- หน้าแรก
- ทิ้งบัลลังก์เก้าชั้นฟ้ามาเกิดใหม่เลยต้องฟาร์มแต้มบุญไปเปย์ภรรยาและลูก
- บทที่ 25 - พวกนายเอาจริงดิ
บทที่ 25 - พวกนายเอาจริงดิ
บทที่ 25 - พวกนายเอาจริงดิ
หานเหมี่ยว!
เมื่อได้ยินหลิวอวี่ถงพูดถึงเธอ ซูฮ่าวหรานลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่บอกเล่าอาการในปัจจุบันของหานเหมี่ยวออกไป
เวลาแปดโมงเช้า หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ซูฮ่าวหรานกับหลิวอวี่ถงก็ขับรถมาถึงฟิตเนสคลับชิงซง
ที่นี่คือฟิตเนสที่ดีที่สุดในเมืองหนิงโจวแถมยังมีสาขาทั่วประเทศอีกด้วย
ทันทีที่เดินเข้ามาในยิม หลิวอวี่ถงในชุดแบรนด์ดิออร์ก็สะกดสายตาทุกคนไว้ในพริบตา
"คุณผู้หญิงท่านนี้ กำลังมองหาเทรนเนอร์ส่วนตัวอยู่หรือเปล่าครับ"
ครูฝึกฟิตเนสรูปร่างกำยำสูงราวหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาหลิวอวี่ถง เขายิ้มพร้อมกับแนะนำตัวเอง "ผมหลิวจิ้งหลงเป็นเทรนเนอร์ระดับหนึ่งของชิงซง สามารถให้คำแนะนำการออกกำลังกายแก่คุณได้ครบทุกรูปแบบเลยครับ"
หลังจากแนะนำตัวเสร็จ หลิวจิ้งหลงก็ขยิบตาให้หลิวอวี่ถง สายตาหยอกล้อนั้นดูหื่นกามสุดๆ
เห็นได้ชัดว่าไอ้หมอนี่ถูกความสวยของหลิวอวี่ถงดึงดูดจนมองข้ามไปเลยว่าสาวสวยตรงหน้ากำลังตั้งครรภ์อยู่
"เพื่อน เลิกใช้สายตากะลิ้มกะเหลี่ยแบบนั้นมองภรรยาผมได้แล้ว"
ซูฮ่าวหรานยื่นมือไปจับหัวของหลิวจิ้งหลงให้หันมามองที่เขาแทนพร้อมกับเอ่ยหน้าตาย "เธอมาเป็นเพื่อนผมออกกำลังกาย คนที่คุณต้องดูแลคือผมต่างหาก"
"คุณ ... แค่กๆ!"
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวจิ้งหลงหุบลงทันที เขากวาดสายตามองซูฮ่าวหรานตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด "พื้นฐานร่างกายของคุณแย่เกินไป แขนขาก็ลีบเล็ก หุ่นแบบนี้ถ้าอยากเล่นให้มีกล้ามก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งปีขึ้นไปนู่น เดี๋ยวผมไปเรียกเทรนเนอร์ผู้หญิงมาสอนให้ก็แล้วกัน"
"ไม่ต้องเอาเทรนเนอร์ผู้หญิงหรอก เลือกคุณนี่แหละ"
ยังไม่ทันที่ซูฮ่าวหรานจะได้เอ่ยปาก หลิวอวี่ถงก็ชิงพูดขึ้นก่อน "สามีฉันตัวสูงกว่าคุณอีกนะ แค่ร่างกายเขาอ่อนแอไปหน่อย ฉันอยากให้คุณมาเป็นคนคอยแนะนำเขา จัดตารางฝึกแบบหนักๆ ไปเลย เขาจะได้แข็งแรงขึ้นไวๆ"
"ถ้าอย่างนั้นผมขอตกลงกันก่อนนะ ค่าสอนส่วนตัวของผมชั่วโมงละสองร้อยห้าสิบหยวน คุณต้องเติมเงินในบัตรอย่างน้อยยี่สิบชั่วโมงผมถึงจะยอมสอนให้เขา" ตอนที่หลิวจิ้งหลงบอกราคา บนใบหน้าของเขาไม่มีรอยยิ้มหลงเหลืออยู่เลย เห็นได้ชัดว่าเขากำลังผิดหวังอย่างหนัก
"ตกลงค่ะ" หลิวอวี่ถงยกมือขึ้นกระทุ้งสีข้างซูฮ่าวหรานพลางกระซิบ "ที่รัก ทำบัตรเถอะ วันนี้วันอาทิตย์ คุณก็ฝึกอยู่ที่นี่ให้นานหน่อย วันหลังเลิกงานก็แวะมาเล่นสักชั่วโมง แบบนี้ไม่นานคุณก็จะกลับมาแข็งแรงแล้ว"
"ตกลง!"
