาเทพ) ขึ้นมาหนึ่งนิ้ว แอบบ่นในใจว่าหลี่ผิงไม่เล่นตามบทเลยสักนิดเดียว เขาจำใจต้องลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนตอบไปว่า:

"อาจารย์ครับ จางเหว่ยนี่แหละครับคือคุณหนูดาวโรงเรียน!"

"ออกไปยืนข้างนอก! แล้วกลับไปเขียนเรียงความมาใหม่!"

หลี่ผิงนิ่งไปครู่หนึ่ง เขารู้สึกว่าแค่นี้ยังไม่สะใจพอ จึงสั่งเพิ่มว่า:

"เขียนมาสามเรื่อง ถ้าเขียนไม่จบ คาบเรียนเสริมช่วงค่ำคืนนี้ไม่ต้องกลับบ้าน"

จะมีเรื่องไหนที่ทำให้รู้สึกกระวนกระวายใจได้มากกว่าการถูกกักตัวหลังเลิกเรียนอีกล่ะ?

เมื่อคาบเรียนเสริมช่วงค่ำสิ้นสุดลง เหมยเมิ่งเชี่ยนจึงหันมาถามคำถามนี้กับหลี่เหยียน

"ก็การถูกเรียกผู้ปกครองมาพบไงครับ" หลี่เหยียนตอบ

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 140 - นายนี่มันลูกไม่มีพ่อแม่ (ตัวคนเดียว)

คัดลอกลิงก์แล้ว