- หน้าแรก
- ย้อนเวลามาเป็นหมอยุค 50 พร้อมระบบสุ่มของวิเศษ
- บทที่ 250 - ลูกคนที่สาม ลูกคนที่สี่ ลูกคนที่ห้า
บทที่ 250 - ลูกคนที่สาม ลูกคนที่สี่ ลูกคนที่ห้า
บทที่ 250 - ลูกคนที่สาม ลูกคนที่สี่ ลูกคนที่ห้า
บทที่ 250 - ลูกคนที่สาม ลูกคนที่สี่ ลูกคนที่ห้า
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
จริงๆ แล้วหลี่หยวนยังมีความไม่เข้าใจเกี่ยวกับโลกใบนี้อยู่อีกมาก
โลกใบนี้ มีความยุติธรรมอยู่จริงเหรอ มีความถูกต้อง และมีสิ่งที่เรียกว่าค่านิยมสากลอยู่จริงหรือ
ใครๆ ก็บอกว่าคนอังกฤษเป็นสุภาพบุรุษผู้เจริญแล้ว บอกว่าพวกเขามีท่วงท่าสง่างาม มีมารยาท และมีความรู้
แต่พวกเขาเคยก่อสงครามมาแล้วกี่ครั้ง เข่นฆ่าผู้คนไปเท่าไหร่ ปล้นชิงและทำลายความมั่งคั่งไปมากแค่ไหน
อาศัยความมั่งคั่งเหล่านั้น มาพัฒนาเทคโนโลยี กลายเป็นประเทศมหาอำนาจ แล้วก็กลายเป็นสุภาพบุรุษผู้เจริญแล้วงั้นหรือ
ต่อให้เรื่องพวกนั้นจะกลายเป็นอดีต เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษของพวกเขาทำ แต่ลองดูในพิพิธภัณฑ์ของพวกเขาสิ ของที่ปล้นชิงมาจากสงครามวางโชว์หราอยู่นั่น ถ้าเจริญแล้วจริงๆ ไม่สมควรจะคืนให้ผู้เสียหายหรอกหรือ
ความเจ็บปวดที่เคยก่อไว้ ไม่สมควรจะชดใช้หรอกหรือ
ไม่เลย พวกเขาไม่มีแม้แต่คำขอโทษ เหล่าสุภาพบุรุษผู้เจริญไม่ยอมรับด้วยซ้ำ แถมยังออกกฎหมายห้ามคืนอีกต่างหาก
ยังมีอเมริกาที่เป็นพวกเดียวกัน ก่อนหน้านี้ก็สนับสนุนฮิตเลอร์ ปั่นป่วนจนยุโรปลุกเป็นไฟ
ต่อมาก็สนับสนุนญี่ปุ่น ถ้าไม่มีเหล็ก น้ำมัน และยางพาราจากอเมริกา ถ้าไม่มีวอลล์สตรีทช่วยออกพันธบัตรสงครามให้ญี่ปุ่น ด้วยทรัพยากรและทุนรอนอันน้อยนิดของปีศาจญี่ปุ่น พวกเขาจะเอาอะไรมาเปิดศึกสงครามเต็มรูปแบบ จะเอาอะไรมาทำบาปกรรมอันยิ่งใหญ่ปานนั้น
พอเห็นว่าปีศาจญี่ปุ่นเริ่มเป็นภัยคุกคามลูซอน พี่กันถึงได้ยอมหยุดหาเงินจากสงครามอย่างเสียไม่ได้ ระงับการส่งยางพาราและน้ำมัน ปีศาจญี่ปุ่นโมโห บุกถล่มเพิร์ลฮาร์เบอร์ พี่กันถึงได้ลงสนามมาจัดการกับปีศาจญี่ปุ่น
สุดท้ายกลับกลายเป็นประภาคารและผู้กอบกู้ในสายตาคนนับไม่ถ้วน
เอาเถอะ เรื่องใหญ่ระดับชาติ หลี่หยวนที่เป็นแค่คนธรรมดากระจอกๆ ไม่มีสิทธิ์ตั้งคำถาม ความรู้น้อยนิด ก็ไม่คู่ควรที่จะเข้าใจ
แต่ไอ้พวกสารเลวที่ขายฝิ่นพวกนั้นล่ะ
อย่างไรเสียพวกมันก็คือพวกชั่วร้ายใช่ไหม
ตระกูลหม่าที่รังแกหลี่ซือ เป็นพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเกาะฮ่องกง ขายยาพิษไปมากกว่าเจ็ดร้อยตัน เป๋หาวที่โด่งดัง ยังปล่อยของไปแค่สี่ตันเอง
ทำให้คนตั้งเท่าไหร่ต้องบ้านแตกสาแหรกขาด
