- หน้าแรก
- เมื่อผมกลายเป็นสุดยอดตัวบั๊กสายหื่น กับเจ้าสาวทั้งสี่
- บทที่ 6 มื้อค่ำ
บทที่ 6 มื้อค่ำ
บทที่ 6 มื้อค่ำ
บทที่ 6 มื้อค่ำ
"มื้อค่ำใกล้จะเสร็จแล้วนะ"
แม่ของพวกเขาเมินเฉยต่อเสียงตะโกนของฮิบิกิโดยสิ้นเชิงและเอ่ยเตือน
"ครับ เดี๋ยวพวกเราลงมา"
อิชิคาวะ ฮายาโตะที่หอบหิ้วกระเป๋าน้อยใหญ่แถมยังหนีบคอน้องสาวเอาไว้เอ่ยตอบ
ฮิบิกิที่ถูกล็อกคออยู่เมื่อเห็นว่าคำร้องขอความช่วยเหลือของตนถูกเมิน สายตาของเธอก็กลายเป็นเศร้าสร้อยและไร้เรี่ยวแรงเหมือนปลาตายในทันที ขณะที่อิชิคาวะ ฮายาโตะกอดรัดเธอแล้วเดินไปที่ห้องของเธอ
จากนั้น เธอก็มองดูอิชิคาวะ ฮายาโตะเปิดประตูห้องอย่างใจเย็นราวกับว่าเขากำลังกลับเข้าห้องของตัวเองอย่างเหม่อลอย
"นี่มันห้องหนูนะ!"
"ห้องของน้องสาวก็คือห้องของพี่ และห้องของพี่ก็ยังคงเป็นห้องของพี่ไง"
อิชิคาวะ ฮายาโตะพยักหน้าอย่างมั่นใจ
"พี่เป็นไจแอนท์หรือไง! ต่อให้เป็นไจแอนท์ก็ไม่ทำแบบนี้กับน้องสาวตัวเองหรอกนะ!"
อิชิคาวะ ฮิบิกิทนเก็บความโกรธไว้ไม่ไหว เริ่มดิ้นรนขัดขืน
"น้องสาวเหรอ"
อิชิคาวะ ฮายาโตะปล่อยตัวน้องสาว แกล้งทำหน้างงราวกับไม่เข้าใจ แล้วมองไปรอบๆ
"ไหนล่ะ ที่นี่มีแค่คีย์บอร์ด แอมป์ แล้วก็คนงี่เง่าคนนึงไม่ใช่หรือไง"
"งั้นหนูก็จะไม่สอนพี่หรอก"
ฮิบิกิที่เพิ่งเป็นอิสระเดินเข้าไปในห้อง หันกลับมาเผชิญหน้ากับอิชิคาวะ ฮายาโตะ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาพร้อมกับกอดอก
ดูเหมือนเธอจะไม่ได้ทึ่มขนาดนั้น เธอเดาจุดประสงค์ของพี่ชายออกอย่างชัดเจน และชั่วขณะหนึ่ง เธอก็เป็นฝ่ายได้เปรียบโดยตีหน้าขรึม
"โอ้"
อิชิคาวะ ฮายาโตะพยักหน้า "รอเดี๋ยวนะ"
เขาพูดจบก็หันหลังเดินออกจากห้องไป ฮิบิกิชะโงกหน้าออกไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเพื่อมองดูเขาเดินลงบันไดไป
ครู่ต่อมา
อิชิคาวะ ฮายาโตะมองดูน้องสาวที่กำลังนั่งหน้ามุ่ยอยู่บนผ้าปูที่นอนสีฟ้าอ่อนทั้งที่ยังอยู่ในชุดนักเรียน แล้วเขาก็ยื่นมือออกไป
ในมือของเขาคือพุดดิ้งกล่องหนึ่งที่เพิ่งซื้อมาใหม่ๆ
"พุดดิ้งจ้ะ"
บนใบหน้าของเขามีรอยยิ้มประจบประแจง
"พี่เห็นหนูเป็นคนยังไงเนี่ย... หนูไม่ยอมโดนหลอกให้ทำงานหนักเพื่อของกินแค่นี้หรอกนะ"
ฮิบิกิถอนหายใจและทำปากยื่น
ชิ ปกติก็ทึ่มจะตาย แต่ดันมาฉลาดเอาตอนเวลาสำคัญซะได้ สงสัยฉันคงต้องยอมจ่ายหนักหน่อยแล้วสิ
