- หน้าแรก
- ครอบครัวระบบเทพ ช้อปปิ้งทะลุมิติ พลิกชะตาแผ่นดิน
- บทที่ 361 วันนี้ถือว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้วจริงๆ
บทที่ 361 วันนี้ถือว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้วจริงๆ
บทที่ 361 วันนี้ถือว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้วจริงๆ
"ไร้เหตุผลสิ้นดี! ขี้เกียจจะเถียงกับคุณแล้ว"
เฉินไจ้กว่างพลิกตัวหันหลังให้ ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะไม่ต่อปากต่อคำกับยัยเพิ้งสติแตกคนนี้อีก หลินรุ่ยชิงนั่งอยู่ริมเตียง ขบกรามกรอดด้วยความโกรธจัด
เมื่อเห็นท่าทีเฉยเมยไม่รู้ร้อนรู้หนาวของสามี เธอแทบอยากจะวิ่งไปหยิบปังตอในครัวมาสับเขาให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย หลินรุ่ยชิงจ้องเขม็งไปยังก้อนผ้าห่มที่โป่งพองขึ้นมาอยู่นาน เนิ่นนานกว่าเธอจะกัดฟันพูดลอดไรฟันออกมา "เฉินไจ้กว่าง ในเมื่อคุณไม่ยอมทำ งั้นฉันจะทำเอง!"
เฉินไจ้กว่างที่มุดหัวอยู่ในโปงผ้าห่ม ได้ยินดังนั้นก็แค่นเสียงเย็นชาสวนกลับมาอู้อี้ๆ ว่า "ขนาดกับข้าวยังผัดไม่เป็นประสา แล้วยังจะสะเออะไปเปิดร้านทำธุรกิจอีก ถ้าคุณคิดว่าบ้านเรามีเงินเยอะจัดจนใช้ไม่หมดล่ะก็ สู้เอาเงินไปห่อหินแล้วโยนทิ้งลงแม่น้ำหลินเจียง ยังจะได้ยินเสียงดังตู้มให้ชื่นใจเล่นซะยังจะดีกว่า!"
หลินรุ่ยชิงรู้สึกว่าคำพูดของเฉินไจ้กว่างในวันนี้ มันช่างแทงใจดำและระคายหูเสียเหลือเกิน เธอจึงเริ่มแผลงฤทธิ์เอาแต่ใจ "ต่อให้เจ๊ง ฉันก็ยอมรับสภาพ! ถึงตอนนั้นถ้าหมดเนื้อหมดตัว ฉันก็จะหอบลูกรุ่ยไปเดินขอทานกินตามข้างถนน ไม่ต้องลำบากให้พ่อครัวระดับสามอย่างคุณมาเลี้ยงดูหรอก!"
หรงรุ่ยน้อยโผล่หัวออกมาจากใต้ผ้าห่มครึ่งหนึ่ง ถามด้วยน้ำเสียงหวาดๆ ว่า "แม่ครับ ผมต้องไปเดินขอทานกินตามข้างถนนด้วยเหรอครับ? แต่ผมยังต้องไปโรงเรียนอยู่นะครับ"
หลินรุ่ยชิงถลึงตาใส่ลูกชายอีกรอบ "นอนไปเลยนะ! แกนี่มันถอดแบบพ่อแกมาไม่มีผิด ดีแต่กวนโมโหฉัน!"
เฉินไจ้กว่างผุดลุกขึ้นนั่ง จ้องมองเธอ จู่ๆ เขาก็หัวเราะออกมา เป็นเสียงหัวเราะที่แฝงไปด้วยความเหนื่อยหน่ายและขมขื่น "รุ่ยชิง คุณคิดว่าการจะเปิดร้านทำธุรกิจสักร้าน มันเป็นเรื่องง่ายนักหรือไง?"
"มันจะไปยากอะไรหนักหนาล่ะ? ทีอาสี่กับอาห้า เขายังเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตขยายสาขาเอ๊าขยายสาขาเอาได้เลย? แถมตอนนี้ยังรับเหมาสร้างหมู่บ้านจัดสรรให้รัฐบาลอีก" หลินรุ่ยชิงเถียงคอเป็นเอ็น "นี่คุณเห็นว่าฉันโง่นักหรือไง?"