แต่ตระกูลหม่ากลับไม่ได้รับผลกรรมใดๆ ตามประวัติศาสตร์ พี่น้องตระกูลหม่าสองคนจะหนีไปใช้ชีวิตสุขสบายที่ไต้หวัน เอาเงินที่ได้จากการขายฝิ่นไปกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก ส่วนลูกหลานก็ดูแลกิจการหนังสือพิมพ์ตงฟางรื่อเป้าในฮ่องกง กลายเป็นหนังสือพิมพ์อันดับหนึ่งของเกาะฮ่องกงติดต่อกันถึงยี่สิบสามสิบปี กอบโกยกำไรเป็นกอบเป็นกำ
ที่น่าสังเกตคือ พวกเขาไม่ได้ตั้งตัวด้วยวิธีปกติ แต่ใช้อิทธิพลมืด บังคับให้แผงหนังสือทั่วฮ่องกงต้องรับหนังสือพิมพ์ตงฟางรื่อเป้าของพวกเขาไปขาย แถมยังตีพิมพ์ข่าวปลอม ใส่ร้ายป้ายสี และสร้างข่าวช็อกโลกแบบไร้ขีดจำกัดเพื่อดึงดูดความสนใจ
ต้นตำรับหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ไร้จรรยาบรรณของฮ่องกง ก็คือหนังสือพิมพ์ตงฟางรื่อเป้าของตระกูลหม่านี่แหละ
แน่นอนว่าตระกูลหม่าก็คงไม่คาดคิดเหมือนกันว่า อีกยี่สิบปีต่อมา หนังสือพิมพ์ตงฟางรื่อเป้าจะถูกหนังสือพิมพ์ผิงกั่วเป้าซึ่งเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง ใช้การปล่อยข่าวลือที่ไร้จรรยาบรรณยิ่งกว่ามาล้มแชมป์
และสมรภูมิแจ้งเกิดของหนังสือพิมพ์ผิงกั่วเป้า ก็คือตึกหมิงเยว่โหลวของหลี่แตงกวา
จุ๊
ตระกูลหม่าทำชั่วสารพัด แต่พี่น้องตระกูลหม่าทั้งสองคนกลับตายดี แถมตอนตายยังจัดงานศพอย่างใหญ่โต มีคนจากทุกวงการมาร่วมส่งวิญญาณเป็นครั้งสุดท้าย
ลูกหลานล้วนกลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้าน ถึงลูกคนหนึ่งจะพิการ ก็ยังสามารถแต่งงานกับดาราดังมาเป็นภรรยาได้
ความยุติธรรมและกฎแห่งกรรมในเรื่องนี้ มันอยู่ที่ไหนกันล่ะ
หลี่หยวนไม่รู้ และก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าสวรรค์ต้องการสื่อถึงอะไร
ถึงอย่างไร แม้แต่ไอ้สารเลวฮิโรฮิโตะก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึงแปดสิบแปดปี
ขอร้องสวรรค์ไม่ได้ ก็ต้องพึ่งพาตนเอง
ถ้าตระกูลหม่าไม่มายุ่งกับหลี่ซือ ก็คงปล่อยผ่านไปได้
ในเมื่อกล้ามาแหยม ก็สมควรแล้วที่ครอบครัวของเขาจะต้องรับกรรมอย่างที่ควรจะเป็น
ครึ่งชั่วโมงต่อมา หลี่หยวนหยุดยืนอยู่หน้าบ้านเดี่ยวสุดหรูหลังหนึ่งในเขตเกาลูนถง ใบหน้าเรียบเฉยมองทะลุแมกไม้ไปยังคฤหาสน์ที่เปิดไฟสว่างไสว
พลิกมือครั้งหนึ่ง หน้ากากฉีเทียนต้าเซิ่งก็ปรากฏขึ้นในมือ จากนั้นเขาก็สวมมันลงบนใบหน้า
พริบตาเดียว ร่างของเขาก็หายวับไป
ชุมชนแห่งนี้มีความหนาแน่นของบ้านหรูค่อนข้างต่ำและมีความเป็นส่วนตัวสูง
แต่ทว่าในคืนนี้ บรรดาเศรษฐีในละแวกนั้นกลับประหลาดใจ ว่าทำไมตระกูลหม่าถึงจุดประทัดนานขนาดนั้น
ตอนนี้เกาะฮ่องกงสั่งห้ามจุดดอกไม้ไฟและประทัดแล้วนะ
ถึงแม้ตำรวจอาจจะไม่กล้าเข้ามาตรวจสอบ แต่ทำแบบนี้มันก็กำเริบเสิบสานเกินไปหน่อยไหม
...
"ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการข่าวเช้าทีวีบี เช้าวันนี้ตำรวจฮ่องกงได้รับแจ้งเหตุ ว่าเกิดเหตุลอบยิงกันครั้งใหญ่ที่บ้านเดี่ยวหมายเลขสิบแปด เขตเกาลูนถง"
"มีรายงานว่า คฤหาสน์หรูแห่งนี้เป็นของนายหม่าซีเจิน เจ้าของหนังสือพิมพ์ตงฟางรื่อเป้า เมื่อคืนเป็นวันไหว้พระจันทร์ ครอบครัวของสองพี่น้องหม่าซีเจินและหม่าซีหรูได้มารวมตัวกันที่นี่เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาล"
"จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตที่แน่ชัดยังไม่เป็นที่สรุป แต่มีผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า ตำรวจได้ทยอยนำถุงใส่ศพเข้าไปเป็นจำนวนมาก"
"ผู้สื่อข่าวของทางสถานีได้พบข้อความที่คนร้ายทิ้งไว้บนกำแพงทั้งสองด้านของประตูใหญ่ตระกูลหม่า ทุกท่านจะเห็นได้ว่า มีข้อความเขียนไว้ว่า ความดีความชั่วล้วนมีวันสนอง ตระกูลหม่าค้ายาต้องชดใช้ด้วยเลือด"
หลังจากนั้น ก็เป็นการนำเสนอประวัติการสร้างตัวของตระกูลหม่าอย่างละเอียด และสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นผู้เสียหายในอดีตที่มาแก้แค้น
นักข่าวในพื้นที่ยังได้สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ระบุว่าจะเพิ่มกำลังพลเพื่อปูพรมค้นหาทั่วฮ่องกง และจะต้องนำตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้ เป็นต้น
ดูถึงตรงนี้หลี่หยวนก็ยิ้มออกมา ตอนที่ตระกูลหม่ายังมีชีวิตอยู่ ทีวีบีย่อมไม่กล้ารายงานข่าวสุ่มสี่สุ่มห้า
แต่ตอนนี้คนตายกันหมดแล้ว ในช่วงเวลาแบบนี้แน่นอนว่าต้องนำเสนอข่าวให้ครึกโครมที่สุดเท่าที่จะทำได้
อิทธิพลที่หลงเหลืออยู่ของตระกูลหม่า อีกไม่นานก็คงถูกกลุ่มอำนาจต่างๆ กลืนกินจนหมด ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนตามคิดบัญชีทีหลัง
ตำรวจเองก็ยินดีที่จะให้สื่อเปิดโปงเบื้องหลังของตระกูลหม่า จะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะโดนเร่งรัดให้ปิดคดี
ถึงอย่างไร การที่คนในครอบครัวแบบนี้ถูกยิงตาย ชาวบ้านก็มีแต่จะปรบมือโห่ร้องด้วยความสะใจ
หลี่หยวนดูอยู่นาน รู้สึกว่าลายเส้นของตัวอักษรสองบรรทัดหน้าประตูมันดูไม่ค่อยเป็นระเบียบเท่าไหร่ คงต้องฝึกเขียนให้มากกว่านี้
ไอ้พวกสารเลวชั้นต่ำพวกนี้ตายกันไปจนหมดเกลี้ยง ในใจก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นเยอะ
ครอบครัวนี้ไม่ว่าคนระดับไหนก็ไม่มีคนดีเลยสักคน ก่อนที่เขาจะทะลุมิติมา หนังสือพิมพ์ตงฟางรื่อเป้าก็ไม่เคยหยุดใส่ร้ายและโจมตีแผ่นดินใหญ่เลย
ถ้าโจมตีแค่พวกหน่วยงานรัฐก็แล้วไปเถอะ แต่นี่ด่าไปถึงชาวบ้าน ตั้งฉายาให้ว่าเป็น ตั๊กแตน บอกได้คำเดียวว่าพวกมันไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง จิตใจดำมืดกันหมด
ชัดเจนว่าเป็นแค่ตัวตลกที่น่ารังเกียจ แต่เพราะเกรงใจว่าหนูจะปาไข่แตก เลยได้แต่มองพวกมันกระโดดโลดเต้นไปมา ชวนให้โมโหชะมัด
ตอนนี้ก็ดีแล้ว โลกทั้งใบจะดูสะอาดตาและงดงามขึ้นอีกเยอะ
บริเวณบันไดมีเสียงเคลื่อนไหว เขาหันหน้าไปมอง ก็เห็นโหลวซิ่วถือหนังสือเล่มหนึ่งเดินลงมา จึงรีบเข้าไปช่วยประคองอย่างระมัดระวัง
โหลวซิ่วยิ้ม "ไม่ได้ลำบากขนาดนั้นหรอกค่ะ เดินเหินยังไม่มีปัญหาเลย ฟังที่คุณป้าซุนเล่าให้ฟัง ตอนพวกเธอคลอดลูก ก็มักจะทำงานไปเรื่อยๆ พอจู่ๆ รู้สึกว่าจะคลอด ถึงได้กลับไปคลอดที่บ้าน บางคนเดินช้าหน่อย ก็คลอดออกมากลางทางเลย ทังหยวนกับเสี่ยวซือไปโรงเรียนแล้วเหรอคะ"
ป้าซุนคือภรรยาของจงอวี้ฉี มีความเชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวชอยู่บ้าง สมัยอยู่กวางตุ้งตะวันออกก็เป็นหมอตำแยที่มีชื่อเสียงมาก
