- หน้าแรก
- วิถีใจนิรันดร์สะท้านภพ
- บทที่ 702: ต่อกรกับลูหลิง
บทที่ 702: ต่อกรกับลูหลิง
บทที่ 702: ต่อกรกับลูหลิง
"ไอ้สารเลว..."
ลูหลิงพลาดท่า จนโกรธแค้นและสบถด่าออกมาอย่างรุนแรง
เขาซึ่งเป็นถึงยอดฝีมือเผ่าโลหิตระดับขอบเขตห้วงสมุทรว่างเปล่าระยะกลาง กลับพลาดท่าในการช่วงชิงสมบัติให้แก่เฉินอวี่ที่มีระดับเพียงครึ่งก้าวห้วงสมุทรว่างเปล่า หากเรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงหูของเผ่าโลหิต เกรงว่าชื่อเสียงที่สั่งสมมาทั้งชีวิตคงจะย่อยยับลงในคราเดียว
ทว่า การที่เฉินอวี่อมเสี่ยงตายเพื่อให้ได้ผลึกโลหิตบริสุทธิ์มาครองนั้น สำหรับเขาก็ยังมีข้อดีอยู่บ้าง
เฉินอวี่ช่วงชิงผลึกโลหิตบริสุทธิ์มาได้ด้วยวิธีการทำร้ายตนเอง เพื่อขยับเข้าใกล้สมบัติ และทำให้ลูหลิงต้องหยุดชะงักเพราะได้รับบาดเจ็บ ในเวลานี้เฉินอวี่ย่อมต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นแน่
ถึงแม้จะมีวิชาผสานกายวิญญาณโลหิตที่ทำให้คนทั้งสองได้รับบาดเจ็บในรูปแบบเดียวกัน ทว่าลูหลิงนั้นอยู่ในขอบเขตห้วงสมุทรว่างเปล่าระยะกลาง อีกทั้งยังเป็นยอดฝีมือเผ่าโลหิตที่มีระดับชีวิตที่สูงส่งกว่า และมีความสามารถในการฟื้นฟูตนเองที่น่าหวาดหวั่น
เผ่าโลหิตคือชื่อเรียกโดยรวมของเผ่าพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ ในช่วงที่เผ่าโลหิตรุ่งเรืองถึงขีดสุด ยังมีอีกชื่อเรียกหนึ่ง นั่นก็คือ "เผ่าโลหิตอมตะ"
พละกำลังในการดำรงชีวิตอันเหนียวแน่นของสิ่งมีชีวิตเผ่าโลหิต กอปรกับความสามารถในการฟื้นฟูตนเองที่สูงส่ง ล้วนแต่เป็นสิ่งที่สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้แก่ผู้คน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีพละกำลังในการสวมรอยสถิตในสิ่งมีชีวิตอื่น จึงทำให้สิ่งมีชีวิตเผ่าโลหิตนั้นยากที่จะถูกสังหารได้
บางครั้งหากประมาทเลินเล่อเพียงนิดเดียว ก็อาจจะเปิดโอกาสให้ศัตรูเผ่าโลหิตได้มีลมหายใจต่อไป และกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้งในภายหลัง
"บาดแผลในระดับเดียวกันนี้ อาตมาใช้เวลาเพียงไม่นานย่อมรักษาให้หายดีได้! เจ้ากำลังขุดหลุมฝังศพตนเองชัดๆ!"
ลูหลิงแสยะยิ้มออกมา แววตาฉายรังสีอำมหิต ราวกับเป็นหลวงจีนอธรรมที่สังหารคนมานับไม่ถ้วน
"ในเวลานี้เจ้าเด็กเฉินอวี่นั่นคงจะได้รับบาดเจ็บสาหัส จนแสดงพละกำลังออกมาได้เพียงห้าถึงหกในสิบส่วนเท่านั้น นี่คือโอกาสของข้า!"