"แล้วคุณรู้ไหมล่ะว่าควรจะไปเปิดร้านทำเลไหนดี? จะไปหาแหล่งรับซื้อสินค้าจากไหน? ขั้นตอนการจดทะเบียนการค้ากับกรมพัฒนธุรกิจการค้าต้องทำยังไง? แล้วบัญชีร้านจะทำยังไงล่ะ?" เฉินไจ้กว่างถอนหายใจยาว "คุณอย่ามัวแต่มองเห็นตอนที่เจ้าสี่เจ้าห้าเขากอบโกยเงินทองเป็นกอบเป็นกำ แล้วก็ทึกทักเอาเองว่าการทำธุรกิจ ใครๆ ก็ทำได้นะ ผมจะบอกอะไรให้นะ เบื้องหลังความสำเร็จพวกนั้น มันมีรายละเอียดซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่อีกตั้งเยอะแยะ!"
ยิ่งพูดเขาก็ยิ่งมีน้ำโห "คุณเอาแต่อิจฉาตาร้อนเห็นคนอื่นเขาหาเงินได้ แต่คุณเคยรู้บ้างไหมว่ากว่าจะได้เงินมาแต่ละหยวน พวกเขาต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง? เพื่อให้ได้โครงการปรับปรุงชุมชนแออัดนั่นมา ไจ้ซิงต้องวิ่งเต้นเข้าออกกรมโยธาธิการและผังเมืองตั้งกี่รอบ ต้องไปนั่งดื่มเหล้าประจบประแจงเจ้าหน้าที่ตั้งกี่หน่วยงาน แล้วดูสิ ตอนนี้ยังมาเกิดเรื่องบ้าบอนี่ขึ้นอีก จนลูกน้องต้องไปนอนหยอดน้ำเกลืออยู่โรงพยาบาล คุณคิดว่าเงินมันหล่นลงมาจากฟ้าหรือไง?"
เฉินไจ้กว่างทิ้งตัวลงนอนหันหลังให้หลินรุ่ยชิงอีกครั้ง "นอนเถอะ เลิกเพ้อเจ้อเรื่องพวกนี้ได้แล้ว"
หลินรุ่ยชิงนั่งนิ่งอยู่ริมเตียง เนิ่นนานกว่าจะขยับตัว ภายในใจยังคงวนเวียนคิดถึงแต่เรื่องนี้ เธออิจฉาที่เห็นน้องสามีทั้งสองคนกอบโกยเงินทองได้เป็นกอบเป็นกำจริงๆ นั่นแหละ ทำไมทีพวกเขาทำธุรกิจได้ แต่พอเป็นหลินรุ่ยชิงอย่างเธอบ้าง ทำไมถึงจะทำไม่ได้ล่ะ
เธอไม่เชื่อหรอกว่าจะทำไม่ได้
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ โต๊ะอาหารทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสตัวเล็กกลางห้องโถงบ้านใหญ่ เด็กๆ ที่ต้องตื่นแต่เช้าไปโรงเรียน ต่างพากันมานั่งล้อมวงซดข้าวต้มเปล่าๆ กัน หรงรุ่ยน้อยที่เมื่อคืนนอนดึกเพราะมัวแต่แอบฟังพ่อแม่ทะเลาะกัน เช้านี้เลยมีสภาพอิดโรยง่วงเหงาหาวนอน เอาแต่ใช้ตะเกียบเขี่ยข้าวต้มในชามเล่นไปมา ไข่ต้มที่ย่าหวงหลานจือปอกเปลือกให้ก็ยังไม่ได้แตะ ปล่อยให้กลิ้งไปกลิ้งมาอยู่ในชาม
พอเห็นหรงรุ่ยมีท่าทางผิดปกติ หวงหลานจือก็รีบเอื้อมมือไปแตะหน้าผากหลานชาย "หรงรุ่ย เป็นอะไรไปลูก ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า? ตัวก็ไม่ร้อนนี่นา"
"ย่าครับ แม่บอกว่า จะพาผมไปกระโดดสะพานครับ" คำพูดซื่อๆ ของหรงรุ่ยน้อย ทำเอาหวงหลานจือถึงกับหน้าถอดสี วางตะเกียบในมือลงบนโต๊ะเสียงดังปัง
หรงกั๋วน้อยที่นั่งส่ายหัวดุ๊กดิ๊กกินไข่ต้มอยู่ฝั่งตรงข้าม พอได้ยินพี่หรงรุ่ยพูดแบบนั้น ก็หันไปถามเฉินฮุย "พี่ใหญ่ ป้าสามจะแอบพาพี่ห้าไปเล่นน้ำเหรอครับ? พวกเราไปด้วยกันไหมครับ?"
