เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 330 - อานุภาพจักรพรรดิ

บทที่ 330 - อานุภาพจักรพรรดิ

บทที่ 330 - อานุภาพจักรพรรดิ


บทที่ 330 - อานุภาพจักรพรรดิ

ลู่โจวมั่นใจว่า อิ่นเทียนเต๋อปรากฏตัวขึ้นแล้ว

เพียงแต่ยังไม่ทราบว่านั่นคือร่างจริงของอิ่นเทียนเต๋อหรือไม่

เขาแอบซ่อนตัวอยู่ในความว่างเปล่าที่ห่างไกล และยังคงสถิตอยู่ในสภาวะปกปิดตัวตน โดยมีสิ่งของระดับปราชญ์ที่แข็งแกร่งและลึกลับชิ้นหนึ่งคอยปกคลุมไอพลังทั้งหมดไว้ ทำให้ไม่มีใครสามารถสัมผัสถึงตัวตนของเขาได้เลย

แต่ด้วยความที่ลู่โจวมีดวงตาเทวะแห่งแหล่งพลังงาน และเมื่อบวกกับการที่เขากู้ยืมวชิระทองคำเลียนแบบที่เย่ฟานยึดมาจากอิ่นเทียนจื้อมานานแล้ว

ในวชิระทองคำเลียนแบบชิ้นนั้น ยังคงมีร่องรอยไอพลังสายหนึ่งที่อิ่นเทียนเต๋อทิ้งไว้หลงเหลืออยู่

ดังนั้น ในตอนนี้ลู่โจวจึงสามารถสัมผัสถึงตัวอิ่นเทียนเต๋อได้ และมองทะลุตัวตนของเขาได้เพียงแค่แวบเดียวเท่านั้น

ในมือของอิ่นเทียนเต๋อ เขาถือโถดินเผาใบหนึ่งไว้ และบนโถใบนั้นถูกลงตราประทับด้วยอักษรฉินโบราณจากโลกมนุษย์ เป็นคำว่า "ผนึก"!

สายตาที่อิ่นเทียนเต๋อมองมาที่ลู่โจวนั้น เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและไอสังหารที่รุนแรงอย่างยิ่ง

เมื่อต้องเผชิญกับสายตาของลู่โจว เขาก็รู้ตัวแล้วว่าตนเองถูกลู่โจวมองออกเรียบร้อยแล้ว

เขาจึงตัดสินใจเปิดโถดินเผาใบนั้นออกทันที

ในพริบตา เสียงคำรามของวัวที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งฟากฟ้าและปฐพี ก็ดังกึกก้องไปทั่วสนามรบ เสียงนั้นทุ้มต่ำและทรงพลัง ราวกับมีกลองยักษ์แห่งสวรรค์ถูกรัวตีขึ้นมา ดูเหมือนเสียงนั้นจะสามารถส่งไปถึงเก้าชั้นฟ้าและสิบชั้นดินได้เลยทีเดียว

เสียงคำรามของวัวนี้ ทำให้นักพรตในสนามรบหยุดชะงักลงโดยสัญชาตญาณ และทุกคนต่างก็หันไปมองในทิศทางที่เสียงนั้นดังออกมา

สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของทุกคน คืออิ่นเทียนเต๋อที่ปกปิดใบหน้าที่แท้จริงไว้นั่นเอง

ทุกคนต่างมองเห็นโถดินเผาที่เขาถืออยู่ในมือ และที่ปากโถนั้นมีประกายแสงสีดำสายหนึ่งพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับจะเชื่อมโยงชั้นฟ้าและปฐพีเข้าด้วยกัน และมันก็กลายเป็นวัวสีเขียวขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างฟากฟ้าและปฐพี

หลังจากนั้นไม่นาน วัวสีเขียวนั้นก็กลายเป็นชายร่างกำยำผู้หนึ่ง แต่เขากลับมีหัวเป็นวัว ทั่วทั้งร่างยังคงมีขนวัวสีเขียวปกคลุมอยู่มากมาย ช่างดูเหมือนกับรูปโฉมของเทพราชาโคไม่มีผิดเพี้ยน

เมื่อเขาสลัดร่างกายไปมา ก็มีขนวัวสีเขียวร่วงหล่นออกมาจากร่างกายของเขาอย่างต่อเนื่องไม่หยุด

ภาพเหตุการณ์นี้ ทำให้ลู่โจวและเย่ฟานพากันนึกถึงภาพยนตร์เรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ทันที

ในภาพยนตร์เรื่องนั้น เทพราชาโคสลัดร่างกาย และมีเหาจากตัววัวร่วงหล่นออกมาไม่หยุด...

"ข้าคือเทพราชาโคผู้ยิ่งใหญ่!"

