- หน้าแรก
- พลิกบทบาทมหาเศรษฐี สู่เส้นทางปั้นยอดคนจากศูนย์
- บทที่ 2 เขาจำได้ว่าโรงเรียนนี้มีนักเรียนตั้งสองร้อยกว่าคนไม่ใช่หรือไง?
บทที่ 2 เขาจำได้ว่าโรงเรียนนี้มีนักเรียนตั้งสองร้อยกว่าคนไม่ใช่หรือไง?
บทที่ 2 เขาจำได้ว่าโรงเรียนนี้มีนักเรียนตั้งสองร้อยกว่าคนไม่ใช่หรือไง?
บทที่ 2 เขาจำได้ว่าโรงเรียนนี้มีนักเรียนตั้งสองร้อยกว่าคนไม่ใช่หรือไง?
รองอาจารย์ใหญ่ได้ยินน้ำเสียงประชดประชันของอาจารย์ใหญ่อู๋ซวี่เหยา สีหน้าของเขาดูไม่สู้ดีนัก แต่ก็ยังคงอธิบายตามหน้าที่อย่างซื่อตรง "ปะ-เปล่าครับ ไม่มีอะไร ช่วงนี้เป็นฤดูเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิ เด็กโตหน่อยก็เลยกลับไปช่วยงานที่บ้าน ก็เลย..."
"อ้อ" น้ำเสียงของอู๋ซวี่เหยาเปลี่ยนเป็นแหลมคมขึ้นมาทันที "เพราะงั้น วันนี้นักเรียนชั้นป.6 เลยมาเรียนแค่สามคนอย่างนั้นสิ?"
การแยกแยะอายุจากรูปลักษณ์ภายนอกเป็นทักษะที่อู๋ซวี่เหยาขัดเกลามาจนเชี่ยวชาญจากใน 'เกม' ท่ามกลางเด็กน้อยนับร้อยกว่าคนนี้ มีแค่สามคนเท่านั้นที่อายุสิบสองปี!
แค่นี้เนี่ยนะ?
แค่นี้เนี่ยนะ!!
แค่นี้ก็ผลาญเหรียญโรงเรียนชื่อดังไปตั้งสี่ร้อยเหรียญ เขาควรจะขอบคุณความเมตตาของระบบดีไหมเนี่ย!
เมื่อเผชิญกับการคาดคั้นของอาจารย์ใหญ่อู๋ซวี่เหยา รองอาจารย์ใหญ่ก็ถึงกับเอาแต่นิ่งก้มหน้า เขาอ้าปากค้าง ติดอ่างจนพูดอะไรไม่ออก
เขาเป็นคนอนุมัติการลางานของนักเรียนด้วยตัวเอง และเขาก็รู้ดีว่าการสอบเข้ากำลังจะมาถึงในอีกสองเดือนข้างหน้า แต่ว่า...
บรรดาครูที่อยู่ใกล้เคียงเห็นรองอาจารย์ใหญ่ถูกต้อนให้จนมุมเช่นนี้ก็อยากจะออกโรงปกป้อง แต่พวกเขากลับถูกรองอาจารย์ใหญ่ห้ามเอาไว้เสียก่อน
รองอาจารย์ใหญ่เอ่ยเสียงเบา "เรื่องนี้เป็นความผิดของผมเองครับ ผมยินดีรับโทษ"
เมื่อเห็นรองอาจารย์ใหญ่ยอมอ่อนข้อถึงเพียงนี้ เหล่าคุณครูต่างก็ร้อนใจ! นี่มันไม่ใช่ความผิดของรองอาจารย์ใหญ่เลยสักนิด!
หากชายหนุ่มคนนี้ตั้งใจจะลงโทษรองอาจารย์ใหญ่จริงๆ ล่ะก็ พวกเขาก็จะไม่สนงานนี้อีกต่อไปแล้ว!
เหล่าครูอาจารย์ต่างรู้สึกเดือดดาล บรรยากาศในที่เกิดเหตุจึงเริ่มตึงเครียดขึ้นมาบ้าง
นักเรียนที่อยู่ไกลออกไปไม่ได้ยินบทสนทนาของพวกเขา เห็นเพียงอาจารย์ใหญ่ไต้เสียงอวี่กำลังถูกคนน่ากลัวผู้นั้นดุด่าอย่างรุนแรง นักเรียนบางคนที่ขี้ขลาดก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นเทา
และเมื่อพวกเขาเห็นชายผู้น่าเกรงขามคนนั้นเดินตรงเข้ามาหา บรรดาลูกนกตัวน้อยทั้งหลายก็ตกใจกลัวจนรีบก้มหน้าลงทันที! พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับอาจารย์ใหญ่อู๋ซวี่เหยาเลยสักนิด!
