เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 720: สวนอัจฉริยะ

บทที่ 720: สวนอัจฉริยะ

บทที่ 720: สวนอัจฉริยะ


โครงสร้างและรูปแบบของตำหนักสีดำแห่งนิกายจันทร์อสูร ดูราวกับจะมีความคล้ายคลึงกับ "วิหารจันทร์โลหิต" ที่เฉินอวี่เคยพบเจอท่ามกลางโลกคุนอวิ๋นอยู่หลายส่วน

แม้แต่สัญลักษณ์ของสำนัก ก็ยังให้ความรู้สึกที่ดูใกล้เคียงกันยิ่งนัก

บางที ระหว่างทั้งสองสำนักอาจจะมีความเกี่ยวข้องบางอย่างกันจริงๆ ก็เป็นได้

ครืนนน!

ตำหนักสีดำร่อนลงสู่พื้นดินที่ด้านหลังสุดของหมู่อาคารโดยตรง

จากนั้น ภายในตำหนักก็มีเงาร่างของชายหนุ่มและหญิงสาวก้าวเดินออกมา แต่ละคนล้วนแต่มีการเก็บกักกลิ่นอายและอานุภาพที่ไม่ได้ธรรมดา ท่ามกลางอัจฉริยะเหล่านั้นส่วนใหญ่เพียงแค่มองดูจากภายนอก ก็ไม่อาจตัดสินความลึกซึ้งได้เลย

ผู้ที่เดินนำหน้ามา คือหญิงสาวสองนาง นางหนึ่งสวมอาภรณ์สีดำ ผิวพรรณ ดูเข้มเล็กน้อย แววตาสดใสและลึกล้ำ ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านเสน่ห์ที่ดูเติบโตและยั่วยวนออกมา ที่กึ่งกลางระหว่างคิ้วมีสัญลักษณ์พระจันทร์สีดำประดับอยู่

ส่วนหญิงสาวที่อยู่ข้างกายของนาง สวมอาภรณ์สีขาว ผิวพรรณขาวเนียนดั่งหิมะ ที่มุมปากมีรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่ ที่กึ่งกลางระหว่างคิ้วมีสัญลักษณ์พระจันทร์สีขาวประดับอยู่

"จันทร์คู่หยินหยาง!"

สายตาของชายหนุ่มคนหนึ่ง จับจ้องไปที่หญิงสาวงามเลิศล้ำทั้งสองนางที่มีน้ำเสียงแตกต่างกัน ทว่ากลับมีความงดงามที่หาที่ติไม่ได้ทั้งคู่

หญิงสาวทั้งสองนางค่อยๆ ก้าวเดินมา หาได้มีการแผ่ซ่านกลิ่นอายของเคล็ดวิชาใดๆ ออกมาไม่ ทว่ารอบกายของพวกนาง ด้านหนึ่งกลับมืดสลัวและเย็นเยียบ ส่วนอีกด้านหนึ่งกลับสว่างไสวยิ่ง

คนทั้งสองยืนเคียงคู่กัน ด้านหนึ่งสว่างด้านหนึ่งมืด สลับกันอย่างสุดขั้ว ทว่ากลับให้ความรู้สึกที่มีความสอดประสานกันอย่างน่าประหลาด

"คู่แฝดคู่นี้ ฝึกบำเพ็ญวิชา 'วิชารวมจันทร์หยินหยาง' ของนิกายจันทร์อสูร เพียงลำพังก็ก้าวเข้าสู่สิบอันดับแรกใน 'ทำเนียบอัจฉริยะ' แล้ว หากพวกนางร่วมมือกัน พละกำลังเกรงว่าคงจะสามารถต่อกรกับ 'ท่านผู้สูงส่งดาราร่วงหล่น' แห่งนิกายจันทร์อสูรได้"

"จริงด้วย แล้วท่านผู้สูงส่งดาราร่วงหล่นเล่า? เหตุใดจึงไม่ได้พบเห็นเขา?"