เทพราชาโคผู้สถิตอยู่ใต้เท้าของเหล่าจื่อ เขาได้แนะนำตัวตามรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา น้ำเสียงของเขานั้นทุ้มต่ำและทรงพลัง ราวกับเสียงฟ้าร้องในฤดูร้อนที่แผดก้องไปทั่วพสุธา และสร้างความสั่นสะเทือนไปถึงหูของทุกคน

หลังจากพล่ามจบ อิ่นเทียนเต๋อที่ปกปิดตัวตนอยู่ก็ชี้นิ้วมาที่ลู่โจว และขอให้เทพราชาโคช่วยสังหารลู่โจวเสีย

แม้เทพราชาโคจะรู้สึกว่าอิ่นเทียนเต๋อที่ปกปิดตัวตนผู้นี้ดูจะไม่ใช่คนดีสักเท่าไหร่ แต่ด้วยภาระหน้าที่ในการปกป้อง เขาจึงตอบรับว่าเรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเขาเอง!

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เขาจะพุ่งเข้าสังหารลู่โจว ลู่โจวกลับเคลื่อนไหวไปก่อนแล้ว

ในตอนนี้ คนที่ควรจะปรากฏตัวออกมา ต่างก็ปรากฏตัวออกมากันเกือบหมดแล้ว

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ถึงเวลาที่จะปิดฉากเรื่องราวที่ทังกู่แห่งนี้เสียที และให้เรื่องราวทั้งหมดจบลงได้แล้ว

ลู่โจวก้าวเท้าออกจากเรือหยกห้าสี ทีละก้าวๆ ราวกับเขากำลังก้าวเดินขึ้นสู่สรวงสวรรค์

"อิ่นเทียนเต๋อ ในที่สุดเจ้าก็กล้าปรากฏตัวออกมาเสียที..."

"นี่คือร่างจริง? หรือเป็นเพียงร่างจำลอง?"

เสียงของเขาดังเข้าสู่หูของทุกคน

ผู้คนต่างมองไปตามสายตาของเขา และสายตาทุกคู่ก็ไปตกอยู่ที่อิ่นเทียนเต๋อที่ปกปิดใบหน้าไว้อยู่

มีเสียงอุทานด้วยความแปลกใจดังขึ้นมา

"เขาคืออิ่นเทียนเต๋อหรืองั้นหรือ?"

"ในที่สุดเขาก็ปรากฏตัวออกมาแล้ว..."

"ข่าวลือเป็นจริงตามคาด อิ่นเชวียเต๋อไม่ได้เก็บตัวบำเพ็ญเพียรจริงๆ..."

อิ่นเทียนเต๋อไม่ได้พูดอะไรสักคำ

แต่หากมองทะลุหมอกที่ปกคลุมใบหน้าของเขาได้ละก็

จะพบว่าในตอนนี้ เมื่อความลับเรื่องตัวตนของเขาถูกลู่โจวเปิดเผยออกมา

และเมื่อมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับตัวเขาดังขึ้นรอบตัว

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อในบรรดาคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น แฝงไปด้วยเสียงพูดลับหลังถึงชื่ออิ่นเชวียเต๋อที่เขาไม่ทราบว่าใครเป็นคนพูดออกมาด้วย

ใบหน้าของอิ่นเทียนเต๋อก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าที่โกรธจัดจนน่าเกลียดอย่างยิ่ง!

ลู่โจวยังคงก้าวเท้าในความว่างเปล่าต่อไป เขามองข้ามทุกคนในสนามรบแห่งนี้ไปราวกับเป็นธาตุอากาศ สายตาของเขาที่มีรอยยิ้มจางๆ แฝงอยู่ มีเพียงอิ่นเทียนเต๋อเพียงผู้เดียวเท่านั้น

ในขณะที่เขาก้าวย่างต่อไป ปากของลู่โจวก็ได้พูดประโยคหนึ่งที่ทำให้นักพรตจื่อเวยในยุคเดียวกับเขาเกือบทุกคนที่อยู่ในที่นั้น อย่างเช่นลู่ยา อย่างเช่นนักพรตสามขาด ต่างก็โกรธจัดขึ้นมาทันที

"อิ่นเทียนเต๋อ แม้เจ้าจะเป็นคนที่ไม่ค่อยได้เรื่องสักเท่าไหร่ แต่หากมองไปทั่วทั้งดาวจื่อเวยโบราณแห่งนี้ เจ้าถือเป็นคนเพียงคนเดียวในรุ่นเดียวกันที่ทำให้ข้ารู้สึกสนใจจะประลองด้วยสักครั้ง..."

คำพูดของลู่โจวนี้ ถือเป็นการมองข้ามยอดฝีมือคนอื่นในรุ่นเดียวกันอย่างลู่ยาและคนอื่นๆ ไปอย่างสิ้นเชิง!