อู๋ซวี่เหยาเมินเฉยต่อบรรดาครูอาวุโสเลือดร้อนเหล่านั้น เขาก้าวเดินไปหานักเรียน แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตรที่สุดว่า "พวกเธอกลับเข้าชั้นเรียนไปก่อนเถอะ จำเอาไว้ล่ะว่าต้องตั้งใจ—เรียน—ให้ดี เข้าใจไหม?"
ทว่า อู๋ซวี่เหยากลับไม่รู้ตัวเลยว่าน้ำเสียง 'เป็นมิตร' ของเขานั้นไม่ได้ฟังดูเป็นมิตรสำหรับคนอื่นเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน มันกลับแฝงไปด้วยรังสีอำมหิตของการข่มขู่จางๆ
สมองของเหล่านักเรียนกระตุกวูบ และพวกเขาก็ตะโกนตอบพร้อมกันด้วยน้ำตานองหน้า "QAQ เข้าใจแล้วครับ/ค่ะ!!!"
อู๋ซวี่เหยาพยักหน้าอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นว่าพวกเขาเชื่อฟังดีเพียงใด และโบกมือให้เหล่าคุณครูพานักเรียนกลับเข้าห้องเรียน
เหล่าครูที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดต่างก็ทิ้งความขุ่นเคืองไปจนสิ้น และหันมามองอาจารย์ใหญ่อู๋ซวี่เหยาด้วยสีหน้าที่ซับซ้อนสุดจะบรรยาย
หากจะบอกว่าอู๋ซวี่เหยาดูไม่เหมือนอาจารย์ใหญ่ เขาก็ยังอุตส่าห์กำชับให้นักเรียนตั้งใจเรียน
แต่ถ้าจะบอกว่าเขาดูเหมือนอาจารย์ใหญ่ แล้วอาจารย์ใหญ่บ้าอะไรข่มขู่นักเรียนแบบนั้นกันล่ะเฮ้ย!!
อย่างไรก็ตาม หลังจากอู๋ซวี่เหยาตวัดสายตาอันเย็นชาปรายมองมา ก็ไม่มีใครกล้าบ่นความในใจเหล่านี้ออกมาอีก และรีบต้อนนักเรียนกลับเข้าห้องเรียนไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากบรรดาครูจากไปแล้ว บริเวณหน้าประตูทางเข้าก็เหลือเพียงอู๋ซวี่เหยา รองอาจารย์ใหญ่ ผู้ช่วยตัวน้อย และครูอีกสองคนที่ไม่มีสอน
เมื่อนั้นอู๋ซวี่เหยาจึงหันไปมองรองอาจารย์ใหญ่ "ไปกันเถอะ ก่อนอื่น เราจะไปมัดไอ้เด็กเหลือขอสองคนนั้นกลับมา"
"?" เมื่อได้ยินถ้อยคำราวกับนักเลงหัวไม้ของอู๋ซวี่เหยา รองอาจารย์ใหญ่ก็ใช้เวลาอยู่หลายวินาทีในการประมวลผล กว่าจะเข้าใจว่าอู๋ซวี่เหยาต้องการให้เขานำทางไปตามหานักเรียนที่โดดเรียนสองคนนั้น
รองอาจารย์ใหญ่กำลังจะอ้าปากรับคำ ทว่าครูหนุ่มที่ดู 'ค่อนข้างอายุน้อย' ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ กลับชิงพูดขึ้นมาก่อน "ท่านอาจารย์ใหญ่ครับ ทางขึ้นเขามันเดินลำบาก เดี๋ยวผมพาเขาไปเองครับ"
"ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวเธอมีสอนต่อนี่" รองอาจารย์ใหญ่โบกมือปฏิเสธ "ฉันเดินเส้นนี้มาตั้งหลายปีแล้ว ทางแค่นี้สบายมาก"
"แต่ว่า..." ครูหนุ่มอยากจะท้วงอะไรบางอย่าง แต่จู่ๆ ประกายตาอันเย็นเยียบก็วาบขึ้น
เขาหันขวับไปมองตามสัญชาตญาณ และเห็นอู๋ซวี่เหยากำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาเย็นชา ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน ไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไรอีก
อู๋ซวี่เหยาส่งเสียงหึในลำคอเบาๆ แล้วไล่ครูทั้งสองกลับไปเตรียมการสอน
คิดจะอู้งานเวลาราชการงั้นเหรอ? หึ ฝันไปเถอะ!
