- หน้าแรก
- หนึ่งเดียวใต้หล้า จอมเซียนผู้ใช้ชีวิตอย่างสโลว์ไลฟ์
- บทที่ 25 - พี่ชายจะเลี้ยงดูเธอเอง
บทที่ 25 - พี่ชายจะเลี้ยงดูเธอเอง
บทที่ 25 - พี่ชายจะเลี้ยงดูเธอเอง
บทที่ 25 - พี่ชายจะเลี้ยงดูเธอเอง
เจียงอิ้งจู๋ส่งเสียง "เหอะ" ออกมาทีหนึ่งพลางเดินไปยืนอีกข้างของน้าเย่
เธอใช้นิ้วชี้กรีดไปที่ข้างแก้มของหลี่เหยียนเพื่อเป็นการล้อเลียน นี่ถึงขั้นเรียกเขาว่า "คุณแม่" เลยงั้นเหรอ?
ไม่ต้องเอ่ยคำพูดใด ๆ เพียงแค่เห็นสายตาของเธอ เสียงในหัวของหลี่เหยียนก็ดังขึ้นมาทันที
มันต้องเป็นเสียงตะโกนที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ว่า—
"อายจัง ๆ ๆ!"
ส่วนเหมยเมิ่งเชี่ยนที่อยู่อีกด้านนั้นรู้สึกหน้าร้อนผ่าว เธอแอบค้อนใส่หลี่เหยียนทีหนึ่ง
ก่อนจะหันไปมองเย่เชี่ยนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
"คุณแม่คะ ทำไมแม่ถึงมาเจอกับหลี่เหยียนได้ล่ะ?"
เย่เชี่ยนยังมีท่าทีเป็นปกติ เพียงแต่สายตาไม่ได้มองไปที่ลูกสาว
"แม่เดินผ่านมาทางนี้พอดีจ้ะ แล้วทำเงินหล่นโดยไม่ระวัง โชคดีที่เพื่อนร่วมชั้นคนนี้ของลูกเก็บมาคืนให้"
"เงินหล่นเหรอคะ?"
เหมยเมิ่งเชี่ยนเหลือบมองกระเป๋าของแม่ เธอไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไหร่นักจึงทำปากยื่นออกมานิด ๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
เย่เชี่ยนแอบชำเลืองมองหลี่เหยียนด้วยความกระอักกระอ่วนเล็กน้อย แต่หลี่เหยียนกลับมีท่าทีปกติราวกับไม่รู้เห็นเรื่องอะไรทั้งสิ้น
ความจริงแล้วทันทีที่เหมยเมิ่งเชี่ยนทั้งสองคนเดินเข้ามาและเขาได้รู้ความสัมพันธ์ของพวกเธอกับคุณน้าคนนี้ เขาก็เดาได้ทันที แต่เขาจะไม่พูดอะไรออกมาเด็ดขาด
เพราะถ้าเขามีลูกสาวที่น่ารักและล้ำค่าขนาดนี้ เขาก็คงต้องคอยระแวดระวังเด็กผู้ชายที่อยู่รอบข้างเธอเหมือนกันนั่นแหละ
"ที่แท้คุณน้าก็เป็นคุณแม่ของเหมยเมิ่งเชี่ยนนี่เอง มิน่าล่ะครับเหมยเมิ่งเชี่ยนถึงได้ดูมีสง่าราศีขนาดนี้"
หลี่เหยียนเอ่ยชมออกมาประโยคหนึ่งเพื่อเปลี่ยนประเด็นสนทนา
ไม่มีผู้หญิงคนไหนหรอกที่จะไม่ชอบเวลาคนอื่นชมว่าตัวเองสวย ใบหน้าของสองแม่ลูกแซ่เย่พลันปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาทันที เพียงแต่เมื่อเทียบกับรอยยิ้มที่ดูนุ่มนวลและเปิดเผยของผู้เป็นแม่แล้ว รอยยิ้มของลูกสาวดูจะแฝงไปด้วยความเขินอายเสียมากกว่า
"หลี่เหยียนเองก็น่าตาหล่อเหลาไม่เบาเลยนะจ๊ะ"
เย่เชี่ยนบุ้ยปากไปที่หนังสือในมือ "อย่ามัวแต่ยืนคุยกันอยู่ตรงนี้เลยจ้ะ วันนี้หนังสือพวกนี้น้าจะซื้อให้เอง ถือว่าเป็นของขวัญที่เมิ่งเมิ่งมอบให้กับเพื่อนก็แล้วกันนะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เหยียนเหลือบมองเหมยเมิ่งเชี่ยนแวบหนึ่ง แต่ก็ยากที่จะปฏิเสธ และเขาก็ไม่อยากจะปฏิเสธน้ำใจนี้เสียด้วย
หลี่เหยียนหยิบหนังสือมาค่อนข้างเยอะ แต่ยังดีที่ส่วนใหญ่เป็นหนังสือคลาสสิกฉบับดั้งเดิม ราคาจึงไม่สูงนัก
ไม่เหมือนกับวรรณกรรมต่างประเทศบางเล่ม ที่พอเปลี่ยนคนแปลเป็นคนยุคปัจจุบัน ราคากลับพุ่งสูงกว่าฉบับแปลดั้งเดิมกว่าเท่าตัวเสียอีก!