หลี่หยวนยิ้ม "ใช่ครับ พอกลับมาก็เลยดูข่าวสักหน่อย"
โหลวซิ่วเหลือบมอง แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร แค่บ่นว่า "วุ่นวายไปหมดเลยนะคะ ขนาดเขตคนรวยก็ยังไม่ปลอดภัยเลย"
หลี่หยวนหัวเราะ "คราวนี้เป็นคดีใหญ่ครับ มีคนใช้ปืนก่อเหตุ ต่อจากนี้ตำรวจคงจะกวาดล้างครั้งใหญ่ เพื่อจัดการกับพวกสมาชิกแก๊งมาเฟีย พวกนักเลงในแก๊งจะเอาด้ามมีดหรือไม้กระบองมาตีกันก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ใช้ปืน รัฐบาลฮ่องกงก็จะเริ่มเครียดทันที หึหึ เดาว่าบรรดาแก๊งมาเฟียใหญ่ๆ ก็คงอยากจะหาตัวฆาตกรออกมาสับเป็นชิ้นๆ เหมือนกัน เอ๊ะ ทำไมคุณถึงเอาหนังสือภาษาอังกฤษมาอ่านล่ะ"
โหลวซิ่วกางหนังสือภาษาอังกฤษในมือออกแล้วยิ้ม "เคยเรียนมาในอดีตน่ะค่ะ ไม่ได้ใช้มาหลายปีก็เลยลืมไปเกือบหมดแล้ว ก็เลยหาหนังสือมาเปิดๆ ดู ว่าพอจะรื้อฟื้นความจำกลับมาได้ไหม"
หลี่หยวนหัวเราะหึๆ "งั้นคุณก็ไปคุยกับแคทเธอรีนให้บ่อยขึ้นสิครับ"
โหลวซิ่วค้อนใส่เขาหนึ่งวง "คนของครอบครัวแคทเธอรีนจะมารับเธอกลับลอนดอนวันนี้แล้วค่ะ แต่เธอก็บอกนะ ว่าเธอจะกลับมาอีก"
หลี่หยวนหัวเราะลั่น คว้าข้อมือของโหลวซิ่วมาจับชีพจรอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "พวกเราไปพักที่โรงพยาบาลกันตั้งแต่วันนี้เลยดีกว่าครับ ยังไงก็จองห้องสวีตหรูไว้แล้ว เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมสรรพ คุณใกล้จะถึงกำหนดคลอดแล้วนะ"
โหลวซิ่วไม่ปฏิเสธ "งั้นก็เชิญแม่ฉันกับคุณป้าซุนและคนอื่นๆ มาด้วยสิคะ วันนี้เสี่ยวเอ๋อก็ไปด้วยใช่ไหมคะ"
หลี่หยวนพยักหน้ารับ "ใช่ครับ รอตอนบ่ายผมจะไปรับทังหยวนกับเสี่ยวซือไปที่นั่นด้วย ให้ไปทำการบ้านที่นั่น กินข้าวด้วยกันเสร็จแล้วค่อยส่งกลับมา"
โหลวซิ่วหัวเราะขำ "ไปพักร้อนหรือไงคะ"
หลี่หยวนกุมมือโหลวซิ่ว กล่าวขอโทษ "ทำให้คุณต้องลำบากแล้ว ผมไม่นึกเลยว่าในท้องคุณจะมีตั้งสองคน เป็นเพราะผมรักคุณมากเกินไป ก็เลยออกแรงดุดันไปหน่อย"
ใบหน้าสวยของโหลวซิ่วแดงระเรื่อ เธอค้อนใส่ "พูดอะไรเนี่ย" ก่อนจะหันมาพูดปลอบใจหลี่หยวน "สองคนก็ดีเหมือนกันนะคะ ฉันชอบเด็กค่ะ"
แต่รูปร่างของเธอค่อนข้างบอบบาง ไม่ดูมีน้ำมีนวลเหมือนโหลวเสี่ยวเอ๋อ ร่างกายไม่ได้แข็งแรงขนาดนั้น
ทว่าช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา หลี่หยวนคอยช่วยนวดจัดระเบียบเส้นลมปราณให้เธออย่างต่อเนื่อง ร่างกายของเธอจึงแข็งแรงขึ้นมาก
เมื่อมองดูภรรยาที่มีคิ้วโค้งดั่งใบหลิว ดวงตาสุกใสราวกับสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วง มุมปากประดับรอยยิ้ม แววตาอันอ่อนโยนชวนให้หลงใหล หลี่หยวนก็กุมมือเธอ ดึงเข้ามากอดอย่างแผ่วเบา
ขณะที่กำลังซาบซึ้งกับความรักอันหอมหวาน ก็เห็นโหลวเสี่ยวเอ๋อในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง สวมชุดนอนหาวหวอดๆ เดินลงบันไดมา
พอเห็นสามีตัวเองกับพี่สาวกำลังกอดกันกลมอยู่ในห้องรับแขก เธอก็ร้อง เอ๊ะ แล้วเบ้ปากใส่
โหลวซิ่วรู้สึกเขินอายเล็กน้อย จึงผละตัวลุกขึ้น "หยวนจื่อบอกว่าพวกเราจะไปโรงพยาบาลกันวันนี้เลยน่ะ"
โหลวเสี่ยวเอ๋อตาเป็นประกาย หัวเราะร่า "ดีเลยค่ะ รีบๆ ปลดสัมภาระ จะได้สบายตัวไวๆ คลอดลูกน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่ตอนท้องเนี่ยสิเหนื่อยจะตาย เลี้ยงลูกยิ่งเหนื่อยกว่าอีก"
หลี่หยวนหัวเราะ "รีบไปล้างหน้าล้างตาเถอะ ผมจะขึ้นไปต้มบะหมี่ให้พวกคุณกิน กินเสร็จก็ออกเดินทางกันเลย"
โหลวเสี่ยวเอ๋อและโหลวซิ่วเงียบไป
ใช้ชีวิตคู่กันมาหลายปี ทั้งสองคนคุ้นเคยกับคำพูดสองแง่สองง่ามของหลี่หยวนเป็นอย่างดี
"ถุย"
...