จากนั้น ผู้ช่วยตัวน้อยก็รีบขอตัวลาเพื่อไปจัดเตรียมที่พักให้เรียบร้อย
รองอาจารย์ใหญ่อาวุโสที่สุดจึงพาอาจารย์ใหญ่อู๋ซวี่เหยาขึ้นเขาไปมัด... อะแฮ่ม ไปเกลี้ยกล่อมเด็กนักเรียนที่หลงผิดให้กลับมาเรียน
—
ภูเขาหนิวเจี่ยวครอบคลุมพื้นที่ 27 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีขนาดเท่ากับเขตการปกครองของอำเภอหนิวเจี่ยว
ยอดเขาสองลูกที่มีรูปร่างคล้ายเขาโคมีความสูงตั้งแต่ 343 ถึง 357 เมตร และยังมียอดเขาขนาดใหญ่น้อยอีกกว่าสามสิบลูก
แต่ยอดเขาเล็กๆ เหล่านี้มีความสูงอย่างมากก็แค่ร้อยกว่าเมตร ดังนั้น นอกเหนือจากยอดเขาหลักและยอดเขารองแล้ว ภูมิประเทศของภูเขาหนิวเจี่ยวจึงถือว่าไม่ได้สูงชันมากนัก
ก่อนการก่อตั้งประเทศ เนื่องจากภูเขาหนิวเจี่ยวตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม ผู้คนจากหลายสิบหมู่บ้านจึงได้มาตั้งถิ่นฐานและขยายเผ่าพันธุ์กันที่นี่
แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม วิถีชีวิตแบบพึ่งพาตนเองของชาวเขาดูเหมือนจะล้าหลังไปเสียแล้ว
การคมนาคมบนภูเขาเป็นไปอย่างยากลำบาก และไม่สามารถขนส่งเสบียงขึ้นไปได้ ประกอบกับพื้นที่เพาะปลูกและความอุดมสมบูรณ์ของดินก็เทียบไม่ได้กับบริเวณตีนเขา หลายครัวเรือนจึงทยอยย้ายถิ่นฐานลงจากเขากันไป
เมื่อห้าปีก่อน หลังจากที่อำเภอหนิวเจี่ยวกลายเป็นโครงการบรรเทาความยากจนที่สำคัญระดับชาติ รัฐบาลได้ทุ่มเทความพยายามอย่างมากในการอพยพชาวเขาส่วนใหญ่ลงมาอยู่ที่ตีนเขา
ผู้ที่ยังคงอาศัยอยู่บนภูเขาในปัจจุบันนี้นั้น นอกเหนือจากคนเฒ่าคนแก่หัวรั้นที่ไม่ยอมทิ้งบ้านที่อยู่มาทั้งชีวิตแล้ว ก็มีเพียงครอบครัวที่ยากจนข้นแค้นจนไม่อาจอยู่รอดได้หากต้องจากภูเขาใหญ่ลูกนี้ไป
และนักเรียนที่โดดเรียนสองคนจากโรงเรียนประถมอู๋ซานต่างก็อาศัยอยู่บนภูเขาหนิวเจี่ยว
เนื่องจากมีผู้อยู่อาศัยบนภูเขาไม่มากนัก ถนนบนเขาจึงไม่ได้รับการซ่อมแซมเท่าที่ควร มีเพียงถนนคอนกรีตเก่าๆ กว้างหนึ่งเมตรอยู่ที่ตีนเขา แต่หลังจากเดินออกจากโรงเรียนขึ้นไปได้กว่าห้าร้อยเมตร ก็เหลือเพียงเส้นทางบนเขาที่เกิดจากการเหยียบย่ำของฝีเท้าผู้คนเท่านั้น
เส้นทางบนเขานี้คดเคี้ยวไปมา ส่วนใหญ่ทอดยาวไปตามขอบหน้าผาและแทบไม่มีราวรั้วกั้น หากคนที่ทรงตัวไม่ดีมาเดิน อาจจะพลัดตกลงไปได้
รองอาจารย์ใหญ่ถือไม้เท้า คอยเดินนำทางอยู่ด้านหน้าอย่างระมัดระวัง
ในขณะเดียวกัน อู๋ซวี่เหยายังคงล้วงกระเป๋ากางเกง ก้าวเดินอย่างมั่นคง ท่าทางดูเกียจคร้านราวกับกำลังเดินย่อยอาหารหลังมื้อค่ำ
