เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 - ตื่นจากฝัน เขายังอยู่

บทที่ 3 - ตื่นจากฝัน เขายังอยู่

บทที่ 3 - ตื่นจากฝัน เขายังอยู่


บทที่ 3 - ตื่นจากฝัน เขายังอยู่

༺༻

หลู่เหยียนเหอไม่คิดเลยว่าโจวผิงอันจะเปิดไพ่พูดยอมรับตรง ๆ แบบนี้ เพื่อให้เขาลาออกจากวงการไป

นี่มันเป็นการจู่โจมที่กะทันหันจริง ๆ

เขาอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า "พี่ผิงอัน สัญญาที่ผมเซ็นกับบริษัทน่ะ ยังเหลืออีกตั้งห้าปีไม่ใช่เหรอครับ?"

โจวผิงอันบอกว่า "ใช่ ยังเหลืออีกห้าปี แต่นี่มันก็แค่สัญญานักแสดงและศิลปิน ไม่ได้มีผลกระทบอะไรถ้านายจะไปเรียนหนังสือ"

"แล้วบริษัทจะไม่จัดงานให้ผมเหรอครับ?" หลู่เหยียนเหอถามตรง ๆ

โจวผิงอันอึ้งไปอีกครั้ง

เมื่อก่อนหลู่เหยียนเหอไม่เคยเถียงเขาเลย และไม่เคยย้อนถามหลังจากที่เขาพูดจบด้วย

ดูเหมือนว่าคำพูดที่เขาเพิ่งพูดไปจะกระตุ้นหลู่เหยียนเหอเข้าจริง ๆ

โจวผิงอันถอนหายใจแล้วพูดว่า "ถ้าบริษัทจัดงานให้นายได้ แน่นอนว่าเขาก็ต้องจัดให้ แต่บริษัทเราก็ไม่ใช่บริษัทใหญ่อะไร แถมยังเซ็นสัญญาศิลปินไว้ตั้งเยอะแยะ พระมีเยอะแต่เนื้อมีน้อย ความนิยมของนายก็ไม่สูง แฟนคลับก็แทบไม่มี บริษัทจะจัดงานให้นายก่อนได้ยังไงล่ะ? พี่น่ะไม่ยากเห็นนายเสียเวลาอยู่ที่นี่ต่อไปอย่างไร้ประโยชน์ เปล่าประโยชน์ไปอีกห้าปี พอนายหมดสัญญากับบริษัท นายก็อายุยี่สิบสามแล้ว ถึงตอนนั้นบริษัทไม่ต่อสัญญากับนาย นายจะทำยังไง? ถึงตอนนั้นจะไปเรียนหนังสือมันก็สายไปแล้ว"

หลู่เหยียนเหอเงียบลง

จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม โจวผิงอันที่เป็นผู้จัดการคนนี้จะว่าดีเกินไปก็ไม่ใช่ จะว่าแย่เกินไปก็ไม่เชิง ตลอดสามปีที่ดูแลวงเฟิงจื้อมา เขาก็ทำงานอย่างเต็มที่ แม้จะไม่ได้กระตือรือร้นกับเขา และก็ไม่ได้ทอดทิ้งเขาไปเสียทีเดียว อย่างมากก็แค่ท่าทีที่ไม่ค่อยดีนัก

แต่คำพูดที่โจวผิงอันพูดกับเขาในคืนนี้ หากมองจากสถานการณ์ของเจ้าของร่างเดิมแล้ว จุดเริ่มต้นถือว่าดีทีเดียว

ในมุมมองของหลู่เหยียนเหอเอง ด้วยสถานการณ์ของร่างเดิมนั้น เขาไม่เหมาะกับการอยู่ในวงการบันเทิงจริง ๆ

ถ้าให้เขาพูดจริง ๆ การกลับไปเรียนหนังสือน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ไม่แน่ว่าอาจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ได้ด้วย เพราะเจ้าของร่างเดิมก็ไม่ได้ทิ้งการเรียนตลอดสามปีที่ผ่านมา เขายังคงใช้เวลาส่วนใหญ่ที่โรงเรียน แต่เนื่องจากเรียนประถมและมัธยมต้นในชนบท พื้นฐานจึงแย่ แถมโรงเรียนมัธยมปลายที่เข้าเรียนก็ไม่ค่อยดี ผลการเรียนจึงธรรมดามาตลอด ประกอบกับเขายังต้องแบ่งเวลาไปให้กับการซ้อมเต้นและเรียนการแสดง ด้วยสภาพของเขา การจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับสามยังเหนื่อยเลย

แต่ตอนนี้ สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว

วันที่หลู่เหยียนเหอข้ามมิติมา ก็ตรงกับวันเกิดครบรอบสิบแปดปีของเขาพอดี—อ้อ ก่อนที่เขาจะข้ามมิติมา เขาเพิ่งจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จ และได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยระดับ 985 แถมเพิ่งเริ่มรับการฝึกทหาร

ใครจะไปรู้ พอการฝึกทหารที่ทรมานที่สุดในมหาวิทยาลัยจบลง และชีวิตมหาวิทยาลัยสี่ปีที่สวยงามกำลังจะปรากฏตรงหน้า เขาก็ข้ามมิติมาเสียก่อน

เริ่มเรื่องมาก็เจอบททดสอบความลำบากเสียแล้ว

น่าพูดไม่ออกจริง ๆ

จะเอายังไงดี?