พอเห็นซูฮ่าวหรานควักเงินทำบัตร สีหน้าของหลิวจิ้งหลงก็กลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง
แต่ทว่าไอ้หมอนี่คงคิดว่าซูฮ่าวหรานไม่คู่ควรกับหลิวอวี่ถง สายตาที่เขามองซูฮ่าวหรานจึงเต็มไปด้วยความเป็นปรปักษ์ เขาจงใจตบไหล่ซูฮ่าวหรานแรงๆ แล้วพูดว่า "เพื่อน ร่างกายผอมแห้งอย่างนายเนี่ย ถ้าอยากจะเป็นผู้ชายหุ่นล่ำแบบฉันล่ะก็ ต้องเริ่มจากการสร้างกล้ามเนื้อหน้าอกกับกล้ามเนื้อหน้าแขนก่อน มาสิ พวกเรามาเริ่มฝึกท่าเบนช์เพรสกันก่อน เดี๋ยวฉันจะสาธิตให้ดู"
ระหว่างที่พูด หลิวจิ้งหลงก็พาซูฮ่าวหรานเดินมายังแท่นยกน้ำหนักในโซนเวทเทรนนิ่ง
หลิวอวี่ถงอาศัยจังหวะที่ซูฮ่าวหรานกำลังเรียนรู้วิธีการเล่นขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ก่อนไปเธอยังกระซิบกำชับให้ซูฮ่าวหรานตั้งใจเรียนด้วย
หลิวจิ้งหลงเอนตัวลงนอนบนม้านั่ง สองมือจับแกนบาร์เบลแล้วค่อยๆ ดันขึ้นพลางอธิบาย "ดูท่าทางของฉันสิ มาตรฐานเป๊ะขนาดไหน ไม่ได้โม้นะ น้ำหนักเบนช์เพรสของฉันอยู่ที่หนึ่งร้อยสี่สิบสี่กิโลกรัม สถิติของฉันอยู่อันดับสองของฟิตเนสนี้เลยนะเว้ย"
ซูฮ่าวหรานมองหลิวจิ้งหลงยกขึ้นลงสามครั้งก็เริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมา เมื่อหลิวจิ้งหลงดันบาร์เบลขึ้นอีกครั้ง เขาก็ยื่นมือขวาออกไปจับแกนบาร์เบลตรงกลาง ยกขึ้นสูงครึ่งฟุตอย่างสบายๆ แล้ววางกลับเข้าชั้นวางพลางหัวเราะร่วน "ผมดูจนเข้าใจละ ขอผมลองบ้างสิ"
เชี่ย!