ลูหลิงลอบอุทานภายในใจ
เขาเตรียมตัวที่จะอาศัยโอกาสนี้เข้าควบคุมเฉินอวี่ และสะกดเขาเอาไว้
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงจะสามารถถอนวิชาผสานกายวิญญาณโลหิตออกไปได้อย่างไร้กังวล
ตูม!
พลังต้นกำเนิดของลูหลิงระเบิดออกมา กลิ่นอายโลหิตอันเข้มข้นแผ่ซ่านไปทั่วพื้นที่ใต้ดิน ราวกับแปรเปลี่ยนที่แห่งนี้ให้กลายเป็นนรกโลหิตที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของการสังหาร
"อย่างนั้นหรือ?"
เฉินอวี่ยิ้มถาม
หลังจากที่กลับมายังหุบเขาปีศาจทมิฬ เขาก็ได้ทำการตรวจสอบเรื่องราวของเผ่าโลหิตมาบ้าง และทราบดีว่าเผ่าพันธุ์นี้มีพละกำลังในการดำรงชีวิตที่เหนียวแน่นและความสามารถในการฟื้นฟูตนเองที่น่าทึ่ง
ทว่า ความสามารถในการฟื้นฟูตนเองก็เป็นสิ่งที่เขารู้สึกภาคภูมิใจเช่นกัน
เขาอยากจะลองดูเสียหน่อยว่า ความสามารถในการฟื้นฟูตนเองของตนกับลูหลิง ใครจะเหนือกว่ากันแน่
ในช่วงเวลาที่กล่าววาจาโต้ตอบกันอยู่นี้ อวัยวะภายในและกระดูกของเฉินอวี่ก็กำลังฟื้นฟูตนเองอย่างรวดเร็ว
บาดแผลของเขาเกิดจากพละกำลังอันบริสุ โดยไม่ได้แฝงไว้ด้วยพลังต้นกำเนิดที่แปลกประหลาดอื่นใด ดังนั้นการฟื้นฟูจึงเป็นไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
ตึกตัก! ตึกตัก! ตึกตัก!
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งอย่างลูหลิงแห่งเผ่าโลหิต เฉินอวี่ไม่ได้กล่าววาจาใด พลางเร่งเร้าพละกำลังจากหัวใจทันที
ในเวลานี้ ไม่เพียงแต่ความเร็วและพละกำลังจะเพิ่มพูนขึ้นเป็นเท่าตัว ทว่าความสามารถในการฟื้นฟูตนเองก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน
บาดแผลภายในร่างกาย กำลังฟื้นฟูตนเองด้วยความรวดเร็วที่น่าทึ่ง
ตูม! วูบ! วูบ! จากทั่วทุกสารทิศ สายโลหิตสีแดงฉานและเหนียวข้นถาโถมเข้ามา ราวกับจะห่อหุ้มและสูบกลืนเฉินอวี่ไปจนสิ้น
เฉินอวี่ไม่ได้หวาดกลัว เขาเร่งเร้าพละกำลังออกมาจนหมดสิ้น เพื่อเข้าต่อกรกับลูหลิงที่มีระดับขอบเขตห้วงสมุทรว่างเปล่าระยะกลาง
เขารวบรวมพละกำลังทั้งหมดไว้ที่แขนขวา พลางควบแน่นมันไว้ที่หมัด แล้วจึงเหวี่ยงหมัดออกไปเบื้องหน้าตรงๆ
ตูม—
หมัดสีดำทมิฬนั้นระเบิดอานุภาพแห่งวิถีมารอันแข็งแกร่งและพละกำลังของร่างกายที่เรียบง่ายและบริสุทธิ์ออกมา จากนั้นเปลวเพลิงโลหิตพลันระเบิดออกไปทั่วบริเวณ เวหาคล้ายกับถูกหมัดนี้สั่นสะเทือน จนเกิดเสียงดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่ว
หลังจากที่สูบกลืนทายาทเผ่าสูบโลหิตเข้าไปแล้ว เฉินอวี่เพียงใช้พละกำลังของร่างกาย ก็เพียงพอที่จะต่อกรกับขอบเขตห้วงสมุทรว่างเปล่าระยะแรกได้แล้ว
ในเวลานี้ เมื่อผสานวิถีกายและวิถีมารเข้าด้วยกัน กอปรกับการระเบิดพลังจากหัวใจ และผสานเข้ากับเพลิงแก้วโลหิต ยิ่งไปกว่านั้นยังมีพลังแห่งเจตจำนงเข้ามาเสริม หมัดนี้จึงรุนแรงและโอหังยิ่งนัก หาได้มีสิ่งใดต้านทานได้!