ลู่ยาเป็นคนที่มีนิสัยวู่วาม เขาจึงทนไม่ได้ เขาแผดเสียงตะโกนด่าลู่โจวว่าโอหัง และเตรียมจะละทิ้งเย่ฟานเพื่อพุ่งเข้าสังหารลู่โจวทันที

แต่กลับถูกหมัดหกวิถีสังสารวัฏที่เย่ฟานซัดออกมาใส่ขัดขวางไว้เสียก่อน

ทั้งสองคนจึงเริ่มต่อสู้กันอีกครั้ง

แต่อิ่นเทียนเต๋อยังคงไม่พูดอะไรสักคำ

"ทำไมล่ะ? มาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้ายังไม่คิดจะเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมาอีกอย่างนั้นหรือ?"

"การทำแบบนี้ ยิ่งทำให้ข้าดูแคลนเจ้ามากขึ้นไปอีก..."

ลู่โจวไม่ได้สนใจลู่ยาเลยแม้แต่นิดเดียว และไม่ได้สนใจคนอื่นด้วย

เขายังคงเปิดปากพูดกับอิ่นเทียนเต๋อต่อไป

เมื่อคำพูดของเขาจบลง อิ่นเทียนเต๋อก็ยังคงเงียบกริบ

ลู่โจวไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลยแม้แต่นิดเดียว

เพราะนี่มันช่างเข้ากับลักษณะนิสัยของอิ่นเทียนเต๋อในเนื้อเรื่องเดิมจริงๆ

ความสามารถในการอดกลั้นของอิ่นเทียนเต๋อนั้น ถือว่าเหนือกว่านักพรตในรุ่นเดียวกันในโลกนี้ไปมากนัก

และแม้อิ่นเทียนเต๋อจะเงียบกริบ แต่เขาก็ยังพอมีศักดิ์ศรีหลงเหลืออยู่บ้าง เขาเริ่มพุ่งเข้าโจมตีลู่โจวเป็นฝ่ายก่อน

เมื่อเห็นเขาทำเช่นนั้น ลู่โจวกลับส่ายหัว

"ดูเหมือนจะเป็นไปตามที่ข้าคาดการณ์ไว้จริงๆ เจ้าเป็นเพียงร่างจำลองหนึ่งร่างของเขาเท่านั้น..."

ในขณะที่พูดแบบนี้ ลู่โจวก็ไม่ชายตามองอิ่นเทียนเต๋อที่กำลังพุ่งเข้ามาสังหารเขาเลยสักนิด

และเขาก็ไม่มองไปทางไป๋ม่อและหานหลีทั้งสองคนที่อาศัยโอกาสนี้พุ่งเข้าสังหารเขาด้วย

ลู่โจวเริ่มจะหมดความสนใจ และรู้สึกว่าความมัวเสียเวลาของเขาเมื่อครู่นี้ เป็นการสิ้นเปลืองเวลาของตนเองโดยใช่เหตุ

เขาหันหลังกลับและมุ่งหน้าตรงไปยังเกาะโบราณทันที เพื่อจะเข้าไปในกลุ่มพระราชวังของมนุษย์จักรพรรดิ

แต่ในขณะเดียวกัน ท่ามกลางเสียงอุทานด้วยความตกใจของใครหลายคน เขาก็ได้ใช้วิชาหนึ่งปราณก่อเกิดสามบริสุทธิ์ออกมา

มีปราณบริสุทธิ์สามสายพุ่งออกมาจากศีรษะของเขา และกลายเป็นร่างที่เหมือนกับเขาไม่มีผิดเพี้ยนถึงสามร่าง

จากการบ่มเพาะวิชาในคัมภีร์เต๋ามานานหลายปี ลู่โจวก็ได้ฝึกฝนวิชาหนึ่งปราณก่อเกิดสามบริสุทธิ์จนถึงระดับที่สูงส่งอย่างยิ่งมานานแล้ว

เขาสามารถสร้างร่างจำลองสามร่างที่มีพลังต่อสู้ทัดเทียมกับร่างจริงของเขาออกมาสู้รบกับเหล่าศัตรูได้พร้อมๆ กันตั้งนานแล้ว

ในบรรดาร่างจำลองสามร่างที่เขาสร้างขึ้นนี้ ร่างหนึ่งพุ่งเข้าสังหารหานหลีและไป๋ม่อแห่งนิกายไท่อิน

ส่วนอัศวินเทพเคนที่สู้รบกับราชันย์ผู้บรรลุวิถีทั้งสองท่านที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับอัครราชันย์เมื่อครู่ก่อนหน้านี้ ก็ได้ถือหอกในมือไปสู้รบกับเทพราชาโคแทน!