อ่าวเซินสุ่ยหวัน บ้านเลขที่เจ็ดสิบเก้า คฤหาสน์ตระกูลหลี่
จวงเยว่หมิงหลังจากส่งลูกทั้งสองคนไปโรงเรียนอนุบาลแล้ว พอกลับมาถึงบ้านก็เปิดโทรทัศน์ดูข่าวสารประจำวัน
เมื่อเห็นข่าวเหตุการณ์กราดยิงที่เขตเกาลูนถง แถมยังเป็นคดีฆาตกรรมสุดสยดสยองที่เรียกได้ว่าเกือบจะล้างบางทั้งตระกูล เธอก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
เขตเกาลูนถงและอ่าวเซินสุ่ยหวันต่างก็เป็นเขตที่อยู่อาศัยของเศรษฐีเก่า ความปลอดภัยดีเยี่ยมมาโดยตลอด
ไม่คิดเลยว่าจะเกิดเหตุสยองขวัญแบบนี้ขึ้นได้
ทว่าพอเธอเห็นว่าผู้ตายคือครอบครัวตระกูลหม่า ในใจก็พลันปรากฏภาพชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งขึ้นมา
วันนี้ก็เพิ่งเจอกัน แถมยังทักทายกันด้วย จะเป็นเขาหรือเปล่านะ
แต่แล้วเธอก็ยิ้มขำและส่ายหน้าให้ตัวเอง จะเป็นไปได้ยังไงกัน
ในใจรู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย ที่อุตส่าห์หาข้ออ้างแบบนี้มาคิดถึงผู้ชายหล่อๆ
หลี่เจียเฉิงเดินลงมาจากชั้นบน เห็นภรรยามีท่าทีเหม่อลอย จึงส่งยิ้มแล้วเอ่ยถาม "อาหมิง กำลังคิดอะไรอยู่เหรอ"
จวงเยว่หมิงได้ยินดังนั้นก็ได้สติ เธอชี้ไปที่โทรทัศน์แล้วบอกว่า "เกิดเหตุลอบยิงกันอย่างโหดเหี้ยมที่เกาลูนถงน่ะ อาเฉิง บ้านเราควรจะจ้าง รปภ. เพิ่มดีไหม คุณไปตีกอล์ฟแต่เช้าตรู่ทุกวัน ขับรถไปคนเดียว ฉันเป็นห่วงคุณมากเลยนะ"
หลี่เจียเฉิงหัวเราะ "วางใจเถอะ แก๊งมาเฟียใหญ่ที่สุดในฮ่องกงสามแก๊งเราก็จ่ายส่วยให้หมดแล้ว อีกอย่าง ที่เขตก่อสร้างท่าเรือเราก็เลี้ยงนักเลงไว้เพียบ พวกกุ๊ยข้างนอกไม่กล้ามาแหยมกับเราหรอก ตระกูลหม่านั่นตั้งตัวมาจากการขายผงขาว ทำให้คนตายไปตั้งเยอะแยะ จะโดนล้างแค้นก็เป็นเรื่องที่คาดเดาได้อยู่แล้วล่ะ"
จวงเยว่หมิงยังคงกังวล "แต่ว่า"
แต่หลี่เจียเฉิงไม่มีเวลาฟังต่อแล้ว เขาเดินออกไปข้างนอกพลางกำชับว่า "จริงสิ เจียเจาบอกฉันว่าคุณแม่ไม่ค่อยสบายอีกแล้ว วันนี้คุณพาแม่ไปหาหมอหน่อยนะ แล้วก็ ถ้าเจียเจามาขอเงิน ห้ามให้เด็ดขาด ไอ้พวกขี้เกียจสันหลังยาว ฉันมีน้องชายแบบนี้ได้ยังไงเนี่ย เฮ้อ"
จวงเยว่หมิงมองเงาหลังของสามีที่หายไปตรงประตู ในใจก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความผิดหวัง
สามีของเธอทำงานหนักเกินไป ธุรกิจของเขากำลังไปได้สวย ประสบความสำเร็จและเปล่งประกายเจิดจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ
แต่เขาก็ไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้องคนเดิมที่อพยพหนีตายจากมณฑลกวางตุ้งมาอยู่ฮ่องกง คนที่เอาแต่วนเวียนอยู่ข้างกายเธอทุกวันเพื่อขอให้ช่วยสอนภาษาอังกฤษให้ อีกต่อไปแล้ว
ในโทรทัศน์ยังคงฉายภาพคดีฆาตกรรมล้างโคตรของตระกูลหม่า: มีรายงานว่า เนื่องจากแหล่งที่มาของเงินทุนของตระกูลหม่ามักจะไม่โปร่งใส ภายในบ้านจึงมีการเก็บเงินสดและทองคำจำนวนมหาศาล ทรัพย์สินเหล่านี้ถูกกวาดเรียบไปจนหมด เห็นได้ชัดว่านี่เป็นการก่ออาชญากรรมแบบเป็นขบวนการและมีการวางแผนมาอย่างดี
...
