- หน้าแรก
- ตำราชะตาพลิกดวง อ่านแล้วคุณจะโชคดี
- บทที่ 111 พรสวรรค์ของหลิวซินอวี่
บทที่ 111 พรสวรรค์ของหลิวซินอวี่
บทที่ 111 พรสวรรค์ของหลิวซินอวี่
เสียงเรียกที่สดใสและแฝงความตื่นเต้นแบบตั้งใจ
ดังกังวานฝ่าเสียงจอแจหน้าเกตขึ้นเครื่อง
ทุกคนหันไปมองตามเสียง
หนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังเดินตรงมาทางพวกเขา
ฝ่ายชายหล่อเหลาดูดี ฝ่ายหญิงก็สวยสะพรั่ง เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ดูหรูหรามีระดับ
หวังเสี่ยวเลี่ยงยังจำไม่ได้ว่าเป็นใคร ก็ได้ยินเสียงเจิงไห่เยี่ยนที่อยู่ข้างๆ บ่นพึมพำเบาๆ ในระดับที่ได้ยินกันแค่ไม่กี่คน
"เจ้ากรรมนายเวรชัดๆ ไปไหนก็เจอ"
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหมั่นไส้ เห็นได้ชัดว่าคงจะมีความแค้นสะสมมานาน
หวังเสี่ยวเลี่ยงจำได้แล้วว่าผู้หญิงคนนั้นคือเฉินเสี่ยวอิง ส่วนผู้ชายก็คือจ้าวเซิ่งข่าย
เฉินเสี่ยวอิงเดินมาถึงตรงหน้า เมินสายตาค้อนขวับของเจิงไห่เยี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เดินผ่านหน้าเธอไป แล้วกางแขนสวมกอดหลี่หลานเซียงอย่างกระตือรือร้น
"หลานเซียง! เธอจริงๆ ด้วย! ฉันนึกว่าตาฝาดซะอีก!"
จากนั้นเธอก็ผละจากหลี่หลานเซียง หันไปหาเว่ยจื่อจิน แล้วสวมกอดอย่างสนิทสนมไม่แพ้กัน
"จื่อจิน! เธอก็มาด้วยเหรอ! ตั้งแต่เรียนจบเราก็เพิ่งจะได้เจอกันครั้งแรกเลยนะ ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอกันที่สนามบิน!"
"เมื่อหลายวันก่อน ฉันยังคุยกับเซิ่งข่ายอยู่เลย ว่าจะนัดพวกเธอออกมาเจอหน้ากันหน่อย!"
เฉินเสี่ยวอิงคลายอ้อมกอดจากเว่ยจื่อจิน ถึงเพิ่งจะทำเป็นแกล้งมองเห็นเจิงไห่เยี่ยน
สายตากวาดมองเจิงไห่เยี่ยนแวบหนึ่ง
ความกระตือรือร้นเมื่อกี้ก็มลายหายไปเกินครึ่ง
เหลือเพียงแค่การทักทายตามมารยาทเท่านั้น
"อ้าว ไห่เยี่ยน เธอก็อยู่ด้วยเหรอ"
คำพูดลอยๆ ประโยคนี้
เมื่อเทียบกับความสนิทสนมที่มอบให้หลี่หลานเซียงกับเว่ยจื่อจินเมื่อครู่
ระดับความสนิทสนมที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนนี้ คนโง่ยังดูออกเลย
เจิงไห่เยี่ยนเบ้ปาก ขี้เกียจแม้แต่จะตอบรับ
จ้าวเซิ่งข่ายที่เดินตามหลังเฉินเสี่ยวอิงมา ลากกระเป๋าเดินทางสองใบที่ดูปุ๊บก็รู้ว่าราคาแพงหูฉี่มาด้วย
เขาเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มทรงเสน่ห์ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี
สายตาของเขากวาดผ่านหวังเสี่ยวเลี่ยง หลี่เสี่ยวม่าน และฟางตงซวี่ไปอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็ไปหยุดอยู่ที่โจวเฉียงครู่หนึ่ง พร้อมกับพยักหน้าให้น้อยๆ
"ประธานโจว ไม่เจอกันนานเลยนะครับ"
