- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นดาบ ใครถือข้าถ้าไม่เทพก็ต้องตายโหง
- บทที่ 1040 - ครอบครัวของหูเฟย
บทที่ 1040 - ครอบครัวของหูเฟย
บทที่ 1040 - ครอบครัวของหูเฟย
บทที่ 1040 - ครอบครัวของหูเฟย
ดาบโลหิตชาดเอ่ยขึ้น "ดาบโลหิตชาดอยู่ในมือของเจ้า เจ้าจะใช้งานมันอย่างไรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของเจ้านั่นก็เป็นเรื่องของเจ้า!"
"ข้าเข้าใจแล้ว!"
ติงเฟิ่งอวิ๋นเข้าใจความคิดของจิตวิญญาณแห่งดาบดี
ในสายตาของเขาจิตวิญญาณแห่งดาบวางตัวเป็นกลาง
ไม่ช่วยเหลือผู้ถือครองดาบและไม่ทำร้ายผู้ถือครองดาบ ดาบโลหิตชาดอยู่ในมือของผู้ถือครองจะสามารถบรรลุเป้าหมายใดได้บ้างนั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ถือครองดาบเอง!
ซึ่งติงเฟิ่งอวิ๋นก็ต้องการการแสดงจุดยืนเช่นนี้จากจิตวิญญาณแห่งดาบพอดี
ในฐานะที่เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ บ่อยครั้งที่เขาไม่ไว้หน้าแม้กระทั่งองค์ฮ่องเต้!
เขาไม่ชอบให้ใครมาคอยสั่งการ ตราบใดที่จิตวิญญาณแห่งดาบไม่เข้ามาขัดขวางการกระทำของเขาแถมยังให้ความร่วมมืออยู่บ้างเล็กน้อย เพียงเท่านี้ติงเฟิ่งอวิ๋นก็รู้สึกพึงพอใจมากแล้ว
หลังจากปล้นชิงทรัพยากรจากพื้นที่ของตระกูลหลิวเสร็จสิ้น ตระกูลติงก็เริ่มเดินหน้าเข้ายึดครองกิจการทุกแห่งของตระกูลหลิวด้วยความรวดเร็ว
เนื่องจากขาดเสาหลักที่เป็นยอดฝีมือระดับสูงทั้งจากสายหลักและสายรองของตระกูลหลิว กิจการส่วนใหญ่ของตระกูลหลิวจึงถูกตระกูลติงเข้าเทคโอเวอร์ได้อย่างง่ายดาย
ในระหว่างนั้นตราบใดที่พบว่าเป็นคนของตระกูลหลิว ตระกูลติงก็จัดการสังหารทิ้งอย่างไม่ปรานี
ครึ่งเดือนต่อมาผู้อาวุโสสองติงจื้ออันได้เข้ามารายงานผลการดำเนินงานให้ติงเฟิ่งอวิ๋นรับทราบ
เมื่อได้รับรู้ถึงผลประโยชน์คร่าวๆ ที่ตระกูลติงได้รับ ติงเฟิ่งอวิ๋นก็ฉีกยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ
ในฐานะผู้ชายหัวโบราณคนหนึ่ง ติงเฟิ่งอวิ๋นย่อมให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของตระกูลอย่างมากเช่นกัน!
"สถานการณ์โดยรวมของตระกูลติงเป็นอย่างไรบ้าง?"
"คนส่วนใหญ่ในตระกูลติงต่างก็พากันสรรเสริญอดีตผู้นำตระกูล ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอดีตผู้นำตระกูลปราดเปรื่องเก่งกล้า เป็นผู้นำตระกูลที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ของตระกูลติงเลยขอรับ!"
"ยังมีบางคนบอกด้วยว่าอยากจะปลดผู้นำตระกูลคนปัจจุบันลง แล้วเชิญอดีตผู้นำตระกูลกลับมาบริหารจัดการตระกูลอีกครั้ง!"
ติงเฟิ่งอวิ๋นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะถามติงจื้ออัน "เรื่องที่ข้าสั่งเจ้าไปคราวก่อน เจ้าจัดการเรียบร้อยแล้วหรือยัง?"
