- หน้าแรก
- ทิ้งบัลลังก์เก้าชั้นฟ้ามาเกิดใหม่เลยต้องฟาร์มแต้มบุญไปเปย์ภรรยาและลูก
- บทที่ 5 - แลกเปลี่ยนทักษะประเมินของเก่า
บทที่ 5 - แลกเปลี่ยนทักษะประเมินของเก่า
บทที่ 5 - แลกเปลี่ยนทักษะประเมินของเก่า
คืนนั้นซูฮ่าวหรานก็ยังคงก้าวข้ามกำแพงในใจของตัวเองไปไม่ได้ เขาจึงปฏิเสธความหวังดีของหลิวอวี่ถงไป
และเป็นเพราะการปฏิเสธของซูฮ่าวหรานในครั้งนี้เองที่ทำให้หลิวอวี่ถงยิ่งรู้สึกซาบซึ้งใจ เธอคิดไปเองว่าซูฮ่าวหรานกลัวจะกระทบกระเทือนถึงลูกในท้อง ดูเหมือนว่าสามีของเธอจะกลับตัวกลับใจเป็นคนดีแล้วจริงๆ
ค่ำคืนนี้หลิวอวี่ถงนอนกอดซูฮ่าวหรานอย่างหลับสนิท มุมปากของเธอยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มแห่งความสุขอยู่บ่อยครั้ง
"ที่รัก วันนี้ไปทำงานวันแรก สู้ๆ นะคะ"
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นหลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ หลิวอวี่ถงก็ส่งซูฮ่าวหรานออกจากบ้านด้วยรอยยิ้ม เธอให้กำลังใจเขาอย่างอ่อนโยนพร้อมกับประทับริมฝีปากจูบเบาๆ ที่แก้มของเขาหนึ่งที
เพียงชั่วข้ามคืนใบหน้าของหลิวอวี่ถงก็กลับมาขาวอมชมพูและดูเปล่งปลั่งขึ้น ความซูบซีดร่วงโรยที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น เธอดูงดงามราวกับดอกซุยเซียนที่กำลังเบ่งบานหยาดเยิ้มจนซูฮ่าวหรานถึงกับตะลึงงันและเผลอใจเต้นแรงไปชั่วขณะ
"อืม ผมจะตั้งใจทำงานนะ" ซูฮ่าวหรานที่ขอบตาดำคล้ำเป็นหมีแพนด้าส่งยิ้มและโบกมือลาภรรยา
หลังจากส่งซูฮ่าวหรานเสร็จหลิวอวี่ถงก็พึมพำกับตัวเองด้วยความสงสัย "เมื่อคืนที่รักน่าจะนอนไม่ค่อยหลับ สงสัยคงจะตื่นเต้นที่ต้องไปทำงานวันแรกแน่ๆ เลย"
...