"เรื่องเรียนน่ะ ผมต้องเรียนอยู่แล้วครับ" เขาพูด "แต่ถ้าบริษัทไม่จัดงานให้ผมแล้ว เงินช่วยเหลือเดือนละสามพันหยวนยังจะจ่ายให้ไหมครับ?"

ตอนที่เซ็นสัญญากับบริษัท ในสัญญาระบุไว้ชัดเจนว่าจะต้องจ่ายเงินช่วยเหลือให้เขาเดือนละสามพันหยวน

โจวผิงอันพูดว่า "เด็กคนนี้ ก็ในเมื่อไม่ได้จัดงานให้นายแล้ว จะจ่ายเงินช่วยเหลือได้ยังไงล่ะ?"

หลู่เหยียนเหอ: "..."

ฟิลเตอร์ดี ๆ ที่เพิ่งสร้างขึ้นมาเมื่อกี้พังทลายลงในพริบตา

"พี่ผิงอัน ที่แท้ความหมายของพี่ก็คืออยากจะยกเลิกสัญญากับผมนี่เอง" เขาพูด

โจวผิงอัน: "เฮ้อ ศิลปินในบริษัทมันเยอะเกินไปจริง ๆ เหยียนเหอ ถ้าเพียงแต่นายปรับตัวเข้ากับวงการบันเทิงได้มากกว่านี้อีกนิด พี่ก็ไม่อยากจะตัดวาสนาของเราสองคนหรอก"

หลู่เหยียนเหอคิดในใจว่า "เหอะ"

คำพูดพวกนี้พี่เอาไปหลอกเด็กเถอะครับ

เอาล่ะ ก็นึกว่าพี่จะหวังดีกับเจ้าของร่างเดิม ที่แท้ก็แค่อยากจะไล่คนออกไปให้พ้นทาง

หลู่เหยียนเหอไม่ได้พูดอะไรอีก

ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็มาถึงหอพักที่บริษัทจัดไว้ให้หลู่เหยียนเหอและพรรคพวก

หลู่เหยียนเหอลงจากรถ กำลังจะเดินเข้าไป โจวผิงอันก็เลื่อนกระจกรถลงกะทันหัน "เหยียนเหอ คำที่พี่พูดกับนายเมื่อกี้ ลองกลับไปคิดดูให้ดี ๆ นะ"

หลู่เหยียนเหอหันหลังให้โจวผิงอันพลางโบกมือแล้วพูดว่า "พี่ผิงอัน เงินตั้งเดือนละสามพันหยวนนะครับ ผมทำใจทิ้งไม่ลงหรอก"

โจวผิงอันเบิกตากว้าง มองแผ่นหลังของหลู่เหยียนเหออย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา

จู่ ๆ หลู่เหยียนเหอก็หันหน้ากลับมามองโจวผิงอัน

ท่ามกลางราตรีที่เงียบสงบปกคลุมแผ่นดิน แสงไฟถนนสลัวสีเหลืองนวล โจวผิงอันเห็นแววตาของหลู่เหยียนเหอเป็นประกายราวกับถูกจุดไฟบางอย่างขึ้นมา และได้ยินเขาพูดว่า "พี่ผิงอัน คืนนี้ผมเกือบจะตายไปแล้ว ก่อนตาย มีความคิดมากมายแวบเข้ามาในหัวของผม พี่รู้ไหมว่าหนึ่งในความคิดนั้นคืออะไร?"

โจวผิงอันมองเขาด้วยความสงสัย ไม่ได้พูดอะไร

หลู่เหยียนเหอแสยะยิ้ม เผยให้เห็นฟันขาวเรียงตัวสวย กลิ่นอายของเด็กหนุ่มพัดมาพร้อมกับสายลม

"ตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมา ผมใช้ชีวิตแบบกดดันตัวเองเกินไป ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมจะเริ่มต้นใหม่หมดทุกอย่าง!"

เขาชูมือขวาขึ้นมาโบกไปมา

"วันนี้ขอบคุณมากที่มาส่งผม เดินทางปลอดภัยนะครับ"

"สัญญาฉบับนี้ ผมไม่ยกเลิกแน่นอน!"

