- หน้าแรก
- วิถีใจนิรันดร์สะท้านภพ
- บทที่ 524: ยกระดับเพลิงโลหิตแก้ว
บทที่ 524: ยกระดับเพลิงโลหิตแก้ว
บทที่ 524: ยกระดับเพลิงโลหิตแก้ว
ณ ฐานที่มั่นของดินแดนศักดิ์สิทธิ์คุนอวิ๋นในพิภพเรียกอัคคี
เฉียนกวง เจียงปั๋วสยง พร้อมด้วยองครักษ์ศักดิ์สิทธิ์ตราเงินอีกหนึ่งคนและตราทองแดงอีกหนึ่งคน ต่างมารวมตัวกันภายในห้องที่มืดสลัวแห่งหนึ่ง
“ยังไม่มีข่าวคราวใดๆ ของเฉินอวี่เลย!”
องครักษ์ศักดิ์สิทธิ์ตราทองแดงผู้นั้นส่ายหน้า
“ทางข้าเองก็ไม่ได้ข่าวอะไรเลยเช่นกัน”
เจียงปั๋วสยงเอ่ยขึ้น
“หรือว่าเจ้าเด็กนั่นจะรู้ว่าพวกเรากำลังจ้องจะเล่นงานมัน จึงได้หลบซ่อนตัวไปก่อนแล้ว?”
เฉียนกวงมีสีหน้าหม่นหมอง ภายในใจเกิดความสงสัย เขาจึงอดไม่ได้ที่จะปรายตามองไปยังเจียงปั๋วสยง
ก่อนหน้านี้เจียงปั๋วสยงมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างดีกับเฉินอวี่ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะส่งข่าวแจ้งเหตุให้อีกฝ่ายรู้ตัว
“เป็นไปไม่ได้ ข้าคิดว่าเฉินอวี่น่าจะกำลังเคลื่อนไหวเพียงลำพัง เพื่อล่าสังหารคนท้องถิ่นและค้นหาผลึกอัคคีจิตธาตุมากกว่า”
เจียงปั๋วสยงคาดเดาความคิดของเฉียนกวงได้ จึงรีบเอ่ยขัดขึ้นทันที
แท้จริงแล้ว นอกเสียจากว่าจะมีคนส่งข่าวลับให้ หรือเฉินอวี่ถูกคนท้องถิ่นสังหารไปแล้ว ก็เหลือเพียงความเป็นไปได้นี้เท่านั้น
“อืม ความเป็นไปได้นี้ก็มีสูงมากเช่นกัน”
เฉียนกวงพยักหน้า และไม่ได้สงสัยในตัวเจียงปั๋วสยงมากนัก
“หากข้าเป็นเฉินอวี่และออกสำรวจเพียงลำพัง ข้าก็น่าจะเลือกไปทางทิศใต้และทิศตะวันตก โดยที่ทิศใต้นั้นมีความเป็นไปได้สูงสุด เพราะหากพบเจอกับอันตราย ก็ยังมีโอกาสที่จะได้พบกับสมาชิกของดินแดนศักดิ์สิทธิ์...”
เฉียนกวงกางแผนที่ออกมา แววตาจ้องเขม็งไปที่จุดต่างๆ พร้อมกับเอ่ยออกมาอย่างช้าๆ
“พวกเราแยกกันเป็นสองทาง เพื่อออกตามหาร่องรอยของเฉินอวี่ เมื่อพบตัวแล้วให้รีบส่งข่าวแจ้งทันที”
เฉียนกวงตัดสินใจ
“ตกลง!”
