- หน้าแรก
- ทิ้งบัลลังก์เก้าชั้นฟ้ามาเกิดใหม่เลยต้องฟาร์มแต้มบุญไปเปย์ภรรยาและลูก
- บทที่ 160 - จ้าวฉงซินถูกไล่ล่า
บทที่ 160 - จ้าวฉงซินถูกไล่ล่า
บทที่ 160 - จ้าวฉงซินถูกไล่ล่า
เรื่องการบีบบังคับกลางงานศพของตระกูลโจวแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหนิงโจวอย่างรวดเร็ว
แผนการระดับเทพของซูฮ่าวหรานกลายเป็นหัวข้อสนทนายามว่างของแวดวงสังคมชั้นสูงในเมืองหนิงโจว
เมื่อมีการจัดงานแถลงข่าวขึ้นในวันเสาร์ หุ้นของโจวกรุ๊ปก็พุ่งทะยานเป็นสีแดงและพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
"ฮ่าวหราน ตอนที่พวกเราอาศัยอยู่ในห้องเช่าห้องนี้ ฉันคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าตัวเองจะกลายเป็นเศรษฐีนีที่มีทรัพย์สินหลายพันล้านได้"
หลิวอวี่ถงเดินอยู่บนบันได มือน้อยๆ ลูบไล้ไปตามราวบันไดเบาๆ ใบหน้าของเธอประดับไปด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน ภายในใจเต็มไปด้วยความตื้นตัน
ทั้งสองคนกลับมาที่ห้องเช่าห้องเก่าอีกครั้ง วันนี้พวกเขามาเพื่อยกเลิกสัญญาเช่า เมื่อต้องจากอพาร์ทเมนต์เล็กๆ ที่เคยอยู่มาเกือบหนึ่งปีแห่งนี้ไปจริงๆ หลิวอวี่ถงก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ซูฮ่าวหรานโอบไหล่ของหลิวอวี่ถงแล้วพูดขึ้น "มองไปข้างหน้าสิ ตอนนี้พวกเราอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ริมแม่น้ำเจียงซู่เหนียนฮวา ไม่แน่ว่าในอนาคตพวกเราอาจจะได้ย้ายไปอยู่เมืองหลวงของมณฑล ไปซูหัง หรืออาจจะไปเมืองหลวงเลยก็ได้นะ!"
"อืม!" หลิวอวี่ถงได้ยินสามีวาดฝันถึงอนาคตด้วยความกระตือรือร้นเช่นนี้ เธอก็อารมณ์ดีเป็นพิเศษ
ทว่าในขณะที่ทั้งสองคนเดินออกมาจากหน้าประตูตึก พวกเขาก็บังเอิญเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งกำลังเอาของแหลมขูดขีดรถบีเอ็มดับเบิลยู แซดโฟร์ ของหลิวอวี่ถงอยู่พอดี
"หนูน้อย ทำแบบนี้มันซนเกินไปแล้วนะจ๊ะ" หลิวอวี่ถงรีบเข้าไปห้ามปราม
"ชิ ก็ไม่ใช่รถหรูอะไรซะหน่อย อย่างมากก็แค่จ่ายเงินชดใช้ให้ก็แค่นั้นแหละ"
สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือ เจ้าเด็กคนนี้ไม่เพียงแต่จะไม่ขอโทษเท่านั้น แต่ยังพูดจาโอหังอีกด้วย "พี่เรียกราคามาเลย เดี๋ยวผมจะบอกให้แม่จ่ายเงินให้พี่เอง"
เมื่อต้องมาเผชิญกับเด็กเหลือขอแบบนี้ ต่อให้เป็นหลิวอวี่ถงที่แสนอ่อนโยนก็ยังอดโกรธไม่ได้ แต่เธอก็ไม่รู้ว่าจะสั่งสอนเจ้าเด็กคนนี้ยังไงดี
"ไอ้หนู บ้านแกรวยมากเลยงั้นสิ" ซูฮ่าวหรานเดินเข้าไปใกล้ตัวรถ เขามองดูรอยขูดขีดบนสีรถแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ก็ต้องรวยอยู่แล้วสิ บ้านผมมีอพาร์ทเมนต์ตั้งสิบกว่าห้อง แม่ผมบอกว่า โตขึ้นผมก็ไม่ต้องทำอะไร แค่เก็บค่าเช่ากินก็อยู่ได้อย่างสุขสบายแล้ว" เด็กผู้ชายพูดด้วยท่าทีโอ้อวด
มิน่าล่ะเขาถึงบอกว่าลูกทำผิดก็เป็นความผิดของพ่อแม่ นิสัยใจคอของเด็กก็มักจะสะท้อนมาจากการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ผู้ปกครองโดยตรงนั่นแหละ
ซูฮ่าวหรานถามต่อ "ที่แกบอกว่ารถของบ้านฉันเป็นรถห่วยๆ แล้วบ้านแกขับรถอะไรล่ะ"
เด็กผู้ชายชี้ไปทางที่อยู่ไม่ไกลนัก "คันนั้นไงล่ะ รถของบ้านผมคือเบนท์ลีย์ มัลแซน ราคาตั้งห้าล้านกว่าหยวนแน่ะ อิจฉาไหมล่ะ"
"ว้าว!"
ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ซูฮ่าวหรานก็อุทานเสียงหลง ทำเอาทั้งเด็กผู้ชายและหลิวอวี่ถงตกใจสะดุ้งกันทั้งคู่
จากนั้น ซูฮ่าวหรานก็ดึงตัวเด็กผู้ชายเข้ามาใกล้ ชี้ไปที่รอยขูดขีดบนสีรถแล้วพูดว่า "มิน่าล่ะแกขูดรถขนาดนี้แล้วพ่อแม่แกยังไม่ด่า ที่แท้แกก็มีพรสวรรค์ด้านการวาดภาพสูงส่งขนาดนี้นี่เอง!"
เอ๊ะ!
เด็กผู้ชายไม่เข้าใจความหมายของซูฮ่าวหราน แต่เขาก็พอจะรู้ว่าซูฮ่าวหรานกำลังชมเขาอยู่
ซูฮ่าวหรานพูดต่อ "แกลองดูสิ เส้นลายพวกนี้ดูเหมือนจะวาดง่ายๆ แต่มันกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของศิลปะ พอเอาเส้นพวกนี้มารวมกันก็ดูเหมือนกับสายน้ำที่ไหลเชี่ยวไปทางทิศตะวันออก ไอ้หนู ถ้าแกสามารถใช้ฝีมือการวาดภาพอันยอดเยี่ยมแบบนี้ไปวาดบนรถบ้านแกได้ ไม่แน่ว่าแม่ของแกอาจจะให้รางวัลเป็นลูกอมและของเล่นเยอะแยะเลยก็ได้นะ"
"จริงเหรอครับ" เด็กผู้ชายถามด้วยใบหน้าใสซื่อ
"ก็ต้องจริงสิ"
ไม่รู้ว่าซูฮ่าวหรานไปล้วงมีดพับเล่มเล็กมาจากไหน เขายื่นมันให้เด็กผู้ชาย "มีดของเล่นเล่มนี้ฉันให้ ถือว่าเป็นรางวัลที่แกวาดภาพบนรถให้ฉันก็แล้วกัน แกลองคิดดูสิ แกแค่วาดบนรถฉันไปไม่กี่เส้นฉันยังให้รางวัลแกเลย ถ้าแกไปวาดบนรถบ้านแกจนเต็มคัน แม่แกจะดีใจขนาดไหน แม่แกจะไม่ให้รางวัลแกเยอะๆ เชียวเหรอ"
"ผมเข้าใจแล้วครับ ขอบคุณครับคุณอา!"
เด็กผู้ชายดีใจสุดๆ เขารับมีดพับมาแล้ววิ่งตรงไปที่รถเบนท์ลีย์ มัลแซน ของบ้านตัวเอง
พรวด!