โจวเฉียงทำเพียงพยักหน้ารับเรียบๆ เป็นการตอบรับ
หลังจากนั้น ความสนใจทั้งหมดของจ้าวเซิ่งข่ายก็พุ่งเป้าไปที่เว่ยจื่อจินและหลี่หลานเซียง รอยยิ้มก็ดูจริงใจและเจิดจ้าขึ้น
"จื่อจิน หลานเซียง ไม่เจอกันนานเลยนะ"
หวังเสี่ยวเลี่ยงรู้สึกไม่พอใจนิดๆ
ความรู้สึกที่ถูกเมินเฉยอย่างสมบูรณ์แบบนี้ มันน่าอึดอัดกว่าการโดนหาเรื่องตรงๆ ซะอีก
ตอนนั้นเอง พนักงานภาคพื้นดินก็เดินมาหยุดตรงหน้าพวกเขา
แล้วผายมือบอกเฉินเสี่ยวอิงกับจ้าวเซิ่งข่ายอย่างสุภาพ "เชิญทางช่องทางพิเศษด้านนี้เลยค่ะ"
เฉินเสี่ยวอิงหันขวับทันที แล้วพูดกับหลี่หลานเซียงและเว่ยจื่อจิน
ด้วยน้ำเสียงที่ผสมผสานระหว่างการโอ้อวดกับความหวังดีว่า "ว้าย ตายแล้ว พวกเราซื้อตั๋วชั้นธุรกิจมาน่ะ ต้องขึ้นเครื่องก่อน เดี๋ยวจะไปเกะกะคนอื่นเอา"
พูดจบ เธอก็บิดสะโพก เดินเชิดฉายเข้าไปในช่องทางพิเศษสำหรับขึ้นเครื่อง
จ้าวเซิ่งข่ายเดินตามหลังไปติดๆ ก่อนจะก้าวเข้าช่องทางพิเศษ ก็ไม่ลืมหันกลับมาโบกมือให้หลี่หลานเซียงกับเว่ยจื่อจิน
"เดี๋ยวเจอกันนะ"
รอยยิ้มอ่อนโยนนั้น ราวกับว่าบนโลกนี้มีเพียงพวกเธอสองคนเท่านั้นที่คู่ควรให้เขาใส่ใจ
มองดูพวกเขาสองคนเดินหายลับเข้าไปในช่องทางเดิน เจิงไห่เยี่ยนก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
เธอเลียนแบบท่าทางดัดจริตของเฉินเสี่ยวอิง บีบเสียงแหลมปรี๊ด แล้วบิดตัวอย่างโอเวอร์
"พวกเรานั่งชั้นธุรกิจนะฮ้า"
จากนั้นก็มองบน กรอกตาใส่ ทำหน้าตารังเกียจผสมตลกขบขัน ดูแล้วน่ารักน่าชัง
หลี่หลานเซียงกับเว่ยจื่อจินเห็นแล้วก็ขำก๊าก แม้แต่โจวเฉียงก็ยังอดขำไม่ได้
ความไม่พอใจในใจหวังเสี่ยวเลี่ยงก็มลายหายไปในพริบตา
พอขึ้นเครื่อง สามสาวก็จับกลุ่มคุยกันอย่างออกรสตามคาด เสียงคุยเจื้อยแจ้วและเสียงหัวเราะดังมาเป็นระยะ
หวังเสี่ยวเลี่ยงสลับที่นั่ง มานั่งคู่กับโจวเฉียงแทน
เครื่องบินวิ่งไปตามรันเวย์ แล้วก็เร่งความเร็ว แรงกระชากจากด้านหลังพุ่งทะยาน ตัวเครื่องสั่นสะเทือน ก่อนจะลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า
วิวทิวทัศน์นอกหน้าต่างเล็กลงอย่างรวดเร็ว พื้นดินถูกทิ้งห่างออกไป จนสุดท้ายกลายเป็นแค่ผืนผ้าใบหลากสี
หวังเสี่ยวเลี่ยงขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรก ทุกอย่างดูแปลกใหม่ไปหมด
เขาอดไม่ได้ที่จะชะโงกหน้าไปดูวิวทะเลเมฆนอกหน้าต่าง ในใจรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก
"ครั้งแรกเหรอ" โจวเฉียงหันไปมองท่าทางตื่นเต้นของเขา
"ครับ" หวังเสี่ยวเลี่ยงพยักหน้ารับตามตรง
"ครั้งแรกก็อาจจะมีอาการไม่ค่อยชินบ้างล่ะนะ เดี๋ยวมันก็ชินไปเองแหละ พอครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ก็สบายแล้ว" โจวเฉียงพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ
แต่หวังเสี่ยวเลี่ยงกลับจับความหมายแฝงจากคำพูดนั้นได้
เขาหันกลับมา มองโจวเฉียงด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
"พี่เฉียง แล้วครั้งแรกของพี่ล่ะ ตอนไหน"
โจวเฉียงหัวเราะหึๆ เขารู้ดีว่าหวังเสี่ยวเลี่ยงจับความหมายแฝงของเขาได้แล้ว
"เมื่อปีกว่าๆ นี่เอง"
"ห๊ะ พี่เพิ่งเคยขึ้นเครื่องบินครั้งแรกเมื่อปีก่อนเองเหรอ" หวังเสี่ยวเลี่ยงแกล้งทำเป็นตกใจ แล้ววกกลับมาเรื่องขึ้นเครื่องบินอีกรอบ
"ทั้งสองอย่างนั่นแหละ" โจวเฉียงตอบสั้นๆ ได้ใจความ แล้วก็หัวเราะร่วนออกมา
ชายหนุ่มสองคนมองหน้ากัน ต่างก็เห็นรอยยิ้มรู้ทันในแววตาของอีกฝ่าย
มุกบางมุก ผู้ชายด้วยกันไม่ต้องพูดเยอะก็เข้าใจ
พอหัวเราะกันเสร็จ หวังเสี่ยวเลี่ยงก็นึกถึงเหตุการณ์ที่ห้องพักผู้โดยสารเมื่อกี้ขึ้นมา
"พี่เฉียง ทำไมพี่ไม่ซื้อตั๋วชั้นธุรกิจล่ะ"
โจวเฉียงเอนตัวพิงเบาะ ปรับท่านั่งให้สบายที่สุด
"ต่อให้ฉันเดินทางคนเดียว ฉันก็ไม่เคยซื้อตั๋วชั้นธุรกิจเลย นั่งแค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง ชั้นประหยัดก็พอแล้ว เงินที่ไม่จำเป็นต้องจ่าย ฉันเสียดายทุกบาททุกสตางค์นั่นแหละ"
เขาพูดอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้มีความรู้สึกโอ้อวดหรือถ่อมตัวเลยแม้แต่น้อย
แต่หวังเสี่ยวเลี่ยงกลับรู้สึกว่า ที่โจวเฉียงเลือกแบบนี้ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเห็นใจกำลังทรัพย์ของเขากับเว่ยจื่อจินด้วย
"พี่เฉียง พี่กับซินอวี่ติดต่อกันอยู่ตลอดเลยเหรอครับ"
"ใช่แล้ว" โจวเฉียงพยักหน้า "เขามีเรื่องอยากปรึกษาฉันบ้างเป็นบางครั้งน่ะ"
"ผมมักจะรู้สึกเสมอเลยนะ ว่าซินอวี่เนี่ยเป็นคนเก่งมาก" หวังเสี่ยวเลี่ยงพูดจากใจจริง
"เขาไม่ได้แค่เก่งธรรมดาหรอกนะ แต่เก่งมากเลยล่ะ เป็นคนอีคิวสูงปรี๊ด แถมยังเป็นความฉลาดทางอารมณ์แบบมีพรสวรรค์ติดตัวมาด้วย" โจวเฉียงวิจารณ์ "นายพอจะเข้าใจความหมายที่ฉันพูดไหม"
หวังเสี่ยวเลี่ยงพยักหน้ารับในตอนแรก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นส่ายหน้า เขาเหมือนจะเข้าใจ แต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่
โจวเฉียงมองท่าทางงงๆ ของเขา นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอธิบายให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น
"พูดแบบนี้ละกันนะ มีคนประเภทหนึ่ง ที่ไม่ว่าใครเจอเป็นครั้งแรก ก็จะรู้สึกถูกชะตา ไม่รู้สึกถึงช่องว่างระหว่างกันเลย ส่วนตัวเขาเอง ก็สามารถทำให้คนอื่นยอมรับได้อย่างรวดเร็ว แถมยังทำให้คนคนนั้นรู้สึกไปเองในเวลาอันสั้นว่า 'คนนี้คือเพื่อนฉัน' ได้อีกด้วย"
โจวเฉียงหยุดไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ "เขาสามารถทำให้คนอื่นรู้สึกดีและไว้ใจได้อย่างง่ายดาย นี่แหละคือพรสวรรค์ มันเรียนรู้กันไม่ได้หรอก"
คำพูดนี้ทำให้หวังเสี่ยวเลี่ยงตาสว่างทันที
เขาเข้าใจแล้ว
โจวเฉียงพูดถูกเป๊ะ หลิวซินอวี่ก็คือคนประเภทนั้นแหละ
พอนึกย้อนไปช่วงมหาลัยสี่ปี นอกจากรูมเมตสามคนที่อยู่ด้วยกันทุกวันแล้ว หวังเสี่ยวเลี่ยงรู้สึกว่าคนที่จะเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนจริงๆ ก็คงมีแค่หลิวซินอวี่นี่แหละ ทั้งๆ ที่อยู่คนละหอ เรียนคนละคณะ แต่ทุกครั้งที่เจอกัน คุยกัน ก็รู้สึกสบายใจเป็นพิเศษ
โจวเฉียงเห็นหวังเสี่ยวเลี่ยงจมอยู่ในความคิด ก็โยนประโยคสำคัญตามมาอีกหนึ่งประโยค
"ฉันรู้สึกว่า คนที่ซินอวี่ยอมรับว่าเป็นเพื่อนจริงๆ จากใจน่ะ น่าจะมีน้อยมากนะ"
หวังเสี่ยวเลี่ยงขบคิดตามคำพูดนี้
เมื่อกี้โจวเฉียงบอกว่า หลิวซินอวี่มีเรื่องก็จะมาปรึกษาเขา แล้วตัวเขาเองล่ะ
ดูเหมือนหลิวซินอวี่จะไม่เคยคุยเรื่องลึกซึ้งอะไรกับเขาเลย ยิ่งเรื่องกลุ้มใจนี่ไม่ต้องพูดถึง
นั่นหมายความว่า ในใจหลิวซินอวี่ โจวเฉียงคือเพื่อนแท้ที่ปรับทุกข์กันได้
ส่วนตัวเขาเอง ก็เป็นแคเพื่อนธรรมดา ที่ได้รับอานิสงส์จากพรสวรรค์ด้านอีคิวของอีกฝ่ายเท่านั้นงั้นเหรอ
เขายังไม่ได้รับการยอมรับจากหลิวซินอวี่อย่างแท้จริงเลย
ความรู้สึกน้อยใจที่อธิบายไม่ถูก ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในใจ
โจวเฉียงน่าจะจับความรู้สึกที่เปลี่ยนไปของหวังเสี่ยวเลี่ยงได้ เขาเลยหันไปพูดตรงๆ
"ซินอวี่น่ะมองนายเป็นเพื่อนนะ เรื่องนี้นายไม่ต้องสงสัยเลย ไม่งั้น เรื่องใหญ่ขนาดแต่งงาน เขาคงไม่ให้ชวนนายมาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวหรอก"
"ส่วนเรื่องที่เขาคุยกับฉันเนี่ย ด้วยประสบการณ์และสถานการณ์ของนายในตอนนี้ ถึงเขาจะเล่าให้นายฟัง นายก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก เผลอๆ จะฟังไม่เข้าใจด้วยซ้ำ มีแต่จะทำให้นายต้องมานั่งเครียดเปล่าๆ ที่เขาไม่หานาย น่าจะเพราะเหตุผลนี้แหละ ไม่เกี่ยวหรอกว่าเขาเห็นนายเป็นเพื่อนหรือเปล่า"
น้ำเสียงของโจวเฉียงราบเรียบ ไม่ได้เป็นการปลอบใจ แต่เป็นการพูดความจริงล้วนๆ
ความตรงไปตรงมาแบบนี้ กลับทำให้หวังเสี่ยวเลี่ยงยอมรับได้ง่ายขึ้น และรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะ
"แล้ว... เรื่องที่พวกพี่คุยกันมันเรื่องอะไรเหรอครับ" หวังเสี่ยวเลี่ยงก็ยังอดอยากรู้ไม่ได้อยู่ดี
"มันเป็นเรื่องส่วนตัวในครอบครัวเขาน่ะ ฉันคงพูดอะไรมากไม่ได้ ไว้รอให้เขาอยากบอกนายด้วยตัวเองดีกว่า"
"พูดสรุปง่ายๆ ก็คือ ช่วงนี้เขา... ค่อนข้างลำบากเลยล่ะ"