คนที่เหลือต่างก็เห็นด้วย
สุดท้าย เฉียนกวงไปกับองครักษ์ศักดิ์สิทธิ์ตราทองแดงผู้นั้น ส่วนเจียงปั๋วสยงไปกับองครักษ์ศักดิ์สิทธิ์ตราเงินอีกคนหนึ่ง
การเคลื่อนย้ายจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์คุนอวิ๋นมายังพิภพเรียกอัคคีนั้น จุดเคลื่อนย้ายจะอยู่ไม่ไกลจากฐานที่มั่นมากนัก ดังนั้นการค้นหาจึงไม่ใช่เรื่องที่ยากลำบากเกินไป
นอกจากนี้ ป้ายประจำตัวของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ยังมีหน้าที่พิเศษอย่างหนึ่ง นั่นก็คือสามารถสัมผัสได้ถึงตำแหน่งขององครักษ์ศักดิ์สิทธิ์คนอื่นๆ ได้
ทว่า มีเพียงป้ายขององครักษ์ศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงเท่านั้นที่จะสัมผัสถึงตำแหน่งของระดับที่ต่ำกว่าได้ อย่างเช่น ป้ายองครักษ์ศักดิ์สิทธิ์ตราเงินสามารถสัมผัสถึงตำแหน่งของตราทองแดงได้ และป้ายตราทองสามารถสัมผัสถึงได้ทั้งตราเงินและตราทองแดง... สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงอำนาจสิทธิ์ขาดในลำดับชั้นของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ที่ผู้อยู่เบื้องล่างต้องเชื่อฟังผู้อยู่เบื้องสูงอย่างไม่มีเงื่อนไข
...
ณ ผืนป่าหมอกอัคคี
เฝิงเทียนหาวนำผลึกอัคคีจิตธาตุออกมาหนึ่งชิ้น และเริ่มดูดซับขัดเกลาพลัง
เขาเพียงแต่เคยได้ยินมาว่า หากสามารถฝึกฝนกายาธาตุอัคคีได้สำเร็จ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตห้วงสมุทรว่างเปล่าได้ ทว่ารายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ นั้นเขาแทบจะไม่ล่วงรู้เลย
เขาไม่เชื่อว่าผู้ฝึกตนวิถีน้ำจะไม่สามารถฝึกฝนกายาธาตุอัคคีได้สำเร็จ อีกทั้งราชันอัคคีแดงก็เป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยงอสูรตัวหนึ่งเท่านั้น
อีกประการหนึ่งก็คือ เฝิงเทียนหาวรู้สึกว่าการที่ตนเองจะก้าวไปถึงขอบเขตห้วงสมุทรว่างเปล่านั้นยังดูไกลเกินเอื้อม เขาจึงไม่อยากที่จะพลาดโอกาสนี้ไป
“ช่างดื้อรั้นเสียนี่กระไร นอกจากผู้ฝึกตนวิถีอัคคีที่มีโอกาสสูงที่จะฝึกกายาธาตุอัคคีสำเร็จแล้ว ผู้ฝึกตนวิถีอื่นนับว่ายากยิ่ง โดยเฉพาะวิถีน้ำนั้นไม่มีทางเป็นไปได้เลย”
ราชันอัคคีแดงแค่นเสียงเย็น
“ที่เจ้าพูดมาเป็นเรื่องจริงอย่างนั้นหรือ?”
เฉินอวี่ส่งเสียงผ่านจิตถาม
เพราะหากแม้แต่เฉินอวี่ก็ไม่อาจฝึกกายาธาตุอัคคีได้สำเร็จ ราชันอัคคีแดงที่เป็นผู้ฝึกตนวิถีอัคคีก็ย่อมสามารถขอแบ่งผลึกอัคคีจิตธาตุไปได้อย่างชอบธรรม
“ย่อมเป็นเรื่องจริง ข้าจะหลอกพวกเจ้าไปเพื่ออะไร?” ราชันอัคคีแดงกล่าวออกมาอย่างไม่สบอารมณ์
“หน้าที่หลักของผลึกชนิดนี้ ก็คือพลังงานปราณวิถีอัคคีที่บริสุทธิ์ยิ่งซึ่งแฝงอยู่ภายในนั้น มันสามารถช่วยในการสื่อสารกับพลังปราณฟ้าดินได้”
“การทะลวงเข้าสู่ขอบเขตห้วงสมุทรว่างเปล่า แท้จริงแล้วก็คือกระบวนการสื่อสารกับฟ้าดินและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ตนเอง ดังนั้นการฝึกกายาธาตุอัคคีให้สำเร็จจึงจะช่วยให้กระบวนการนี้ราบรื่นยิ่งขึ้น”
“ในฐานะที่เป็นผู้ฝึกตนวิถีน้ำ หากร่างกายต้องคอยดูดซับพลังปราณวิถีอัคคีจากรอบด้านอยู่ตลอดเวลา เจ้าลองจินตนาการดูสิว่ามันจะเป็นอย่างไร?”