"อดีตผู้นำตระกูลหมายถึงเรื่องของครอบครัวหูเฟยใช่หรือไม่ขอรับ?"
"ใช่ ครอบครัวของเขาเจ้าไปเชิญตัวมาแล้วหรือยัง?"
ผู้อาวุโสสองก้มหน้าลงพลางเอ่ยด้วยความระมัดระวัง "เชิญมาแล้วขอรับ แต่ว่ามีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้นนิดหน่อย!"
"เรื่องผิดพลาดรึ?" สีหน้าของติงเฟิ่งอวิ๋นพลันเย็นเยียบลงในพริบตา "ผิดพลาดเรื่องอะไร?"
"หลานชายของหูเฟย...ตายแล้วขอรับ!"
ติงเฟิ่งอวิ๋นกัดฟันแน่นพลางเค้นเสียงถามทีละคำ "ตายได้อย่างไร? ฝีมือใคร!"
หลังจากที่ติงเฟิ่งอวิ๋นกลับมาถึงตระกูล เขาก็ไปหาผู้อาวุโสสองติงจื้ออันทันที สั่งให้ติงจื้ออันไปรับตัวครอบครัวของหูเฟยมาดูแลให้ดี
แต่เมื่อมาถึงตระกูลติง ติงเฟิ่งอวิ๋นถึงเพิ่งรู้ว่าครอบครัวของหูเฟยถูกส่งตัวไปเป็นผู้คุ้มกันกิจการสายรองของตระกูลติงตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อนแล้ว
ถ้าว่ากันตามกฎระเบียบแล้วเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร
หลังจากที่หูเฟยติดตามติงเฟิ่งอวิ๋นออกจากกองทัพมารโลหิต เขาก็ได้เข้ามาอยู่ในตระกูลติงในฐานะข้ารับใช้ประจำตระกูลอยู่แล้ว
ส่วนลูกชายของหูเฟยก็เดินตามรอยผู้เป็นพ่อ กลายมาเป็นข้ารับใช้ประจำตระกูลติงเช่นเดียวกัน
ในฐานะข้ารับใช้ประจำตระกูล การถูกส่งตัวไปเป็นผู้คุ้มกันกิจการของตระกูลติงจึงถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องและไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น!
แต่ปัญหาคือหลานชายของหูเฟยคนนั้น...กลับตายเสียแล้ว!
ติงเฟิ่งอวิ๋นยังจำได้ดีว่าก่อนตายหูเฟยยังคงพะวงและคิดถึงแต่หลานชายหัวแก้วหัวแหวนของเขา!
ติงจื้ออันกระซิบตอบ "ข้าสืบสวนเรื่องนี้แล้วขอรับ หลานชายของหูเฟยมีชื่อว่าหูเว่ย หูเว่ยมีพรสวรรค์ด้านวิถียุทธ์ที่ไม่เลวเลย เมื่อไม่นานมานี้หูเว่ยต้องการจะเข้าร่วมสำนักเจ็ดพิฆาต แต่ทว่าการทดสอบเข้าสำนักเจ็ดพิฆาตนั้นยากลำบากมาก หูเว่ยพลาดท่าเสียชีวิตในระหว่างการทดสอบเข้าสำนักขอรับ!"
"เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่?"
"ประมาณหนึ่งเดือนก่อนที่อดีตผู้นำตระกูลจะกลับมาขอรับ!"
"แล้วคนอื่นๆ ในครอบครัวของหูเฟยล่ะ?"
"ภรรยาของหูเฟยเสียชีวิตไปแล้วขอรับ ส่วนลูกชายกับลูกสะใภ้ยังมีชีวิตอยู่...อ้อ หูเว่ยยังมีน้องสาวอีกคนหนึ่งชื่อว่าหูซือซือขอรับ!"
"ที่แท้ตาเฒ่าหูก็ยังมีหลานสาวอีกคนรึนี่!" ติงเฟิ่งอวิ๋นถอนหายใจยาว "เขาไม่เห็นเคยเล่าให้ข้าฟังเลย!"
"มีขอรับ!"