ท่านผู้สูงส่งดาราร่วงหล่น อัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งในรอบพันปีของนิกายจันทร์อสูร อันดับที่สองในศึกจัดอันดับทำเนียบอัจฉริยะครั้งก่อน

หลังจากที่เขาเก็บตัวฝึกบำเพ็ญเป็นเวลาสองปี เมื่อกลับมาปรากฏกายในภูมิภาคทักษิณอีกครา เพียงสิบกระบวนท่าก็สามารถเอาชนะอันดับหนึ่งคนเดิมได้ พลางเข้าแทนที่ตำแหน่งนั้นทันที!

จนถึงยามนี้ ท่านผู้สูงส่งดาราร่วงหล่นก็ได้ครอบครองตำแหน่งอันดับหนึ่งใน "ทำเนียบอัจฉริยะ" มาเป็นเวลาสามปีแล้ว

ในตอนนั้นเอง

ที่ด้านหลังของผู้คน เจตจำนงกระบี่ที่แหลมคมจนทำให้จิตใจต้องสั่นสะท้าน ก็พลันปะทุออกมา

ฟิ้ว!

เงาร่างในชุดสีขาวสายหนึ่ง พุ่งทะยานมาจากด้านหลัง พลางร่อนลงสู่ก้อนหินที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยว

เส้นผมสีดำยาวสลวยดั่งน้ำตก แววตาสดใสและว่างเปล่า ในมือไม่ได้มีกระบี่ ทว่ารอบกายกลับมีแสงกระบี่ที่ไร้รูปลักษณ์พุ่งทะยานไปมา เหนือก้อนหินที่นางยืนอยู่และผืนดินรอบทิศพลันปรากฏรอยกระบี่นับไม่ถ้วนขึ้นมา ดูแล้วน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก

ภาพที่เห็นนี้สร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้คนที่อยู่ใกล้ๆ ยิ่ง กระบี่ที่ไร้รูปลักษณ์นี้คือเรื่องอันใดกัน?

"กวนอ้าวเสวี่ย เจ้าคงหาได้คิดที่จะเข้าปะทะกับพวกเราก่อนที่จะเริ่มศึกจัดอันดับหรอกนะ?"

จันทร์คู่หยินหยางเอ่ยออกมาพร้อมกัน น้ำเสียงทับซ้อนกัน ให้ความรู้สึกที่งดงามและประหลาดยิ่ง

ผู้ที่มาก็คือตัวเต็งห้าอันดับแรก เซียนกระบี่เด็ดขาดกวนอ้าวเสวี่ย!

ในเวลานี้ หญิงงามเลิศล้ำทั้งสามนาง ดูราวกับจะมีการเข้าปะทะกันอย่างไร้รูปลักษณ์เกิดขึ้น

"นางคือเซียนกระบี่เด็ดขาดกวนอ้าวเสวี่ยอย่างนั้นหรือ?"

เฉินอวี่อดไม่ได้ที่จะจ้องมองอย่างจริงจัง ในยามที่ออกไปผจญภัยก่อนหน้านี้ เขาเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงสาวนางนี้มาไม่น้อย

ทันใดนั้น ในสมองของเขาก็พลันปรากฏเงาร่างของหญิงสาวในชุดสีขาวผู้หนึ่งขึ้นมา

"คนทั้งสองมีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง...... ไม่ได้ทราบว่าในยามนี้เย่ลั่วเฟิ้งจะเป็นอย่างไรบ้าง......"

เมื่อเฉินอวี่มองเห็นกวนอ้าวเสวี่ย ก็นึกถึงคนผู้หนึ่งและเรื่องราวในอดีตขึ้นมาได้ ในใจจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย

หากเย่ลั่วเฟิ้งปลอดภัย นางก็น่าจะเดินทางไปยังภูมิภาคบูรพาพร้อมกับชายหนุ่มที่ดูไม่ดีพึ่งพาไม่ได้ผู้นั้นแล้ว ไม่ทราบว่าในยามนี้สถานการณ์จะเป็นอย่างไรบ้าง......