ราชันอัคคีแดงอธิบายถึงแก่นแท้ของผลึกอัคคีจิตธาตุและกายาธาตุอัคคีออกมาในคราวเดียว
เห็นได้ชัดว่า ราชันอัคคีแดงล่วงรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดีจริงๆ
“นอกจากกายาธาตุอัคคีแล้ว ผลึกชนิดนี้ยังมีประโยชน์อื่นอีกหรือไม่?”
เฉินอวี่ถามต่อ
“ย่อมต้องมีมากมายอยู่แล้ว อย่างเช่นเพลิงวิญญาณแท้ของเจ้า ก็สามารถกลืนกินผลึกนี้เพื่อยกระดับคุณภาพได้ หรือจะนำไปหลอมรวมเข้ากับศัสตราวุธวิญญาณ เพื่อให้ศัสตราวุธวิญญาณวิถีอัคคีมีโอกาสที่จะได้รับคุณสมบัติ ‘กลืนกิน’ เป็นต้น...”
ราชันอัคคีแดงร่ายยาวออกมาหลายอย่าง
ทว่าเมื่อเทียบกันแล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องการผลึกอัคคีจิตธาตุในจำนวนที่มหาศาล มิฉะนั้นผลลัพธ์ที่ได้ย่อมไม่ชัดเจนนัก
แท้จริงแล้ว กายาธาตุอัคคีก็เช่นกัน อย่างน้อยต้องขัดเกลาผลึกอัคคีจิตธาตุถึงหนึ่งร้อยชั่ง จึงจะมีโอกาสฝึกฝนกายาธาตุอัคคีได้สำเร็จ
“เป็นอย่างไรล่ะ ข้าบอกข้อมูลเจ้าไปตั้งมากมายขนาดนี้... ผลึกอัคคีจิตธาตุนั่นน่ะ แบ่งให้ข้าบ้างได้หรือไม่”
เมื่อพูดมาถึงตอนท้าย ในที่สุดราชันอัคคีแดงก็เผยหางออกมาจนได้
แม้ว่าในยามนี้มันจะเริ่มต้นฝึกฝนใหม่และมีสายเลือดสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้มีโอกาสทะลวงเข้าสู่ขอบเขตห้วงสมุทรว่างเปล่าได้ค่อนข้างสูง
ทว่าท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีอะไรรับประกันได้สิบส่วน และคงไม่มีใครรังเกียจหากโอกาสในการทะลวงขอบเขตจะเพิ่มมากขึ้นหรอกจริงไหม
ยิ่งไปกว่านั้น กายาธาตุอัคคีไม่เพียงแต่เพิ่มโอกาสในการทะลวงขอบเขตเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมการฝึกฝนและพละกำลังของผู้ฝึกตนวิถีอัคคีได้อีกด้วย
“ข้ามอบให้เจ้าห้าชั่ง”
เฉินอวี่มอบผลึกอัคคีจิตธาตุให้ไปเพียงห้าชั่งเท่านั้น
หลังจากนั้น ตัวเขาเองก็เริ่มใช้งานผลึกชนิดนี้เช่นกัน
อันดับแรก ก็คือการใช้มันเพื่อยกระดับคุณภาพของเพลิงโลหิตแก้ว แม้เพลิงชนิดนี้จะติดอันดับหนึ่งในร้อยของทำเนียบเพลิงวิญญาณแท้ และนับว่าเป็นของที่หายากยิ่งในพิภพเรียกอัคคี หรือแม้แต่ในพิภพคุนอวิ๋นเองก็นับว่าเป็นเพลิงวิญญาณชั้นยอด
ทว่าอานุภาพที่เฉินอวี่สามารถแสดงออกมาได้นั้นยังไม่แข็งแกร่งนัก นั่นเป็นเพราะคุณภาพดั้งเดิมของมันยังต่ำเกินไป
กระทั่งเพลิงวิญญาณบางชนิดที่มีอันดับต่ำกว่า หากมีคุณภาพที่สูงพอก็ยังสามารถข่มเพลิงชนิดนี้ในการต่อสู้ได้