อานุภาพนั้นบดขยี้แรงกดดันอันมหาศาลและกลิ่นอายแห่งวิถีโลหิตของลูหลิงจนพินาศ จนทำให้แววตาของอีกฝ่ายสั่นไหวและลอบตื่นตระหนกอยู่ภายในใจ
คนระดับครึ่งก้าวห้วงสมุทรว่างเปล่าทั่วไป ภายใต้แรงกดดันของเขา ย่อมยากที่จะเกิดความคิดที่จะต่อต้านขึ้นมาได้
ทว่าอานุภาพจากหมัดเดียวของเฉินอวี่ กลับบดขยี้แรงกดดันที่ไร้สภาพของเขาจนพินาศ พละกำลังจากหมัดนี้ทำให้ลูหลิงถึงกับต้องสั่นสะท้าน
ไม่ถูกต้อง เฉินอวี่ได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่ใช่หรือ? เหตุใดจึงยังสามารถระเบิดพละกำลังได้ถึงเพียงนี้?
ต้องเป็นการฝืนทน หลังจากกระบวนท่านี้จบลง เฉินอวี่ย่อมต้องตกอยู่ในสภาวะอ่อนแออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ลูหลิงลอบคิดเช่นนั้นภายในใจ
บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม!
หมัดมารเพลิงโลหิตกระแทกเข้าใส่ทะเลเลือด พลังทั้งสองสายพัวพันกันและม้วนตัวไปมา พลางพุ่งเข้ากัดเซาะกันและกันอย่างไม่ลดละ
"พินาศไปเสีย!"
ลูหลิงตะโกนก้อง พลันปลดปล่อยเจตจำนงแห่งโลหิตออกมา
ในฐานะที่เป็นขอบเขตห้วงสมุทรว่างเปล่าระยะกลาง พลังแห่งเจตจำนงของเขาย่อมล้ำลึกและแข็งแกร่งกว่ามากนัก
บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม!
ลูกบอลโลหิตสีดำแดงเบื้องหน้าพลันระเบิดออกในขณะที่กำลังม้วนตัว พลังจากการระเบิดถาโถมไปทั่วพื้นที่ใต้ดิน
เฉินอวี่ร่างกายปลิวถอยหลังไป ลูหลิงเองก็ถูกแรงกระแทกจนต้องถอยฉากออกมาเช่นกัน หินก้อนใหญ่ร่วงหล่นลงมาจากเบื้องบน
ทว่า พื้นที่แห่งนี้กลับไม่ได้พังทลายลงไปโดยสิ้นเชิง บางทีอาจเป็นเพราะยอดเขาเผาผลาญสุริยันนั้นไม่ได้ธรรมดา และคนทั้งสองก็กำลังอยู่ลึกลงไปเบื้องล่าง จึงยากที่จะสั่นสะเทือนยอดเขาขนาดใหญ่นี้ได้ทั้งหมด
"เฉินอวี่ มีความสามารถเพียงเท่านี้ คิดจะต่อกรกับเผ่าโลหิตอย่างนั้นหรือ?"