"หากลงมือในยามนี้ พวกเจ้ายังพอจะมีความหวังอยู่บ้าง หากในศึกจัดอันดับเป็นการต่อสู้แบบตัวต่อตัว พวกเจ้าย่อมไม่มีทางที่จะเอาชนะได้"

น้ำเสียงของกวนอ้าวเสวี่ยเย็นเยียบยิ่ง ถึงแม้จะกล่าววาจายั่วยุออกมา ทว่ากลับไม่ได้สัมผัสถึงอารมณ์ที่สั่นไหวได้เลย

หญิงงามจันทร์คู่หยินหยางขมวดคิ้วพร้อมกัน รู้สึกว่าคนอย่างกวนอ้าวเสวี่ยที่ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก และในใจมีเพียงกระบี่เท่านั้น ช่างเป็นคนที่ดูหา ดี ดูไม่ดีน่าเบื่อหน่ายยิ่ง

เมื่อไม่อาจมองดูการเข้าปะทะกันของหญิงสาวทั้งสามนางได้ ผู้ที่ยืนมองดูอยู่รอบข้างต่างก็รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง เซียนกระบี่เด็ดขาดและจันทร์คู่หยินหยาง ล้วนแต่เป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้าในศึกจัดอันดับครั้งนี้ และยังเป็นหญิงงามเลิศล้ำอีกด้วย

สายตาของกวนอ้าวเสวี่ย กวาดผ่านจันทร์คู่หยินหยางและบรรดาอัจฉริยะนิกายจันทร์อสูรจำนวนมาก พลางไปหยุดอยู่ที่ตำหนักสีดำขนาดใหญ่

เบื้องหน้าตำหนักสีดำ ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนไพ่หลังอยู่ ใบหน้า ดูดุร้ายและมั่นคง แววตาทั้งสองข้างมีสีเหลืองที่ ดุร้ายและประหลาด ให้ความรู้สึกที่ดูผ่านโลกมาอย่างยาวนานและหาที่สิ้นสุดไม่ได้

"ท่านผู้สูงส่งดาราร่วงหล่น!"

สายตาของลั่วชิวเหมยและเซินจี้ ต่างก็จับจ้องไปที่นั่นพร้อมกัน

ท่านผู้สูงส่งดาราร่วงหล่นยืนอยู่ไกลออกไป ถึงแม้จะอยู่ห่างกันค่อนข้างมาก ทว่ากลับมีแรงกดดันที่ไร้รูปลักษณ์ ถาโถมลงสู่จิตใจของบรรดาอัจฉริยะทุกคน ทำให้พลังโลหิตภายในร่างกายเกิดการติดขัด จนต้องพากันกลั้นหายใจเอาไว้โดยอัตโนมัติ

สายตาของท่านผู้สูงส่งดาราร่วงหล่น กวาดมองไปรอบทิศอย่างราบเรียบเพียงหนึ่งรอบ จากนั้นจึงได้ถอนสายตากลับมา บนใบหน้าฉายแววที่ดูเบื่อหน่ายออกมาเล็กน้อย

จากนั้น เขาก็เดินกลับเข้าไปด้านในตำหนัก

"เจ้านี่ คิดว่าหาได้มีความจำเป็นที่จะต้องสังเกตพวกเรา และหาได้มีความจำเป็นที่จะต้องพูดคุยกับพวกเราอย่างนั้นหรือ?"

เซินจี้สีหน้าฉายแววโกรธเคืองเล็กน้อย หมัดทั้งสองข้างอดไม่ได้ที่จะกำแน่น!

"ทว่า เขาก็มีความสามารถพอที่จะทำเช่นนั้นได้!"