หลู่เหยียนเหอเดินเข้าไปข้างในแล้ว

ทิ้งให้โจวผิงอันนั่งอึ้งอยู่ในรถ ตกอยู่ในความตกตะลึงอยู่นานกว่าจะดึงสติกลับมาได้

หลู่เหยียนเหอมีกลิ่นคาวดินจากน้ำในแม่น้ำติดตัว

เขาอาบน้ำร้อนอย่างมีความสุข รู้สึกว่ารูขุมขนทุกส่วนสบายตัวไปหมด

หลังจากอาบน้ำเสร็จ ท้องก็ร้องเสียงดังโครกคราก

หลู่เหยียนเหอจึงไปรื้อหาของกินในตู้เย็น แต่ปรากฏว่าข้างในไม่มีอะไรเลย

หิว

ทำไมในหอพักไม่มีของกินเลยล่ะ?

ในตอนนั้นเอง เหยียนเหลียงที่พักห้องเดียวกับเขาจู่ ๆ ก็เปิดประตูห้องออกมา

เขาเห็นหลู่เหยียนเหอก็แสดงสีหน้าประหลาดใจ

"ทำไมวันนี้นายตื่นเช้าจัง?"

หลู่เหยียนเหอมองเหยียนเหลียงที่ผมยุ่งเป็นรังนก มือขวายังเกาก้นอยู่ แล้วพูดสั้น ๆ ว่า "เพิ่งกลับมาน่ะ"

เหยียนเหลียงก็ไม่ได้ถามอะไรมาก

เขาหาววอดหนึ่ง "ถ้าหิว ในตู้มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่นะ ฉันเพิ่งซื้อมาเมื่อคืน"

หลู่เหยียนเหอ: "อ้อ ขอบใจมาก"

ในวงเฟิงจื้อ เหยียนเหลียงถือเป็นคนที่มีความนิยมค่อนข้างดีทีเดียว

เขาอายุสิบแปดปีเท่ากับหลู่เหยียนเหอ และเรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมสิบสามเหมือนกัน

แต่เขาไปโรงเรียนน้อยกว่าหลู่เหยียนเหอเสียอีก โดยปกติเดือนหนึ่งจะไปโรงเรียนแค่สามสี่วันเท่านั้น เวลาที่เหลือส่วนใหญ่หมดไปกับการออกงาน

หลู่เหยียนเหอรู้สึกอิจฉามาก

งานเยอะหมายความว่าค่าตอบแทนเยอะ

ไม่เหมือนเขาที่ต้องใช้ชีวิตแบบชักหน้าไม่ถึงหลังทุกเดือน

แต่ก็แน่นอนว่าคนเขาดังกว่า งานเยอะก็เป็นเรื่องปกติ

หลู่เหยียนเหอต้มบะหมี่หนึ่งชาม ขณะที่นั่งกินอยู่ตรงโต๊ะรับแขก เหยียนเหลียงก็เปลี่ยนชุดเป็นชุดวิ่งและรองเท้ากีฬาเรียบร้อยแล้ว เดินลงไปวิ่งจ็อกกิ้งตอนเช้า

นิสัยนี้ของเขา ตลอดสามปีที่ผ่านมา นอกจากพายุเข้า แม้แต่หิมะตกก็ขวางเขาไม่ได้

หลังจากหลู่เหยียนเหอกินบะหมี่เสร็จและเก็บกวาดเรียบร้อย เขาก็กลับเข้าห้องนอนของตัวเอง ล้มตัวลงนอนทันที

คืนที่ระทึกขวัญทำให้สมองตึงเครียดมาทั้งคืน ตอนนี้ในที่สุดก็ได้เวลาพักผ่อนเสียที

หลู่เหยียนเหอหมดสติไปแทบจะในพริบตา

ในวินาทีที่หมดสติไป ความคิดหนึ่งก็แวบขึ้นมาในหัว: ข้ามมิติ? เขาไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?

รู้สึกเหมือนเดินเข้าสู่ราตรีกาลอันลึกล้ำ ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน มีเสียงบางอย่างดังขึ้นเลือนลาง

จากนั้นเสียงนั้นก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ

หลู่เหยียนเหอสะดุ้งตื่นทันที

"เชี่ยเอ๊ย คงไม่ได้สายอีกแล้วนะ? การฝึกทหารจบไปแล้วไม่ใช่เหรอ?"

เขาลืมตาขึ้น มองไปรอบ ๆ สภาพแวดล้อมที่แปลกตา แล้วถึงนึกขึ้นได้ว่าที่นี่ไม่ใช่หอพักมหาวิทยาลัยของเขา และรอบข้างก็ไม่มีรูมเมทในมหาวิทยาลัยของเขาด้วย

เขาข้ามมิติมาแล้ว ข้ามมายังโลกคู่ขนาน กลายเป็นดาราโนเนมแถวที่สิบแปด

ไม่ได้ฝันไป

ตื่นจากฝัน เขาก็ยังอยู่ที่นี่

༺༻

จบบทที่ บทที่ 3 - ตื่นจากฝัน เขายังอยู่

คัดลอกลิงก์แล้ว