อิชิคาวะ ฮายาโตะบ่นอุบในใจ แต่สีหน้าประจบประแจงของเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลง เขายื่นมืออีกข้างออกไป บนฝ่ามือมีกระดาษแผ่นเล็กๆ สองสามใบ
และมันก็คือสุดยอดอาวุธของเขาจริงๆ สายตาของฮิบิกิกวาดมองมัน ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่มือของเขาอย่างไม่ได้ตั้งใจ ศีรษะเล็กๆ ของเธอพยักขึ้นลงราวกับกำลังนับจำนวนกระดาษ ก่อนที่รอยยิ้มซึ่งแทบจะปิดไม่มิดจะปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"เอาเถอะ... จะให้หนูสอนก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้หรอกนะ"
เธอฉวยเอากระดาษพวกนั้นไปด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ โดยไม่ลืมที่จะเอ่ยข่มขู่
"บอกไว้ก่อนเลยนะ ถ้าพี่โง่เกินกว่าจะเรียนรู้ได้ หนูไม่รับผิดชอบนะ เข้าใจไหม"
ขนาดเป็นฝ่ายขอความช่วยเหลือ แต่อิชิคาวะ ฮายาโตะก็ยังอดส่งเสียงเย้ยหยันออกมาไม่ได้เมื่อได้ยินแบบนั้น
"เหอะ"
ฮิบิกิของขึ้นทันที เธอโบกหมัดเล็กๆ ไปมา แล้วจ้องเขม็งไปที่อิชิคาวะ ฮายาโตะพร้อมกับกัดฟันกรอด
"กล้าดียังไงมาทำเสียงเหอะใส่หนู! คอยดูเถอะ!"
...ถึงเวลาอาหารค่ำ
สองพี่น้องเดินลงมาข้างล่าง
คนหนึ่งกำลังจมอยู่ในความคิด ส่วนอีกคนเดินตามหลังพี่ชายมาด้วยท่าทางโซเซราวกับสิ้นหวังในชีวิต
"เป็นอะไรกันไปทั้งสองคน"
อิชิคาวะ จินเปย์ หัวหน้าครอบครัวอิชิคาวะที่เพิ่งกลับมาถึง นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร จิบสาเกไปอึกเล็กๆ และกำลังจะเริ่มลงมือทานอาหาร แต่เขาก็ต้องเงยหน้าขึ้นมองท่าทางผิดปกติของลูกๆ
อิชิคาวะ ฮายาโตะดึงสติกลับมาได้และพูดขึ้นว่า
"อ้อ จริงสิ วันนี้ผมไปเข้าวงดนตรีมาครับ ต่อจากนี้คงจะกลับบ้านดึกหน่อยนะ"
อิชิคาวะ จินเปย์พยักหน้ารับเพื่อแสดงว่าเขาไม่ได้ขัดข้องอะไร ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย
"แกกะจะสร้างฮาเร็มในฐานะสมาชิกวงดนตรีงั้นสิ ไอเดียไม่เลวนี่"
เขาพูดประโยคนี้ด้วยสีหน้าภาคภูมิใจที่สื่อเป็นนัยว่า 'แกยังอ่อนหัดอยู่นะ'
"ไม่ครับ ผมรับไม่ได้หรอกนะถ้าต้องสร้างฮาเร็มด้วยวิธีระดับปลายแถวแบบนั้น"
อิชิคาวะ ฮายาโตะนั่งลงที่เก้าอี้พลางส่ายหน้า เขาปัดตกความคิดของพ่ออย่างไม่ไยดี เพราะมันเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว
หลังจากที่น้องสาวนั่งลง คำพูดแรกของเธอก็มุ่งเป้าไปที่อิชิคาวะ จินเปย์ผู้เป็นพ่อ
"พ่อคะ พ่อรู้หรือเปล่าว่าลูกชายพ่อน่ะเป็นพวกโรคจิต"