เกาะฮ่องกงคือสวรรค์ของคนรวย
ประชาชนส่วนใหญ่มีที่อยู่อาศัยคับแคบ สมาชิกหลายคนในครอบครัวต้องเบียดเสียดกันอยู่ในห้องขนาดแค่สองร้อยตารางฟุต กิน ดื่ม ขับถ่ายรวมกันหมด
เวลาเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลก็ต้องเบียดเสียดกันอยู่ตรงโถงทางเดิน ในขณะที่คนรวยกลับได้รับบริการระดับโรงแรมห้าดาวในโรงพยาบาล
นอกจากจะมีแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญและมากประสบการณ์คอยดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาแล้ว ยังมีห้องพักสำหรับญาติผู้ป่วย ห้องสันทนาการ และร้านอาหารอีกด้วย
ถานเยว่เหมยมากับจ้าวฮุ่ยลูกสะใภ้รอง ไม่ได้พาหลิวฉินลูกสะใภ้ใหญ่มาด้วย
ถึงจะไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร แต่ชอบพูดจาประชดประชันเหน็บแนม ฟังแล้วน่ารำคาญ
แต่พอเห็นห้องคลอดที่หรูหราอลังการขนาดนี้ จ้าวฮุ่ยก็ถึงกับเก็บอาการไม่อยู่เหมือนกัน
ตอนเธอคลอดลูกถึงจะได้อยู่ห้องเดี่ยวเหมือนกัน แต่ห้องเดี่ยวธรรมดาจะเอาอะไรไปเทียบกับห้องสวีตแบบนี้ได้
พอมองดูโหลวเสี่ยวเอ๋อที่ยิ้มแย้มแจ่มใสราวดอกไม้บาน และโหลวซิ่วที่กำลังพิถีพิถันจัดเตรียมผ้าอ้อม เสื้อผ้า ถุงเท้าสำหรับเด็กอ่อน ทุกอย่างล้วนดูสงบสุขร่มรื่น ราวกับกำลังใช้ชีวิตอย่างเพลิดเพลิน จ้าวฮุ่ยก็ถอนหายใจยาวพลางกล่าว "นี่แหละนะวาสนาคนเรา"
โหลวเสี่ยวเอ๋อหัวเราะคิกคัก "พี่สะใภ้รอง เจียหาวก็ว่าง่ายจะตาย ซูเจินก็น่ารัก ใครๆ เขาก็อิจฉาพี่กันทั้งนั้นแหละ"
จ้าวฮุ่ยปรายตามอง "ใครอิจฉาฉันกันล่ะ"
โหลวเสี่ยวเอ๋อตอบอย่างมั่นใจ "ฉันไง อิจฉาพี่"
จ้าวฮุ่ยสงสัย "เธอจะมาอิจฉาอะไรฉัน"
โหลวเสี่ยวเอ๋อหัวเราะร่า "ก็อิจฉาที่พี่มีลูกสาวน่ารักๆ อย่างซูเจินไงล่ะคะ บ้านฉันคงหมดหวัง มีแต่ดวงได้ลูกชาย"
จ้าวฮุ่ยเงียบไป
ถานเยว่เหมยตีลูกสาวเบาๆ ไปหนึ่งที หัวเราะอย่างหงุดหงิด "สมกับเป็นผัวเมียกันจริงๆ ทั้งเธอทั้งหยวนจื่อ ช่างสรรหาคำพูดดีๆ มาพูดกันเก่งเหลือเกินนะ"
โหลวเสี่ยวเอ๋อร้องประท้วง "ฉันคิดแบบนั้นจริงๆ นะคะ เอาเถอะ จริงๆ ฉันก็คิดว่าลูกชายดีกว่านั่นแหละ แต่หยวนจื่อเขาอยากได้ลูกสาวนี่นา หึหึ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ว่าถ้ามีลูกสาวขึ้นมาจริงๆ สถานะของทังหยวนจะสั่นคลอนหรือเปล่า"
จ้าวฮุ่ยเบ้ปาก "ฮ่องเต้รักลูกชายคนโต ชาวบ้านรักลูกคนเล็ก ธุรกิจครอบครัวพวกเธอพุ่งพรวดๆ ขนาดนี้ ธรรมดาก็ต้องรักลูกชายคนโตมากกว่าอยู่แล้ว เอ๊ะ พวกเธอไปตรวจครรภ์มาแล้วเหรอ ถึงรู้ว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย"