ตามข้อตกลงระหว่างหลิวอวี่ถงและต่งซืออวี่เมื่อวาน ซูฮ่าวหรานได้กระโดดข้ามขั้นเข้ามาเป็นรองผู้จัดการแผนกธุรกิจของบริษัทการค้าซือเซวียน
เนื่องจากเขาต้องไปรายงานตัวและรับบัตรพนักงานที่แผนกบุคคลก่อน กว่าเขาจะเดินมาถึงแผนกธุรกิจเวลาก็ปาเข้าไปแปดโมงสามนาทีแล้ว
"มาสายไปสามนาที ไสหัวออกไปเถอะ"
ทันทีที่ซูฮ่าวหรานก้าวเท้าเข้ามาในโซนสำนักงาน เขาก็ถูกเสียงตวาดอย่างเกรี้ยวกราดสั่งให้หยุดเดิน
หญิงสาวผมสั้นในชุดสูทกระโปรงสไตล์สาวออฟฟิศสีเทาเงิน เธอมีรูปร่างเล็กกะทัดรัดแต่กลับมีส่วนโค้งเว้าที่อวบอิ่มเกินตัว หญิงสาวจ้องมองซูฮ่าวหรานด้วยสายตาเหยียดหยามซึ่งแฝงไปด้วยความเป็นศัตรูอย่างเห็นได้ชัด
พนักงานในแผนกธุรกิจเกือบยี่สิบชีวิตต่างก็หันมามองรองผู้จัดการคนใหม่ แต่ละคนล้วนมีสีหน้าจับผิดและรอชมเรื่องสนุก
"หึ! คิดจะข่มขวัญกันตั้งแต่เริ่มเลยสินะ"
ซูฮ่าวหรานแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อยและมองตรงไปยังกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่ด้านบนของโซนสำนักงาน
อีกด้านหนึ่งของกล้องวงจรปิด ต่งซืออวี่ที่นั่งอยู่ในห้องทำงานผู้จัดการใหญ่กำลังจ้องมองสถานการณ์ในแผนกธุรกิจผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ ใบหน้าที่ควรจะเย่อหยิ่งเย็นชากลับปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เธอชูหมัดเล็กๆ ขึ้นมาพลางพูดว่า "ชิ! ฉันจะทำให้แกได้รู้ว่าจุดจบของการล่วงเกินผู้หญิงมันเป็นยังไง บังอาจมาด่าฉันว่ายัยบ๊อง หาว่าฉันไร้การศึกษา คอยดูเถอะว่าวันนี้แกจะขายหน้าขนาดไหน"
ภายในแผนกธุรกิจ ซูฮ่าวหรานละสายตาจากกล้องวงจรปิดและเดินตรงไปยังห้องทำงานของรองผู้จัดการโดยไม่สนใจเสียงตวาดของหญิงสาวผมสั้นเลยแม้แต่น้อย
เหอะ!
ตอนที่ซูฮ่าวหรานเดินผ่านร่างของหญิงสาวผมสั้น เธอกลับพูดจาดูถูกเขาขึ้นมาอีกครั้ง "พวกที่ใช้เส้นสายผู้หญิงเข้ามาเป็นรองผู้จัดการนี่มันหยิ่งยโสไม่เห็นหัวใครจริงๆ ไม่คิดเลยว่าแผนกธุรกิจที่ยอดเยี่ยมที่สุดของบริษัทการค้าซือเซวียนเรา ต่อไปนี้จะต้องมาคอยเลี้ยงดูตัวไร้ประโยชน์ซะแล้ว"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ของหญิงสาวผมสั้น ฝีเท้าของซูฮ่าวหรานก็หยุดชะงักลงในที่สุด
เขาปรายตามองป้ายชื่อผู้จัดการบนหน้าอกของหญิงสาวแล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ฉู่อวี้ คุณกำลังสงสัยในความสามารถของผมงั้นเหรอ หรือคุณคิดว่าตัวเองเก่งกว่าผม"
ฉู่อวี้ยกมือขวาขึ้นมาเสยปลายผมสั้นที่ระต้นคอเบาๆ จังหวะที่แขนของเธอขยับ คอเสื้อสูทที่เว้าลึกก็แหวกกว้างขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นเนินอกอวบอิ่มที่ซ่อนอยู่ภายในซึ่งถือเป็นเสน่ห์ความเป็นหญิงที่น่าภาคภูมิใจของเธอ
ฉู่อวี้เชิดคางขึ้นเล็กน้อยเพื่อท้าทายสายตาของซูฮ่าวหราน "ฉันก็ต้องเก่งกว่านายอยู่แล้ว ไม่งั้นตำแหน่งของฉันจะโดนนายแย่งไปได้ยังไง ถ้าไม่พอใจเราก็มาแข่งกันต่อหน้าทุกคนเลยเป็นไง"
ซูฮ่าวหรานมองตามสายตาของฉู่อวี้ไปทางซ้ายมือ ฝั่งซ้ายของโซนสำนักงานมีตู้โชว์กระจกยาวตั้งเรียงรายอยู่
ภายในตู้โชว์เต็มไปด้วยวัตถุโบราณ ภาพวาด และงานอักษรวิจิตรหลากหลายชนิด เครื่องทองสัมฤทธิ์บางชิ้นยังมีคราบสนิมสีเขียวเกาะอยู่หนาเตอะ
บริษัทการค้าซือเซวียนทำธุรกิจเกี่ยวกับของเก่าอยู่แล้ว พนักงานในแผนกธุรกิจเกือบยี่สิบชีวิตต่างก็มีใบรับรองคุณวุฒินักประเมินของเก่าระดับกลางกันทุกคน เรียกได้ว่าเป็นทีมงานระดับหัวกะทิเลยทีเดียว
"เอ๊ะ พลังวิญญาณ!"