วินาทีนั้นหลิวจิ้งหลงแทบจะช็อกตาย
นี่มันบาร์เบลน้ำหนักหนึ่งร้อยสี่สิบกิโลกรัมเชียวนะ เกือบจะถึงขีดจำกัดเบนช์เพรสของเขาอยู่แล้ว แต่ไอ้หมอนี่ที่ดูอ่อนแอกลับใช้มือเดียวหน้าตาเฉย แถมยังยกได้อย่างสบายๆ อีกต่างหาก นี่เขาตาฝาดไปเองหรือเปล่าวะ
ขณะที่หลิวจิ้งหลงกำลังเหม่อลอย ซูฮ่าวหรานก็จับไหล่เขาแล้วดึงตัวลุกขึ้นมา
"เอ่อ เพื่อน เดี๋ยวฉันเปลี่ยนแผ่นน้ำหนักให้ใหม่ดีกว่า หนึ่งร้อยสี่สิบกิโลกรัมมัน ... "
เมื่อเห็นซูฮ่าวหรานนอนลง หลิวจิ้งหลงก็ตั้งใจจะบอกว่าหนึ่งร้อยสี่สิบกิโลกรัมมันยากเกินไปสำหรับเขา แต่พอคิดได้ว่าเมื่อกี้อีกฝ่ายเพิ่งใช้มือเดียวยกบาร์เบลขึ้นมาอย่างชิลๆ คำพูดท่อนหลังก็ถูกกลืนลงคอไป
วินาทีต่อมา ซูฮ่าวหรานใช้สองมือจับแกนบาร์เบลแล้วยกขึ้นอย่างง่ายดาย เขาฝึกไปพลางพูดไปพลาง "โค้ชหลิว น้ำหนักแค่นี้มันเบาไปหน่อย ช่วยเพิ่มแผ่นเหล็กให้อีกสักหน่อยได้ไหม"
"นี่ ... หรือจะให้ฉันเพิ่มเป็นหนึ่งร้อยสี่สิบสี่กิโลกรัมล่ะ นั่นมันสถิติสูงสุดของฉันเลยนะ" หลิวจิ้งหลงลองหยั่งเชิงดู
"ไม่ต้อง เพิ่มเป็นสองร้อยกิโลกรัมไปเลย" ซูฮ่าวหรานตอบกลับอย่างชิลๆ แต่คำตอบนั้นกลับทำเอาหลิวจิ้งหลงตกใจจนตาแทบถลน
ตกลงว่าแกมาออกกำลังกายหรือมาอวดเก่งกันแน่
"ดูท่าฉันจะมองคนผิดไป พี่ชายก็แข็งแกร่งไม่เบาเลยนี่"
หลิวจิ้งหลงกัดฟันพูด จากนั้นก็จงใจกลั่นแกล้งโดยการเพิ่มแผ่นเหล็กน้ำหนักสี่สิบกิโลกรัมให้ซูฮ่าวหรานอีกสองแผ่น
ทำให้ตอนนี้น้ำหนักรวมของบาร์เบลพุ่งสูงถึงสองร้อยยี่สิบกิโลกรัม
"หึหึ ไอ้จอมอวดดี สองร้อยยี่สิบกิโลกรัม ฉันอยากจะรู้นักว่าแกจะดันมันขึ้นไหม"
หลิวจิ้งหลงสบถด่าในใจแต่ใบหน้ากลับเปื้อนยิ้มประจบ "เอาล่ะเพื่อน ลองดูสิ ถ้าดันไม่ขึ้นก็อย่าฝืนนะ จุดประสงค์ของการเล่นฟิตเนสคือทำให้ร่างกายแข็งแรง อย่าเล่นจนตัวเองต้องบาดเจ็บล่ะ"
เอี๊ยด!
ขณะที่หลิวจิ้งหลงกำลังเสแสร้งสั่งสอน ซูฮ่าวหรานก็ดันบาร์เบลขึ้นไปอีกครั้ง น้ำหนักมหาศาลถึงสองร้อยยี่สิบกิโลกรัมกดทับจนแกนบาร์เบลส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด
แต่ทว่า!
ถึงกระนั้นสีหน้าของซูฮ่าวหรานก็ยังคงความชิลเอาไว้ เขาฝึกต่อไปพร้อมกับพูดว่า "ยังไม่พอ นี่ไม่ใช่ขีดจำกัดของผม เพิ่มให้ผมเป็นห้าร้อยกิโลกรัมที"
"ห้าร้อยกิโลกรัม!"