ทุกๆ สองสามนาที เขาจะดึงเชือกสีน้ำเงินที่คล้องคออยู่ออกมา และเหลือบมอง 'ตุ๊กตากระดาษตัวน้อย' ที่สอดไว้ในซองใส่ป้ายชื่อของเขา
กระดาษแผ่นนั้นมีขนาดประมาณไพ่หนึ่งใบ ขอบมีรอยหยักราวกับเป็นมุมกระดาษที่ถูกฉีกออกมา
กระดาษแผ่นนี้มีลวดลายที่งดงามละเอียดอ่อน และมีสีเหลืองซีดจางอันเกิดจากกาลเวลาที่ล่วงเลย ดูเหมือนจะเป็นของเก่าแก่ที่ผ่านประวัติศาสตร์มาอย่างโชกโชน
หากผู้ที่ชื่นชอบของเก่าหรือนักสะสมงานเขียนอักษรพู่กันจีนมาเห็นเข้า คงต้องถอนหายใจและกล่าวว่า "น่าเสียดายจริงๆ ที่มันขาดแบบนี้"
อู๋ซวี่เหยามองดูขอบของตุ๊กตากระดาษตัวน้อยหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า แล้วก็ขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิดใจ
ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้ว หนึ่งเดือนแล้วตั้งแต่ที่เขาหลุดพ้นจาก 'เกม' บ้าๆ นั่น!
เมื่อหนึ่งเดือนก่อน กระดาษแผ่นนี้ยังเป็นม้วนภาพวาดขนาดยาวถึงสองเมตรอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับหดเล็กลงจนเหลือสภาพแค่นี้!
เขาไม่รู้เลยว่า... ตอนนี้ฉงอากำลังเผชิญกับอะไรอยู่ข้างในนั้น...
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ภาพเหตุการณ์ที่ทำให้อู๋ซวี่เหยาใจสลายก็ปรากฏขึ้นในหัวของเขาอีกครั้ง
เมื่อห้าปีก่อน เนื่องจากศึกสายเลือดแย่งชิงสมบัติ อู๋ซวี่เหยาจึงถูกจัดฉากฆาตกรรมในอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทว่าวิญญาณของเขากลับทะลุมิติเข้าไปในเกมเอาชีวิตรอดแบบไร้ขีดจำกัด
ทุกๆ ไม่กี่วัน ผู้คนที่มีประสบการณ์คล้ายคลึงกับเขาจะถูก 'พระเจ้า' โยนเข้าไปใน 'เกม'
หลังจากที่ 'ผู้เล่น' ได้ผ่านการดิ้นรนเอาชีวิตรอด ผู้ที่รอดชีวิตจะได้รับพลังอำนาจเป็นของรางวัล
และมีตำนานเล่าขานกันว่า ผู้เล่นที่สามารถรอดชีวิตผ่านเกมที่ห้าสิบเอ็ดไปได้ จะสามารถออกจากเกมและกลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงได้
อู๋ซวี่เหยาได้พบกับฉงอาในเกมแรก และต่อมาทั้งสองก็ได้ตั้งทีมเพื่อเข้าร่วมเกมต่างๆ ด้วยกัน
หลังจากผ่านความเป็นความตายร่วมกันมานับครั้งไม่ถ้วน พวกเขาก็ตกหลุมรักกันอย่างไม่ต้องสงสัย
และพวกเขาก็โชคดี ในขณะที่พยายามอย่างเต็มที่เพื่อเอาชีวิตรอด พวกเขากลับกลายเป็น 'บอสใหญ่' ในสายตาของผู้เล่นคนอื่นไปโดยไม่รู้ตัว และได้ก้าวมาถึงเกมที่ห้าสิบเอ็ดพร้อมกัน
ทว่าในครั้งนี้ บอสใหญ่ทั้งสองกลับพ่ายแพ้
ในเกมนั้น เนื่องจากอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด ฉงอาจึงยอมเสียสละตัวเองเพื่อช่วยชีวิตอู๋ซวี่เหยา!