อู๋ฟางหรูที่กำลังถือชามข้าวต้มยืนกินอยู่อีกโต๊ะหนึ่ง พอได้ยินลูกชายตัวดีพูดจาไร้เดียงสาออกมา ก็เดินปรี่เข้ามาบิดหูหรงกั๋วน้อยทันที "พูดจาเหลวไหลอะไรของแกเนี่ย ขืนแอบไปเล่นน้ำล่ะก็ แม่จะตีให้ก้นลายเลยคอยดู!"
"แม่ครับ ผมไม่ได้จะไปเล่นน้ำสักหน่อย แม่อยากตีก็ไปตีป้าสามนู่นสิ ป้าสามต่างหากล่ะที่เป็นคนบอกว่าจะพาพี่ห้าไปเล่นน้ำน่ะ" หรงกั๋วน้อยรู้สึกว่าตัวเองช่างไม่ได้รับความเป็นธรรมเอาเสียเลย เขาแค่พูดสิ่งที่คิดอยู่ในใจออกมาเฉยๆ ไม่ได้ไปทำอะไรผิดสักหน่อย ทำไมแม่ต้องมาบิดหูเขาด้วยล่ะ
"เจ้าสาม รุ่ยชิง นี่พวกแกเป็นบ้าอะไรกัน!" หวงหลานจือหน้าดำคร่ำเครียด ขมวดคิ้วมองสองสามีภรรยาเฉินไจ้กว่าง "ทำไมพวกแกถึงได้เอาเรื่องพวกนี้มาพูดต่อหน้าเด็กๆ ฮะ ดูสิ ลูกตกใจกลัวจนขวัญเสียหมดแล้ว"
เฉินเสียนกุ้ยก็ดุเสียงเข้มเช่นกัน "เป็นพ่อเป็นแม่คนประสาอะไร ทำไมถึงพูดจาแบบนี้กับลูก เมียเจ้าสาม ถ้าเธอมีเรื่องไม่สบายใจอะไร ก็พูดออกมาตรงๆ สิ อย่าเอาลูกมาเป็นที่ระบายอารมณ์!"
พอถูกพ่อแม่ต่อว่าต่อหน้าคนทั้งบ้าน เฉินไจ้กว่างก็หน้าแดงเถือกด้วยความอับอาย ส่วนหลินรุ่ยชิงก็ได้แต่ก้มหน้างุด ไม่กล้าปริปากเถียง นึกด่าลูกชายตัวดีอยู่ในใจว่าช่างไม่รู้จักประสีประสา เอาเรื่องที่คุยกันในห้องมาป่าวประกาศให้คนอื่นรู้ซะหมด
หวงหลานจือเห็นลูกสะใภ้เงียบกริบ ก็ยิ่งรู้สึกโมโห "รุ่ยชิง ฉันถามเธออยู่นะ! เธอไปพูดอะไรให้เด็กมันฟังฮะ?"
หลินรุ่ยชิงเงยหน้าขึ้น พยายามหาข้ออ้างมาแก้ตัวน้ำขุ่นๆ "แม่คะ ฉัน... ฉันก็แค่ทะเลาะกับพ่อของเขานิดหน่อยเมื่อคืนนี้ เลยเผลอหลุดปากพูดจาประชดประชันไปเท่านั้นแหละค่ะ ใครจะไปรู้ว่าเด็กมันจะเก็บเอาไปคิดเป็นจริงเป็นจัง..."
"คำประชดประชันงั้นเรอะ" หวงหลานจือตบโต๊ะปัง "คำพูดประชดประชันแบบนี้เอามาพูดให้เด็กฟังได้ยังไง? หรงรุ่ยเพิ่งจะอายุเท่าไหร่กันเอง เธอทำเด็กมันตกใจกลัวรู้ตัวบ้างไหมฮะ!"
เฉินไจ้กว่างก็ช่วยออกรับแทนภรรยา "พ่อครับ แม่ครับ เรื่องนี้ผมผิดเองครับ เมื่อคืนผมเป็นคนเริ่มทะเลาะกับเธอก่อน พอเถียงกันไปเถียงกันมา อารมณ์มันก็พาไปจนหลุดปากพูดอะไรแรงๆ ออกมา รุ่ยชิงเธอก็แค่ร้อนใจ เห็นผมเป็นหัวหน้าครอบครัวแต่ไม่เอาถ่าน ก็เลยอยากให้ผมลุกขึ้นมาทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้างน่ะครับ"
"หุบปากไปเลยนะแก" เฉินเสียนกุ้ยถลึงตาใส่ลูกชายคนที่สาม "ส่วนเรื่องของแก เอาไว้เดี๋ยวฉันจัดการทีหลัง!"