น้ำเสียงเยาะเย้ยของลูหลิงดังขึ้นท่ามกลางพื้นที่อันมืดมิด
ท่ามกลางใต้ดินลึกเช่นนี้ เฉินอวี่ย่อมยากที่จะหลบหนีไปได้ และได้กลายเป็นลูกไก่ในกำมือของเขาไปเสียแล้ว
"หึหึ ข้าไม่ได้คิดจะต่อกรกับเผ่าโลหิต ทว่าการจะเล่นกับเจ้าสักหน่อย ย่อมหาใช่ปัญหา"
ในอีกด้านหนึ่ง เฉินอวี่พยุงร่างกายลุกขึ้นมาจากกองหิน
การเข้าปะทะเมื่อครู่นี้ ตนเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องที่คาดการณ์ไว้แล้ว
อย่างน้อยคู่ต่อสู้ก็คือขอบเขตห้วงสมุทรว่างเปล่าระยะกลางที่แข็งแกร่ง อีกทั้งยังเป็นสิ่งมีชีวิตเผ่าโลหิตอีกด้วย
ทว่า บาดแผลที่เฉินอวี่ได้รับย่อมถูกส่งต่อไปยังลูหลิงเช่นกัน จึงหาได้เสียเปรียบเท่าใดนัก
บาดแผลก่อนหน้านี้ของเขา ภายใต้สภาวะการระเบิดพลังจากหัวใจ ได้ฟื้นฟูไปแล้วถึงหกถึงเจ็ดในสิบส่วน ในเวลานี้สถานะของเฉินอวี่จึงยังคงปกติดี
ลูหลิงกวาดสายตามองไปที่เฉินอวี่ พลางขมวดคิ้วแน่น
อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่ได้มีท่าทีอ่อนแอลงเลย...
"ช่างโอหังนัก!"
ลูหลิงแค่นเสียงเย็น สีหน้าดูมืดมนลงยิ่งนัก
ในตอนนั้นเอง เฉินอวี่ก็พลันยกฝ่ามือขึ้น แล้วจึงฟาดเข้าที่ทรวงอกของตนเองเต็มแรง
ฉึก!
เฉินอวี่กระอักโลหิตคำโตออกมา ทรวงอกยุบลงไปอีกครั้ง กระดูกแตกหักไปไม่น้อย
ในอีกด้านหนึ่ง มุมปากของลูหลิงก็พลันปรากฏสายโลหิตไหลซึมออกมา สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นความไม่อยากจะเชื่อในทันที
ตามปกติแล้ว เฉินอวี่ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสมาอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ควรจะลุกไม่ขึ้นไปนานแล้ว!
ลูหลิงเป็นเพราะเผ่าพันธุ์ที่พิเศษ จึงมีความสามารถในการฟื้นฟูตนเองที่น่าหวาดหวั่น บาดแผลจึงไม่ได้สาหัสนัก
ทว่าเฉินอวี่กลับยังสามารถ "ทำร้ายตนเอง" ได้อย่างหน้าตาเฉยเช่นนี้
"หากเจ้าคิดจะฆ่าข้า ก็ยังพอจะมีหวังอยู่บ้าง ทว่าหากคิดจะจับตัวข้า ย่อมไม่มีทางเด็ดขาด"
เฉินอวี่ยิ้มออกมา
ด้วยความสามารถในการฟื้นฟูตนเองที่น่าทึ่ง วิชาผสานกายวิญญาณโลหิตสำหรับเขาก็ดูเหมือนจะไม่ได้น่าหวาดกลัวหรืออันตรายถึงเพียงนั้น
จากเหตุการณ์เมื่อครู่ เขาประเมินได้ว่า ความสามารถในการฟื้นฟูตนเองของเขนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าสิ่งมีชีวิตเผ่าโลหิต ยิ่งในยามที่ระเบิดพลังจากหัวใจ ก็ยิ่งก้าวล้ำไปไกลแสนไกล
อีกทั้งเขาก็ทราบดีว่า ลูหลิงเป็นเพราะเรื่องของบรรพชนน้อย จึงไม่กล้าที่จะสังหารเขาได้โดยง่าย ไม่เช่นนั้นอีกฝ่ายคงลงมือไปนานแล้ว
"อย่างนั้นหรือ?"