แม้จะผ่านไปนานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว แต่อู๋ซวี่เหยาก็ยังจำทุกรายละเอียดในวินาทีที่ร่างของฉงอาค่อยๆ สลายหายไปทีละนิ้วได้อย่างชัดเจน
ทุกครั้งที่หวนนึกถึงเหตุการณ์นี้ อู๋ซวี่เหยาก็รู้สึกราวกับว่าร่างกายของเขากำลังสลายตามไปด้วย
ความเจ็บปวดอันผิดแผกที่แม้ร่างกายจะไม่ได้บาดเจ็บจริงๆ แต่กลับรู้สึกเหมือนถูกฉีกทิ้งเป็นชิ้นๆ ในทุกวินาที ทำให้อู๋ซวี่เหยาที่มีผิวขาวอยู่แล้วยิ่งซีดเซียวราวกับคนตาย
อย่างไรก็ตาม แววตาของอู๋ซวี่เหยากลับไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย เขายังคงก้าวเดินอย่างมั่นคงมุ่งหน้าขึ้นเขาต่อไป
เมื่อเห็นว่าตุ๊กตากระดาษตัวน้อยไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ อู๋ซวี่เหยาก็เก็บมันกลับไปแนบไว้ที่หน้าอกตามเดิม
ภายใต้การนำทางของไต้เสียงอวี่ ทั้งสองเดินมานานกว่าหนึ่งชั่วโมง จนในที่สุดก็มาถึงหน้าลานบ้านไร่ที่ทรุดโทรมแห่งหนึ่ง
ทันทีที่เข้าใกล้ พวกเขาก็ได้ยินเสียงข้าวของตกแตกกระจัดกระจายดังสนั่นมาจากในลานบ้าน! ปะปนไปกับเสียงร้องไห้ของผู้หญิงและเด็ก!
เสียงเด็กเอ่ยอย่างโกรธแค้นปนเสียงสะอื้นไห้อย่างหนัก "แงงง!! อย่าตีแม่ของผมนะ! แกห้ามตีแม่ของผมนะ!!"
"ไสหัวไปซะ!" เสียงแหบพร่าและลิ้นพันกันของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ดังขึ้น "ไอ้เด็กเปรต กล้าดียังไงมาสอดเรื่องของพ่อเอ็ง!"
ไต้เสียงอวี่ที่เหนื่อยล้าจนแทบจะทรุดลงกับพื้น เมื่อได้ยินเสียงนี้ก็ไม่สนเรื่องพักเหนื่อยอีกต่อไป เขารีบพุ่งเข้าไปในลานบ้านพร้อมกับไม้เท้าในมือ แล้วตะโกนลั่น "เมิ่งต้าฟู่! ตกลงกันแล้วไม่ใช่หรือไงว่าแกจะไม่ตบตีเมียอีกแล้วน่ะ?!"
"ถุย! ข้าจะตีเมียข้าแล้วมันจะทำไม! ไปหนักหัวแกหรือไง!" เสียงของเมิ่งต้าฟู่ฟุ้งไปด้วยกลิ่นเหล้าคละคลุ้ง "ตาแก่ ไสหัวไปซะ!"
อู๋ซวี่เหยาเดินตามเข้าไปช้าๆ และเห็นชายร่างเตี้ยสูงไม่ถึง 170 เซนติเมตร กำลังเมามายและยื่นมือออกไปผลักไต้เสียงอวี่ที่ยืนขวางทางเขาอยู่
อู๋ซวี่เหยามองดูท่าทางสั่นเทาของไต้เสียงอวี่แล้วก็ขมวดคิ้ว
ด้วยอายุขนาดไต้เสียงอวี่ หากถูกเมิ่งต้าฟู่ผลักแรงๆ เข้าล่ะก็ คงได้ครึ่งชีวิตเป็นแน่!
แววตาของอู๋ซวี่เหยาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา เขาก้าวพรวดไปข้างหน้าโดยตรง เงื้อเท้าขึ้น แล้วเตะเข้าที่ท้องของเมิ่งต้าฟู่อย่างจัง!
"อั้ก!!"
เมิ่งต้าฟู่กรีดร้องออกมาอย่างน่าสมเพช เขาล้มลงกับพื้นและคุดคู้ร่างด้วยความเจ็บปวด นอนกลิ้งทุรนทุรายไปมาบนพื้น
ลูกเตะของอู๋ซวี่เหยาไม่ใช่การสุ่มเตะมั่วซั่ว เขามั่นใจว่าเมิ่งต้าฟู่จะรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวเจียนตาย โดยที่ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสอะไร
หึ
กล้าดีมารังแกคนของบอสใหญ่อู๋ สงสัยจะรนหาที่ตายเสียแล้ว