หลิวอวี่ถงที่เมื่อครู่นี้ยังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ตอนนี้เธอแทบจะหลุดขำออกมา
จากนั้น เสียงของมีคมขูดขีดสีรถและเสียดสีกับแผ่นเหล็กก็ดังมาจากที่ไม่ไกลนัก เสียงนั้นดังกึกก้องจนแสบแก้วหูไปหมด
"ไปกันเถอะ ไอ้เด็กคนนั้นก็พูดถูก รถบีเอ็มดับเบิลยู แซดโฟร์ ของคุณค่าซ่อมก็ไม่แพงเท่าไหร่หรอก เราใจกว้างหน่อย ไม่ต้องไปเอาเรื่องเรียกร้องค่าเสียหายหรอก" ซูฮ่าวหรานเปิดประตูรถแล้วเข้าไปนั่งที่เบาะผู้โดยสาร
"สามีพูดถูกค่ะ" หลิวอวี่ถงเข้ามานั่งในรถ แต่เธอก็ยังไม่รีบออกรถ
ทั้งสองคนรออยู่ประมาณสิบนาที จนกระทั่งเห็นผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบตรงไปที่รถเบนท์ลีย์ หลิวอวี่ถงถึงได้เหยียบคันเร่งขับรถออกจากอพาร์ทเมนต์ไป
เมื่อรถขับมาใกล้ทางออกอพาร์ทเมนต์ เสียงเด็กร้องไห้จ้าเพราะโดนตีก็ยังคงดังสะท้อนตามหลังพวกเขาสองคนมาไม่หยุด
"ที่รัก คุณนี่ร้ายกาจจริงๆ เลยนะคะ"
"ผู้ชายไม่ร้าย ผู้หญิงไม่รักไงล่ะ! ไปเถอะ วันนี้ไม่ต้องไปร้านเครื่องดนตรีแล้ว ไปกินของอร่อยที่ร้านจี๋เสียงเก๋อกันดีกว่า"
ระหว่างที่พูด ซูฮ่าวหรานก็โทรศัพท์หาลิ่นหนานเพื่อจองโต๊ะ
เมื่อมาถึงร้านจี๋เสียงเก๋อ ทันทีที่ซูฮ่าวหรานก้าวลงจากรถ เขาก็เห็นคนคุ้นหน้าคนหนึ่งกำลังวิ่งหน้าตาตื่นตรงมาหาเขา
ซูฮ่าวหรานยิ้มพร้อมกับโบกมือให้ "จ้าวฉงซิน ไม่เจอกันตั้งนาน นายวิ่งหน้าตั้งมาทำไมเนี่ย"
"ฮ่าวหราน มีคนไล่ฆ่าฉัน ฉันกลัวจะตายอยู่แล้ว" จ้าวฉงซินหน้าซีดเผือดจนน่ากลัว เขาคว้ามือของซูฮ่าวหรานเอาไว้แน่นพร้อมกับละล่ำละลัก
"ไม่ต้องกลัว ไม่มีเรื่องอะไรที่แก้ไม่ได้หรอกน่า" ซูฮ่าวหรานปลอบใจจ้าวฉงซิน แต่ในใจเขากลับรู้สึกแปลกๆ มือของจ้าวฉงซินเย็นเฉียบมาก เย็นจนเหมือนกับเนื้อแช่แข็งในตู้เย็นเลย
จากนั้น ชายหนุ่มในชุดแจ็คเก็ตหนังสีดำคนหนึ่งก็วิ่งไล่ตามมาหยุดอยู่ตรงหน้าซูฮ่าวหรานอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มคนนี้ยิ่งแปลกประหลาดเข้าไปใหญ่ ใบหน้าของเขาซีดขาวยิ่งกว่าจ้าวฉงซินเสียอีก แถมยังเป็นความซีดขาวแบบคนอมโรคด้วย
ที่สำคัญที่สุดคือ นัยน์ตาสีดำของชายหนุ่มคนนี้ดูขุ่นมัวมาก ขุ่นมัวจนมองไม่เห็นรูม่านตาเลยด้วยซ้ำ
"ฮ่าวหราน มันนั่นแหละ มันจะจับตัวฉันไป" จ้าวฉงซินกลัวจนต้องไปหลบอยู่ด้านหลังซูฮ่าวหราน ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรงไม่หยุด
"พี่ชาย เพื่อนเก่าของฉันไปทำอะไรให้แกขัดเคืองใจงั้นเหรอ"
ซูฮ่าวหรานยืนขวางหน้าจ้าวฉงซิน จ้องมองชายเสื้อแจ็คเก็ตหนังแล้วพูดด้วยน้ำเสียงประนีประนอม "ถ้ามีเรื่องเข้าใจผิดอะไรกันก็คุยกันดีๆ ได้ ถ้าเขาติดเงินแก หรือทำอะไรผิดต่อแก ฉันยินดีจะชดใช้แทนเขาให้"
ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน การที่ซูฮ่าวหรานพูดยอมอ่อนข้อให้แบบนี้ ก็ถือว่าถ่อมตัวและให้เกียรติมากพอแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้ซูฮ่าวหรานประหลาดใจอย่างมากก็คือ ชายเสื้อแจ็คเก็ตหนังกลับทำหน้าบึ้งตึงแล้วพูดว่า "ไสหัวไป ปุถุชนอย่างแกไม่มีสิทธิ์มายุ่งเรื่องของฉัน"
ปุถุชน?