สีหน้าของลูหลิงดูมืดมนและดุร้าย พลันลงมือจู่โจมอีกครั้ง
ถึงแม้เขาจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดบาดแผลของเฉินอวี่จึงฟื้นฟูได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ จนถึงขั้นก้าวล้ำความสามารถในการฟื้นฟูตนเองของเผ่าโลหิตไปเสียแล้ว
ทว่าในระดับวิญญาณเล่า?
วูบ! ตูม! ทั่วทั้งศีรษะของเขาแผ่รัศมีสีแดงเลือดออกมา พลังวิญญาณสีแดงหม่นสายหนึ่งพวยพุ่งออกมา และควบแน่นแปรเปลี่ยนเป็นแสงสีโลหิตที่คมปลาบสายหนึ่ง บนนั้นฉายประกายโลหิตที่ลึกลับและน่าหวาดหวั่นออกมา
ฟิ้ว!
แสงสีโลหิตที่คมปลาบนั้นพุ่งเข้าหาในพริบตา
ด้วยระดับของเขา การโจมตีทางวิญญาณย่อมเพียงพอที่จะปลิดชีพของเฉินอวี่ได้
ทว่าเขาไม่กล้าสังหารเฉินอวี่ จึงได้ลดทอนอานุภาพของการโจมตีลง การจู่โจมครั้งนี้ทำได้เพียงทำให้เฉินอวี่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนหมดสติไปเท่านั้น
"การโจมตีทางวิญญาณ!"
เฉินอวี่ตอบสนองได้ในทันที พลางกระตุ้นลูกปัดวิญญาณสี่หยกขึ้นมา รอบกายพลันปรากฏม่านแสงพลังวิญญาณชั้นหนึ่งขึ้นมาป้องกัน
ฉึก! ภายใต้การจู่โจมของลูหลิง ม่านแสงพลังวิญญาณพลันถูกทะลวงผ่านไปในพริบตา พลังป้องกันของลูกปัดวิญญาณสี่หยกถูกทำลายลงเป็นครั้งที่สาม ศัสตราวุธวิญญาณชิ้นนี้จึงได้พังทลายลงไปโดยสิ้นเชิง
การโจมตีทางวิญญาณที่เหลืออยู่ พุ่งเข้าสู่ห้วงความคิดของเฉินอวี่เต็มๆ
สติของเฉินอวี่พลันเกิดความเจ็บปวดขึ้นมา ภาพตรงหน้าแปรเปลี่ยนเป็นขุนเขาซากศพและทะเลเลือด รังสีอำมหิตและกลิ่นอายโลหิตแผ่ซ่านไปทั่ว
ทันใดนั้น แร่ผลึกจันทราวิญญาณในมือของเขาก็แผ่ซ่านกลิ่นอายอันลึกลับที่เย็นสดชื่นออกมาสายหนึ่ง มันบริสุทธิ์ดุจดั่งน้ำพุ พลางซึมซาบเข้าสู่จิตใจ เพื่อทำการชะล้างและฟื้นฟูจิตใจที่ได้รับบาดเจ็บให้กลับคืนมา
ที่แท้ในยามที่ลูหลิงลงมือโจมตีทางวิญญาณ เฉินอวี่ก็ได้เตรียมการรับมือไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยการนำแร่จันทราวิญญาณมาตุออกมา
ในอีกด้านหนึ่ง ลูหลิงเองก็ได้รับบาดเจ็บทางวิญญาณในรูปแบบเดียวกัน แววตาของเขาสั่นไหวไปมา ก่อนจะเบิกกว้างด้วยความตกใจ แล้วจึงอุทานออกมาว่า: "แร่จันทราวิญญาณมาตุ!"
ในมือของเฉินอวี่กลับมีสมบัติล้ำค่าที่สามารถรักษาอาการบาดเจ็บทางวิญญาณได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ
"หึ!"
เฉินอวี่จ้องมองลูหลิงด้วยสายตาที่โกรธแค้น พลางยกฝ่ามือขึ้นมาอีกครั้ง
ในระหว่างนั้น บาดแผลบนร่างกายของเขาก็ฟื้นฟูไปแล้วถึงห้าถึงหกส่วน
ตูม!
