เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 เผาคลังหลวง

บทที่ 8 เผาคลังหลวง

บทที่ 8 เผาคลังหลวง


บทที่ 8 เผาคลังหลวง

หลังจากเดินมาได้ประมาณสิบนาที ม่อจิ่วเย่ก็เอื้อมมือขึ้นไปเปิดประตูกล แสงสว่างจ้าสาดส่องเข้าตาทันที และพวกเขาทั้งสองก็โผล่ขึ้นมาภายในคลังหลวง

คลังหลวงสมกับเป็นคลังหลวงจริงๆ นอกจากจะมีพื้นที่กว้างขวางแล้ว สิ่งของที่เก็บไว้เบื้องในยังเป็นสมบัติล้ำค่าที่ละลานตาไปหมด แต่ละชิ้นล้วนดูเหมือนจะมีมูลค่ามหาศาล

โดยเฉพาะอย่างยิ่งไข่มุกราตรีสองเม็ดที่ส่องสว่างจนทำให้ทั้งคลังสว่างไสวราวกับตอนกลางวัน มันสว่างจ้าจนแทบจะทำให้คนตาบอดได้

"เวลาเรามีจำกัด รีบลงมือเถอะ" เมื่อเห็นว่าสายตาของเฮ่อจือหรานกำลังตื่นตาตื่นใจกับภาพตรงหน้า ม่อจิ่วเย่จึงเอ่ยเตือน

ในเวลานี้ เฮ่อจือหรานรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนบ้านนอกที่ไม่เคยเห็นโลกกว้าง ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ดูน่าอัศจรรย์ไปหมด

แต่เธอก็รู้ดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเดินทอดน่องชมวิว

"ข้าอยากให้ท่านหลบไปก่อน"

ม่อจิ่วเย่ย่อมเข้าใจความหมายของเธอดี เธอเพียงแค่ไม่อยากให้เขาเห็นว่าเธอจัดการกับของพวกนี้อย่างไร

"ได้สิ" ม่อจิ่วเย่ตอบตกลงโดยไม่ลังเล ก่อนจะเปิดประตูกลบนพื้นแล้วปีนกลับลงไป

เฮ่อจือหรานมองดูประตูกลปิดสนิทจนไร้ช่องโหว่ด้วยตาตัวเอง จากนั้นจึงเริ่มกวาดตามองหาของดีๆ

ถึงอย่างไรพื้นที่ในมิติเก็บของของเธอก็มีจำกัด และด้วยของที่มีมากมายมหาศาลในคลังหลวง เธอจึงไม่สามารถเอาไปได้ทั้งหมด

เฮ่อจือหรานกวาดสายตาไปรอบๆ ห้อง แล้วใช้ความคิดเก็บรวบรวมตั๋วเงิน ก้อนเงิน ทองคำ และเครื่องประดับทั้งหมดเข้าไปในมิติของเธอ

จากนั้นเธอจึงใช้จิตสำนึกเข้าไปตรวจสอบภายในมิติ และก็เป็นไปตามคาด เพียงแค่ของเหล่านี้ก็แทบจะกินพื้นที่จนเต็มแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไม่พอใจ

เฮ่อจือหรานจึงใช้ความคิดจัดเรียงสิ่งของเหล่านั้นให้แน่นหนาที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยนำของชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปซ้อนกันไว้ในห้องครัวและห้องน้ำ ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่ว่างขึ้นมาได้อีกหน่อย

เมื่อคำนวณพื้นที่ที่เหลืออยู่ เธอจึงกวาดเอาภาพวาดและม้วนอักษรที่ไม่กินพื้นที่มากนัก รวมถึงหีบเหรียญอีแปะใบใหญ่อีกหลายใบเข้าไปด้วย

เมื่อตรวจสอบมิติอีกครั้ง เฮ่อจือหรานถึงกับพูดไม่ออก

ตอนนี้ภายในมิติอัดแน่นไปด้วยข้าวของจนแทบทะลักเพดาน เหลือพื้นที่เพียงพอให้เธอแทรกตัวเข้าไปได้เท่านั้น

ถึงจะรู้สึกเสียดาย แต่เฮ่อจือหรานก็รู้ดีว่าเธอเอาอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ไข่มุกราตรีที่ส่องแสงสว่างเจิดจ้าสองเม็ดนั้น เธอจะปล่อยหลุดมือไปไม่ได้เด็ดขาด

วินาทีที่เธอเก็บไข่มุกราตรีเข้าไปในมิติ คลังหลวงก็ตกอยู่ในความมืดมิดทันที

เฮ่อจือหรานเคาะประตูกล "ข้าเสร็จแล้ว พวกเราไปกันได้เลย"

สิ้นเสียงของเธอ ประตูกลก็ถูกเปิดออกจาดด้านล่าง

เฮ่อจือหรานจับไหล่ของม่อจิ่วเย่ไว้ขณะปีนลงไปในทางลับ

เธอหันกลับไปมองคลังหลวงที่ถูกทิ้งไว้ในสภาพระเกะระกะเล็กน้อย แล้วจู่ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา

"ของมีเยอะเกินไป ขนไปไม่หมด ยังมีผ้าไหมและผ้าแพรพรรณเหลืออยู่อีกตั้งเยอะ"

"เจ้าหมายความว่า...?" ม่อจิ่วเย่เหมือนจะเดาความคิดของเธอออก

อาศัยจังหวะที่มืดมิด เฮ่อจือหรานใช้ความคิดดึงขวดแอลกอฮอล์ออกมาจากมิติ แล้วสาดเข้าไปในคลังหลวง

ม่อจิ่วเย่ให้ความร่วมมืออย่างยอดเยี่ยม หลังจากสาดแอลกอฮอล์เสร็จ เขาก็หยิบแท่งจุดไฟออกมาจากสาบเสื้อ จุดไฟแล้วโยนเข้าไปทันที

เมื่อแอลกอฮอล์สัมผัสกับเปลวเพลิง คลังหลวงก็ถูกกลืนกินด้วยกองเพลิงที่พวยพุ่งขึ้นสูงในชั่วพริบตา

ม่อจิ่วเย่ดึงตัวเฮ่อจือหราน รีบหนีออกจากที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว...

แม้จะไม่มีใครเอื้อนเอ่ยสิ่งใด แต่ทั้งคู่ต่างก็รู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูกกับการเผาคลังหลวงในครั้งนี้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งม่อจิ่วเย่ ในเวลานี้เขารู้สึกราวกับว่าความแค้นฝังลึกได้รับการชำระสะสางแล้ว

เขาถึงกับอยากจะเห็นสีหน้าโกรธเกรี้ยวของฮ่องเต้ด้วยตาตัวเอง หลังจากที่รู้ว่าคลังหลวงถูกเผาวอดวาย

หลังจากลอบกลับมาถึงจวนหู้กั๋วกงได้อย่างปลอดภัย ทั้งสองก็เปลี่ยนชุดดำอำพรางออก และม่อจิ่วเย่ก็กลับไปที่เตียง

เฮ่อจือหรานผู้มีสายตาเฉียบแหลมสังเกตเห็นคราบเลือดบนพื้นทันที

"ท่านเลือดออกนี่ ข้าต้องช่วยทำแผลให้ท่านแล้ว"

อย่าได้ประมาทอาการบาดเจ็บภายนอกเชียว ในชาติก่อนมีผู้คนมากมายต้องตายเพราะแผลติดเชื้อจากการรักษาที่ไม่ถูกต้อง

เธอพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยชีวิตผู้คนในจวนหู้กั๋วกงมาแล้ว จะปล่อยให้ม่อจิ่วเย่ต้องมาตกอยู่ในอันตรายเพราะบาดแผลเล็กน้อยแค่นี้ได้อย่างไร

"ไม่เป็นไร แผลของข้าไม่ได้หนักหนาอะไร"

อันที่จริง ม่อจิ่วเย่ย่อมรู้สภาพร่างกายของตัวเองดี ต่อให้มีแผ่นรองนุ่มๆ ป้องกันไว้ แต่การถูกโบยถึงห้าสิบไม้ แผลย่อมไม่อาจถือว่าเบาบางได้เลย

เพียงแต่เมื่อนึกถึงตำแหน่งของบาดแผลที่อยู่ตรงบั้นท้าย เขาก็รู้สึกกระดากอายเกินกว่าจะให้เฮ่อจือหรานเห็นได้

ทว่าในความเข้าใจของเฮ่อจือหราน คนไข้ไม่มีการแบ่งแยกเพศ

ดังนั้น โดยไม่ลังเลใจ เธอจึงเตรียมจะเอื้อมมือไปเลิกเสื้อผ้าของม่อจิ่วเย่ขึ้น

ม่อจิ่วเย่เบี่ยงตัวหลบตามสัญชาตญาณ

"ไม่ได้ ตำแหน่งของแผลไม่เหมาะให้สตรีเช่นเจ้ามาเห็นหรอก"

ถึงตอนนั้นเอง เฮ่อจือหรานก็ตระหนักได้ว่า เหตุผลที่ผู้ชายคนนี้บ่ายเบี่ยงความช่วยเหลือของเธอก็คือเรื่องนี้นี่เอง

"ข้าเป็นผู้หญิงยังไม่เห็นจะบ่นอะไรเลย แล้วท่านที่เป็นผู้ชายอกสามศอกกลับกลัวว่าจะเสียเปรียบหรือไง"

เธอพูดแบบนั้นเพื่อลดทอนความเขินอายของม่อจิ่วเย่ จะได้ทำแผลให้เขาเร็วๆ และวางแผนสำหรับขั้นตอนต่อไป

เมื่อถูกสตรีพูดจาใส่แบบนี้ ใบหน้าของม่อจิ่วเย่ก็แดงก่ำขึ้นมาทันที

เขายังคงพยายามเบี่ยงตัวหลบอย่างเก้ๆ กังๆ

เฮ่อจือหรานหมดหนทาง จึงทำได้เพียงพูดว่า "อย่าลืมสิ พวกเราเป็นสามีภรรยากันนะ ท่านเข้าใจคำว่า 'สามีภรรยา' ไหม มันหมายถึงการซื่อสัตย์และเปิดเผยต่อกันและกันไงล่ะ"