ซูฮ่าวหรานขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย มหาจักรพรรดิเซียนยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตชาติกลับถูกคนอื่นมองว่าเป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดาเนี่ยนะ
"พี่ชาย ในเมื่อฉันไว้หน้าแก แกก็ควรจะรับเอาไว้นะ ถ้าให้เกียรติแล้วไม่รับ ก็อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจ" ซูฮ่าวหรานก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รังสีอำมหิตที่อยู่เหนือระดับสุดยอดกดทับเข้าใส่ฝ่ายตรงข้าม
แต่ชายเสื้อแจ็คเก็ตหนังกลับไม่เกรงกลัวแรงกดดันจากรังสีอำมหิตของซูฮ่าวหรานเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำเขายังพุ่งเข้าใส่ซูฮ่าวหรานด้วยความโกรธเกรี้ยวและปล่อยหมัดกระแทกเข้าที่หน้าอกของซูฮ่าวหราน
"รนหาที่เจ็บตัว!" ซูฮ่าวหรานหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วปล่อยหมัดสวนกลับไปเช่นเดียวกัน
ปัง!
เมื่อหมัดของทั้งสองคนปะทะกัน ซูฮ่าวหรานก็รู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังต่อยเข้าไปที่ภูเขาน้ำแข็ง ความหนาวเหน็บที่เสียดแทงลึกถึงกระดูก ทำให้ร่างกายที่อยู่เหนือระดับสุดยอดของเขายังต้องสั่นสะท้านขึ้นมาในใจ
สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าก็คือพละกำลังของชายเสื้อแจ็คเก็ตหนัง หมัดนี้ของเขาไม่มีความผันผวนของพลังปราณแท้เลยแม้แต่น้อย แต่กลับมีพละกำลังทัดเทียมกับซูฮ่าวหรานอย่างน่าเหลือเชื่อ
หลังจากปะทะหมัดกัน ทั้งสองคนก็ก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวพร้อมกัน
"ปุถุชน แกทำให้ฉันโกรธแล้วนะ" ภายในดวงตาอันขุ่นมัวของชายเสื้อแจ็คเก็ตหนังมีริ้วสายฟ้าแลบแปลบปลาบผ่านไปมา
"ปุถุชนแล้วยังไงวะ ทำให้แกโกรธแล้วจะทำไม"
ซูฮ่าวหรานสวนกลับอย่างดุดัน ภายในดวงตาของเขาก็มีประกายแสงสีทองวาบขึ้นเช่นเดียวกัน แต่ทว่าเมื่อเขาเปิดใช้เนตรทิพย์ ซูฮ่าวหรานก็ต้องตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม
ภายในร่างกายของชายหนุ่มเสื้อแจ็คเก็ตหนังคนนี้กลับไม่มีจุดชีพจรลับที่เปิดอยู่เลย ไม่มีแม้กระทั่งเส้นลมปราณหรือจุดชีพจร กระทั่งปอดของเขาก็ไม่มีการขยับขึ้นลงจากการหายใจเลยด้วยซ้ำ
จากนั้นทั้งสองคนก็พุ่งเข้าหากันอีกครั้ง
ปัง!
หมัดปะทะกันอีกครั้ง
แต่คราวนี้กลับมีเรื่องประหลาดเกิดขึ้น ซูฮ่าวหรานสัมผัสได้ถึงพละกำลังอันมหาศาลอย่างชัดเจน ความหนาวเหน็บอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งทำให้ร่างกายของเขาแข็งทื่อ แต่ชายหนุ่มเสื้อแจ็คเก็ตหนังคนนี้กลับดูเหมือนไม่มีตัวตน เขาทะลุผ่านร่างของซูฮ่าวหรานไปโผล่อยู่ด้านหลังของเขาหน้าตาเฉย
"บัดซบเอ๊ย! จ้าวฉงซิน แกไปมีเรื่องกับใครมากันแน่เนี่ย"
ซูฮ่าวหรานหันขวับกลับมาอย่างรวดเร็ว แต่ตอนนี้จ้าวฉงซินหายไปไหนแล้วล่ะ
ชายหนุ่มเสื้อแจ็คเก็ตหนังหันขวับกลับมามองซูฮ่าวหราน เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ฉันจำหน้าแกเอาไว้แล้ว ถ้าแกปล่อยให้นักโทษหนีไปล่ะก็ ฉันจะกลับมาคิดบัญชีกับแกแน่"
หืม?