นึกถึงตอนที่อยู่แดนเหนือ เฉินอวี่เคยประมูลศิลาอาทิตย์โลหิตมาเพื่อเป็นสารบำรุงให้แก่เพลิงโลหิตแก้ว และผลึกอัคคีจิตธาตุนี้ก็มีจุดประสงค์เดียวกัน
เฉินอวี่เริ่มกระตุ้นพลังจากผลึกอัคคีจิตธาตุเป็นอันดับแรก
ทันใดนั้น แสงอัคคีภายในผลึกก็พลันปะทุออกมา พร้อมกับแผ่ประกายแสงสีแดงจางๆ ออกไปโดยรอบ
พลังปราณวิถีอัคคีระหว่างฟ้าดินพลันพุ่งตรงมาม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็ว
ในยามนี้เฉินอวี่เริ่มเข้าใจแล้วว่า เหตุใดบรรพชนอัคคีมารจึงแข็งแกร่งเพียงนั้น ในฐานะที่เป็นผู้ฝึกตนวิถีอัคคี การใช้ศัสตราวุธที่หลอมสร้างจากผลึกชนิดนี้จะช่วยเสริมอานุภาพของวรยุทธ์ได้ ดังนั้นแม้เขาจะอยู่ในระยะกลางจุดสูงสุด แต่ก็สามารถแสดงพละกำลังออกมาเทียบเท่าขอบเขตกลับสู่ต้นกำเนิดระยะปลายได้
ตูม!
พลังปราณวิถีอัคคีรอบด้านหนาแน่นยิ่ง จนพื้นที่โดยรอบประดุจดั่งกำลังลุกติดไฟขึ้นมา
ฟุบ!
ราชันอัคคีแดงลุกขึ้นและถอยห่างออกไปหลายสิบจั้ง
เห็นได้ชัดว่า หากทั้งสามคนใช้ผลึกอัคคีจิตธาตุในที่เดียวกัน ประสิทธิภาพย่อมจะลดน้อยลงไปมาก
เมื่อเห็นราชันอัคคีแดงทำเช่นนั้น เฉินอวี่จึงเดินแยกตัวออกไปให้ไกลขึ้นเช่นกัน
เมื่อผลึกอัคคีจิตธาตุในมือของเฉินอวี่ดูดซับและรวบรวมพลังปราณวิถีอัคคีไว้จนเพียงพอแล้ว
ฟุ่ม!
เฉินอวี่แบมือออก ปรากฏเปลวเพลิงสีเลือดที่ประดุจดั่งแก้วใสเต้นระบำอยู่บนฝ่ามือ
เขาควบคุมเพลิงโลหิตแก้วให้พุ่งเข้าหาผลึกอัคคีจิตธาตุ ในขณะเดียวกัน เส้นสายของเพลิงสีเลือดก็แผ่ขยายออกไปรอบทิศทาง เพื่อดูดซับพลังปราณวิถีอัคคีที่หนาแน่นในบริเวณนั้น
เพียงครู่เดียว พลังปราณรอบด้านก็ถูกกลืนกินจนหมดสิ้น และผลึกอัคคีจิตธาตุก็กลายเป็นเพียงก้อนผลึกสีแดงธรรมดาที่หมองคล้ำไร้แสง
“คุณภาพได้รับการยกระดับขึ้นจริงๆ ด้วย”
เฉินอวี่สัมผัสถึงพลังของเพลิงโลหิตแก้ว และกล่าวออกมาด้วยความยินดี
แม้การยกระดับจะยังไม่มากนัก แต่ในมือของเขายังมีผลึกอัคคีจิตธาตุอีกสิบสี่ชั่ง บวกกับอีกสิบชั่งที่ซุกซ่อนไว้ในมิติทรงผลึกสีเงินจาง หากให้เพลิงโลหิตแก้วดูดซับจนหมด ผลลัพธ์ย่อมต้องชัดเจน
ในชั่วขณะนั้นเอง เฝิงเทียนหาวที่อยู่ไม่ไกลพลันแผดเสียงร้องออกมา พร้อมกับมีไอน้ำและควันพวยพุ่งออกมาจากร่างกาย
เขาล้มลงไปกองกับพื้นและดิ้นรนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ สงบลง
“ล้มเหลวเสียแล้ว”
เฝิงเทียนหาวก้มหน้าพึมพำ
เขาเพิ่งจะดูดซับผลึกอัคคีจิตธาตุไปได้เพียงสามชั่ง ร่างกายก็เริ่มเกิดความผิดปกติขึ้น หากยังฝืนดูดซับต่อไป ย่อมจะส่งผลกระทบร้ายแรงตามมา
