- หน้าแรก
- เกิดใหม่ยุคหกศูนย์ สลับชะตาวิวาห์ พลิกกลับมาเป็นยอดภรรยาของบิ๊กบอสหน้าตาย
- บทที่ 5 เสิ่นเยี่ยนปกป้องเธอ
บทที่ 5 เสิ่นเยี่ยนปกป้องเธอ
บทที่ 5 เสิ่นเยี่ยนปกป้องเธอ
บทที่ 5 เสิ่นเยี่ยนปกป้องเธอ
เจียงอวี้เจียวกุมแก้มข้างหนึ่งพลางมองเจียงหลิงอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
“แกกล้าตบฉันเหรอ?”
“ฉันไปตบเธอตอนไหน? ก็แค่เห็นว่าหน้าเธอเปื้อนหน่อย เลยจะช่วยเช็ดให้”
พูดจบ เจียงหลิงก็ฟาดฝ่ามือใส่แก้มอีกข้างที่เจียงอวี้เจียวยังไม่ทันได้เอามือขึ้นมาบังดัง “ฉาด!” อีกหนึ่งที
นังชาเขียวจอมสร้างภาพที่ชอบอ่อยสามีชาวบ้านอย่างเจียงอวี้เจียว ตบแค่สองทีนี่ยังถือว่าปรานีไปด้วยซ้ำ
พอกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง เจียงหลิงก็ตาสว่างแล้ว อะไรที่ทำแล้วมีความสุข เธอก็จะทำตามใจตัวเอง
ตบไปสองทียังรู้สึกไม่สะใจ เจียงหลิงเลยกระชากผมอีกฝ่ายแล้วตบซ้ำไปอีกหลายฉาด
“แก!” เจียงอวี้เจียวสู้แรงไม่ไหว ทำได้เพียงหลับตาพยายามคว้าดึงผมและเสื้อผ้าของเจียงหลิงมั่วซั่วไปหมด
แต่คนอย่างเจียงอวี้เจียวหรือจะสู้แรงมหาศาลของเจียงหลิงได้ สุดท้ายยังถูกถีบจนกระเด็นตกหลุมโคลนไปอีกรอบ
หลี่ชุนเหมยเพิ่งจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากหลุมโคลนได้ครึ่งตัว ก็ถูกลูกสาวตัวเองพุ่งชนจนหงายหลังกลับลงไปใหม่ ทั้งแม่ทั้งลูกต่างก็สำลักโคลนเข้าไปเต็มปาก
“ถุย! ถุย! เจียงหลิง นังเด็กเหลือขอ...”
“เจียงหลิง! แกจะมากเกินไปแล้วนะ!!”
คนตระกูลเจียงคนอื่นๆ ที่ยืนดูอยู่เห็นท่าไม่ดี ต่างก็ถกแขนเสื้อเตรียมจะเข้าไปจัดการเจียงหลิงเพื่อระบายแค้นให้เจียงอวี้เจียว แต่กลับถูกร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งก้าวเข้ามาขวางหน้าเอาไว้เสียก่อน
เจียงหลิงมองแผ่นหลังที่ดูแข็งแกร่งและกำยำเบื้องหน้าด้วยความแปลกใจ
เสิ่นเยี่ยนมาตั้งแต่ตอนไหน? เมื่อกี้เธอมัวแต่ยุ่งจนไม่ได้สังเกตเลย
ย่าเจียงและป้าสะใภ้ใหญ่พอได้สบเข้ากับดวงตาคมกริบสีนิลของเสิ่นเยี่ยน ก็ถึงกับตัวสั่นงันงกจนพูดไม่ออก
สมกับเป็นคนที่เคยอยู่ในกองทัพ แรงกดดันมหาศาลจริงๆ
“เจียงหลิง! นังตัวดี!!”
