เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 449: ต่อสู้สัตว์ศักดิ์สิทธิ์

บทที่ 449: ต่อสู้สัตว์ศักดิ์สิทธิ์

บทที่ 449: ต่อสู้สัตว์ศักดิ์สิทธิ์


ชายชราร่างเล็กผู้นั้นกระเด็นออกไปไกลกว่าสิบจั้ง กระอักโลหิตออกมาคำโต หัวใจเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด

เมื่อได้เข้าปะทะกับเฉินอวี่ด้วยตนเองเพียงกระบวนท่าเดียว เขาจึงสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งอันน่าสะพรึงกลัวของอีกฝ่าย ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตกลับสู่ต้นกำเนิดระยะต้นจุดสูงสุดบางคน ก็ยังไม่อาจทำให้เขารู้สึกเช่นนี้ได้

ในขณะที่เขากำลังตกตะลึงด้วยความตระหนก เฉินอวี่ก็พุ่งเข้ามาหาอีกครั้ง

“ไม่!”

ในวินาทีนั้น ชายชราร่างเล็กสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตาย เขาจึงรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีไปทันที

“หยุดมือนะ เฉินอวี่!”

ในตอนนั้นเอง หัวหน้าเผ่าปี้ไห่และชายร่างกำยำจากอีกด้านหนึ่งก็รีบพุ่งเข้ามาหา

ตูม ตูม ตูม!

มวลน้ำสีน้ำเงินมรกตนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าหาเฉินอวี่จากทุกสารทิศหมายจะโอบล้อมเขาไว้

ส่วนชายร่างกำยำผู้นั้นไม่ถนัดการโจมตีระยะไกล จึงตัดสินใจไม่เปิดฉากบุก แต่คอยคุ้มครองอยู่ข้างกายหัวหน้าเผ่าปี้ไห่แทน

การต้องคอยหลบเลี่ยงการโจมตีของหัวหน้าเผ่าปี้ไห่อยู่ตลอดเวลา ทำให้เฉินอวี่จำต้องใช้ซากปีกสีดำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับว่าสิ้นเปลืองพลังต้นกำเนิดไม่น้อย และนี่คือสงครามขนาดใหญ่ที่ไม่รู้ว่าจะยืดเยื้อไปนานเพียงใด หากสุดท้ายแล้วพลังต้นกำเนิดเหือดแห้งไป ย่อมไม่ใช่เรื่องดี

“เฉินอวี่ ทางนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง เจ้าจงไปสังหารไอ้แก่หนังเหนียวนั่นเสีย”

กงหยางซานแผดร้องบอก

เขาชูดาบขึ้นสูง ปรากฏเงาดาบอันทรงพลังหมุนวนจนกลายเป็นพายุหมุน ก่อเกิดลมพายุพัดกระโชกแรง

สิ้นเสียงการตวัดดาบอย่างแรง ก็ปรากฏพายุหมุนสีขาวขนาดยักษ์พุ่งทะยานออกมา พลันขยายตัวอย่างรวดเร็ว เข้าบดขยี้และสลายมวลน้ำมหาศาลเหล่านั้นจนแตกกระจายไป

เฉินอวี่นั้นไม่มีกระบวนท่าโจมตีในรัศมีกว้าง ทว่ากงหยางซานมี เขาฝึกฝนวิถีวายุ กระบวนท่าจึงสามารถก่อเกิดพายุหมุนได้ และหากเป็นกระบวนท่าใหญ่ อานุภาพย่อมดูองอาจและทรงพลังยิ่ง

การโจมตีครั้งนี้สามารถสกัดกั้นการขัดขวางของหัวหน้าเผ่าปี้ไห่ได้สำเร็จ

“ตามความต้องการของเจ้า”

เฉินอวี่ยิ้มบางๆ พลันพุ่งทะยานออกไปอย่างเต็มกำลัง

ชายชราร่างเล็กรีบเร่งเร้าพลังจนร่างกายแผ่ซ่านแสงสีเลือดออกมา ทันใดนั้นใต้ฝ่าเท้าก็ปรากฏประกายแสงเงาเร้นหมุนวนไปมา ทำให้ความเร็วของเขาพุ่งสูงขึ้นถึงสี่ห้าส่วน

เฉินอวี่อาศัยการเสริมพลังจากซากปีกสีดำ กอปรกับพลังที่สะสมไว้ในหัวใจ เพียงชั่วพริบตาก็ไล่ตามชายชราร่างเล็กได้ทัน

ตูม!