แววตาของลั่วชิวเหมยฉายแววผิดหวังออกมาเล็กน้อย

เมื่อเทียบกับท่านผู้สูงส่งดาราร่วงหล่นแห่งขุมกำลังระดับสี่ดาวผู้ปกครองแล้ว นางก็เปรียบเสมือนหิ่งห้อยที่อยู่ข้างดวงจันทร์เท่านั้น

"นี่ก็คืออันดับหนึ่งในทำเนียบอัจฉริยะในตำนานอย่างนั้นหรือ?"

จิตใจของเฉินอวี่สั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง

ท่านผู้สูงส่งดาราร่วงหล่นให้ความรู้สึกที่หาใช่คนรุ่นเดียวกันไม่ ทว่ากลับ ดูราวกับจะเป็นผู้อาวุโสท่านหนึ่งมากกว่า

ดูท่า ระดับพลังของท่านผู้สูงส่งดาราร่วงหล่นจะมีความมั่นคง เคล็ดวิชาก็ล้ำลึก พลังแห่งจิตวิญญาณก็ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่ง ในทุกๆ ด้านล้วนแต่แทบจะหาจุดบกพร่องไม่ได้เลย

ในที่แห่งนี้ อย่างมากที่สุดก็คงจะมีอัจฉริยะเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเทียบเคียงได้ในบางด้าน

ทว่าหากกล่าวถึงภาพรวม เฉินอวี่ยังหาได้พบเจอผู้ใดที่สามารถเทียบเคียงกับท่านผู้สูงส่งดาราร่วงหล่นได้เลย

ในครานี้ ศึกจัดอันดับทำเนียบอัจฉริยะยังไม่ได้เริ่มต้น เฉินอวี่ก็ได้เห็นบรรดาอัจฉริยะหลากหลายประเภทในภูมิภาคทักษิณแล้ว จิตใจจึงเกิดการแปรเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ดูราวกับคลื่นที่ซัดกระหน่ำขึ้นลง

"ศึกจัดอันดับในครั้งนี้ ข้าเพียงแค่ต้องทุ่มเทพละกำลังอย่างสุดความสามารถก็พอแล้ว"

จิตใจของเฉินอวี่พลันสงบนิ่งลง พลางก้าวเดินเข้าสู่เรือรบเขามาร หาได้ปล่อยให้สิ่งภายนอกมารบกวนใจอีกต่อไป ทว่ากลับตั้งจิตมั่นอยู่กับการเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้!

ในตอนนั้นเอง ภายในค่ายของวังเซียวเหยา สายตาของฝางเยี่ยนหลิงก็มองเห็นเฉินอวี่เข้าพอ ดี

"เจ้าคนโฉด ข้าย่อมต้องล้างแค้นให้พี่ชายให้ได้!"

แววตาที่เงียบสงบของฝางเยี่ยนหลิง พลันฉายแสงสีขาวที่เย็นเยียบออกมาในทันที

"ศิษย์น้องฝาง เจ้ามองเห็นคนผู้นั้นแล้วอย่างนั้นหรือ?"

ที่ด้านข้างของนาง ชายหนุ่มในชุดสีเขียวที่ดูสง่างามก้าวเดินออกมา

ในฐานะที่เป็นผู้นำของวังเซียวเหยาในครั้งนี้ ภายใต้การเอ่ยถามของเขา ท่านอาจารย์ก็ได้บอกกล่าวเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเฉินอวี่ให้เขาทราบ พลางกำชับไม่ได้ให้บอกกล่าวแก่คนภายนอก

เมื่อได้ยินเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเฉินอวี่และวังเซียวเหยา จิตใจของหลี่เหวินอี้ก็เกิดความสั่นไหวเล็กน้อย

เขาไม่ได้คิดว่า วังเซียวเหยาที่เขาอยู่นั้น ถึงกับเคยเข้าปะทะกับคนนิรนามจากโลกขนาดเล็กคนหนึ่งมาแล้ว และยังพ่ายแพ้อย่างย่อยยับอีกด้วย!