หลี่ชุนเหมยและเจียงอวี้เจียวประคองกันลุกขึ้นมาจากหลุมโคลน ตั้งท่าจะพุ่งเข้าไปฉีกอกเจียงหลิง แต่พอเห็นเสิ่นเยี่ยนยืนกันเจียงหลิงไว้ข้างหลังอย่างแน่นหนา
สองแม่ลูกก็เริ่มลังเล
พวกเขาสองคนรวมพลังกันยังสู้ทหารเก่าคนเดียวไม่ได้เลย
เจียงอวี้เจียวเองก็คาดไม่ถึงว่าคนเย็นชาไร้หัวใจอย่างเสิ่นเยี่ยน จะยอมออกหน้าปกป้องเจียงหลิงแบบนี้
ชาติก่อนหลังจากแต่งงานกัน เสิ่นเยี่ยนมักจะทำหน้าบึ้งตึงใส่เธอเสมอ แม้แต่หางตาก็ยังไม่เคยแล แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้รู้จักเป็นห่วงเป็นใยคนอื่นขึ้นมาได้ล่ะ?
เสิ่นเยี่ยนหันกลับมามอง ก็เห็นผมเผ้าของเจียงหลิงยุ่งเหยิง ปรอยผมเปียกชื้นติดอยู่ข้างแก้ม ใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือมีรอยโคลนเปื้อนอยู่นิดหน่อย แต่ดวงตาคู่นั้นกลับส่องประกายสดใสอย่างน่าประหลาด
แววตาคมเข้มของเขาเป็นประกายวูบหนึ่ง ก่อนจะถามเสียงต่ำว่า “เป็นอะไรไหม?”
“ฉัน... ไม่เป็นไรค่ะ”
เจียงหลิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สบตาเข้ากับดวงตาลุ่มลึกของเขา เธอรีบยกมือขึ้นจัดทรงผมที่ถูกเจียงอวี้เจียวขยำจนรุงรังให้เข้าที่
ทำไมทุกครั้งที่เจอเขา เธอต้องอยู่ในสภาพที่ดูไม่จืดแบบนี้ทุกทีเลยนะ
เสิ่นเยี่ยนขยับริมฝีปากคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วท่ามกลางกลุ่มไทยมุงก็มีเสียงตะโกนดังขึ้นมาเสียก่อน
“หัวหน้าหมู่บ้านมาแล้ว!”
หลี่หยง หัวหน้าหมู่บ้าน เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขาถือลำโพงขยายเสียงพลางตะโกนด่าว่า “ไม่ยอมไปทำงาน มายืนล้อมวงทำอะไรกันที่นี่?! อยากจะรออิ่มทิพย์กันหรือไง!”
เจียงอวี้เจียวรีบทำหน้าตาน่าสงสารทันที “หัวหน้าหมู่บ้านคะ เจียงหลิงตบฉัน คุณต้องช่วยให้ความเป็นธรรมกับพวกเรานะคะ!”
หลี่หยงหันไปมองเจียงหลิงที่ถูกเสิ่นเยี่ยนบังไว้ข้างหลัง แล้วถามว่า “หลิงหลิง แกไปตีคนอื่นเขาจริงเหรอ?”
“หลี่ชุนเหมยเป็นคนเริ่มเรื่องก่อนค่ะ เธอพยายามจะทำร้ายป้ากุ้ยเฟิน”
เจียงหลิงตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยพลางพูดต่อ “ฉันแค่จะเข้าไปช่วยห้ามทัพ แต่เจียงอวี้เจียวดันมาขวางหน้าฉันไว้ ฉันก็เลยเผลอผลักยัยนั่นตกหลุมไปโดยไม่ตั้งใจค่ะ”
“หลิงหลิงพูดถูก!” ป้ากุ้ยเฟินเสริมทันควัน “เห็นๆ กันอยู่ว่าพวกนั้นเป็นคนเริ่มเรื่องก่อน หลี่ชุนเหมยยังหยิกหน้าฉันจนเป็นแผลเลย! หัวหน้าหมู่บ้านคะ ฉันขอเรียกร้องค่าเสียหายค่ะ!”
เหล่าบรรดาป้าๆ แถวนั้นต่างก็ช่วยกันยืนยันว่าหลี่ชุนเหมยเป็นฝ่ายเริ่มลงมือก่อน ตอนนั้นหลี่ชุนเหมยถือจอบพุ่งเข้ามา ทุกคนเห็นกันเต็มสองตา
หลี่ชุนเหมยและเจียงอวี้เจียว: “?”