เขาวาดกระบี่ฟาดฟันลงมา ระลอกคลื่นกระบี่อักขระมารหลอมรวมเข้าด้วยกันกับเพลิงโลหิตแก้ว ฟาดฟันลงมาอย่างดุดัน

ชายชราร่างเล็กเบิกตากว้าง มือข้างหนึ่งวาดหอกยาว อีกข้างหนึ่งเร่งเร้าพลังต้นกำเนิดสร้างม่านพลังป้องกันขึ้นมา

ทว่าเบื้องหน้าคมกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวของเฉินอวี่ สิ่งกีดขวางเหล่านั้นกลับถูกทำลายล้างจนพินาศย่อยยับไปในพริบตา

สุดท้ายการโจมตีนั้นก็กระแทกเข้าใส่หน้าอกของชายชราร่างเล็ก จนโลหิตสาดกระจายไปทั่ว

เฉินอวี่ไม่เสียเวลาตรวจสอบว่าอีกฝ่ายจะอยู่หรือตาย เขาพลันตวัดกระบี่ซ้ำลงไปอีกครั้ง

ตูม!

เสียงระเบิดดังกึกก้อง ศพที่แหลกเหลวและดำเป็นตอตะโกศพหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากม่านหมอกสีดำทมิฬ

“ยอดเยี่ยม!”

กงหยางซานตบมือร้องเรียกด้วยความสะใจ

อีกด้านหนึ่ง หัวหน้าเผ่าปี้ไห่และชายร่างกำยำต่างก็มีสีหน้าที่ดำคล้ำ แววตาแทบจะพ่นไฟออกมาด้วยความโกรธแค้น

“หนี!”

กงหยางซานรีบถอยร่นออกมาในทันที

เพราะเขาสกัดหัวหน้าเผ่าปี้ไห่เอาไว้ได้ชั่วครู่ ทำให้เฉินอวี่สามารถสังหารยอดฝีมือขอบเขตกลับสู่ต้นกำเนิดไปได้อีกคนโดยไร้กังวล

หากหัวหน้าเผ่าปี้ไห่คิดจะชำระแค้นครั้งนี้กับกงหยางซาน เขาคงจบสิ้น เพราะเขาไม่ได้มีความสามารถเหมือนเฉินอวี่ หากถูกหัวหน้าเผ่าปี้ไห่หมายตาเอาไว้ด้วยสภาพร่างกายในยามนี้ ย่อมเป็นทางตายเพียงทางเดียว

ทว่ายังดีที่หัวหน้าเผ่าปี้ไห่รู้ดีว่าสิ่งใดสำคัญที่สุดในยามนี้ นางจึงไม่ได้ลงมือกับกงหยางซาน แต่ยังคงพุ่งไล่ตามเฉินอวี่ต่อไป

หลังจากสังหารชายชราร่างเล็กไปแล้ว เฉินอวี่ก็พุ่งทะยานไปยังจุดอื่นต่อทันที

……

“เจ้าหัวขนนี่ ช่างทนมือทนเท้าเสียจริง”

ราชันอัคคีแดงแค่นเสียงออกมา ร่างพุ่งทะยานออกไป รอบกายปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงสีแดงฉานที่พวยพุ่งออกมาอย่างบ้าคลั่ง

มังกรคะนองน้ำเนตรแดงมีสีหน้าที่ดูไม่ได้ มันบิดส่ายร่างกายจนก่อเกิดทะเลเพลิงหมายจะเข้ารับมือกับราชันอัคคีแดง

ในตอนแรก มังกรคะนองน้ำเนตรแดงตั้งใจจะชำระแค้น กอปรกับมีคชสารโบราณคอยช่วยเหลือ มันจึงเปิดฉากจู่โจมอย่างดุดัน