“เร็วกว่าที่คิดไว้อีกนะ อ้อ จริงด้วย เขามีสายเลือดวิถีน้ำอยู่ภายในกาย แรงต่อต้านย่อมต้องรุนแรงกว่าปกติ”
ราชันอัคคีแดงที่อยู่ไกลออกไปเห็นเหตุการณ์นี้แล้วจึงกล่าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม
เฝิงเทียนหาวลุกขึ้นยืนและหันไปมองราชันอัคคีแดง “สัตว์โบราณตัวนี้มีความรอบรู้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ เรื่องที่แม้แต่ข้ายังไม่รู้ แต่มันกลับรู้ไปเสียหมด”
ในยามนี้ เฝิงเทียนหาวเริ่มเลื่อมใสในตัวราชันอัคคีแดงอย่างแท้จริงแล้ว
เฝิงเทียนหาวเดินเข้าไปหาด้วยรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า และเอ่ยถามว่า “ราชันอัคคีแดง หากผลึกอัคคีจิตธาตุนี้มีไว้เพื่อให้ผู้ฝึกตนวิถีอัคคีฝึกฝนกายาธาตุอัคคี เช่นนั้นแล้วมันจะมี ‘กายาธาตุวารี’ บ้างหรือไม่?”
“ย่อมมีอยู่แล้ว” ราชันอัคคีแดงตอบกลับอย่างมั่นใจ
เดิมทีเฝิงเทียนหาวเพียงแค่คาดเดาและลองถามดูเล่นๆ แต่คำตอบของราชันอัคคีแดงกลับทำให้เขาตื่นเต้นและดีใจยิ่ง
“มีอยู่จริงอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่เชื่อก็ช่างเถิด” ราชันอัคคีแดงทำท่าทางไม่สนใจ
“เชื่อสิ ข้าเชื่อ เพียงแต่อยากรู้ว่า กายาธาตุวารีนี้ต้องฝึกฝนอย่างไร?”
เฝิงเทียนหาวค้อมตัวลงพร้อมกับประจบประแจงด้วยรอยยิ้ม
ทว่าราชันอัคคีแดงกลับไม่สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย
เฝิงเทียนหาวจนใจ เขาจึงนำผลึกอัคคีจิตธาตุออกมาสามชั่งและส่งให้มันไป
“เจ้าช่างขี้งกเสียจริง”
ราชันอัคคีแดงรับผลึกไปแล้วยังมิวายเอ่ยด่าออกมาอีกหนึ่งประโยค
“มีสมบัติล้ำค่าชนิดหนึ่ง นามว่า ‘แก้ววารีมรกต’ สิ่งนี้คือของล้ำค่าชั้นยอดสำหรับการฝึกกายาธาตุวารี ทว่าสมบัติชิ้นนี้...ยิ่ง เกินกว่าจะไขว่คว้าได้...”
...
ยามราตรี ภายในผืนป่าหมอกอัคคียังคงร้อนระอุยิ่ง
ภายในโพรงไม้ของต้นไม้โบราณที่อยู่ห่างออกไปห้าลี้ ปรากฏเงาร่างของคนสองคนหลบซ่อนอยู่
“ศิษย์พี่ พวกเราจะทำอย่างไรดี? จะกลับไปดูหน่อยไหม?”
ผู้ฝึกตนขอบเขตกลับสู่ต้นกำเนิดระยะต้นคนหนึ่งถามขึ้น
“รออีกสักสองสามวัน คนทั้งสองคนนั้นมีพละกำลังแข็งแกร่งยิ่ง แม้แต่อาจารย์ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกมัน ไม่แน่อาจารย์อาจจะตายอยู่ในมือของพวกมันไปแล้วก็ได้”
ชายรูปร่างผอมบางอีกคนหนึ่งกล่าวออกมาอย่างใจเย็น
คนทั้งสองคนนี้ ก็คือลูกศิษย์ของบรรพชนอัคคีมาร
ในตอนที่บรรพชนอัคคีมารพุ่งเข้าขวางเฉินอวี่ไว้นั้น พวกเขาสองคนก็ฉวยโอกาสหลบหนีไปได้ทัน แต่ก็ไม่ได้หนีไปไกลนัก
“พวกเราควรจะไปแก้แค้นให้อาจารย์ไหม?”