หลิวจิ้งหลงแทบจะเป็นบ้า สถิติโลกท่าเบนช์เพรสก็เพิ่งจะห้าร้อยกิโลกรัมเท่านั้น แถมยังเป็นสถิติที่ตินี่ไมค์นักกีฬาจอมพลังชาวอเมริกาทำไว้โดยมีอุปกรณ์ช่วยพยุงอีกต่างหาก
"โค้ชหลิว เร็วเข้าสิ" ซูฮ่าวหรานที่กำลังยกบาร์เบลอยู่เร่งเร้าหลิวจิ้งหลงให้เพิ่มน้ำหนัก
"ได้ ได้ เดี๋ยวฉันเพิ่มให้"
หลิวจิ้งหลงโกรธจนควันออกหู เขาตะโกนเสียงดังลั่น "เสี่ยวหวัง เสี่ยวหลี่ มาช่วยหน่อย ไปหยิบแผ่นเหล็กสีดำขนาดใหญ่มาสี่แผ่น"
แผ่นเหล็กสีดำขนาดใหญ่หนึ่งแผ่นมีน้ำหนักเจ็ดสิบห้ากิโลกรัม สี่แผ่นรวมกันก็สามร้อยกิโลกรัมพอดี เมื่อรวมกับแผ่นเหล็กที่ซูฮ่าวหรานกำลังยกอยู่ น้ำหนักรวมทั้งหมดจะพุ่งสูงถึงห้าร้อยยี่สิบกิโลกรัม
สิ้นเสียงตะโกนของหลิวจิ้งหลง ผู้ช่วยโค้ชสองคนก็รีบวิ่งเข้ามาทันที ในขณะเดียวกันแผ่นเหล็กสีดำขนาดใหญ่สี่แผ่นก็สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนทั้งฟิตเนส
"นี่มันน้ำหนักสามร้อยกิโลกรัมเลยนะ ใครกันที่เล่นโหดขนาดนี้"
"หรือว่าจะมีนักกีฬาจอมพลังชื่อดังคนไหนมาซ้อมที่นี่ รีบไปดูกันเถอะ"
"เชี่ย พี่ชายคนนี้กำลังเบนช์เพรสสองร้อยยี่สิบกิโลกรัมอยู่ โคตรเถื่อนเลยเว้ย"
ด้วยเหตุนี้ ผู้คนนับสิบชีวิตทั้งนักเล่นกล้ามและโค้ชชายหญิงจึงแห่กันมามุงดูซูฮ่าวหรานอย่างรวดเร็ว
หลังจากใส่แผ่นเหล็กจนครบ แกนบาร์เบลก็ถูกกดทับจนโค้งงออย่างเห็นได้ชัด น้ำหนักระดับนี้ไม่เพียงแต่เป็นขีดจำกัดสูงสุดของมนุษย์เท่านั้น แต่มันยังเป็นขีดจำกัดของแกนเหล็กอีกด้วย
เวลานี้ซูฮ่าวหรานสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะยกสองมือขึ้น
เมื่อสองมือของเขากำรอบแกนบาร์เบล โซนเวทเทรนนิ่งของฟิตเนสก็เงียบกริบลงทันที
กึก ... เอี๊ยดอ๊าดๆ!
จากนั้นซูฮ่าวหรานก็ค่อยๆ ออกแรง แกนบาร์เบลทั้งสองฝั่งส่งเสียงเสียดสีของโลหะบาดหู
"พระเจ้าช่วย ยกขึ้นแล้ว"
หลิวจิ้งหลงเผลออุทานออกมาอย่างลืมตัวเพราะอ้าปากกว้างเกินไปจนขากรรไกรแทบจะค้าง
ใช่แล้ว บาร์เบลน้ำหนักห้าร้อยยี่สิบกิโลกรัมถูกซูฮ่าวหรานค่อยๆ ดันขึ้นไป
ทุกคนเห็นได้ชัดเจนว่าบนท่อนแขนที่กำลังเหยียดตรงของซูฮ่าวหรานมีเส้นเลือดดำขนาดเก่านิ้วก้อยปูดโปนขึ้นมาหลายเส้น กล้ามเนื้อทุกมัดบนแขนทั้งสองข้างนูนเด่นชัดเจน
เห็นได้ชัดว่าการยกน้ำหนักห้าร้อยยี่สิบกิโลกรัมนั้นกินแรงซูฮ่าวหรานไปไม่น้อย
ทว่าแววตาของซูฮ่าวหรานกลับเปล่งประกายเจิดจ้า
เป็นไปตามที่เขาคาดไว้ ภายใต้แรงกดดันจากขีดจำกัดของความแข็งแกร่ง พลังแฝงในตัวเขาได้รับการปลดปล่อย เคล็ดวิชากายาทองคำเก้าวัฏจักรเริ่มทำงานโดยอัตโนมัติ
สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่ายิ่งได้รับแรงกดดันมากเท่าไหร่ ผู้ที่ฝึกฝนกายาทองคำเก้าวัฏจักรก็จะยิ่งปลดปล่อยพลังแฝงออกมาได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
จากนั้นซูฮ่าวหรานก็เริ่มการฝึกฝนทะลุขีดจำกัด
ครั้งที่สอง!
ครั้งที่สาม!