ฝางเยี่ยนหลิงพยักหน้าตอบรับ พลางไม่ได้กล่าววาจาอันใด

"ศึกจัดอันดับในครั้งนี้ ศิษย์พี่ผู้นี้ย่อมต้องเอาชนะเขาให้ได้"

แววตาของหลี่เหวินอี้ฉายแววความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม

ภายในห้องลับ เฉินอวี่สงบจิตสงบใจ พลางนั่งขัดสมาธิอยู่เหนือผลึกธาตุดิน ทำความเข้าใจในฟ้าดิน

ผ่านไปสองชั่วยาม ระดับพลังแห่งจิตวิญญาณของเขา ดูราวกับจะพุ่งทะยานขึ้นไปอย่างกะทันหัน จนก้าวไปถึงอีกระดับหนึ่ง!

"ระดับพลังแห่งจิตวิญญาณก็ก้าวเข้าสู่ขอบเขตห้วงสมุทรว่างเปล่าระยะแรกระดับสูงสุดแล้ว!"

เฉินอวี่อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา

ในเรื่องนี้ ย่อมมีผลมาจากโอสถศักดิ์สิทธิ์ดาวโลหิต แร่จันทรามารดา และผลึกธาตุดินที่ช่วยส่งเสริม และยังมีแรงกดดันที่เฉินอวี่ต้องเผชิญหน้ากับศึกจัดอันดับอีกด้วย

สรุปคือ พละกำลังของเขาได้ก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าวเล็กๆ แล้ว

เขารู้สึกคาดหวังยิ่ง ว่าการที่ตนเองก้าวเดินไปทีละก้าวเช่นนี้ ท้ายที่สุดแล้วจะสามารถไปถึงจุดใดได้......

เวลาค่อยๆ ผ่านพ้นไปอย่างช้าๆ

จนถึงช่วงเวลาสุดท้าย ก็หลงเหลือเพียงคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เดินทางมาถึง ทั้งที่มาด้วยกันหรือมาเพียงลำพัง

วันที่สอง

ในยามหนึ่ง ภายในตำหนักสีดำของนิกายจันทร์อสูร มีชายชราในชุดคลุมสีเทาดำผู้หนึ่งบินทะยานออกมา เคราของเขา ยาวเฟื้อยจนลากพื้น ในมือถือไม้เท้าลายไม้เล่มหนึ่ง

การปรากฏกายของคนผู้นี้ สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งฟ้าดิน ลมและเมฆแปรเปลี่ยนไป อานุภาพที่ไร้รูปลักษณ์สั่นสะเทือนความว่างเปล่า

"ศึกจัดอันดับทำเนียบอัจฉริยะแห่งภูมิภาคทักษิณ เริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้"

เพียงประโยคสั้นๆ กลับ ดูราวกับเสียงสายฟ้าที่ฟาดลงมาอย่างรุนแรง

ฟิ้วฟิ้ว—

ท่ามกลางหมู่อาคารจำนวนมาก เงาร่างหลายสายพุ่งทะยานออกมา ทุกคนต่างก็พากันเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า

ในที่สุดเวลานี้ก็มาถึงเสียที!

"เบื้องหน้าก็คือสถานที่จัดงานในขั้นตอนแรก 'สวนอัจฉริยะ'"

ท่ามกลางอาคารรูปทรงกลมขนาดใหญ่ที่อยู่ไกลออกไป พลังแห่งค่ายกลพลันเริ่มต้นขึ้น ม่านพลังแสงสีสันสดใสปรากฏขึ้นมา

เมื่อมองผ่านม่านพลังแสงเข้าไป ก็สามารถมองเห็นโลกใบใหม่ที่ยิ่งใหญ่และกว้างขวางที่อยู่ด้านในได้!