"ดีมาก เจ้าไปพาตัวพวกเขามาพบข้าหน่อยสิ ข้าอยากเจอพวกเขา!"
"ขอรับ!"
ในเมื่อหลานชายของหูเฟยตายไปแล้ว
นั่นก็สุดวิสัยจริงๆ ติงเฟิ่งอวิ๋นไม่สามารถชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนชีพกลับมาได้
แต่เห็นแก่หน้าของหูเฟย เขาย่อมต้องดูแลลูกหลานของหูเฟยให้เป็นอย่างดีแน่นอน
ไม่นานนักติงจื้ออันก็พาคนตระกูลหูทั้งสามคนมาอยู่เบื้องหน้าติงเฟิ่งอวิ๋น
"คารวะอดีตผู้นำตระกูล!"
"คารวะอดีตผู้นำตระกูล!"
"..."
"พวกเจ้าเงยหน้าขึ้นมาสิ ให้ข้าดูหน้าพวกเจ้าหน่อย!"
คนตระกูลหูทั้งสามเงยหน้าขึ้นด้วยความประหม่า เพื่อให้ติงเฟิ่งอวิ๋นพิจารณา
หูจี้ลูกชายของหูเฟยมีเค้าโครงใบหน้าคล้ายคลึงกับหูเฟยถึงเจ็ดส่วน อายุราวๆ สามสิบกว่าปี มีพลังอยู่ระดับปราณแท้จริงขั้นกลาง พรสวรรค์ด้านวิถียุทธ์ถือว่าค่อนข้างย่ำแย่!
ภรรยาของหูจี้เป็นหญิงสาวชาวบ้านในละแวกนี้ ซึ่งก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร
ส่วนหูซือซือหลานสาวของหูเฟยนั้นยังเป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อยวัยเก้าขวบ สวมเสื้อผ้าฝ้ายลายดอกไม้ ถักเปียเล็กๆ ไว้บนศีรษะ ใบหน้าดูจิ้มลิ้มน่ารักน่าเอ็นดู
"มีเรื่องหนึ่งที่ข้าจำเป็นต้องบอกพวกเจ้าด้วยตัวเอง!" ติงเฟิ่งอวิ๋นเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง "หูเฟยตายแล้ว!"
ดวงตาของหูจี้พลันแดงก่ำ
"แต่หูเฟยคอยรับใช้ดูแลข้ามานานหลายปี ต่อให้ไม่มีความดีความชอบก็ยังมีความเหนื่อยยาก!" ติงเฟิ่งอวิ๋นมองไปยังคนตระกูลหูทั้งสามแล้วกล่าวว่า "พวกเจ้าเป็นลูกหลานของเขา ข้าจะมอบสิทธิพิเศษและดูแลพวกเจ้าอย่างเหมาะสม!"
"ขอบพระคุณอดีตผู้นำตระกูลขอรับ!"
"ลองบอกมาสิ ขอเพียงแค่ไม่เกินเลยจนเกินไป ข้าก็จะพิจารณาคำขอของพวกเจ้า!"
หูจี้ก้มหน้านิ่งไม่ยอมปริปากพูด ดูเหมือนว่าเขาจะรู้สึกลำบากใจ
แต่ทว่าภรรยาที่อยู่ข้างๆ เขากลับส่งสายตาเป็นนัยน์บอกอะไรบางอย่าง
ติงเฟิ่งอวิ๋นยิ้มพลางกล่าวว่า "สะใภ้ตระกูลหู หูจี้อาจจะยังนึกไม่ออกในตอนนี้ เจ้าเป็นภรรยาของเขา ลองบอกข้ามาสิ!"
ภรรยาของหูจี้มีท่าทีขัดเขินเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นเมื่อได้รับสายตาให้กำลังใจจากติงเฟิ่งอวิ๋น "อดีตผู้นำตระกูลเจ้าคะ พอจะย้ายพวกเรากลับมาได้หรือไม่เจ้าคะ ข้าหวังอยากให้หูจี้ได้กลับมาเป็นผู้คุ้มกันที่ตระกูลติงเจ้าค่ะ!"