ส่วนร่างจำลองร่างที่สองของเขา ก็ได้ไปยืนสมทบกับพวกเซี่ยจิ่วโยวและอีชิงอู่ เพื่อคอยคุ้มกันอยู่ข้างนอกเกาะโบราณ

แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าเขาจะยึดเกาะโบราณนี้ไว้เพียงผู้เดียว และไม่ยอมให้ใครหน้าไหนก้าวเข้าไปบนเกาะโบราณเด็ดขาด

ภาพเหตุการณ์นี้ ย่อมไม่มีใครหน้าไหนยอมรับได้แน่นอน

การตะลุมบอนครั้งใหญ่จึงระเบิดขึ้นอีกครั้งในทันที

พวกของลู่โจวลงมืออย่างไม่ปราณี มีเลือดและเศษกระดูกปลิวว่อนไปทั่ว!

อีกด้านหนึ่ง ร่างจำลองร่างที่สามของลู่โจว ก็ได้ต่อสู้กับร่างจำลองของอิ่นเทียนเต๋อเรียบร้อยแล้ว

หากจะพูดในระดับหนึ่ง นี่ก็ถือเป็นการปะทะกันซึ่งหน้าครั้งแรกระหว่างลู่โจวและอิ่นเทียนเต๋อได้เช่นกัน

ส่วนจะเป็นการประลองที่ยุติธรรมหรือไม่?

เห็นได้ชัดว่าไม่ยุติธรรมเลยสักนิด!

แต่ฝ่ายที่ไม่ได้รับความยุติธรรมนั้น ไม่ใช่อิ่นเทียนเต๋อ แต่เป็นลู่โจวต่างหาก

เพราะในตอนนี้ อิ่นเทียนเต๋อได้บรรลุวิถีไปเรียบร้อยแล้ว ระดับการบำเพ็ญเพียรของเขาสูงกว่าลู่โจวที่ยังไม่บรรลุวิถีไปมากนัก

รวมถึงอิ่นเทียนเต๋อเองก็เคยเข้าสู่ขอบเขตต้องห้ามของเทพเจ้า และสถิตอยู่ในขอบเขตต้องห้ามของเทพเจ้ามาแล้ว อิ่นเทียนเต๋อที่ปลดปล่อยพลังต่อสู้เต็มพิกัดในตอนนี้ ถือเป็นคู่ปรับที่น่ากลัวคนหนึ่งในรุ่นเดียวกันของลู่โจวอย่างแน่นอน

เมื่อร่างจำลองของทั้งสองฝ่ายเริ่มประลองกัน ก็ทำให้ความว่างเปล่าแตกสลาย มีลมปราณโกลาหลวนเวียนอยู่รอบๆ สร้างความสะท้อนขวัญให้แก่ทุกคนที่เห็น

เหล่าจื่อคือตัวตนที่ถือกำเนิดขึ้นใหม่หลังจากที่ร่างศพของเต้าเต๋อเทียนจุนได้รับจิตวิญญาณกลับคืนมา

อิ่นเทียนเต๋อได้รับมรดกของเหล่าจื่อมา และฝึกฝนคัมภีร์เต้าเต๋อจิง

ส่วนลู่โจวเองก็ฝึกฝนคัมภีร์เต๋ามาเช่นกัน

หลังจากนั้นไม่นาน นักพรตที่ยืนดูการต่อู้อยู่ห่างๆ ต่างก็พบว่า ร่างจำลองของลู่โจวและร่างจำลองของอิ่นเทียนเต๋อ วิชาการโจมตีต่างๆ ที่พวกเขาทั้งสองใช้ในการสู้รบกันนั้น หากไม่บอกว่าเหมือนกันทุกประการ ก็เรียกได้ว่ามีความคล้ายคลึงกันอย่างที่สุด

ในบางครั้ง ถึงกับใช้วิชาเดียวกันออกมาในเวลาเดียวกันเลยทีเดียว

นี่คือผลลัพธ์ที่ลู่โจวตั้งใจจะให้เป็นเช่นนั้นเอง

เขากำลังใช้การสู้รบกับอิ่นเทียนเต๋อ เพื่อยืนยันการบ่มเพาะคัมภีร์เต๋าของตนเอง

ด้วยเหตุนี้ ในกระบวนการต่อสู้ทั้งหมดนี้ นอกจากการใช้เคล็ดลับแห่งการปรากฏเพื่อดึงระดับการบำเพ็ญเพียรของตนให้เท่ากับอิ่นเทียนเต๋อแล้ว ลู่โจวถึงกับสละวิธีการโจมตีอื่นของตนทิ้งไปจนหมดสิ้น

ตัวอย่างเช่นวิชาของเหรินเหริน หรือวิชามังกรแท้จริง และเก้าเคล็ดลับอื่นๆ เป็นต้น...