ทว่าผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ มันถูกราชันอัคคีแดงรุมสกรัมอย่างหนักอีกครั้งหนึ่ง

ท่าร่างของราชันอัคคีแดงนั้นคล่องแคล่วว่องไวอย่างถึงที่สุด ความสามารถในการควบคุมเพลิงก็ละเอียดอ่อนลึกซึ้ง อีกทั้งยังมีวรยุทธ์ลับสายอัคคีที่ลึกลับอีกมากมาย

และสิ่งที่ทำให้มังกรคะนองน้ำเนตรแดงรู้สึกแค้นใจยิ่งกว่าเดิมก็คือ ราชันอัคคีแดงเอาแต่เล่นงานมันคนเดียวโดยไม่สนใจคชสารโบราณเลยแม้แต่น้อย เมื่อคิดได้ดังนั้นมันจึงรู้สึกว่าช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย

มันเคยเอ่ยถามออกไป และคำตอบที่ราชันอัคคีแดงให้มาก็คือ “ก็ใครใช้ให้เจ้ามาเล่นกับไฟล่ะ?”

มังกรคะนองน้ำเนตรแดงแทบอยากจะหลั่งน้ำตาออกมา ในเมื่อมันเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์สายอัคคี ไม่ให้เล่นกับไฟแล้วจะให้เล่นกับอะไร?

ในยามนี้ มังกรคะนองน้ำเนตรแดงจึงแทบจะไม่เปิดฉากบุกก่อนเลย ส่วนใหญ่จะทำเพียงแค่ตั้งรับอย่างเดียว

เบื้องล่าง คชสารโบราณพุ่งทะยานขึ้นมา พลันสะบัดงวงอันแข็งแกร่งเข้าใส่ราชันอัคคีแดงทันที

ราชันอัคคีแดงเบี่ยงร่างหลบหลีก พลันชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อยเพื่อหลบการโจมตีของคชสารโบราณ จากนั้นเปลวเพลิงบนเท้าทั้งสี่ก็ระเบิดออก ราชันอัคคีแดงก็เริ่มพุ่งทะยานต่อไปอีกครั้ง

“บรรพบุรุษเจ้าสิ รังแกกันเกินไปแล้วนะ”

เมื่อเห็นราชันอัคคีแดงพุ่งเข้ามาหาอีกครั้ง มังกรคะนองน้ำเนตรแดงก็โกรธแค้นจนถึงขีดสุด

“เนตรแดงวิญญาณสังหาร!”

ดวงตาทั้งสองข้างของมังกรคะนองน้ำเนตรแดงพลันส่องประกายไฟเจิดจ้า ราวกับลูกไฟที่กำลังลุกโชน

ดวงตาของมังกรคะนองน้ำเนตรแดงสามารถปลดปล่อยการโจมตีด้วยเปลวเพลิงพิเศษออกมาได้ อีกทั้งยังสามารถผสานเข้ากับการโจมตีทางจิตวิญญาณเพื่อเสริมอานุภาพให้รุนแรงขึ้นได้อีกเล็กน้อย

เพราะโดยปกติแล้วมังกรคะนองน้ำเนตรแดงไม่ค่อยใช้การโจมตีทางจิตวิญญาณ ยามนี้มันจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ตบะของตนเองนั้นสูงกว่ากิเลนไฟอยู่หนึ่งระดับย่อย การโจมตีทางจิตวิญญาณอาจจะได้ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงก็เป็นได้

ฟุ่บ!

ปรากฏลำแสงสีแดงเข้มที่ดูหม่นหมองพุ่งออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างของมังกรคะนองน้ำเนตรแดง เพียงชั่วพริบตาก็พุ่งเข้าถึงเบื้องหน้าของราชันอัคคีแดงแล้ว

“ไม่เล่นไฟแล้ว หันมาเล่นงานทางจิตวิญญาณแทนรึ?”