เมื่อเห็นของเก่ามากมายขนาดนี้ เนตรทิพย์ของซูฮ่าวหรานก็เปิดทำงานโดยอัตโนมัติ เขามองเห็นแสงแห่งพลังวิญญาณหลากหลายสีสันเปล่งประกายออกมาจากวัตถุโบราณหลายชิ้น
เครื่องทองสัมฤทธิ์และเครื่องกระเบื้องเคลือบปกติหากถูกฝังอยู่ใต้ดินและได้รับพลังหยินหยางคอยหล่อเลี้ยงนานนับร้อยปีขึ้นไปก็จะก่อเกิดเป็นพลังวิญญาณสีเทาอมฟ้า ยิ่งอายุเก่าแก่มากเท่าไหร่พลังวิญญาณก็จะยิ่งสว่างไสวมากขึ้นเท่านั้น
ยังมีภาพวาดและงานอักษรวิจิตรชิ้นเอกบางชิ้นที่ผู้สร้างสรรค์ทุ่มเทจิตวิญญาณลงไป แถมยังถูกแขวนประดับไว้ในโถงใหญ่ให้ผู้คนได้ชื่นชม เมื่อเวลาผ่านไปร้อยปีก็จะก่อเกิดเป็นพลังวิญญาณสีทองอมฟ้า ยิ่งไปกว่านั้นภาพวาดที่ตกทอดมาแต่โบราณบางชิ้นก็เคยเกิดปรากฏการณ์ภาพวาดสื่อจิตวิญญาณมาแล้วเช่นกัน
หากวัตถุโบราณถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีนานนับพันปีโดยไม่บุบสลายก็อาจจะวิวัฒนาการจนก่อเกิดเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งจิตวิญญาณได้ สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้วสิ่งนี้ถือเป็นของวิเศษที่สามารถใช้เปิดจุดชีพจรลับในร่างกายมนุษย์ได้เลยทีเดียว
"น่าเสียดายจริงๆ!"
ซูฮ่าวหรานส่ายหน้าเบาๆ น่าเสียดายที่ในตู้โชว์ไม่มีวัตถุโบราณชิ้นไหนที่มีอายุถึงพันปีเลยสักชิ้น
"น่าเสียดายงั้นเหรอ"
ฉู่อวี้ไม่เข้าใจความหมายของซูฮ่าวหราน เธอคิดว่าเขากำลังดูถูกของสะสมในแผนกธุรกิจจึงแว้ดใส่ด้วยความโมโห "นายกำลังจะบอกว่าของสะสมในแผนกธุรกิจของเรามันห่วยแตกล่ะสิ นายกำลังดูถูกผลงานของพวกเราอยู่ใช่ไหม"
"ผม ..."