เสียงโลหะปะทะกันและเสียงกระดูกแตกหักดังขึ้น เฉินอวี่ฟาดฝ่ามือลงบนร่างกายของตนเองอีกครั้ง ทิ้งรอยยุบรูปฝ่ามือเอาไว้รอยหนึ่ง
หากเจ้ากล้าทำร้ายข้า เช่นนั้นข้าก็จะ "ทำร้ายตนเอง" เฉินอวี่แสดงท่าทีไม่ยอมลดละ
ฉึก!
ในอีกด้านหนึ่ง ลูหลิงพลันกระอักโลหิตคำโตออกมาทันที
บาดแผลของเขายังไม่ทันจะฟื้นฟูจนหายดี ในเวลานี้จึงไม่อาจอดกลั้นไว้ได้ จนต้องกระอักโลหิตอันล้ำค่าออกมา
"เจ้า... ความสามารถ... ในการฟื้นฟูตนเองของเจ้า!"
ลูหลิงไม่ได้ปกปิดความตื่นตระหนกภายในใจ พลางเอ่ยถามถึงความสงสัยของตนเองออกมา
"ข้าเคยบอกแล้ว หากเจ้าคิดจะจับตัวข้า ย่อมไม่มีทางเด็ดขาด หากเจ้าคิดจะฆ่าข้า เว้นแต่ว่าเจ้าไม่อยากจะทราบที่อยู่ของบรรพชนน้อยของพวกเจ้าแล้ว"
เฉินอวี่กล่าวออกมาด้วยท่าทางที่ถือดียิ่งนัก
"เจ้าทำอะไรกับบรรพชนน้อย?"
ลูหลิงตะคอกถามทันที พลางทำมือเป็นกรงเล็บด้วยความตื่นเต้นจนร่างกายสั่นเทา
หากไม่ใช่เพราะเรื่องของบรรพชนน้อย เขาคงลงมืออย่างสุดกำลังเพื่อปลิดชีพเฉินอวี่ไปนานแล้ว
"เจ้าลองเดาดูสิ ไม่แน่ว่าอาจจะเดาถูกก็ได้"
เฉินอวี่แสดงท่าทีไม่ได้ใส่ใจ และย่อมไม่มีทางบอกความจริงแก่ลูหลิง
การจู่โจมต่างๆ ของลูหลิงเมื่อครู่นี้ ไม่ได้เป็นการลงมืออย่างสุดกำลัง ทั้งหมดล้วนแต่เป็นเพราะความกังวลว่าจะสังหารเฉินอวี่ไปโดยไม่ตั้งใจ
ถึงจะเป็นเช่นนั้น เฉินอวี่ก็ยังคงไม่อาจต่อกรได้ หากลูหลิงลงมืออย่างสุดกำลัง ผลลัพธ์ย่อมต้องย่ำแย่
"ขอเพียงข้าทะลวงเข้าสู่ขอบเขตห้วงสมุทรว่างเปล่า ขอเพียงเขาไม่ระเบิดตัวเอง ข้าก็ย่อมจะไม่เป็นไร"
เฉินอวี่ลอบวางแผนภายในใจ
ในขณะเดียวกันเขาก็กำลังหาทางว่าจะทำอย่างไรให้ลูหลิงเป็นฝ่ายถอนวิชาผสานกายวิญญาณโลหิตออกไปเอง
เฉินอวี่นำยารักษาอาการบาดเจ็บออกมาเม็ดหนึ่ง แล้วจึงกลืนกินมันลงไป ผสานเข้ากับพละกำลังของหัวใจอันลึกลับ เพื่อทำการดูดซับตัวยาอย่างรวดเร็ว
ด้วยการผสานพลังทั้งสองสิ่งเข้าด้วยกัน บาดแผลของเฉินอวี่จึงฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็วจนน่าหวาดหวั่น
ลูหลิงมีสายตาที่เฉียบแหลม เมื่อเห็นบาดแผลบนร่างกายของเฉินอวี่ฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็วเช่นนั้น ภายในใจก็รู้สึกสั่นสะเทือนยิ่งนัก: "นี่หาใช่สิ่งที่ร่างกายของเผ่ามนุษย์จะทำได้ไม่..."