ชายขอบเขตกลับสู่ต้นกำเนิดระยะต้นเอ่ยถาม
“แก้แค้นอย่างนั้นหรือ?”
ชายรูปร่างผอมบางส่ายหน้าเล็กน้อยพร้อมกับยิ้มออกมา
ในชั่วขณะนั้นเอง เขาสัมผัสได้ถึงบางอย่าง
ไม่นานนัก แรงกดดันมหาศาลก็แผ่ซ่านลงมา จนทำให้พื้นที่โดยรอบกว่าร้อยจั้งตกอยู่ในความอึดอัดและเงียบสงัด
“ใครกัน?”
ชายขอบเขตกลับสู่ต้นกำเนิดระยะต้นมีสีหน้าตื่นตระหนกและถามขึ้นด้วยเสียงเบา
ฟุ่ม! ฟุ่ม! ฟุ่ม! ฟุ่ม!
เงาร่างสี่สายร่อนลงมายังที่แห่งนี้ แต่ละคนต่างก็แผ่ซ่านกลิ่นอายของขอบเขตกลับสู่ต้นกำเนิดออกมา โดยเฉพาะชายชราผมขาวผู้หนึ่งที่แผ่กลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวออกมาจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้
“น้อมรับท่านเจ้าสำนักซ่ง!”
ชายรูปร่างผอมบางรีบแย้มยิ้มและค้อมกายคารวะทันที
เมื่ออีกคนเห็นว่าศิษย์พี่รู้จักคนผู้นี้ ในใจก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ไปเถิด ไปปลิดชีพเจ้าแก่นั่นเสีย”
ชายชราผมขาวเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและเย็นชา แฝงไปด้วยความเด็ดขาดที่ไม่อาจขัดขืนได้
“ท่านเจ้าสำนักซ่ง เกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นเล็กน้อยขอรับ”
ชายรูปร่างผอมบางกล่าว
“เรื่องผิดพลาด?”
ชายชราผมขาวถลึงตามองมา ทำให้ชายรูปร่างผอมบางรู้สึกใจสั่นสะท้านขึ้นมาทันที
“ท่านเจ้าสำนักซ่ง โปรดฟังข้ากล่าวให้จบก่อน มีผู้บุกรุกจากภายนอกสองคนพุ่งเข้ามาที่นี่ และเกิดการต่อสู้กับเจ้าแก่นั่นขึ้น ไม่รู้ว่าผลแพ้ชนะเป็นอย่างไรบ้าง...”
ชายรูปร่างผอมบางรีบอธิบายทันที
เดิมที เขาได้ตกลงกับคนของสำนักสิงโตอัคคีเอาไว้ว่าจะลงมือกับบรรพชนอัคคีมารในอีกไม่กี่วันนี้ ใครจะไปนึกว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นเสียก่อน
“หืม?”
ชายชราผมขาวและคนอื่นๆ ต่างก็มีสีหน้าครุ่นคิด
“ศิษย์พี่ท่าน... เหตุใดท่านถึงต้องทรยศอาจารย์ด้วย?”
ชายขอบเขตกลับสู่ต้นกำเนิดระยะต้นที่ได้ยินบทสนทนานี้ ก็รู้สึกตื่นเต้นและตกใจยิ่ง เขาจ้องมองศิษย์พี่ด้วยความหวาดกลัว นึกไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะทรยศอาจารย์
“ศิษย์น้องเอ๋ย เจ้าช่างโง่เขลาเสียจริง เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าอาจารย์มาที่นี่เพื่อฝึกบำเพ็ญเพียรอย่างสงบ? ข้าจะบอกเจ้าให้ก็ได้ ว่าใต้ถ้ำบำเพ็ญของเขานั้น ซุกซ่อนผลึกอัคคีจิตธาตุเอาไว้ และนั่นคือจุดประสงค์ที่แท้จริงของเขา พวกเราต่างก็ถูกเขาหลอกลวงด้วยกันทั้งนั้น!”
ชายรูปร่างผอมบางหัวเราะเหอะๆ ออกมา