ซูฮ่าวหรานรู้สึกถึงความผิดปกติ เขารีบขยับตัวไปด้านข้างครึ่งก้าวเพื่อเอาตัวเองบังหลิวอวี่ถงเอาไว้
ในชั่วพริบตานั้น ซูฮ่าวหรานสัมผัสได้ว่าสายตาของชายเสื้อแจ็คเก็ตหนังไม่ได้กำลังมองมาที่เขา แต่กลับจ้องมองไปที่หลิวอวี่ถงต่างหาก
วินาทีต่อมา ซูฮ่าวหรานก็รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว ชายหนุ่มเสื้อแจ็คเก็ตหนังคนนั้นหายตัวไปในอากาศอย่างลึกลับ
ภายใต้การมองทะลุของเนตรทิพย์ ชายหนุ่มเสื้อแจ็คเก็ตหนังก็เลือนหายไปเหมือนกับอากาศธาตุอย่างไร้ร่องรอย
"ที่รัก คุณเป็นอะไรไปคะ"
หลิวอวี่ถงดึงมือใหญ่ของซูฮ่าวหรานเบาๆ เธอถามด้วยความกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด "ตกลงว่าคุณกำลังคุยกับใครอยู่เหรอคะ แล้วเมื่อกี้คุณกำลังสู้กับคนอื่นอยู่หรือเปล่า"
"อวี่ถง คุณมองไม่เห็นเหรอ" ซูฮ่าวหรานหันไปมองหลิวอวี่ถง ตอนที่ถามประโยคนี้ออกไป น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความโกรธเคืองอยู่ลึกๆ
แต่หลิวอวี่ถงกลับส่ายหน้ารัวๆ "มีใครที่ไหนกันล่ะคะ คุณเอาแต่ยืนพึมพำอยู่คนเดียวมาตลอดเลย ช่วงนี้คุณเหนื่อยเกินไปหรือเปล่าคะ ถึงได้เห็นภาพหลอนแบบนี้"
โชคดีที่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาอาหาร ในลานจอดรถของร้านจี๋เสียงเก๋อจึงไม่มีใครคนอื่นอยู่เลย
ตอนนี้หน้าผากของซูฮ่าวหรานมีเหงื่อเย็นเฉียบผุดซึมออกมา ความทรงจำในอดีตชาติของเขายังกลับมาไม่ครบถ้วน แต่เขากลับรู้สึกต่อต้านและรังเกียจสิ่งลี้ลับแบบนี้อย่างไม่มีเหตุผล
ซูฮ่าวหรานพยายามสงบสติอารมณ์ลงให้มากที่สุด เขาถามหยั่งเชิงดูอีกครั้ง "จ้าวฉงซินที่เป็นเพื่อนมัธยมปลายของผมไง คุณก็เคยเจอเขานี่นา เมื่อกี้คุณไม่เห็นเขาเลยเหรอ"
"ฮ่าวหราน ฉันไม่เห็นใครเลยจริงๆ นะ คุณโดนผีหลอกหรือเปล่าคะ" หลิวอวี่ถงชักจะเริ่มกลัวขึ้นมาแล้ว มือน้อยๆ อันอบอุ่นของเธอคว้าชายเสื้อของซูฮ่าวหรานเอาไว้แน่น
"พ่อหนุ่ม นายไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนเข้าให้แล้วล่ะ"
ในตอนนั้นเอง ชายชรารูปร่างผอมแห้งคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาซูฮ่าวหราน
ชายชราคนนี้มีใบหน้าผอมยาวเหมือนแกะ ดวงตาสามเหลี่ยมของเขาเป็นประกายวิบวับราวกับหัวขโมยที่พร้อมจะฉกเงินชาวบ้านได้ทุกเมื่อ แถมเวลาเดินยังชอบแกว่งตัวไปมาซ้ายทีขวาที ทั้งที่เป็นคนแก่อายุหกเจ็ดสิบแล้ว แต่กลับทำตัวเหมือนพวกอันธพาลข้างถนนไม่มีผิด
ท่ามกลางสายลมอันหนาวเหน็บในฤดูหนาว เขาสวมเสื้อโค้ททหารรุ่นเก่าสมัยยุคแปดศูนย์คลุมทับเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำเอาไว้ บนหน้าอกเสื้อยังปักตัวอักษรใหญ่ๆ ด้วยด้ายสีขาวไว้สามคำว่า 'เทพพยากรณ์!'