นี่คือการปะทะกันระหว่างคัมภีร์เต๋าของเทพเจ้า กับคัมภีร์เต้าเต๋อจิงของเหล่าจื่อ

และสภาวะที่วิชาและกระบวนท่ามีความคล้ายคลึงกันเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะสร้างความตกตะลึงให้แก่เหล่านักพรตที่ยืนดูอยู่รอบๆ เท่านั้น แม้แต่อิ่นเทียนเต๋อเองก็ตกใจมากเช่นกัน!

"เจ้าก็ได้รับมรดกของเหล่าจื่อมา และฝึกฝนคัมภีร์เต้าเต๋อจิงมาเหมือนกันจริงๆ ด้วย..."

เขาอดไม่ได้ และนี่เป็นครั้งแรกที่อิ่นเทียนเต๋อเปิดปากพูดกับลู่โจว

เมื่อสามเดือนกว่าก่อนหน้านี้ ลู่โจวได้ใช้วิชาหนึ่งปราณก่อเกิดสามบริสุทธิ์ออกมาที่ผาไม้หักริมแม่น้ำดาวตก

เรื่องนี้ได้ถูกแพร่กระจายออกไปนานแล้ว

อิ่นเทียนเต๋อย่อมได้รับรู้เรื่องนี้มาแล้วแน่นอน

เมื่อเขาได้รับรู้เรื่องนี้ เขาก็เคยสงสัยว่า ลู่โจวที่มาจากนอกดินแดนผู้นี้ อาจจะได้รับมรดกของเหล่าจื่อมาจากสถานที่อื่นมาแล้วเช่นกัน

"นี่ไม่ใช่มรดกของเหล่าจื่อ!"

"แต่มันคือคัมภีร์เต๋าที่เต้าเต๋อเทียนจุนเป็นผู้สร้างขึ้นมา!"

ร่างจำลองของลู่โจวเปิดปากพูดประโยคนี้ออกมา

ในวินาทีต่อมา ทั้งสองคนก็เริ่มต่อสู้กันอย่างดุเดือดอีกครั้ง

อิ่นเทียนเต๋อไม่คิดจะเก็บงำพลังอีกต่อไปแล้ว เขาได้เรียกใช้สิ่งของระดับปราชญ์ที่ซ่อนอยู่ในร่างกายของเขาออกมา

เขาเรียกใช้ออกมาเพื่อพุ่งเข้าสังหารร่างจำลองของลู่โจวทันที

นี่คือวชิระทองคำของจริง มันถูกหลอมขึ้นด้วยแร่มหาล้ำมณีเงิน และเป็นมรดกที่เหล่าจื่อหลอมสร้างขึ้นมาเอง ถือเป็นสิ่งของระดับมหาปราชญ์ที่ไร้เทียมทานชิ้นหนึ่ง

อิ่นเทียนเต๋อได้รับมันมาจากพระราชวังแปดทัศนา

เมื่อเห็นเขาเรียกใช้สิ่งของชิ้นนี้ออกมา ร่างจำลองของลู่โจวก็สะบัดมือเรียกใช้ออกมา และน้ำเต้าที่แขวนอยู่เหนือศีรษะของเย่ฟาน ก็ถูกเขาดึงมาไว้ในมือทันที

หลังจากได้รับการซ่อมแซมและฟื้นฟูโดยจิตวิญญาณแห่งสรรพาวุธมานานหลายปี ในตอนนี้แม้น้ำเต้าใบนี้จะยังไม่ได้รับการซ่อมแซมจนสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม

แต่มันก็ได้ถูกซ่อมแซมจนมีอานุภาพเทียบเท่ากับสิ่งของระดับมหาปราชญ์ที่ไร้เทียมทานไปตั้งแต่นานก่อนที่เย่ฟานจะเดินทางออกจากเป่ยโต่วมาแล้ว

เมื่อคำนวณดูแล้ว มันจึงมีอานุภาพทัดเทียมกับวชิระทองคำที่อิ่นเทียนเต๋อเรียกใช้ออกมาในเวลานี้พอดี

ลู่โจวต้องการจะประลองอย่างยุติธรรมเพื่อขัดเกลาเส้นทางการบรรลุวิถีของตนเอง อิ่นเทียนเต๋อคือหินขัดมีดของเขา เขาจะไม่ยอมเอาเปรียบอิ่นเทียนเต๋อเด็ดขาด!

"ขอเชิญผู้วิเศษโปรดหันมา"

ในพริบตา น้ำเต้าใบนั้นก็ฟันประกายดาบออกมาสายหนึ่ง ฟันเข้าใส่วชิระทองคำที่พุ่งเข้ามาสังหารลู่โจวทันที

และในวินาทีนั้นเอง เรื่องที่ทำให้อิ่นเทียนเต๋อตกใจมาก และทำให้ลู่โจวเองก็ต้องประหลาดใจเล็กน้อยก็ได้เกิดขึ้น!