ราชันอัคคีแดงแค่นเสียงออกมาอย่างไม่แยแส

เขาไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย ปล่อยให้การโจมตีทางจิตวิญญาณของมังกรคะนองน้ำเนตรแดงพุ่งเข้าใส่

ในวินาทีนั้น มังกรคะนองน้ำเนตรแดงกลับรู้สึกว่าการโจมตีทางจิตวิญญาณของตนเอง ราวกับหยดน้ำที่ร่วงหล่นลงสู่มหาสมุทร นอกจากจะก่อให้เกิดระลอกคลื่นเพียงเล็กน้อยที่แทบจะไม่รู้สึกแล้ว ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ เลย

“เป็นไปได้อย่างไร?”

มังกรคะนองน้ำเนตรแดงถึงกับสั่นสะท้านขึ้นมาทันที มันสัมผัสได้ทันทีว่าราชันอัคคีแดงนั้นช่างดูลึกลับและยากจะหยั่งถึงยิ่ง

ในยามนั้นเอง เฉินอวี่ก็พุ่งเข้ามายังสนามรบแห่งนี้ “ราชันอัคคีแดง ต้องการให้เจ้านายช่วยหรือไม่?”

“เจ้าไม่เห็นรึว่าข้ากำลังรุมสกรัมเจ้านี่อยู่?”

ราชันอัคคีแดงเลิกคิ้วขึ้น

“เช่นนั้นก็ช่วยเจ้านายสักเรื่องเถิด”

เฉินอวี่ยิ้มบางๆ พลางเหลือบมองไปทางหัวหน้าเผ่าปี้ไห่ที่อยู่ไกลออกไป

แม้มวลน้ำจะพิชิตเปลวเพลิง ทว่าหัวหน้าเผ่าปี้ไห่ย่อมไม่มีทางสยบราชันอัคคีแดงลงได้

เฉินอวี่ไม่รอให้ราชันอัคคีแดงตอบตกลง เขาก็เป็นฝ่ายพุ่งเข้าหามังกรคะนองน้ำเนตรแดงทันที

“นี่... เปลี่ยนคู่ต่อสู้รึ?”

มังกรคะนองน้ำเนตรแดงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความยินดีอย่างถึงที่สุด

ช่างยอดเยี่ยมยิ่ง มันแทบอยากจะขอบคุณเฉินอวี่ที่ช่วยพาตัวดาวข่มของมันออกไปให้พ้นหน้า

“บังอาจมาท้าทายข้า เช่นนั้นก็จงแสดงให้ข้าดูทีเถิดว่าเจ้าจะมีความสามารถเพียงใด”

มังกรคะนองน้ำเนตรแดงเร่งเร้าบารมีขึ้นมาทันที ท่าทางดูสง่างามและเย่อหยิ่ง พลันเชิดหน้าขึ้นแล้วมองไปยังมนุษย์ที่ดูต่ำต้อยเบื้องหน้าด้วยสายตาเย็นชา

“สัตว์ศักดิ์สิทธิ์รึ?”

เฉินอวี่รู้สึกฮึกเหิมอยากจะประลองฝีมือยิ่งนัก

มังกรคะนองน้ำเนตรแดงผ่านการต่อสู้กับราชันอัคคีแดงมาถึงสองครั้ง ย่อมต้องได้รับบาดเจ็บและพละกำลังก็ไม่อยู่ในจุดสูงสุด

ทว่าอย่างไรเสียอีกฝ่ายก็ยังเป็นถึงสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ความสามารถในการฟื้นตัวย่อมแข็งแกร่ง เมื่อเฉินอวี่เข้าประชิดตัวมังกรคะนองน้ำเนตรแดง เขาก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากสายเลือดที่ไร้รูปร่าง จนทำให้เขารู้สึกอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก

โดยไม่รอช้า เฉินอวี่รีบเร่งเร้าสายเลือดเกล็ดมังกร พลันปรากฏกลิ่นอายมังกรระเบิดออกมา บนร่างกายสีดำทมิฬของเขามีรอยเกล็ดสีแดงพวยพุ่งขึ้นมา ทำให้ทั้งร่างดูชั่วร้ายและองอาจยิ่งนัก

ในวินาทีนั้น แรงกดดันจากสายเลือดก็เบาบางลงไปมาก

“สายเลือดตระกูลมังกร”