แถมบางทีอาจจะเป็นผลงานการแปลส่งอาจารย์ของนักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์เสียด้วยซ้ำ ช่างเป็นการหลอกลวงที่น่าเจ็บใจนัก!
ตอนที่เดินออกจากร้านหนังสือ เย่เชี่ยนเห็นหลี่เหยียนกำลังปรึกษากับพนักงานเรื่องบริการส่งถึงที่บ้าน เธอจึงหันไปมองลูกสาวก่อนจะเบนสายตาไปทางเจียงอิ้งจู๋
"หนูเจียงจ๊ะ บ่ายนี้พวกหนูมีกิจกรรมอะไรกันต่อหรือเปล่า?"
"มีค่ะ! เห็นว่ามีร้านปิ้งย่างบุฟเฟต์เพิ่งเปิดใหม่ที่ย่านหยางกวงเฉิง พวกเรากะว่าจะไปลองชิมดูค่ะ น้าเย่กับเมิ่งเมิ่งไปด้วยกันไหมคะ?" เจียงอิ้งจู๋เอ่ยชวนด้วยความกระตือรือร้น
"เมิ่งเมิ่งไปเถอะจ้ะ พอดีตอนบ่ายแม่มีธุระนิดหน่อย" เย่เชี่ยนยิ้มบาง ๆ แต่ในใจกลับรู้สึกว่าหนูเจียงคนนี้มีพรสวรรค์ด้านการเข้าสังคมสูงกว่าที่เธอคิดไว้ตอนแรกเสียอีก
ขนาดเธอเพิ่งจะเรียกลูกสาวด้วยชื่อเล่นว่าเมิ่งเมิ่งเพียงคำเดียว อีกฝ่ายก็รู้จักเลือกใช้คำเรียกที่เหมาะสมตามทันที
ถึงแม้เย่เชี่ยนจะไม่ถือสาเรื่องรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ แต่การที่ถูกใส่ใจโดยที่ตัวเธอไม่ต้องบอกก่อน มันย่อมให้ความรู้สึกที่ต่างกัน
"ได้เลยค่ะ! เมิ่งเมิ่ง เดี๋ยวพวกเราเดินไปกันเลยนะ อยู่ใกล้ ๆ นี่เอง!" เจียงอิ้งจู๋รับคำทันที ทำให้เหมยเมิ่งเชี่ยนที่ในใจยังรู้สึกลังเลและเสียดายอยู่ลึก ๆ กลับมารู้สึกร่าเริงแจ่มใสขึ้นมาทันตา
"อื้อ! ได้เลยจ้ะ"
"เมิ่งเมิ่ง ลูกมานี่หน่อย แม่มีเรื่องจะคุยด้วยนิดนึงจ้ะ" เมื่อเห็นว่าเด็กสาวทั้งสองตกลงกันได้แล้ว เย่เชี่ยนก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
เหมยเมิ่งเชี่ยนจึงผละจากข้างกายเจียงอิ้งจู๋ชั่วคราวและเดินตามเย่เชี่ยนไปที่ด้านข้าง
"คุณแม่ มีเรื่องอะไรเหรอคะ?"