อิชิคาวะ จินเปย์สะดุ้ง เขากะพริบตาด้วยความงุนงง พร้อมกับสีหน้าประหลาดใจที่ดูเหมือนจะบอกว่า 'ทำไมลูกเพิ่งจะมารู้เอาป่านนี้ล่ะ'
เมื่อได้เห็นความซื่อบื้อของพ่อที่แสดงความคิดทุกอย่างออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจนอีกครั้ง ฮิบิกิก็รู้สึกหงุดหงิดและเลิกคุยกับเขา หันไปเรียกแม่ที่ยังไม่ออกจากห้องครัวด้วยน้ำเสียงออดอ้อนแทน
"แม่จ๋าา"
"มาแล้วจ้ะ"
อิชิคาวะ ชิซุกะเช็ดมือแล้วเดินยิ้มออกมาจากห้องครัว
เมื่อเห็นภรรยาเดินมา สีหน้าของอิชิคาวะ จินเปย์ก็จริงจังขึ้นมาเล็กน้อย เขาไม่กล้าแสดงท่าทีเจ้าเล่ห์เหมือนที่เพิ่งทำกับลูกชายเมื่อครู่นี้
ฮิบิกิถามอิชิคาวะ ชิซุกะด้วยสีหน้าจริงจัง
"พี่ชายเป็นลูกของพ่อจริงๆ ใช่ไหมคะ"
เมื่อได้ยินคำถามสะท้านโลกใบนี้ ผู้ชายทั้งสองคนของครอบครัวอิชิคาวะก็จ้องมองฮิบิกิอย่างเหม่อลอย จากนั้นก็มองหน้ากันเอง และสุดท้ายก็หันไปมองอิชิคาวะ ชิซุกะ
นายหญิงแห่งครอบครัวอิชิคาวะที่กำลังจะหยิบตะเกียบ รอยยิ้มของเธอแข็งค้างไป ก่อนที่เธอจะหรี่ตาลง
"ฮิบิกิ เดือนนี้ไม่อยากได้ค่าขนมแล้วใช่ไหมจ๊ะ"
เมื่อต้องเผชิญกับเรื่องค่าขนม ฮิบิกิก็เรียกสติปัญญากลับคืนมาได้ทันที
เธอวางตะเกียบลงอย่างเรียบร้อยและสุภาพ เลื่อนเก้าอี้ไปด้านหลัง เดินออกไปด้านข้าง แล้วคุกเข่าลง
"หนูขอโทษค่ะ!"
เมื่อเห็นสภาพของน้องสาว อิชิคาวะ ฮายาโตะก็ลูบคาง ดูเหมือนว่าน้องสาวของเขาก็มีแววที่จะกลายเป็นคนโรคจิตได้เหมือนกันนะเนี่ย...
"แต่มันก็เวอร์เกินไปหน่อยไหม ทำไมพี่ชายถึงได้โรคจิตขนาดนี้ล่ะคะ"
หลังจากฮิบิกิอธิบาย พ่อแม่ของเธอก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด
มันก็แค่การเปลี่ยนจากคนที่เล่นเปียโนไม่เป็นเลย กลายมาเป็นคนที่สามารถเล่นเพลงเปียโนได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้นเอง
พวกเขาชินกับเรื่องแบบนี้ซะแล้ว
"นั่นมันก็แค่ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่เหนือกว่าสมองเท่าเมล็ดอัลมอนด์ของเธออย่างเทียบไม่ติดต่างหาก ช่วยเรียกมันว่าความฉลาดทีเถอะ มันไม่ใช่ความโรคจิตสักหน่อย"
อิชิคาวะ ฮายาโตะกินข้าวของเขาไปตามปกติ เขามีมุมมองเป็นของตัวเองว่าอะไรคือคนโรคจิต และมันก็ไม่ใช่ว่าเรื่องแปลกๆ ทุกเรื่องจะถูกเรียกว่าความโรคจิตได้หรอกนะ
"แต่พี่ก็เป็นคนโรคจิตไม่ใช่หรือไง"
ฮิบิกิพูดด้วยความมั่นใจ
ก็แหม นี่เป็นสิ่งที่พี่ชายของเธอเรียกตัวเองมาตลอดสิบกว่าปีเลยนี่นา