เมื่อเห็นว่าประกายดาบที่เดิมทีควรจะฟันเข้าใส่วชิระทองคำนั้น เมื่อมันเข้าใกล้กับวชิระทองคำ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ประกายดาบและวชิระทองคำกลับเริ่มผสานเข้าด้วยกันอย่างประหลาด

ในขณะเดียวกัน น้ำเต้าสีดำที่ลอยอยู่ตรงหน้าลู่โจว ก็แผ่ประกายแสงเทพพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรุนแรง และเริ่มดูดซับพลังวิญญาณจากสี่ทิศแปดทางเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง มีลมปราณโกลาหลวนเวียนอยู่รอบๆ พลังแห่งปราชญ์ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

อานุภาพของมันกดทับจนเหล่านักพรตที่อยู่ในสถานที่นั้นพากันหายใจไม่ออก ต่างพากันรีบถอยหนีไปไกลอย่างรวดเร็ว เพื่อจะออกไปให้พ้นจากสนามรบระหว่างพวกเขาทั้งสองคน ราวกับว่าหากช้าไปเพียงก้าวเดียว พวกเขาจะต้องประสบกับเคราะห์กรรมโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่เข้าให้แน่นอน

จะมีเพียงนักพรตที่เรียกใช้สิ่งของระดับปราชญ์ออกมาคุ้มกันตนเองเท่านั้น ที่จะรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง

แต่ภายใต้การกระตุ้นเช่นนี้ จิตวิญญาณภายในสิ่งของระดับปราชญ์เหล่านั้น ดูเหมือนจะมีสัญญาณของการตื่นขึ้นมาด้วยตนเองเช่นกัน

ถึงจะเป็นอย่างนั้น ทุกคนต่างก็จ้องมองน้ำเต้าสีดำที่ลอยอยู่ตรงหน้าลู่โจว และมองวชิระทองคำที่ผสานเข้ากับประกายดาบในสนามรบด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงอย่างยิ่ง

น้ำเต้าสีดำเปล่งประกายแสงโชติช่วงอย่างรุนแรง

วชิระทองคำเองก็เป็นเช่นเดียวกัน ทั้งสองอย่างต่างก็แผ่พลังแห่งปราชญ์ที่น่าหวาดกลัวยิ่งขึ้นออกมาอย่างต่อเนื่อง มีมรรควิถีสอดประสานกัน มีอักขระมรรควิถีที่ซับซ้อนและลึกลับผสานเข้าด้วยกัน และพวกมันก็กระจายไปทั่วความว่างเปล่า

"วูบ"

ทั่วทั้งชั้นฟ้าและปฐพีมีเสียงสั่นสะเทือนดังขึ้นเป็นระลอกๆ

สีหน้าของอิ่นเทียนเต๋อเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เพราะเขาพบว่าในตอนนี้ ไม่ว่าเขาจะพยายามควบคุมอย่างไร วชิระทองคำก็ไม่ยอมฟังคำสั่งของเขาอีกต่อไปแล้ว

จิตวิญญาณภายในวชิระทองคำได้ตื่นขึ้นมาด้วยตนเองแล้ว ปรากฏร่างของผู้เฒ่าที่มีผมขาวหนวดเคราขาวผู้หนึ่งที่มีใบหน้าเปี่ยมด้วยเมตตาและดูสง่างามดั่งเซียน ปรากฏออกมาจากวชิระทองคำชิ้นนั้น

"เหล่าจื่อ..."

ที่สนามรบอีกด้านหนึ่ง เย่ฟานที่ปรายสายตามองมาเห็นภาพเหตุการณ์นี้ ก็หลุดปากอุทานออกมาด้วยความตกใจ

เขาเคยเห็นภาพวาดและร่องรอยไอพลังเกี่ยวกับเหล่าจื่อมามากกว่าหนึ่งครั้งแล้ว

เพียงแค่แวบเดียวที่เห็นจิตวิญญาณร่างนั้น เขาก็จำได้ทันทีว่านั่นเหมือนกับเหล่าจื่อไม่มีผิดเพี้ยน

ไม่ใช่เพียงเย่ฟานที่อุทานด้วยความตกใจ

เมื่อเทียบกันแล้ว เทพราชาโคที่กำลังต่อสู้กับอัศวินเทพเคนอยู่ เมื่อเขาเห็นภาพเหตุการณ์นี้ เขาก็ยิ่งรู้สึกตกใจมากกว่าใครเพื่อนอย่างเห็นได้ชัด

เขารู้ว่านั่นไม่ใช่เหล่าจื่อเจ้านายของเขาจริงๆ แต่เป็นเพียงจิตวิญญาณที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากวชิระทองคำเท่านั้น

【แต่ทำไมจิตวิญญาณถึงตื่นขึ้นมาด้วยตนเองล่ะ?】

ในขณะที่เขากำลังคิดเช่นนี้ ดวงตาวัวขนาดใหญ่คู่หนึ่งของเขาก็จ้องมองไปที่น้ำเต้าสีดำที่ลอยอยู่ตรงหน้าลู่โจวด้วยสายตาที่เป็นประกาย

"นั่นคือน้ำเต้าอะไรกันน่ะ?"