"เมิ่งเมิ่งจ๊ะ ไปพักที่บ้านคุณยายลำบากไหมลูก?" เย่เชี่ยนมองลูกสาวด้วยความเป็นห่วงพร้อมกับลูบผมเธอเบา ๆ
"ช่วงนี้แม่ต้องทำวิจัย เลยไม่ค่อยมีเวลาดูแลลูก ตอนนี้ลูกก็จบมัธยมต้นแล้ว การสอบที่สำคัญก็ผ่านพ้นไปแล้วด้วย ถ้าลูกอยู่บ้านคุณยายแล้วไม่สบายใจ ก็ย้ายมาอยู่กับแม่ก็ได้นะ เดี๋ยวแม่จะขับรถรับส่งลูกไปโรงเรียนเอง"
เมื่อได้ยินดังนั้น เหมยเมิ่งเชี่ยนก็ส่ายหน้าปฏิเสธ
เธอรู้ดีว่าแม่ต้องทำวิจัยทุกวัน แถมยังต้องคุมนักศึกษาปริญญาโทอีก งานยุ่งมากแน่นอน อีกอย่างมหาวิทยาลัยเป่ยหูก็อยู่ไกลจากตัวเมืองค่อนข้างมากด้วย
"ไม่เป็นไรค่ะคุณแม่"
เธอหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยท่าทางลังเล "หนูไม่อยากอยู่บ้านคุณยายแล้วละค่ะ หลานชายของคุณยายดูแปลก ๆ มีอยู่สองครั้งที่เขามาผลักประตูห้องหนูตอนกลางดึก"
เมื่อได้ยินเรื่องนี้ สีหน้าของเย่เชี่ยนก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที "ทำไมก่อนหน้านี้ลูกไม่บอกแม่ล่ะ?"
"ครั้งแรกหนูไม่ได้ติดใจอะไร คิดว่าเขาคงเดินผิดห้อง แต่เมื่อวานเขาก็มาผลักประตูอีกค่ะ"
"งั้นเอาไว้... ช่างมันเถอะ เดี๋ยวแม่จะลองหาดูนะ อีกสองสามวันนี้แม่จะเช่าห้องให้ลูกสักที่หนึ่ง เอาที่อยู่ใกล้ ๆ โรงเรียนนั่นแหละ ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนนี้ลูกก็มาอยู่กับแม่ไปก่อน" เย่เชี่ยนตัดสินใจทันที
เธอเคยเห็นหลานชายคนนั้นที่พี่ชายและพี่สะใภ้ฝากไว้ให้พ่อแม่เธอเลี้ยง เด็กคนนั้นทำตัวไม่รู้จักขอบเขต ชอบก่อเรื่องวุ่นวาย แถมตอนนี้ก็อายุสิบสามสิบสี่แล้วด้วย
เด็กผู้ชายในวัยนี้คิดอะไรอยู่ในหัว เย่เชี่ยนย่อมรู้ดีที่สุด
ลูกบ้านอื่นเธอจะไปยุ่งไม่ได้ แต่ลูกของเธอเอง เย่เชี่ยนต้องดูแลให้ดีที่สุด
"ค่ะ" เหมยเมิ่งเชี่ยนพยักหน้า ดวงตาเป็นประกาย
"เอาละ เรื่องก็มีแค่นี้จ้ะ แม่ต้องกลับไปจัดการธุระที่มหาวิทยาลัยต่อ วันนี้คงอยู่เป็นเพื่อนลูกได้แค่ครึ่งวัน" เย่เชี่ยนพูดด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย
"เงินที่แม่ให้ไปก็อย่ามัวแต่ประหยัดล่ะ เวลาอยู่กับเพื่อนก็ใจกว้างหน่อยนะลูก"
"รับทราบค่ะ"
"งั้นไปเถอะ พวกเขาก็รออยู่นานแล้ว"
เหมยเมิ่งเชี่ยนพยักหน้าและโบกมือลาแม่ ก่อนจะรีบวิ่งกลับมาหาเจียงอิ้งจู๋และหลี่เหยียน
"ไปกันเถอะจ้ะ ขอโทษที่ให้รอนะ"
"นั่นสินะ งั้นจะทำยังไงดีล่ะ?" เจียงอิ้งจู๋เขยิบเข้าไปกระซิบข้างหูเธอพลางกอดคอเดินไปข้างหน้าพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
"เอ่อ..."
"งั้นทำโทษโดยการให้เธอเป็นคนปิ้งเนื้อให้พวกเรากินก็แล้วกัน" หลี่เหยียนเสนอ
"ใช่เลย!" ดวงตาของเจียงอิ้งจู๋เป็นประกาย "เอาตามนั้นแหละ"
เหมยเมิ่งเชี่ยนที่แอบกังวลอยู่ในใจลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะพยักหน้าอย่างจริงจัง "ได้จ้ะ"
"เมิ่งเอ๋ย เธอเนี่ยดูซื่อบื้อเหมือนพวกเด็กเรียนดีในหนังที่ยอมให้คนอื่นแกล้งยังไงอย่างงั้นเลยนะ" เจียงอิ้งจู๋ถอนหายใจพร้อมกับหยิกแก้มเธอเล่น
เหมยเมิ่งเชี่ยนหน้าแดงระเรื่อ "เธอพูดเรื่องอะไรของเธอเนี่ย!"