ความรู้สึกนี้ช่างน่าประหลาดใจยิ่ง หากเปรียบผืนดินและสายน้ำเป็นโลกสองใบ ในยามนี้ผู้คนที่มองดูภาพภายในม่านพลังแสง ก็เปรียบเสมือนยืนอยู่บนผืนดิน พลางมองดูโลกใต้น้ำ เพียงแต่สัดส่วนและขนาดของทั้งสองอย่างนั้นมีความแตกต่างกัน

"นี่ก็คือบรรดายอดฝีมือระดับสูงสุดของแต่ละสำนักในภูมิภาคทักษิณ ได้ใช้อิทธิฤทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ ในการคัดเอาผืนดินส่วนหนึ่งของดินแดนโบราณบรรพตเข็ญออกมา เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดงานในขั้นตอนแรกของศึกจัดอันดับทำเนียบอัจฉริยะ!"

ผู้อาวุโสหุบเขาปีศาจทมิฬคนหนึ่งกล่าวอธิบายออกมา

การใช้อิทธิฤทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ เพื่อนำเอาผืนดินส่วนหนึ่งออกมา พลางผสานเข้ากับค่ายกล จนกลายเป็นมิติที่แยกตัวออกมาเป็นเอกเทศ!

เฉินอวี่ได้ยินเช่นนั้นก็จิตใจสั่นสะเทือน เกรงว่าเรื่องนี้แม้แต่ราชันกลั่นดาราเพียงคนเดียวก็คงยากที่จะทำได้!

"ศึกจัดอันดับทำเนียบอัจฉริยะแห่งภูมิภาคทักษิณ ขั้นตอนแรกเริ่มต้นขึ้นแล้ว!"

ชายชราเคราขาวแห่งนิกายจันทร์อสูร ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ

"ขอเพียงสัมผัสกับค่ายกล ก็จะสามารถก้าวเข้าสู่สถานที่จัดงานในขั้นตอนแรกได้"

ผู้อาวุโสวังอัสนีครามคนหนึ่งก้าวออกมากล่าว

ศึกประลองอัจฉริยะแห่งภูมิภาคทักษิณ เป็นการร่วมมือกันจัดงานของบรรดาขุมกำลังและสำนักต่างๆ ทั่วทั้งภูมิภาคทักษิณ สำนักที่อยู่ในระดับสามดาวขึ้นไป ล้วนแต่สามารถเข้าร่วมได้ ทว่าหากสำนักใดยิ่งอ่อนแอ อำนาจในการตัดสินใจก็จะยิ่งน้อยลงตามไปด้วย

"กฎของการประลองนั้นเรียบง่ายยิ่งนัก หลังจากก้าวเข้าสู่ 'สวนอัจฉริยะ' แล้ว พวกเจ้าแต่ละคนก็จะได้รับตราประทับหนึ่งอัน และกฎก็คือการแย่งชิงตราประทับของผู้อื่น"

"เมื่อจำนวนผู้ที่มีตราประทับหลงเหลืออยู่เพียงห้าร้อยคน ขั้นตอนแรกก็จะสิ้นสุดลงทันที!"

ขั้นตอนแรก จะเป็นการคัดเลือกอัจฉริยะทุกคนในที่แห่งนี้ ให้หลงเหลือเพียงห้าร้อยคนเท่านั้น!

ความกว้างขวางของภูมิภาคทักษิณนั้น ยากที่จะพรรณนาได้ สำนักและตระกูลขนาดใหญ่น้อยมีอยู่มากมายมหาศาล จำนวนคนจึงมีไม่ได้น้อยกว่าห้าพันคน

จุดประสงค์หลักของขั้นตอนแรก ก็เพื่อคัดกรองบรรดาผู้ที่ไร้ฝีมือแต่มาปนกับคนเก่ง เพื่อมาร่วมสนุกเท่านั้นออกไป

"ขั้นตอนแรก ดูราวกับจะมีความเสี่ยงไม่ได้น้อย ดินแดนโบราณบรรพตเข็ญก็นับว่าเป็นหนึ่งในแดนอันตรายที่มีชื่อเสียงของภูมิภาคทักษิณ ภายในมีเขตต้องห้ามขนาดใหญ่น้อยถึงสิบแห่ง ช่างเถิด ข้าไม่ได้เข้าร่วมแล้ว"