"แน่นอนสิ ฉันคือคนโรคจิตตัวจริงเสียงจริงที่ตรงไปตรงมาและน่าเกรงขามเลยล่ะ"
อิชิคาวะ ฮายาโตะตอบกลับอย่างภาคภูมิใจ ไม่เคยเปลี่ยนชื่อหรือแนวทางของตัวเองเลย
เมื่อเห็นลูกชายเป็นแบบนี้อีกครั้ง อิชิคาวะ ชิซุกะก็ถอนหายใจ เธอเริ่มเป็นกังวลเกี่ยวกับอนาคตระยะยาวของลูกชายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะคนนี้เสียแล้ว
"ฮายาโตะ... ทำตัวแบบนี้จะไม่มีผู้หญิงคนไหนมาชอบลูกนะ แถมลูกก็จะไม่สามารถสร้างฮาเร็มได้ด้วยซ้ำ"
เมื่อได้ยินแม่พูดแบบนั้น อิชิคาวะ ฮายาโตะก็โอ้อวดเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงบ่ายให้ฟัง
"อ้อ จริงสิ พูดถึงเรื่องผู้หญิง วันนี้ผมได้เจอนางฟ้าถึงสองคนเลยนะครับ! พวกเธออยู่เป็นเพื่อนผมตั้งชั่วโมงกว่า ช่วยผมเลือกซื้อหนังสือกับคีย์บอร์ดด้วย มันยอดเยี่ยมไปเลยล่ะ"
เขาโยกตัวไปมาอย่างมีความสุข
ฮิบิกิค่อยๆ วางตะเกียบลง ประสานมือเข้าด้วยกัน และไว้อาลัยอย่างเงียบๆ
"น่าสงสารพนักงานขายจัง หวังว่าพวกเธอจะได้เจอเรื่องดีๆ ในอนาคตเพื่อลบเลือนประสบการณ์อันเลวร้ายของวันนี้นะคะ"
เธอไม่ได้เก็บเอาคำพูดของพี่ชายโรคจิตผู้ฉลาดปราดเปรื่องมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
อิชิคาวะ ฮายาโตะหันไปมองพ่อแม่ และเมื่อเห็นว่าพวกเขาก็เห็นด้วยกับความคิดของน้องสาว เขาก็รีบกินข้าวที่เหลือจนหมดอย่างรวดเร็ว
จากนั้นเขาก็หยิบชามข้าวของตัวเองขึ้นมาแล้วยืนขึ้น
"ภายในสองเดือน ฉันจะทำให้เห็นฮาเร็มของฉันให้ได้! แล้วก็ ฮิบิกิ กินให้เสร็จแล้วรีบตามขึ้นมาล่ะ"
"เอ๋... ท่านโรคจิตผู้เก่งกาจยังต้องให้สมองเท่าเมล็ดอัลมอนด์ของหนูช่วยชี้แนะอีกเหรอคะเนี่ย"
ฮิบิกิส่ายหัวไปมาอย่างช้าๆ มือถือชามข้าว มองดูราวกับว่าเธอสามารถควบคุมพี่ชายได้อย่างสมบูรณ์
"ถ้าไม่ทำงาน ก็เอาค่าจ้างคืนมาเลย"
อิชิคาวะ ฮายาโตะ ไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย แม้ว่านี่จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ส่วนที่ยากที่สุดของการเล่นดนตรีก็คือการเริ่มต้นนี่แหละ
ส่วนที่เหลือนั้นไม่จำเป็นต้องพึ่งฮิบิกิแล้ว
พูดอีกอย่างก็คือ คุณค่าการใช้งานของน้องสาวเขาหมดลงแล้ว เธอสามารถไปนั่งบนโซฟาเหมือนหุ่นเชิดและดูทีวีอย่างโง่เขลาต่อไปได้
"หนูจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละ!"
ฮิบิกิเร่งความเร็วในการคีบตะเกียบของเธอในทันที