ใช่แล้ว ไอ้แก่คนนี้ก็คือคนที่ชอบตรวจดวงการเงินให้ตัวเองตลอดเวลา แล้วก็ชอบไปป้วนเปี้ยนหาคนใกล้ตายหรือคนเจ็บหนักเพื่อล้วงกระเป๋าขโมยเงินนั่นแหละ
ที่หน้าร้านเครื่องดนตรีทิงอวี่ เขายังเคยดูดวงให้หลิวอวี่ถงด้วย แต่ผลสุดท้ายก็คือเขากลับกระอักเลือดคำโตเสียเอง
"ท่านอาจารย์ คุณนี่เอง!"
หลิวอวี่ถงจำชายชราคนนี้ได้ เธอรีบถามขึ้น "ท่านอาจารย์รีบบอกฉันมาสิคะ สามีฉันไปมีเรื่องยุ่งยากอะไรมาเหรอคะ"
เทพพยากรณ์จ้องหน้าซูฮ่าวหราน เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "เมื่อกี้นี้นายเห็นผู้ควบคุมวัฏจักรสังสารวัฏเข้าแล้วใช่ไหมล่ะ ไอ้ตัวที่ไม่มีลมหายใจ มองไม่เห็นรูม่านตา แถมยังไร้ซึ่งความรู้สึกและไร้ซึ่งกลิ่นอายของสิ่งมีชีวิตยังไงล่ะ"
"คุณก็มองเห็นด้วยเหรอ" เดิมทีซูฮ่าวหรานก็รู้สึกรังเกียจเทพพยากรณ์คนนี้อยู่บ้าง แต่ตอนนี้ในแววตาของเขากลับมีความเคารพนับถือเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย
เทพพยากรณ์พูดด้วยท่าทีหวาดกลัวสุดขีด "พ่อหนุ่ม ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองนายก็แล้วกัน ผู้ควบคุมวัฏจักรสังสารวัฏเป็นสิ่งมีชีวิตที่ลึกลับและเป็นลางร้าย ว่ากันว่ามีแค่คนประเภทเดียวเท่านั้นแหละที่จะมองเห็นพวกมันได้"
"ท่านอาจารย์ คุณก็รีบพูดรวดเดียวให้จบๆ ไปเลยสิคะ คนแบบไหนกันแน่ที่จะมองเห็นพวกมันได้ล่ะคะ" หลิวอวี่ถงถามด้วยความร้อนใจ
เทพพยากรณ์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของซูฮ่าวหราน เขากล่าวขึ้น "คนที่มีพลังยุทธ์ลึกล้ำประดุจเทพสร้าง และมีอายุขัยเหลือไม่ถึงหนึ่งปียังไงล่ะ!"
"อะไรนะ!"
ซูฮ่าวหรานและหลิวอวี่ถงอุทานออกมาพร้อมกัน
สิ่งที่หลิวอวี่ถงตกใจก็คือซูฮ่าวหรานมีอายุขัยเหลือไม่ถึงหนึ่งปี ส่วนสิ่งที่ซูฮ่าวหรานตกใจก็คือตาแก่คนนี้เป็นใครกันแน่ ถึงขั้นมองออกทะลุปรุโปร่งไปถึงจุดอ่อนที่เขาพยายามปิดบังเอาไว้มากที่สุดได้
"ท่านอาจารย์ พอจะมีวิธีแก้เคล็ดบ้างไหมคะ" หลิวอวี่ถงซักไซ้ต่อ
"เรื่องนี้ ... ถ้าอยากจะแก้เคล็ด ก็ต้องเริ่มจากการตรวจดูดวงชะตาของพ่อหนุ่มคนนี้ซะก่อน ... " ในระหว่างที่พูด เทพพยากรณ์ก็ยกมือขึ้นถูนิ้วไปมาส่งสัญญาณให้หลิวอวี่ถงรู้ตัว