ครั้งที่สี่ ...
ตอนแรกซูฮ่าวหรานมีท่าทีว่าใช้แรงไปอย่างมหาศาล แต่พอนานเข้าเขาก็เริ่มชินกับน้ำหนักระดับขีดจำกัดนี้ พลังแฝงในร่างกายก็ปะทุออกมาอย่างต่อเนื่องจนเขากลับทำมันได้อย่างสบายๆ
ฝูงชนที่มุงดูอยู่พากันอ้าปากค้าง นี่มันยังใช่คนอยู่อีกเหรอ
ครั้งที่สิบแปด!
ตึง!
ซูฮ่าวหรานสะบัดแขนทั้งสองข้างอย่างแรงก่อนจะวางบาร์เบลกลับเข้าชั้นวาง
ในวินาทีนั้น เส้นเอ็นบริเวณแขน บ่า และคอของเขาปูดโปนขึ้นมาทั้งหมด พลังลมปราณแทรกซึมและไหลเวียนอยู่ใต้ผิวหนังและตามข้อต่อกระดูก
"โค้ชหลิว ท่าเบนช์เพรสนี่ไม่เห็นจะน่าสนุกตรงไหนเลย มีเครื่องไหนที่ช่วยฝึกกล้ามเนื้อได้ทั้งตัวบ้างไหม" ซูฮ่าวหรานลุกขึ้นนั่งแล้วหันไปถามหลิวจิ้งหลง
"ห๊ะ อ้อ มีสิมี"
หลิวจิ้งหลงชี้มือไปทางทิศตะวันออกพลางตอบ "ทางนู้นมีเครื่องสมิธแมชชีนสำหรับฝึกสควอท เหมาะสำหรับฝึกกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายที่สุดแล้ว"
"เยี่ยมไปเลย"
ซูฮ่าวหรานรีบเดินไปที่เครื่องสมิธแมชชีน เขากวาดตามองตัวเลขน้ำหนักบนหน้าจอซึ่งแสดงผลอยู่ที่หนึ่งร้อยเก้ากิโลกรัม เขาขมวดคิ้วแล้วพูดว่า "เบาเกินไป"
"นี่ยังเบาอยู่อีกเหรอ"
หลิวจิ้งหลงพูดไม่ออกเลยจริงๆ ท่าสควอทเนี่ยนะ นี่มันเป็นการออกกำลังกายแบบใช้กล้ามเนื้อทั้งตัวเลยนะ ถ้าน้ำหนักมากเกินไป กระดูกสันหลังอาจจะได้รับบาดเจ็บได้ง่ายๆ ซึ่งนั่นเป็นปัญหาใหญ่เลยทีเดียว
คนที่ตามมาดูเรื่องสนุกก็ถึงกับพูดไม่ออกเช่นกัน
แถมซูฮ่าวหรานยังไม่รู้ตัวเลยว่าคำพูดที่บอกว่าเบาเกินไปของเขาได้ไปล่วงเกินยอดมนุษย์จอมพลังประจำฟิตเนสคลับชิงซงเข้าให้แล้ว
ชายฉกรรจ์ร่างสูงราวหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรช่วงไหล่กว้างกว่าคนปกติถึงสองเท่าเดินแหวกฝูงชนเข้ามา เขาเบิกตาโตเท่าไข่ห่านจ้องมองซูฮ่าวหรานแล้วถามว่า "ไอ้หนู แกบอกว่าหนึ่งร้อยเก้ากิโลกรัมเบาเกินไป แกดูถูกฉันงั้นเหรอ"
ซูฮ่าวหรานไม่รู้จักชายร่างยักษ์คนนี้ แต่คนรอบข้างหลายคนรู้จักเขาดี บางคนถึงกับร้องอุทานออกมา "โค้ชเหรียญทองหลี่หย่ง วันนี้เขาหยุดไม่ใช่เหรอ"
ใช่แล้ว ชายคนนี้คือโค้ชเหรียญทองของฟิตเนสคลับชิงซง แถมยังมีดีกรีเป็นนักกีฬาจอมพลังอาชีพตัวท็อปอีกด้วย