ทั้งที่คนที่โดนตีคือพวกตนแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับต้องมาเสียเงินชดเชยเนี่ยนะ?!
เจียงหลิงส่งสายตาให้ป้ากุ้ยเฟิน ซึ่งป้ากุ้ยเฟินก็หัวไวเข้าใจได้ในวินาทีเดียว แกล้งทำเป็นหน้ามืดล้มพับลงไปกองกับพื้นทันที
พร้อมกับครางเสียงโอยโอย “โอ๊ย ฉันโดนหลี่ชุนเหมยตีจนปวดหัวปวดตัวไปหมด หัวหน้าหมู่บ้านต้องให้ความเป็นธรรมกับฉันนะ...”
“หวังกุ้ยเฟิน แกไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย แกล้งทำเป็นอะไรฮะ?” หลี่ชุนเหมยโกรธจนแทบระเบิด
หัวหน้าหมู่บ้านกระแอมไอออกมาทีหนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “พอได้แล้ว! ในเมื่อคนบ้านเจียงเป็นฝ่ายเริ่มลงมือก่อน ก็จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้หวังกุ้ยเฟินไปนิดหน่อย เรื่องนี้จะได้จบๆ กันไป!”
หลี่ชุนเหมยและเจียงอวี้เจียวทำท่าจะเถียงต่อ แต่ก็ถูกย่าเจียงสั่งห้ามไว้เสียก่อน
ขืนเรื่องบานปลายไปมากกว่านี้จะไม่เป็นผลดีต่อตระกูลเจียง รีบจ่ายค่ารักษาพยาบาลเล็กน้อยให้เรื่องมันจบไปเสียจะดีกว่า
ย่าเจียงเอ่ยเสียงเรียบว่า “ตกลง ให้แกไปหาหมอโจวดูแล้วกัน ค่ารักษาเท่าไหร่เราก็จะจ่ายให้”
เมื่อเรื่องราวจบลงเพียงเท่านี้ ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปทำงานตามปกติ
เจียงหลิงเงยหน้ามองเสิ่นเยี่ยนที่ยังคงยืนบังอยู่เบื้องหน้า แล้วก้มลงมองเสื้อคลุมสีเขียวขี้ม้าในมือ พอกำลังจะส่งคืนให้ เขาก็หันกลับมาพอดี
เมื่อเงยหน้าขึ้น เธอจึงสบเข้ากับใบหน้าคมเข้มเย็นชาของชายหนุ่ม
เขาเป็นคนที่มีผิวเข้มเล็กน้อย แต่โครงหน้ากลับดูดีอย่างไร้ที่ติ คิ้วเข้มดั่งดาบ ดวงตาเป็นประกายดั่งดวงดาว เส้นกรามชัดเจนดูน่าเกรงขาม ยามที่เขาลดสายตาลงเล็กน้อยกลับแฝงไปด้วยความเฉียบคม
รูปร่างสูงโปร่งและกำยำ คาดว่าน่าจะสูงถึงหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร เสื้อแขนสั้นสีเขียวขี้ม้าไม่อาจปกปิดกล้ามเนื้อแขนที่ตึงแน่นและเรียบเนียนได้เลย
ไม่แปลกใจเลยที่ชาติก่อนเจียงอวี้เจียวเอาแต่โอ้อวดต่อหน้าเธอว่าได้แต่งงานกับผู้ชายงานดีระดับพรีเมียม
ถ้าไม่ใช่เพราะเสิ่นเยี่ยนขาพิการ แถม "ตรงนั้น" ยังใช้การไม่ได้ เจียงอวี้เจียวคงตัดใจสลับคู่แต่งงานครั้งนี้ไม่ลงแน่ๆ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ สายตาของเจียงหลิงจึงเผลอเลื่อนลงไปมองส่วนล่างของร่างกายเสิ่นเยี่ยนอย่างควบคุมไม่ได้พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
เสียจริงๆ เหรอนั่น?