เธอคิดแต่จะเกลี้ยกล่อมให้ม่อจิ่วเย่ยอมให้ความร่วมมือในการรักษา จนลืมไปสนิทว่าตัวเองอยู่ในยุคโบราณ การพูดจาแบบนี้กับคนยุคโบราณที่มีความคิดศักดินาฝังรากลึก ก็ไม่ต่างอะไรกับการเติมเชื้อเพลิงลงในกองไฟ

ม่อจิ่วเย่มองเธออย่างตะลึงงันและพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

ถึงอย่างไรสิ่งที่นางพูดก็มีเหตุผล พวกเขาเป็นสามีภรรยากันแล้วจริงๆ

แต่นี่ใช่คำพูดที่สตรีควรจะหลุดปากออกมาง่ายๆ อย่างนั้นหรือ

เมื่อคิดเช่นนี้ ม่อจิ่วเย่ก็ยิ่งรู้สึกอยากรู้อยากเห็นในตัวเฮ่อจือหรานมากขึ้นไปอีก

นางมีวิธีคิดแบบไหนกัน ถึงได้กล้าพูดเรื่องพวกนี้ออกมาโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนเลยสักนิด

ในขณะที่ม่อจิ่วเย่กำลังครุ่นคิดอยู่ในใจ เฮ่อจือหรานก็เลิกเสื้อตัวนอกของเขาขึ้นอย่างคล่องแคล่วแล้ว

เนื่องจากเมื่อวานเป็นวันแต่งงานของพวกเขา ม่อจิ่วเย่จึงสวมชุดสีแดงสดทั้งข้างในและข้างนอก

ถึงกระนั้น หลังจากเลิกเสื้อตัวนอกขึ้น ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของเฮ่อจือหรานก็ยังคงน่าตกใจอยู่ดี

กางเกงตัวในสีแดงสดของม่อจิ่วเย่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดสดๆ เนื้อผ้าสีแดงสว่างถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดงคล้ำ

เมื่อนึกถึงว่าม่อจิ่วเย่เพิ่งจะใช้วิชาตัวเบาพาเธอไปปล้นคลังหลวงมาหมาดๆ ชายคนนี้ต้องมีความอดทนอดกลั้นมากขนาดไหนกันถึงได้ทนมาได้นานขนาดนี้

เมื่อคิดได้ดังนั้น เฮ่อจือหรานก็รู้สึกนับถือม่อจิ่วเย่เพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน

เมื่อเห็นว่าตัวเองเอาชนะเฮ่อจือหรานไม่ได้ ม่อจิ่วเย่ก็ทำได้เพียงหันหน้าหนีอย่างกระดากอาย หลับตาหันหน้าเข้าหากำแพงด้วยท่าทีจำยอม

เมื่อเห็นว่าม่อจิ่วเย่มองไม่เห็นตน เฮ่อจือหรานก็หยิบขวดแอลกอฮอล์ออกมาจากมิติได้อย่างไร้กังวล

ผลปรากฏว่า เธอได้ค้นพบความจริงที่น่าตกใจบางอย่าง

ถ้าจำไม่ผิด เดิมทีมีแอลกอฮอล์เก็บไว้ในมิติสามขวด ใช้ไปหนึ่งขวดตอนเผาคลังหลวง ดังนั้นมันควรจะเหลือแค่สองขวด

ทว่าเธอเพิ่งสังเกตเห็นว่าจำนวนขวดแอลกอฮอล์ไม่ได้ลดลงเลย มันยังคงมีอยู่สามขวดเท่าเดิม

เธอยังไม่แน่ใจนักว่ามิติแห่งนี้มีฟังก์ชันสร้างสิ่งของขึ้นมาทดแทนด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม คราวนี้เธอได้ตรวจสอบแอลกอฮอล์ในมิติอย่างถี่ถ้วนแล้วและยืนยันได้ว่ามีเหลืออยู่สองขวด หลังจากทำแผลให้ม่อจิ่วเย่เสร็จ เธอจะกลับไปตรวจสอบอีกครั้ง หากมันกลายเป็นสามขวด นั่นก็หมายความว่าเธอได้ค้นพบฟังก์ชันใหม่ของมิติแห่งนี้เข้าแล้วจริงๆ

เฮ่อจือหรานดึงสติกลับมา เธอหยิบแหนบ สำลี และอุปกรณ์อื่นๆ ออกมาจากมิติ แล้วค่อยๆ ร่นกางเกงของม่อจิ่วเย่ลงอย่างเบามือ

บาดแผลที่เผยให้เห็นนั้นน่าสยดสยองเป็นอย่างยิ่ง และแม้แต่เฮ่อจือหรานที่เคยเห็นบาดแผลมาแล้วสารพัดรูปแบบก็ยังอดรู้สึกตกตะลึงไม่ได้

จบบทที่ บทที่ 8 เผาคลังหลวง

คัดลอกลิงก์แล้ว