"ผมอะไรของนาย"
ฉู่อวี้พูดแทรกซูฮ่าวหรานอย่างห้วนๆ เธอเดินฉับๆ ไปหยุดอยู่ที่หน้าตู้โชว์และเริ่มบรรยายสรรพคุณของเก่าด้วยความรวดเร็ว
"กระถางธูปยุคต้นราชวงศ์ชิงชิ้นนี้ ลูกศิษย์ของฉันรับซื้อมาเมื่อครึ่งปีก่อนในราคาสามร้อยหยวน ตอนนี้มีลูกค้าเป็นสิบคนถูกใจกระถางธูปใบนี้ ราคาประมูลถูกดันขึ้นไปถึงสามแสนหยวนแล้ว"
"แล้วก็จานฝนหมึกต้วนเยี่ยนเก่าเก็บชิ้นนี้ ฉันเพิ่งไปเจอมาจากตลาดของเก่าเมื่อเดือนก่อน ใช้เงินซื้อมาแค่ห้าร้อยหยวน ท่านประธานต่งตัดสินใจแล้วว่าเดือนหน้าบริษัทเราจะนำจานฝนหมึกชิ้นนี้ออกประมูลแบบเปิดเผย ประเมินราคาขั้นต่ำไว้ที่ห้าแสนหยวน"
"และก็ภาพวาดชิ้นนี้ 'ภาพสนต้องลมคิมหันต์' เป็นผลงานของหวังเจี้ยน จิตรกรชื่อดังในยุคปลายราชวงศ์หมิง ลูกศิษย์ของฉันรับซื้อมาในราคาสามพันหยวนและผ่านการตรวจสอบจากปรมาจารย์นักประเมินหลายท่านแล้วว่าเป็นของแท้แน่นอน ถ้าเอาไปประมูลอย่างน้อยก็ต้องขายได้ไม่ต่ำกว่าสามล้านหยวน"
หลังจากแนะนำของเก่ารวดเดียวสามชิ้น ฉู่อวี้ก็เชิดคางแหลมๆ ขึ้นมองซูฮ่าวหรานพลางถามท้าทาย "เมื่อกี้นายอยากจะพูดอะไร ตอนนี้ก็เชิญพูดมาได้เลย"
ซูฮ่าวหรานเอามือไพล่หลังพลางหลับตาลงเล็กน้อย เขาเพ่งจิตมองเข้าไปในเข็มทิศดาราบุญญาธิการที่อยู่ในหัว "ตอนที่ข้าช่วยวินิจฉัยโรคให้นายท่านต่ง ข้าได้รับแต้มบุญมาหนึ่งดาว สามารถแลกเปลี่ยนเป็นทักษะทางโลกอะไรก็ได้ ข้ายังไม่ได้ใช้สิทธิ์นั้น ตอนนี้ข้าต้องการแลกเปลี่ยนเป็นทักษะประเมินของเก่า"
"ติ๊ง! แลกเปลี่ยนสำเร็จ!"
พริบตาเดียวความรู้มหาศาลเกี่ยวกับทักษะการประเมินของเก่าก็หลั่งไหลเข้าสู่สมองของซูฮ่าวหรานและหลอมรวมกลายเป็น 'เคล็ดวิชาประเมินวัตถุโบราณ'
เมื่อเห็นซูฮ่าวหรานนิ่งเงียบไป ฉู่อวี้ก็รุกฆาตต่อทันที "พูดมาสิ หรือว่าตอนนี้แม้นแต่ความกล้าที่จะปริปากพูดก็ไม่มีแล้ว"
"หึๆ โดนผู้จัดการฉู่เล่นงานซะขนาดนี้ ดูท่ารองผู้จัดการซูคงจะได้ขายหน้าก็คราวนี้แหละ"
"ใช้เส้นสายผู้หญิงเข้ามาเป็นรองผู้จัดการแผนกเรา ก็แค่หวังจะมาเกาะกินเปอร์เซ็นต์จากยอดขายของพวกเรานั่นแหละ คอยดูซิว่าเขาจะยังมีหน้าทนอยู่แผนกนี้ต่อไปได้อีกไหม"
"ตำแหน่งรองผู้จัดการเดิมทีก็ควรจะเป็นของลูกศิษย์พี่อวี้อยู่แล้ว คนแซ่ซูคนนี้ไม่คู่ควรเลยสักนิด"
พนักงานคนอื่นๆ เริ่มซุบซิบนินทา บางคนถึงกับจงใจพูดเสียงดังเพื่อท้าทายรองผู้จัดการคนใหม่อย่างซูฮ่าวหราน
เฮ้อ!