เสิ่นเยี่ยนรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมาอย่างตรงไปตรงมา ใบหูของเขาเริ่มแดงระเรื่อขึ้นมาทันที
เขาก้มหน้าลง เห็นว่าบนแก้มขาวเนียนของหญิงสาวยังมีรอยโคลนเปื้อนอยู่นิดหน่อย
เสิ่นเยี่ยนเผลออยากจะยกมือขึ้นช่วยเช็ดให้ตามสัญชาตญาณ แต่เพราะทั้งคู่ยังไม่ได้แต่งงานกันและตอนนี้ยังอยู่ข้างนอก การทำแบบนั้นอาจดูไม่เหมาะสม
“หน้าคุณมีรอยโคลนติดอยู่”
เมื่อได้ยินเสียงทุ้มต่ำและเย็นชาของชายหนุ่มดังขึ้นข้างหู เจียงหลิงถึงเพิ่งรู้สึกตัว
เธอรีบยกมือขึ้นเช็ดหน้า พร้อมกับส่งเสื้อคลุมสีเขียวขี้ม้าที่พาดอยู่บนแขนคืนให้เขา
“จริงด้วย ขอบคุณนะคะที่วันนั้นช่วยฉันไว้ เสื้อคลุมตัวนี้ฉันซักจนสะอาดดีแล้ว คืนให้ค่ะ”
เสิ่นเยี่ยนรับเสื้อไป กลิ่นหอมสะอาดของสบู่ลอยมาปะทะจมูก ซึ่งเป็นกลิ่นที่คล้ายกับกลิ่นกายบนตัวของเธอมาก
“ไม่เป็นไร การปกป้องประชาชนเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว”
วันนั้นเขามีโอกาสได้กลับมาที่หมู่บ้านพอดี ก็เจอเข้ากับเหตุการณ์หญิงสาวสองคนตกน้ำ
หนึ่งในนั้นคือคู่หมั้นที่ทางบ้านหมั้นหมายไว้ให้ เขาจึงกระโดดลงน้ำไปโดยไม่รีรอ แต่พอกำลังจะว่ายไปหาเจียงอวี้เจียว ก็เห็นเธอพุ่งเข้าหาผู้ชายอีกคนอย่างแรง
หางตาของเสิ่นเยี่ยนเหลือบไปเห็นเจียงหลิงที่กำลังจะจมลงไปอีกด้าน จึงรีบว่ายเข้าไปช่วยเจียงหลิงขึ้นมาแทน
โชคดีที่อาการบาดเจ็บที่ขาของเขาฟื้นตัวขึ้นมามากแล้ว เพียงแต่เวลายังเดินกะเผลกอยู่บ้างเล็กน้อย
เจียงหลิงเม้มริมฝีปากพลางถามหยั่งเชิงว่า “เมื่อกี้ตอนที่ฉันตีกับเจียงอวี้เจียว คุณเห็นหมดเลยเหรอคะ?”
“อืม” เสิ่นเยี่ยนตอบกลับสั้นๆ
เจียงหลิงรู้สึกอยากจะเอามือกุมหน้าขึ้นมาทันควัน อุตส่าห์แสดงความโหดดิบเถื่อนออกมาสักครั้ง ดันถูกว่าที่คู่ครองในอนาคตเห็นเข้าเต็มๆ เสียได้
ในยุคสมัยนี้ ผู้ชายส่วนใหญ่มักชอบผู้หญิงที่อ่อนหวานและเพียบพร้อมไปด้วยความเป็นแม่ศรีเรือน แต่ภาพที่เธอแสดงออกมาเมื่อครู่นี้ กลับไม่ทำให้เสิ่นเยี่ยนตกใจจนเตลิดหนีไป แถมเขายังออกหน้าปกป้องเธออีกต่างหาก
คงเป็นเพราะความรับผิดชอบล่ะมั้ง ในเมื่อตอนนี้ทั้งคู่ได้หมั้นหมายกันแล้ว
เจียงหลิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าสบตาเขา “นิสัยของฉันเป็นแบบนี้แหละค่ะ ถ้าคุณอยากจะถอนหมั้น ฉันก็ยอมรับได้นะคะ”
พอได้ยินคำว่าถอนหมั้น ดวงตาสีนิลที่เคยเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่นของเสิ่นเยี่ยนก็วูบไหวขึ้นมาทันที
(จบบท)