หลี่เหยียนที่เดินเนิบนาบอยู่ด้านนอกถึงกับปากกระตุกเบา ๆ
"อย่าไปสนใจยัยนี่เลย ว่าแต่เมื่อกี้คุณน้าคุยอะไรกับเธองั้นเหรอ เห็นเธอกลับมาแล้วดูไม่ค่อยร่าเริงเท่าไหร่ ถ้าไม่สะดวกบอกก็ไม่เป็นไรนะ"
เมื่อได้ยินคำถาม เหมยเมิ่งเชี่ยนก็ส่ายหน้า "ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกจ้ะ หนูแค่ไม่อยากอยู่บ้านคุณยายแล้ว คุณแม่เลยบอกว่าจะเช่าห้องข้างนอกโรงเรียนให้"
"เอ๊ะ!" เจียงอิ้งจู๋เลิกคิ้วขึ้น "จะว่าไปพวกเรายังไม่รู้เลยนะว่าเมิ่งเมิ่งสอบเข้าโรงเรียนไหน?"
"มัธยมหกจ้ะ"
"ช่างบังเอิญจริง ๆ พวกเราก็ที่นั่นเหมือนกัน งั้นมาแชร์ห้องอยู่ด้วยกันไหมล่ะ!"
"เอ๊ะ? พวกเธอไม่ได้อยู่หอในเหรอ?" เหมยเมิ่งเชี่ยนรู้สึกแปลกใจ ที่เธอไม่อยู่หอในเป็นเพราะผู้ปกครองไม่นุญาต
"ไม่จ้ะ พวกเราอยู่ข้างนอก เธอมาอยู่กับฉันก็ได้นะ จะได้ไม่ต้องไปเช่าใหม่ให้เปลือง" เจียงอิ้งจู๋ตบบ่าเธอพร้อมกับพูดด้วยท่าทางห้าวหาญว่า "เดี๋ยวพี่ชายคนนี้จะเลี้ยงดูเธอเอง"
เหมยเมิ่งเชี่ยนเริ่มชินกับคำพูดที่น่าตกใจของเพื่อนสาวแล้ว จึงแกล้งตามน้ำถามรายละเอียดต่อ
จากนั้นภายใต้การพูดคุยแบบไม่มีหมกเม็ดของเจียงอิ้งจู๋ เธอก็ได้รับรู้ถึงสถานการณ์ที่พักปัจจุบันของเจียงอิ้งจู๋และหลี่เหยียน
หลี่เหยียนที่อยู่ด้านนอกกลับแทรกคำพูดเข้าไปไม่ได้เลย ดูเหมือนว่าชั่วพริบตาเดียว ยัยเพื่อนสมัยเด็กของเขาก็กำลังจะทำเรื่องใหญ่สำเร็จเสียแล้ว!
ได้เป็นเพื่อนบ้านกับแสงจันทร์ขาวในชาติก่อนงั้นเหรอ?
ฟังดูก็ไม่เลวเหมือนกันแฮะ
หลี่เหยียนลูบคางพลางเลือกที่จะเงียบต่อไป
"หนูต้องไปปรึกษากับคุณแม่ก่อนน่ะจ้ะ"
เมื่อมาถึงร้านปิ้งย่างบุฟเฟต์ เหมยเมิ่งเชี่ยนก็เอ่ยขึ้น
"ไม่มีปัญหาจ้ะ เธอเชิญคุณน้ามาเยี่ยมที่บ้านฉันได้เลย เดี๋ยวให้หลี่เหยียนเป็นคนทำกับข้าวให้กิน"
?
หลี่เหยียนเอียงคอสงสัย สรุปนี่ผมกลายเป็นพ่อครัวไปแล้วใช่ไหมเนี่ย?
"ทำไมล่ะ หรือว่าฉันทำกับข้าวเป็น?" เจียงอิ้งจู๋ถลึงตาใส่
"จริงด้วย ยัยหมูจู๋น่ะเก่งแต่เรื่องกิน" หลี่เหยียนเห็นด้วย
ตอนแรกเจียงอิ้งจู๋ยังตามไม่ทัน แต่แล้วเธอก็พบว่าหมอนี่กำลังหลอกด่าเธออยู่!
"หน็อย! รับการพุ่งชนสุดป่าเถื่อนของฉันไปซะ!"
(จบแล้ว)