นัยน์ตาของมังกรคะนองน้ำเนตรแดงพลันเป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที

มันนึกไม่ถึงเลยว่ามนุษย์เบื้องหน้าจะมีสายเลือดตระกูลมังกรซุกซ่อนอยู่ หากสามารถกลืนกินเขาเข้าไปได้ ย่อมส่งผลดีต่อสายเลือดของมัน

ในยามนี้ เฉินอวี่พุ่งเข้าประชิดตัวมังกรคะนองน้ำเนตรแดงแล้ว ทันใดนั้นบนฝ่ามือของเขาก็ปรากฏเพลิงโลหิตแก้วพุ่งพล่านขึ้นมา

เขาชกหมัดออกไปเพียงครั้งเดียว ปรากฏมังกรเพลิงที่หลอมรวมระหว่างสีดำและแดงพวยพุ่งคำรามออกมา

“เพลิงโลหิตแก้ว!”

สีหน้าของมังกรคะนองน้ำเนตรแดงพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย รีบพ่น ‘เพลิงเมฆามังกรคะนอง’ ออกมาทันที

ทว่าสายเลือดเกล็ดมังกรของเฉินอวี่สามารถเสริมอานุภาพของเพลิงโลหิตแก้วได้ ทำให้พลังในยามนี้รุนแรงยิ่งนัก อย่างน้อยในด้านของพลังอัคคี ก็ยังแข็งแกร่งกว่าเพลิงเมฆามังกรคะนองอยู่ไม่น้อย

ตูม!

เปลวเพลิงสีเลือดและเปลวเพลิงสีแดงเหลืองพุ่งเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง จนก่อเกิดระลอกคลื่นกระแทกแห่งเปลวเพลิงแผ่ขยายไปทั่วสารทิศ

“สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ”

เฉินอวี่อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม แม้มังกรคะนองน้ำเนตรแดงจะอยู่ในสภาพที่บาดเจ็บ ทว่ามันกลับสามารถต้านทานเพลิงโลหิตแก้วของเขาที่ได้รับการเสริมพลังจากสายเลือดเกล็ดมังกรเอาไว้ได้

ทว่าเฉินอวี่ก็ไม่ได้หวาดเกรงแม้แต่น้อย เขาเร่งเร้าเกราะสงครามเกล็ดมาร พลันพุ่งเข้าประชิดตัวมังกรคะนองน้ำเนตรแดง เพลิงโลหิตแก้วนั้นสามารถแผดเผาเนื้อหนังและพลังชีวิตได้ อีกทั้งยังมีพลังในการกัดเซาะที่รุนแรง การต่อสู้ระยะประชิดจึงจะสามารถสำแดงอานุภาพออกมาได้อย่างเต็มที่

อีกทั้งหากเป็นการต่อสู้ระยะประชิด คชสารโบราณย่อมไม่อาจยื่นมือเข้ามาแทรกแซงได้โดยง่าย เพราะเกรงว่าจะพลาดพลั้งทำร้ายมังกรคะนองน้ำเนตรแดงที่มีร่างกายใหญ่โตไปด้วย

“รนหาที่ตาย”

มังกรคะนองน้ำเนตรแดงโกรธแค้นยิ่งนัก

เมื่อครู่เพิ่งจะถูกกิเลนไฟรุมสกรัมมา ยามนี้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับมนุษย์ขอบเขตกลับสู่ต้นกำเนิดระยะต้นเพียงคนเดียว ในการปะทะกันครั้งแรกมันกลับเป็นฝ่ายเสียเปรียบเล็กน้อย

เรื่องนี้ทำให้มังกรคะนองน้ำเนตรแดงเริ่มสงสัยว่า ภายในร่างกายของตนเองนั้นใช่สายเลือดสัตว์ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ หรือไม่

และการที่เฉินอวี่พยายามจะเข้าประชิดตัวมัน ยิ่งทำให้มังกรคะนองน้ำเนตรแดงโกรธแค้นทวีคูณ

เป็นที่รู้กันดีว่า ร่างกายของสัตว์อสูรนั้นแข็งแกร่งกว่ามนุษย์มาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงร่างกายของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เลย

ตูม!