ซูฮ่าวหรานถอนหายใจออกมาเบาๆ เสียงถอนหายใจของเขาทำให้ทั้งแผนกเงียบกริบลงทันที
เขาเดินไปที่หน้าตู้โชว์พร้อมกับพูดด้วยสีหน้าราบเรียบ "เมื่อกี้ผมแค่จะบอกว่าผมอยากจะทำงานเป็นรองผู้จัดการอย่างสงบๆ แล้วก็รับเงินเดือนของผมไป แต่มีบางคนดันทุรังยื่นหน้ามาให้ผมตบจนได้ ผมล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าพวกคุณคิดอะไรกันอยู่"
อะไรนะ
ฉู่อวี้เบิกตากว้าง ดวงตากลมโตสีดำขลับราวกับมีเปลวเพลิงลุกโชนอยู่ภายใน
ซูฮ่าวหรานพูดต่อ "เมื่อกี้คุณบอกว่าอยากจะแข่งความสามารถกับผม งั้นเรามาพนันกันดีกว่า เรามาแข่งความสามารถในการประเมินของเก่ากัน ถ้าคุณเก่งกว่าผม ผมจะลาออกจากแผนกธุรกิจและรับรองว่าจะไม่มาเดินเกะกะสายตาคุณอีก แต่ถ้าคุณแพ้ ..."
"แล้วจะทำไม" ฉู่อวี้แอ่นอกขึ้นอีกครั้งพร้อมกับพ่นคำพูดออกมาด้วยความมั่นใจและเย่อหยิ่ง
ซูฮ่าวหรานใช้สายตาจาบจ้วงกวาดมองเนินอกอวบอิ่มของฉู่อวี้อย่างโจ่งแจ้งก่อนจะแสยะยิ้มเย็น "ผมก็ไม่ได้อยากจะรังแกคุณหรอกนะ ถ้าคุณแพ้ ขอแค่คุณยอมพูดจากปากตัวเองว่าคุณมันหน้าอกโตแต่ไร้สมอง ผมก็จะไม่เอาความคุณแล้ว"
ฮู้!
เสียงสูดปากด้วยความตกตะลึงดังขึ้นทั่วทั้งแผนกธุรกิจ หลายคนมองซูฮ่าวหรานด้วยสายตาสังเวชใจ
ฉู่อวี้มีฉายาในบริษัทการค้าซือเซวียนหรือแม้กระทั่งในแวดวงของเก่าเมืองหนิงโจวว่าเป็น "โฉมงามจอมโหด" คำว่า "โหด" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่นิสัยที่ดุร้ายเท่านั้น แต่ยังหมายถึงสัดส่วนความเป็นหญิงที่ "โหด" เกินมาตรฐานของเธอด้วย และสิ่งที่เธอเกลียดที่สุดก็คือการมีคนมาด่าเธอว่าหน้าอกโตแต่ไร้สมอง
และก็เป็นไปตามคาด สีหน้าของฉู่อวี้เย็นชาลงเรื่อยๆ เธอกัดฟันกรอดและพูดขึ้น "ตกลง ฉันรับคำท้า แต่ฉันขอเพิ่มเงื่อนไขอีกหนึ่งข้อ ถ้านายแพ้ นายไม่ใช่แค่ต้องลาออกจากแผนกธุรกิจ แต่นายต้องไสหัวออกไปจากบริษัทการค้าซือเซวียนให้พ้นๆ และห้ามกลับมาทำงานที่นี่อีกเด็ดขาด"
[จบแล้ว]