สถิติการเล่นเวทเทรนนิ่งทุกเครื่องในฟิตเนสแห่งนี้ล้วนแต่เป็นของหลี่หย่งทั้งสิ้น
ซูฮ่าวหรานมองหน้าหลี่หย่งแล้วตอบกลับอย่างใจเย็น "ผมแค่บอกว่ามันเบาเกินไป ทำไมคุณถึงคิดว่าผมดูถูกคุณล่ะ ผมพูดผิดตรงไหน ในเมื่อมันเบาจริงๆ นี่นา"
เบาจริงๆ งั้นเหรอ
น้ำหนักหนึ่งร้อยเก้ากิโลกรัมคือความหนักปกติที่หลี่หย่งใช้ซ้อมเป็นประจำ คำพูดของซูฮ่าวหรานถือเป็นการหยามเกียรติเขาอย่างรุนแรง
หลี่หย่งยกมือขึ้นตบเครื่องสมิธแมชชีนดังปังแล้วพูดเสียงดังลั่น "ดีมากไอ้หนู ฉันขอท้าดวลกับแก แกกล้ารับคำท้าไหม"
"ดวลยังไง" ซูฮ่าวหรานถามกลับ
หลี่หย่งแสยะยิ้มเย็นชา "ไม่ว่าแกจะเล่นสควอทด้วยน้ำหนักเท่าไหร่ ฉันจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นอีกสิบกิโลกรัมเสมอ ถ้าแกเอาชนะฉันได้ ค่าใช้จ่ายในการมาเล่นฟิตเนสที่นี่ทั้งหมด ฉันจะเป็นคนจ่ายให้เอง"
"ตกลง" ซูฮ่าวหรานดีดนิ้วตอบตกลงอย่างง่ายดาย
ขณะที่ทั้งสองกำลังเตรียมตัวประลองกัน หลิวจิ้งหลงก็สอดปากขึ้นมา "เดี๋ยวก่อนลูกพี่หย่ง ทำแบบนี้มันได้ใจหมอนี่เกินไปแล้วนะ ถ้าพี่แพ้พี่ต้องจ่ายค่าฟิตเนสให้มัน แล้วถ้ามันแพ้ล่ะจะทำยังไง"
"จริงด้วย"
หลี่หย่งตาเป็นประกาย รีบเสริมทันที "ไอ้หนู ถ้าแกแพ้ แกต้องคุกเข่าขอโทษฉันต่อหน้าทุกคน ต้องยอมรับว่าตัวเองอวดดีเกินไปและต่อไปนี้แกต้องทำตัวเจียมเนื้อเจียมตัวเวลาเจอหน้าฉัน"
ยังไม่ทันที่ซูฮ่าวหรานจะตกลง หลิวจิ้งหลงก็พูดแทรกขึ้นมาอีก "แค่นี้มันก็ยังน้อยไปอยู่ดี ผมว่าเราควรจะเดิมพันให้มันใหญ่กว่านี้หน่อย ลูกพี่หย่ง พี่ฟังผมนะ ถ้ามันแพ้ก็ให้มันคุกเข่าขอโทษพี่ แต่ถ้าพี่แพ้ พี่ก็ให้เงินมันสักแสนนึงเป็นไง ยังไงซะพี่ก็ไม่มีทางแพ้อยู่แล้วนี่"
"เสี่ยวหลง แกพูดถูกใจฉันมาก ยังไงซะฉันก็ไม่มีทางแพ้อยู่แล้ว"
หลี่หย่งตบไหล่หลิวจิ้งหลงก่อนจะหันไปถลึงตาใส่ซูฮ่าวหราน "แสนนึงมันดูถูกกันเกินไป ถ้าแกชนะ ฉันจะให้เงินแกห้าแสนหยวน เดิมพันห้าแสนกับการคุกเข่าของแก แกไม่ขาดทุนหรอกมั้ง"
พรืด!
ซูฮ่าวหรานถูกไอ้กล้ามโตสองคนนี้ทำให้หลุดขำ เขาถามกลับด้วยท่าทีสบายๆ ว่า "พวกนายเอาจริงดิ"
"แน่นอนว่าเอาจริง" หลี่หย่งตอบเสียงหนักแน่น
"เยี่ยม" ซูฮ่าวหรานหัวเราะร่า เขาเลียนแบบท่าทางของหลี่หย่งโดยการตบไหล่หลิวจิ้งหลงเบาๆ "เพื่อน ขอบใจมากนะ"
[จบแล้ว]