ในเวลานี้ คุณย่าทวดเว่ยซูเฟินซดข้าวต้มเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับปากเบาๆ ก่อนจะกวักมือเรียกหรงรุ่ยน้อย "อารุ่ย มาหาทวดสิลูก มานี่มา"
"คุณย่าทวด" หรงรุ่ยน้อยเดินเข้าไปหาคุณย่าทวดเว่ยซูเฟินอย่างกล้าๆ กลัวๆ คุณย่าทวดลูบหัวหลานชายอย่างเอ็นดูพลางถาม "แล้วแม่เขายังพูดอะไรกับหลานอีกบ้างลูก?"
"แม่... แม่ยังบอกอีกว่า จะพาผมไปเดินขอทานกินตามข้างถนนด้วยครับ คุณย่าทวด ผมยังต้องไปโรงเรียนอยู่นะครับ" หรงรุ่ยน้อยฟ้องเสียงสะอื้นด้วยความน้อยใจ
คุณย่าทวดเว่ยซูเฟินลูบหัวหรงรุ่ยน้อยอย่างอ่อนโยน "ไม่ต้องกลัวนะลูก ไม่ต้องกลัว มันก็แค่ฝันร้ายน่ะ สายลมพัดมาเดี๋ยวก็พัดผ่านไป ไม่ต้องเก็บเอาไปใส่ใจหรอกนะลูก! แม่เขาแค่ล้อเล่นน่ะ รีบกินข้าวต้มให้หมดเร็วเข้า จะได้ไปโรงเรียนพร้อมกับพี่หรงเหวิน พี่หรงอู่ไงลูก"
"ครับ คุณย่าทวด!"
เฉินเสียนกุ้ยและหวงหลานจือทำท่าจะอ้าปากสั่งสอนสองสามีภรรยาอีกระลอก แต่คุณย่าทวดเว่ยซูเฟินกระแอมไอขึ้นมาเบาๆ หวงหลานจือจึงหุบปากฉับ ไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมาอีก รอจนกระทั่งเด็กๆ จัดการมื้อเช้าเสร็จ สะพายกระเป๋านักเรียนเดินจับกลุ่มกันออกไปโรงเรียน ส่วนเฉินฮุยและหรงกั๋วน้อยก็เดินกลับไปที่ตึกเล็กข้างๆ แล้ว คุณย่าทวดเว่ยซูเฟินถึงได้ตบโต๊ะอาหารดังปัง
เสียงฝ่ามือกระทบโต๊ะทำเอาทุกคนในห้องสะดุ้งโหยง คุณย่าทวดเว่ยซูเฟินตีหน้าขรึม จ้องเขม็งไปที่สองสามีภรรยาเฉินไจ้กว่างและหลินรุ่ยชิง "พวกแกสองผัวเมียนี่ชักจะกำเริบเสิบสานกันใหญ่แล้วนะ วันๆ เอาแต่สร้างเรื่องปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน หรือพวกแกอยากจะให้ฉันสั่งให้พ่อของพวกแกไล่ตะเพิดแยกบ้านออกไปให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยฮะ!"
"คุณย่าครับ ที่รุ่ยชิงพูดไปมันก็แค่..."
ทว่าคุณย่าทวดเว่ยซูเฟินกลับสวนขึ้นมา ขัดจังหวะคำแก้ตัวของเฉินไจ้กว่างทันที "บ้านเราคือสายหลักของตระกูลเฉินนะ ถึงแม้จะเคยตกต่ำลงไปบ้าง แต่ตั้งแต่ฉันแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้ มีลูกสะใภ้สามคน มีหลานสะใภ้อีกเป็นสิบคน ก็ยังไม่เคยมีใครกล้าอ้าปากพ่นคำพูดจัญไรแบบนี้ออกมาเลยสักคน!"
"รุ่ยชิง แกบอกฉันมาสิ ว่าแกได้รับความอยุติธรรมคับแค้นใจอะไรนักหนา ถึงขั้นต้องขู่ว่าจะพาเหลนของฉันไปกระโดดน้ำตาย หรือว่าแกทนอุดอู้อยู่ในบ้านหลังนี้ไม่ได้แล้ว รู้สึกว่ามันคับแคบอึดอัดงั้นรึ วันนี้แกแจกแจงเหตุผลมาให้ฉันฟังสิ ฉันเกิดมาจนป่านนี้ อายุก็ปูนนี้แล้ว วันนี้ถือว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้วจริงๆ!"
"ขนาดเสือมันยังไม่กินลูกของมันเลยนะ!"