"ทำไมถึงมีมรรควิถีที่เหมือนกันขนาดนี้ได้?"

"ข้าไม่เห็นจำได้เลยว่าท่านเจ้านายเคยหลอมสร้างน้ำเต้าใบนี้ขึ้นมาด้วย..."

เขาเกาหัวและพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและทรงพลัง ราวกับเสียงฟ้าร้องดังเข้าสู่หูของทุกคน ทำให้ดวงตาของลู่โจวและเย่ฟานสั่นไหว

พวกเขาทั้งสองพากันนึกถึงตอนที่ลู่โจวข้ามทัณฑ์สายฟ้าที่โลกเซียนในฉินหลิ่งแห่งจงโจว เขาเคยดึงดูดเอาร่างสายฟ้าที่มีรูปร่างเป็นมนุษย์ซึ่งสงสัยว่าจะเป็นเต้าเต๋อเทียนจุนออกมา

ศาสตราวุธสืบทอดวิถีของร่างสายฟ้าร่างนั้น คือน้ำเต้าสีดำใบหนึ่ง

ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับน้ำเต้าใบนี้ที่ลู่โจวยึดมาจากโอรสสวรรค์แห่งเหยาแสงยิ่งนัก

นั่นก็คือน้ำเต้าที่ลู่โจวเรียกใช้ออกมาในตอนนี้นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ ลู่โจวจึงสงสัยมาตลอดว่า ไม่แน่น้ำเต้าสีดำใบนี้ อาจจะเป็นศาสตราวุธระดับเทพที่เต้าเต๋อเทียนจุนหลอมสร้างขึ้นมาก็ได้

ลู่โจวเคยพยายามนึกย้อนถึงเนื้อเรื่องเดิมอย่างละเอียด เขามั่นใจว่าในเนื้อเรื่องเดิม ไม่เคยมีการระบุว่าศาสตราวุธระดับเทพของเต้าเต๋อเทียนจุนคืออะไร

และไม่ได้มีการระบุว่าน้ำเต้าสีดำใบนี้ ใครเป็นคนหลอมสร้างขึ้นมา

แต่ลู่โจวมั่นใจว่า น้ำเต้าใบนี้เกิดความเสียหายมาตั้งแต่ยุคบรรพกาลแล้ว และมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเสียหายมาจากการต่อสู้ของเหล่ามหาจักรพรรดิที่เกิดขึ้นบนดาวมฤตยู เช่นเดียวกับตรามนุษย์จักรพรรดิไท่อิน

และในตอนนี้ เมื่อลู่โจวได้เห็นกับตาตนเองว่า น้ำเต้าใบนี้ถึงกับเกิดการสอดประสานของมรรควิถีกับวชิระทองคำที่เหล่าจื่อหลอมสร้างขึ้นมาเองได้

【ดูเหมือนนี่จะเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า น้ำเต้าสีดำใบนี้ ส่วนใหญ่น่าจะเป็นศาสตราวุธระดับเทพของเต้าเต๋อเทียนจุนตามที่ข้าคาดการณ์ไว้จริงๆ!】

ในขณะที่เขากำลังคิดเช่นนี้ ทันใดนั้น เรื่องที่น่าตกใจก็เกิดขึ้นอีกครั้ง

จิตวิญญาณของวชิระทองคำ ดวงตาแผ่ประกายแสงเทพออกมา ราวกับเลเซอร์ขนาดใหญ่สองสาย จ้องมองน้ำเต้าสีดำใบนั้นอย่างไม่วางตา

บนใบหน้าของเขาปรากฏร่องรอยของความตื่นเต้นและดีใจแบบที่มนุษย์มีออกมาวูบหนึ่ง

ดูเหมือนเขาจะกระหายในตัวน้ำเต้าใบนั้นอย่างยิ่ง

ดูเหมือนน้ำเต้าใบนั้นจะเป็นอาหารเสริมชั้นเลิศสำหรับเขา

หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็พุ่งตรงเข้าไปในน้ำเต้าใบนั้นผ่านปากน้ำเต้า ต่อหน้าต่อตาสายตาของทุกคนที่จ้องมองอยู่!