โหลวเสี่ยวเอ๋อพยักพเยิดคางไปทางหลี่หยวน "เปล่าหรอกค่ะ เขาเป็นคนบอกเอง"
จ้าวฮุ่ยหัวเราะด้วยความโกรธ "เขาบอกเธอก็เชื่อเหรอ พวกผู้ชายน่ะปากอย่างใจอย่าง ปากบอกว่าชอบลูกสาว แต่ในใจก็หวังอยากได้ลูกชายกันทั้งนั้นแหละ ตอนฉันคลอดซูเจิน พี่รองเธอก็เอาแต่บอกว่าลูกสาวดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ผลสุดท้าย การดูแลตอนอยู่ไฟเทียบไม่ได้กับตอนคลอดเจียหาวเลยสักนิด ถุย"
โหลวเสี่ยวเอ๋อหัวเราะลั่น หัวเราะได้แค่สองที จู่ๆ เธอก็ร้อง โอ๊ย ขึ้นมา "จะคลอดแล้ว"
พอทางนี้เริ่มมีอาการ โหลวซิ่วก็เอามือกุมท้องด้วยความเจ็บปวดเช่นกัน เธอมองหลี่หยวนแล้วบอกว่า "ฉันก็เหมือนจะ จะคลอดแล้วเหมือนกันค่ะ"
ถานเยว่เหมยมองลูกเขยตัวเองแวบหนึ่ง แววตาแฝงความประหลาดใจเล็กน้อย
คุณป้าซุนรีบเข้ามาช่วยพยุง หลี่หยวนกดกริ่งเรียกหมอและพยาบาล พอตรวจดูก็พบว่าใกล้คลอดแล้วจริงๆ
เตียงคนไข้ถูกเข็นไปที่ห้องคลอดข้างๆ
วินาทีที่ประตูค่อยๆ ปิดลง หลี่หยวนก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
ไม่ถึงห้านาที โหลวเสี่ยวเอ๋อก็คลอดเสร็จลุล่วง แถมยังเดินออกมาเองได้อีกต่างหาก
พยาบาลอุ้มลูกคนที่สามของตระกูลหลี่ออกมา เป็นลูกชายจ้ำม่ำตามคาด
แต่ทางฝั่งโหลวซิ่วกลับใช้เวลานานกว่ามาก
โชคดีที่บางทีการปราบมารปราบปีศาจของหลี่หยวนอาจจะช่วยสั่งสมบุญกุศลไว้ หนึ่งชั่วโมงต่อมา โหลวซิ่วที่มีใบหน้าซีดเซียวก็ถูกเข็นออกมาอย่างปลอดภัย โดยมีทารกตัวน้อยสองคนนอนอยู่ข้างๆ ลูกคนที่สี่และคนที่ห้าของตระกูลหลี่
จ้าวฮุ่ยมองดูหลี่หยวนที่กำลังหัวเราะร่าด้วยความดีใจ แล้วก็กรอกตาใส่เขาวงเบ้อเริ่ม
แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความอิจฉา
...
"ว้าว"
พอถึงเวลาเลิกเรียนตอนบ่าย หลี่หยวนก็ไปรับหลี่ซิ่งและหลี่ซือมาที่โรงพยาบาล พอพวกเด็กๆ เห็นน้องชายสามคนนอนอยู่ในรถเข็นเด็ก แววตาก็แทบจะละลาย
โดยเฉพาะหลี่ซิ่ง เขาคิดถึงและอิจฉาพวกพี่น้องหลายๆ คนที่อยู่รวมกันที่บ้านคุณปู่บนแผ่นดินใหญ่มาตลอด มันช่างครึกครื้นเหลือเกิน
แถมเด็กตระกูลหลี่ยังรักใคร่กลมเกลียวกัน ไม่มีใครกล้ามายุ่งเวลาอยู่ในหมู่บ้านตระกูลฉิน ความทรงจำในวัยเด็กทำให้เขาตั้งหน้าตั้งตารอคอยที่จะมีพี่น้องเยอะๆ ในครอบครัว
ตอนนี้จู่ๆ ก็โผล่มาทีเดียวสามคน ย่อมต้องดีใจเป็นธรรมดา
หลี่ซือก็ร่าเริงไม่แพ้กัน พอมีน้องเล็กๆ เพิ่มมา โหลวเสี่ยวเอ๋อก็คงไม่เอาแต่จับจ้องคอยจัดการเขาคนเดียวอีกแล้วล่ะมั้ง
"คุณพ่อ เจ้านี่ต้องเป็นลูกของแม่แน่ๆ เลยครับ"
หลี่ซิ่งชี้ไปที่น้องคนที่สามแล้วบอกอย่างมั่นใจ
หลี่หยวนหัวเราะเบาๆ "ทำไมล่ะ"