ตูม!
เมื่อเฉินอวี่เห็นว่าร่างกายฟื้นฟูไปได้เจ็ดถึงแปดส่วนแล้ว เขาก็ฟาดฝ่ามือลงไปอีกครั้ง จนอวัยวะภายในแหลกลาญและกระดูกแตกร้าว
ถือเสียว่าเป็นการขัดเกลาร่างกายก็แล้วกัน เฉินอวี่ลอบคิดเช่นนั้นภายในใจ
ในอีกด้านหนึ่ง ลูหลิงไม่อาจอดกลั้นจนต้องกระอักโลหิตออกมาอีกครั้ง ภายในใจทั้งตื่นตระหนกและโกรธแค้น: "หยุดก่อน เจ้าหยุดมือเดี๋ยวนี้ พวกเรามาเจรจากันดีๆ เถิด..."
เฉินอวี่ไม่ได้สนใจลูหลิง พลางขยับถอยห่างจากอีกฝ่ายออกไปในระยะหนึ่ง
ลูหลิงเองก็อาศัยโอกาสนี้ในการฟื้นฟูบาดแผล ไม่เช่นนั้นหากเฉินอวี่ "ทำร้ายตนเอง" ต่อไปอีกไม่กี่ครั้ง เกรงว่าเขาคงจะต้านทานไม่ไหวเป็นแน่
เฉินอวี่กวาดสายตามองไปรอบๆ พื้นที่ใต้ดินแห่งนี้ สัมผัสถึงกลิ่นอายของสายเลือดธาตุไฟที่รุนแรงและชัดเจนยิ่งนัก
ตูม!
เขาก้าวเดินไปที่จุดหนึ่ง แล้วจึงเหวี่ยงหมัดออกไปสายหนึ่ง ทันใดนั้นหมอกเพลิงสายหนึ่งก็พวยพุ่งเข้ามาพร้อมกับแสงเพลิงสีแดงฉาน
ในเวลานี้ ร่างกายของเฉินอวี่สัมผัสได้ถึงความร้อนระอุจนเกิดความเจ็บปวดขึ้นมา
"กลิ่นอายของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ธาตุไฟ..."
ลูหลิงลอบอุทานภายในใจ ภายในภูเขาแห่งนี้มีสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ธาตุไฟอยู่จริงๆ อย่างนั้นหรือ? หากสามารถสูบกลิ่นโลหิตของมันได้ บาดแผลของเขาย่อมไม่ต้องกังวลอีกต่อไป
คนทั้งสองก้าวเดินออกจากพื้นที่อันคับแคบแห่งนี้ทีละคน จนมาถึงโลกที่มีสีแดงฉานของเปลวเพลิง
พื้นดินร้อนระอุยิ่ง แร่โลหะโดยรอบกลายเป็นสีแดงฉาน และมีหยดน้ำโลหะที่ถูกหลอมละลายเพราะความร้อนสูงร่วงหล่นลงมาเป็นระยะๆ
เพียงไม่นาน คนทั้งสองก็มาถึงปากถ้ำแห่งหนึ่ง ทว่าปากถ้ำนั้นกลับถูกปิดตายไว้ด้วยประตูโลหะบานหนึ่ง
"นี่คือ วิถีกลไก!"
ลูหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
พื้นที่ใต้ดินแห่งนี้ กลับมีกลไกติดตั้งอยู่ด้วยอย่างนั้นหรือ! มีคนก้าวเข้ามาด้านในก่อนแล้ว และปิดปากถ้ำเอาไว้?
ในตอนนั้นเอง คนทั้งสองก็สัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวของพลังต้นกำเนิด พลันปรากฏเงาร่างสามสายขึ้นที่ด้านหลัง...