ในระหว่างกระบวนการนี้ เขาไม่ได้สนใจอิ่นเทียนเต๋อเลยแม้แต่นิดเดียว และน้ำเต้าสีดำใบนั้นก็ไม่ได้ขัดขวางการพุ่งเข้าไปในร่างกายของเขาเลยสักนิด

ไม่เพียงไม่ขัดขวาง แต่น้ำเต้าสีดำใบนั้นดูเหมือนจะยินดีต้อนรับเขาอย่างยิ่งด้วย

ในวินาทีต่อมา เรื่องที่ทำให้น่าตกใจยิ่งกว่าเดิมก็เกิดขึ้น ทันใดนั้นก็น้ำเต้าใบนั้นก็เริ่มแผ่ลมปราณโกลาหลพวยพุ่งออกมา มันราวกับเป็นแม่น้ำสีเงินจากเก้าชั้นฟ้าที่ตกลงมาจากสรวงสวรรค์

ในวินาทีต่อมา ทุกคนที่อยู่ในสถานที่แห่งนั้นต่างก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่น่าหวาดกลัวยิ่งนัก แผ่ซ่านออกมาจากน้ำเต้าใบนั้น!

แรงกดดันนี้ช่างยิ่งใหญ่และกว้างขวางไพศาลยิ่งนัก ทำให้ผู้คนรู้สึกสะท้านขวัญ ราวกับพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับมหาจักรพรรดิผู้หนึ่ง

"นี่คือ... อานุภาพจักรพรรดิ..."

มีคนแผดเสียงตะโกนออกมาด้วยความตกใจ!

สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา!

อานุภาพจักรพรรดิ ได้หายไปจากจื่อเวยเป็นเวลานานแสนนานแล้ว

แต่ในตอนนี้ กลับมีอานุภาพจักรพรรดิสายหนึ่ง แผ่พุ่งออกมาจากน้ำเต้าสีดำใบนั้น และมันก็สยบไปทั่วทั้งจักรวาล

นี่เป็นเพียงอานุภาพจักรพรรดิเพียงส่วนเสี้ยวที่น้ำเต้าใบนั้นแผ่ออกมาเท่านั้น และไม่ได้แฝงไอสังหารใดๆ ไว้เลย แต่มันก็เพียงพอที่จะกดทับนักพรตในสถานที่นั้นให้ล้มลงไปนอนราบกับพื้นทีละคนๆ จนไม่สามารถยืนหยัดขึ้นมาได้อีกเลย!

มาถึงจุดนี้ การตะลุมบอนก็ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อีกแล้ว

ทุกคนต่างพากันหยุดมือลงจนหมดสิ้น

ขุมกำลังต่างๆ ที่ครอบครองสิ่งของระดับปราชญ์อยู่ ต่างก็พากันใช้พลังทั้งหมดเรียกใช้สิ่งของระดับปราชญ์ของตนออกมาคุ้มกันและต้านทานอานุภาพจักรพรรดิ ในขณะเดียวกันก็พากันถอยหนีไปไกลอย่างบ้าคลั่ง!

"ให้ตายเถอะ... น้ำเต้าใบนั้นถึงกับเลื่อนระดับขึ้นมาแล้ว ถึงกับแผ่อานุภาพจักรพรรดิออกมาได้..."

"ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้?"

"เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?"

มีเสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นจากปากของใครหลายคนอย่างไม่ขาดสาย!

และยังมีคนบางกลุ่ม ที่ดวงตาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำและลุกวาวด้วยความโลภอย่างเห็นได้ชัด และแสดงความโลภออกมาอย่างไม่ปิดบังเลย!

แต่เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว พวกเขาก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง และไม่กล้าคิดอะไรฟุ้งซ่านอีกต่อไป ทุกคนต่างพากันทำท่าทางราวกับได้เผชิญหน้ากับความน่าสะพรึงกลัวอันยิ่งใหญ่ และไม่สนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว ต่างพากันพยายามหนีไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้!

ในขณะเดียวกัน ก็มีเสียงแผดตะโกนด้วยความตกใจอย่างรุนแรง ดังก้องขึ้นจากปากของใครหลายคนอีกครั้ง!

"เป็นไปได้อย่างไร? เป็นไปได้อย่างไรที่จะมีอาวุธที่แผ่อานุภาพจักรพรรดิออกมาหลงเหลืออยู่อีก?"

"เตาใบนั้น... พิณนั่น... และหอกที่ชายผู้นั้นถืออยู่ในมือนั่น... ทั้งหมดนั่นมันคืออาวุธจักรพรรดิ..."

"พวกเขา... พวกเขาไปเอาอาวุธจักรพรรดิมากมายขนาดนี้มาจากที่ใดกัน?"

"พวกเขาเป็นกลุ่มสัตว์ประหลาดที่มาจากที่ใดกันแน่..."

"ไม่... เป็นไปไม่ได้... ข้าไม่เชื่อ นี่ต้องเป็นภาพหลอนที่ข้าเห็นไปเองแน่ๆ..."

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 330 - อานุภาพจักรพรรดิ

คัดลอกลิงก์แล้ว