หลี่ซิ่งยังไม่ทันตอบ หลี่ซือก็ชิงตอบก่อน "เพราะว่าอ้วนที่สุดไงครับ เหมือนแม่เลย โอ๊ย"
โดนเขกหัวไปหนึ่งที หลี่ซือก็รีบหนีไปหลบอยู่หลังพี่ชาย
โหลวเสี่ยวเอ๋อดุเบาๆ "เบาเสียงลงหน่อย แม่ใหญ่ยังพักผ่อนอยู่นะ วันนี้แม่ใหญ่เหนื่อยมาก เหงื่อออกจนผมเปียกชุ่มไปหมดเลย"
พูดจบ เธอก็หันไปดูพวกเด็กๆ มองวนไปสามคนแล้วก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ จึงเบ้ปาก
หลี่หยวนถามด้วยความประหลาดใจ "เป็นอะไรไปครับ"
โหลวเสี่ยวเอ๋อตอบ "ลองดูคิ้วกับตาสิคะ ฉันคลอดมาก็หน้าเหมือนฉัน พี่สามคลอดมาก็หน้าเหมือนพี่สาม เด็กบ้านเรามีแต่คนโตเท่านั้นแหละที่หน้าเหมือนคุณ จริงๆ แล้วผู้ชายหน้าเหมือนคุณน่าจะดูดีกว่านะคะ"
หลี่ซิ่งยิ้มกว้าง หลี่หยวนดึงตัวหลี่ซือที่กำลังก้มหน้าอยู่เข้ามากอด แล้วหัวเราะ "พ่อกับแม่ก็เป็นครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น หน้าเหมือนใครก็เหมือนกันแหละ อีกอย่าง เด็กยังเล็ก คิ้วตายังไม่เข้ารูป ส่วนใหญ่มักจะค่อยๆ โตไปแล้วก็เริ่มไปเหมือนอีกคน ตอนเด็กหน้าเหมือนพ่อ โตขึ้นอาจจะเหมือนแม่ ตอนเด็กหน้าเหมือนแม่ โตขึ้นอาจจะเหมือนพ่อก็ได้ สามีภรรยาบางคู่ก็ยังหน้าคล้ายกันมากขึ้นเรื่อยๆ เลย"
ถานเยว่เหมยหัวเราะ "ใช่แล้ว หน้าตาเปลี่ยนกันได้ หน้าตาของเด็กๆ ส่วนใหญ่มักจะค่อยๆ เปลี่ยนไปเหมือนกับคนที่พวกเขาเคารพที่สุดนั่นแหละ"
หลี่หยวนยิ้ม ความจริงแล้วไม่ใช่ว่าหน้าตาเปลี่ยนไปหรอก แต่เป็นบุคลิกต่างหากที่เปลี่ยน เด็กๆ จะเลียนแบบคนที่พวกเขาชอบที่สุด หรือคนที่พวกเขาเคารพที่สุด ธรรมดาก็เลยรู้สึกว่าหน้าตาคล้ายกันมากขึ้นเรื่อยๆ
ทารกทั้งสามคนหลับสนิท โหลวซิ่วก็กำลังพักผ่อนอยู่ คนอื่นๆ จึงย้ายไปคุยกันที่ห้องรับแขก
หลี่ซือจอมซนแอบเปิดโทรทัศน์ หวังจะแอบดูทีวีสักหน่อย
ตอนอยู่บ้าน วันที่ต้องไปโรงเรียนจะถูกห้ามไม่ให้ดูโทรทัศน์
ทว่าพอเปิดโทรทัศน์ขึ้นมา เขาก็ต้องชะงัก สถานีโทรทัศน์ทีวีบี ยังคงรายงานข่าวคดีฆาตกรรมล้างโคตรตระกูลหม่าอย่างยืดยาว
จริงๆ แล้วก็ไม่ถึงกับล้างโคตรหรอก ยังมีเด็กอีกสองสามคนที่ปลอดภัยดี กำลังเล่าอะไรบางอย่างให้ตำรวจฟังด้วยแววตาหวาดผวา ราวกับกำลังปรักปรำฆาตกรจอมโหดอำมหิต
หนึ่งในนั้นก็คือหม่าเฉิงฟาที่หลี่ซือรู้จัก
หลี่ซือหันกลับไปมองพ่อด้วยความรู้สึกเกร็งๆ ที่คอ แต่กลับเห็นว่าพ่อทำตัวราวกับไม่รู้เรื่องอะไรเลย กำลังปรึกษากับแม่เรื่องชื่อของน้องๆ อย่างอ่อนโยน เช่น หลี่ถู่เพ่า หลี่ถู่ซาน เป็นต้น ทำเอาแม่หัวเราะร่วนแล้วตีพ่อเบาๆ
เขาเกาหัว กะพริบตาปริบๆ แล้วก็แอบปิดโทรทัศน์อย่างเงียบเชียบ...
...
[จบแล้ว]