"ข้าคิดว่าสิ่งที่น่าหวาดกลัวหาใช่ดินแดนโบราณบรรพตเข็ญไม่ ทว่ากลับเป็นบรรดาอัจฉริยะระดับหัวกะทิเหล่านั้นที่ชอบการเข่นฆ่า ขั้นตอนแรกไม่ได้กล่าวว่าห้ามฆ่าแกงกัน......"

ในตอนนั้นเองก็มีบางคนที่เลือกจะล้มเลิกไป

ทว่าในพริบตานั้น ก็มีผู้คนจำนวนมหาศาลพุ่งทะยานขึ้นไป พลางเข้าใกล้ค่ายกลที่มีขนาดใหญ่โตมหาศาลนั้น

เฉินอวี่และทูจื่อเซียง ไม่ได้มีความลังเลใจเลย พลางบินตรงเข้าไปในทันที

วึ้ง!

ในยามที่เฉินอวี่สัมผัสกับค่ายกล ก็มีพลังที่ลึกลับสายหนึ่งแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างกายของเฉินอวี่

เขามองเห็นคนผู้หนึ่งที่อยู่อยู่ไม่ไกลนักเพิ่งจะเข้าใกล้ค่ายกล ทว่ากลับถูกค่ายกลสะบัดจนกระเด็นออกไปในทันที คนผู้นั้นจึงได้รีบเดินจากไปด้วยความกระอักกระอ่วนใจ

" ดูท่าค่ายกลนี้จะครอบครองความสามารถในการตรวจสอบอายุได้ด้วย" เฉินอวี่พึมพำในใจ

อย่างไรเสีย นี่ก็คือกฎเกณฑ์เพียงหนึ่งเดียวที่ไม่ได้แปรเปลี่ยนของทำเนียบอัจฉริยะ

วึ้ง!

แสงสว่างสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นมา พลางแปรเปลี่ยนเป็นดาวห้าแฉกสีขาว ประทับลงที่หลังมือของเฉินอวี่

ในพริบตาต่อมา ร่างกายของเฉินอวี่ก็ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีสันสดใส "ฟึ่บ" เสียงหนึ่งดังขึ้น แล้วเขาก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย

ในขณะเดียวกัน ภายในสวนอัจฉริยะ ก็มีเงาร่างเพิ่มขึ้นมาหนึ่งสาย

เฉินอวี่ยืนอยู่ท่ามกลางป่าทึบ กลิ่นอายที่ดูเก่าแก่และ ดุร้าย พุ่งเข้าสู่จมูกของเขา

เขาเงยหน้ามองขึ้นไป ท้องฟ้านั้น ดูปกติ ทว่ากลับไม่อาจมองเห็นสถานการณ์ภายนอกได้เลย

ทว่าเช่นนี้ก็นับว่า ดียิ่งนัก หากเงยหน้าขึ้นมาแล้วได้เห็นผู้คนจำนวนมหาศาลยืนจ้องมองอยู่ ในใจย่อมต้องเกิดแรงกดดัน

"ขั้นตอนแรก ขอเพียงรักษาตราประทับเอาไว้ได้ ก็จะไม่ถูกคัดออก ทว่าประโยชน์ของตราประทับ ย่อมไม่ได้มีเพียงเท่านี้เช่นนั้น การแย่งชิงตราประทับย่อมไม่มีความหมายอันใดเลย"

"เกรงว่าจำนวนตราประทับในขั้นตอนแรก น่าจะมีความสำคัญในเรื่องอื่นด้วย"

เฉินอวี่คิดทบทวนอย่างละเอียด

จบบทที่ บทที่ 720: สวนอัจฉริยะ

คัดลอกลิงก์แล้ว