กรงเล็บมังกรของมังกรคะนองน้ำเนตรแดงตะปบลงมาอย่างแรง ราวกับจะบดขยี้เฉินอวี่ให้ตายคาที่เหมือนมดตัวหนึ่ง

เฉินอวี่ไม่คิดจะถอยหนี กลับยิ่งทวีเจตจำนงแห่งการต่อสู้ให้พุ่งสูงขึ้น พลันเร่งเร้าพละกำลังทั่วร่างชกหมัดสวนกลับไป

เขาอยากจะรู้ว่า ในฐานะผู้ฝึกกายอย่างเขา พละกำลังเมื่อเทียบกับสัตว์ศักดิ์สิทธิ์แล้วจะเป็นเช่นไร

ปัง!

เสียงกระแทกอันหนักหน่วงดังขึ้น เปลวเพลิงพวยพุ่งออกมาจากระหว่างหมัดและกรงเล็บมังกร

กริก กริก!

เฉินอวี่ต้องถอยหลังไปถึงห้าก้าวถึงจะหยุดลงได้ แขนทั้งสองข้างเริ่มมีอาการชาหนึบ

ทว่าในความเป็นจริงแล้ว เขากับมังกรคะนองน้ำเนตรแดงนั้นมีพละกำลังที่ทัดเทียมกัน เพราะมังกรคะนองน้ำเนตรแดงมีร่างกายที่ใหญ่โต จึงสามารถต้านทานแรงสะท้อนกลับเอาไว้ได้มากกว่า

“เป็นไปไม่ได้ พละกำลังของมนุษย์ผู้นี้เหตุใดจึงได้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้?”

มังกรคะนองน้ำเนตรแดงชะงักไปทันที พลันจ้องเขม็งไปยังเฉินอวี่

พร้อมกันนั้น มันก็ก้มลงมองกรงเล็บของตนเอง ที่กึ่งกลางมีกลุ่มเพลิงสีเลือดเกาะกุมอยู่และกำลังแผดเผาอย่างต่อเนื่อง

“ที่แท้ร่างกายของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ก็แข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวรึ มาต่อกันเถิด!”

เจตจำนงแห่งการต่อสู้ของเฉินอวี่พุ่งสูงขึ้นไปอีกขั้น

จนถึงยามนี้ ในสถานการณ์ที่เขาเร่งเร้าสายเลือดเกล็ดมังกร ยังไม่เคยมีใครสามารถรับหมัดของเขาตรงๆ ได้เลยสักคน

ตึกตัก! ตึกตัก ตึกตัก!

หัวใจของเฉินอวี่พลันระเบิดพลังออกมา ความเร็วและพละกำลังพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัว

ปัง!

เฉินอวี่พุ่งทะยานออกไปราวกับลูกกระสุนปืนใหญ่ที่ระเบิดออก กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ซ่านออกมาจากการพุ่งชนด้วยความเร็วสูง ทำให้มังกรคะนองน้ำเนตรแดงต้องลอบตระหนกใจ

สีหน้าของมังกรคะนองน้ำเนตรแดงพลันเคร่งขรึมลง กรงเล็บมังกรพลันลุกโชนไปด้วยเพลิงเมฆามังกรคะนอง แปรเปลี่ยนเป็นกรงเล็บเพลิง พลันตวัดตะปบออกไปอย่างแรง!

ตูม!

หมัดและกรงเล็บปะทะกันอีกครั้ง เสียงระเบิดดังกึกก้องจนน่าสยดสยอง

มังกรคะนองน้ำเนตรแดงสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่กรงเล็บจนแทบจะทนไม่ไหว พละกำลังมหาศาลพุ่งเข้ากระแทกจนร่างของมันต้องถอยกริกไปไกลกว่าสิบจั้ง

เมื่อมันพยายามจะลุกขึ้น ก็พบว่ากรงเล็บทั้งข้างถูกเพลิงโลหิตแก้วเข้าปกคลุม และกระดูกภายในก็แตกสะบั้นไปเสียแล้ว

“นี่มันตัวประหลาดอะไรกันเนี่ย!”