การเป็นผู้คุ้มกันที่บ้านหลักของตระกูลติง กับการเป็นผู้คุ้มกันตามกิจการของตระกูลติงที่อื่น
มันเป็นเรื่องที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง!
ผู้คุ้มกันที่บ้านหลักของตระกูลติงนั้น ย่อมเป็นผู้คุ้มกันที่ปลอดภัยที่สุด ได้รับผลตอบแทนดีที่สุด และมีสถานะสูงที่สุดในตระกูลติงอย่างแน่นอน!
หูเฟยมีบุญคุณอันใหญ่หลวงต่อเขา
เรื่องแค่นี้ติงเฟิ่งอวิ๋นย่อมจัดการให้เขาได้สบายมาก
"ได้สิ ให้เขารั้งอยู่ที่นี่เป็นผู้คุ้มกันก็แล้วกัน!" ติงเฟิ่งอวิ๋นยิ้มพลางกล่าว "เดี๋ยวข้าจะไปบอกกล่าวกับติงอี้ปินไว้ให้!"
"ขอบพระคุณอดีตผู้นำตระกูลเจ้าค่ะ!"
"ขอบพระคุณอดีตผู้นำตระกูลขอรับ!"
คนตระกูลหูต่างก็รู้ดีว่าติงเฟิ่งอวิ๋นยอมดูแลพวกเขาเช่นนี้ก็เพราะเห็นแก่หน้าของหูเฟย
ทว่ามารยาทที่พึงมีพวกเขาก็เข้าใจเป็นอย่างดี!
"ข้าจะยกกิจการร้านค้าให้พวกเจ้าอีกแห่งหนึ่งด้วยก็แล้วกัน!" ติงเฟิ่งอวิ๋นยิ้มแล้วกล่าวต่อ "วันหน้าหากลูกสาวของพวกเจ้าออกเรือนไปก็จะได้มีสินสอดติดตัว ถือเป็นทรัพย์สินชิ้นหนึ่งให้พวกเจ้านำไปบริหาร"
"เช่นนี้จะได้หรือขอรับ?"
"ไม่เป็นไรหรอก หูเฟยติดตามข้ามานานหลายปี ตั้งแต่อยู่ในกองทัพมารโลหิตจนกระทั่งข้าปลดประจำการ จนถึงเมื่อไม่นานมานี้ ก่อนตายสิ่งที่เขาเป็นห่วงมากที่สุดก็คือพวกเจ้านี่แหละ!"
เมื่อได้ยินคำพูดของติงเฟิ่งอวิ๋น ชายชาตรีอย่างหูจี้ก็ถึงกับขอบตาชื้นรื้น
และภรรยาของหูจี้เองก็กำลังปาดน้ำตาอยู่เช่นกัน
"นี่คือลูกสาวของพวกเจ้าใช่ไหม?"
"ใช่แล้วขอรับอดีตผู้นำตระกูล นางมีชื่อว่าหูซือซือขอรับ!" ภรรยาของหูจี้รีบหันไปบอกหูซือซือ "ซือซือ รีบทำความเคารพอดีตผู้นำตระกูลสิลูก"
"สวัสดีเจ้าค่ะท่านอดีตผู้นำตระกูล!"
ท่าทางการทำความเคารพของหูซือซือนั้นถูกต้องตามแบบแผนทุกประการ!
"อืม ซือซือเด็กดี!"
ติงเฟิ่งอวิ๋นยิ้มแล้วเอ่ยถาม "ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะเคยอบรมสั่งสอนนางมาสินะ?"
"ใช่ขอรับ พวกเราอยากจะส่งซือซือเข้ามาทำงานที่จวนตระกูลติงขอรับ!" หูจี้กล่าว "ข้ามีพรสวรรค์ด้านวิถียุทธ์ที่จำกัด ข้าเกรงว่าหากวันใดที่พวกเราล้มหายตายจากไปซือซือจะไม่มีคนดูแล ก็เลยอยากให้นางได้เรียนรู้มารยาท เผื่อว่าวันหน้าจะได้หางานทำในตระกูลติงได้ขอรับ"