ภายในใจของมังกรคะนองน้ำเนตรแดงสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว เมื่อครู่ตอนที่สู้กับราชันอัคคีแดง ในด้านการปะทะกันทางร่างกายมันยังไม่เคยพ่ายแพ้ยับเยินถึงเพียงนี้ ทว่ายามนี้กลับถูกมนุษย์คนหนึ่งชกจนกระดูกหัก

แม้มังกรคะนองน้ำเนตรแดงจะเป็นถึงสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถเอ่ยภาษาคนได้ ทว่าสติปัญญาเมื่อเทียบกับมนุษย์แล้ว ก็ยังถือว่าเรียบง่ายกว่ามาก

เฉินอวี่นั้นเป็นผู้ฝึกกาย จึงเชี่ยวชาญการต่อสู้ระยะประชิด มังกรคะนองน้ำเนตรแดงย่อมสามารถใช้การต่อสู้ระยะไกลเข้าแลกได้ และในฐานะมังกรคะนองน้ำศักดิ์สิทธิ์ ความเร็วของมันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลย

“สมกับที่เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ”

ภายในใจของเฉินอวี่เองก็ลอบตระหนกเช่นกัน เมื่อเขารวมพลังสายเลือดเกล็ดมังกรเข้ากับการระเบิดพลังจากหัวใจ กลับทำได้เพียงแค่ชกมังกรคะนองน้ำเนตรแดงจนกระดูกหักเท่านั้น

เขาไม่รู้เลยว่าร่างกายของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์นั้นแข็งแกร่งเพียงใด การจะจัดการกับสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ โดยปกติแล้วจำต้องโจมตีที่จุดตาย เช่นหัวใจหรือสมอง ร่างของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์หลายตัวแม้จะตายไปจนเนื้อหนังเน่าเปื่อยไปหมดแล้ว ทว่ากระดูกกลับยังสามารถคงอยู่ได้นานนับพันนับหมื่นปี

เฉินอวี่ใช้สัมผัสวิญญาณกวาดมองไปทั่ว เพื่อเตรียมจะดูสถานการณ์ของราชันอัคคีแดง

ก็พบว่ารอบกายของราชันอัคคีแดงนั้นเต็มไปด้วยทะเลเพลิงที่พวยพุ่งขึ้นมา มันกำลังไล่ต้อนหัวหน้าเผ่าปี้ไห่และชายร่างกำยำผู้นั้นจนต้องร้องโอดครวญออกมาไม่หยุด

แม้ว่าทั้งเฉินอวี่และราชันอัคคีแดงจะเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบในการต่อสู้เอาไว้

ทว่าสถานการณ์ทางฝั่งของบรรพชนเจวี๋ยอินนั้น กลับดูท่าจะไม่สู้ดีนัก

“บรรพชนเจวี๋ยอิน ท่านยังจะทนไปได้อีกนานเพียงใด?”

ใบหน้าของหัวหน้าเผ่าหมานถูฉายแววองอาจและเฉยชา ภายในแขนเสื้อที่กว้างขวางมีแมลงหลากสีและหลากรูปทรงพุ่งทะยานออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทั้งร่างของเขาดูวังเวงและน่าสยดสยองยิ่งนัก

อีกด้านหนึ่ง ดวงตาทั้งหกคู่ของอินทรีเหล็กกล้าสามหัวก็ทอประกายรังสีอำมหิตที่ดุร้าย จ้องเขม็งไปยังเหยื่อเบื้องหน้า พร้อมที่จะเข้าจู่โจมได้ทุกเมื่อ

ท่ามกลางวงล้อมของหนึ่งคนหนึ่งสัตว์ บรรพชนเจวี๋ยอินประทับอยู่บนโลงศิลาหยิน พลางหอบหายใจออกมาอย่างหนัก กลิ่นอายเริ่มจะอ่อนล้าลงไปมาก บนร่างกายปรากฏรอยแผลที่ถูกแมลงกัดกินอยู่หลายแห่ง

จบบทที่ บทที่ 449: ต่อสู้สัตว์ศักดิ์สิทธิ์

คัดลอกลิงก์แล้ว