- หน้าแรก
- เจ้าของร้านสุดแกร่งกับเหล่าลูกค้าระดับจักรพรรดิ
- บทที่ 140 - อานลู่ซาน
บทที่ 140 - อานลู่ซาน
บทที่ 140 - อานลู่ซาน
บทที่ 140 - อานลู่ซาน
เมื่อเห็นท่าทีตื่นเต้นดีใจของหลี่เจี้ยนเฉิง เยิ่นเสี่ยวเทียนก็ไม่อยากไปขัดจังหวะความสุขของเขา ยังไงเสียชื่อรัชศกก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรมากมายนัก ขอแค่ไม่เป็นชื่ออัปมงคลอย่างเทียนเป่าที่ต้องถูกตราหน้าไปชั่วลูกชั่วหลานก็พอแล้ว
"เรื่องพวกนั้นมันไม่ได้สำคัญอะไรหรอก ตอนนี้พวกเจ้าควรจะหันมาสนใจเรื่องกบฏอานสือมากกว่าไม่ใช่หรือไง? เวลาเหลืออีกไม่ถึงปีแล้วนะ ขืนพวกเจ้ายังไม่รีบเตรียมการรับมือแต่เนิ่นๆ ถึงเวลาเดี๋ยวจะยุ่งยากเอาได้นะ" จูตี้นั่งอยู่บนพื้นพลางหาวหวอดๆ เอ่ยเตือนสติ
สีหน้าของหลี่เจี้ยนเฉิงเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เขาพยักหน้าตอบ "ขอบใจพี่จูที่ช่วยเตือนสติ เป็นข้าที่มัวแต่ดีใจจนลืมตัวไปหน่อย"
"ตามความคิดข้านะ พรุ่งนี้เจ้าก็ออกราชโองการเรียกตัวอานลู่ซานและสือซือหมิงกลับมายังฉางอันก่อน หากสามารถจัดการกับสองคนนี้ได้โดยไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อได้ก็จะดีที่สุด แต่โอกาสที่พวกมันจะยอมเข้าเมืองหลวงคงมีน้อยมาก เจ้าควรจะเตรียมแผนสำรองเผื่อเอาไว้ด้วย โดยเรียกตัวเกาเซียนจือ เกอซูห่าน อานซือซุ่น และแม่ทัพคนสนิทของเขาสองคนกลับมาที่ฉางอันเสีย ตอนนี้ต้าถังยังไม่ถูกการสั่งการมั่วซั่วของหลี่หลงจีทำลาย กองทัพจึงยังคงมีสภาพสมบูรณ์แข็งแกร่งดี หากอาศัยคนเหล่านี้ผนึกกำลังกับแม่ทัพใต้สังกัดของเจ้าล่ะก็ การจะรับมือกองทัพกบฏจากสองแคว้นและกองกำลังต่างชาติอีกนับแสนนาย ก็คงจะรับมือได้ไม่ยากเย็นนัก" จูตี้สมกับเป็นฮ่องเต้ที่กรำศึกมาอย่างโชกโชน ด้วยวิสัยทัศน์อันเฉียบแหลม เขาจึงสามารถเสนอแนะแนวทางให้กับหลี่เจี้ยนเฉิงได้อย่างรวดเร็ว
หลี่ซื่อหมินพยักหน้าเห็นด้วย "พี่ใหญ่ สิ่งที่พี่จูพูดมีเหตุผลมาก แต่ข้าคิดว่าอานลู่ซานคงไม่ยอมกลับมาที่ฉางอันหรอก ทางที่ดีท่านควรจะรีบเตรียมการรับมือเอาไว้ล่วงหน้าดีกว่า"
หลี่เจี้ยนเฉิงไม่ได้เป็นคนโง่เขลาที่ไม่ประสีประสาเรื่องการศึก เขาย่อมเข้าใจความหมายที่ทั้งสองคนสื่อได้เป็นอย่างดี
"พรุ่งนี้หลังจากข้าทำพิธีบวงสรวงสวรรค์และขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการแล้ว ข้าจะออกราชโองการเรียกตัวพวกมันกลับเมืองหลวงทันที หากอานลู่ซานขัดขืนไม่ยอมทำตาม ข้าก็จะได้มีข้ออ้างในการปราบกบฏอย่างชอบธรรม หลัวอี้! เซวียว่านเช่อ! เซวียว่านจวิน! พวกเจ้าทั้งสามจงนำตราพยัคฆ์ไปควบคุมกองทัพบริเวณรอบฉางอันเสีย! หากผู้ใดฝ่าฝืนขัดขืน ข้าอนุญาตให้พวกเจ้าจัดการประหารมันก่อนแล้วค่อยรายงานทีหลังได้! จำไว้ว่าจะต้องรวบรวมอำนาจสั่งการกองทัพมาไว้ในมือของข้าให้จงได้!"
"พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท!" ทั้งสามคนรับตราพยัคฆ์มาจากมือของหลี่เจี้ยนเฉิง ก่อนจะวิ่งเหยาะๆ ออกไปจากตำหนักเสวียนเจิ้งทันที
「ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ โฮสต์ได้เปลี่ยนแปลงกระบวนการประวัติศาสตร์ต้าถังในรัชศกอู่เต๋อและรัชศกเทียนเป่า มอบรางวัลคะแนน +2000
อดีตองค์รัชทายาทแห่งถังเกาจู่ หลี่เจี้ยนเฉิง ได้เปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตนเองจนได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ เพิ่มรายชื่อลูกค้าใหม่ลงในระบบ」
เยิ่นเสี่ยวเทียนเปิดดูรายชื่อลูกค้าในระบบ ก็พบว่ามีชื่อของหลี่เจี้ยนเฉิงเพิ่มเข้ามาจริงๆ ด้วย จากนั้นเขาก็ส่งมอบป้ายคำสั่งเปิดช่องทางให้หลี่เจี้ยนเฉิงพลางเอ่ย "ยินดีด้วยนะคุณพี่เจี้ยนเฉิง ในเมื่อตอนนี้คุณก็ได้เป็นฮ่องเต้แล้ว ต่อไปคุณจะแวะไปที่บ้านผมเมื่อไหร่ก็ได้แล้วนะครับ"
หลี่เจี้ยนเฉิงดีใจจนเนื้อเต้น ไม่ใช่ว่าเขาดีใจที่ได้เป็นฮ่องเต้หรอกนะ แต่การที่เขาไปเยือนบ้านของเยิ่นเสี่ยวเทียนได้ นั่นหมายความว่าต่อไปเขาจะได้รับการสนับสนุนจากเยิ่นเสี่ยวเทียนอย่างต่อเนื่อง การที่จูตี้สามารถนำกองทัพมาช่วยปราบปรามกบฏในครั้งนี้ ก็คือเครื่องยืนยันชั้นดี
"ขอบใจน้องเสี่ยวเทียน ต่อไปเวลาเจ้ามาเยือนที่นี่ เจ้าก็ไม่ต้องเกรงใจไป ทำตัวตามสบายเหมือนอยู่บ้านเจ้าเองได้เลย ตำแหน่งอี้จื้อปิ้งเจียนหวังที่ข้ามอบให้เจ้า จะมีผลบังคับใช้ตลอดไป และสามารถสืบทอดตำแหน่งต่อไปชั่วลูกชั่วหลานได้เลย!"
เยิ่นเสี่ยวเทียนหัวเราะ สืบทอดชั่วลูกชั่วหลานบ้าบออะไรล่ะ ภรรยากับลูกของเขายังอยู่ในโลกเดิมอยู่เลย รอให้พวกเธอข้ามมิติมาที่นี่ได้เมื่อไหร่แล้วค่อยว่ากันอีกทีเถอะ
「ลูกค้าคนที่หกเดินทางมาถึงแล้ว ขอให้โฮสต์เตรียมตัวต้อนรับให้พร้อม」
เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบ เยิ่นเสี่ยวเทียนก็อ้าปากค้าง นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย? ทำไมระบบถึงส่งลูกค้าใหม่มาในเวลานี้ล่ะ? แถมยังส่งมาตอนที่เขาไม่อยู่บ้านอีกต่างหาก? ระบบมันกำลังเล่นตลกอะไรอยู่เนี่ย! เกิดลูกค้าที่ส่งมาเป็นฮ่องเต้ที่มีเรื่องบาดหมางกับจูหยวนจางขึ้นมาจะทำยังไง? แล้วบรรดาคนแก่ ผู้หญิง และเด็กที่อยู่เฝ้าบ้านจะรับมือไหวหรือเปล่า? เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เยิ่นเสี่ยวเทียนก็รู้สึกร้อนรนกระวนกระวายใจขึ้นมาทันที
"น้องเสี่ยวเทียน มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นงั้นหรือ? เหตุใดสีหน้าเจ้าจึงดูร้อนรนเช่นนั้น?" หลี่เจี้ยนเฉิงเห็นท่าทีร้อนรนของเยิ่นเสี่ยวเทียน จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"ไม่มีอะไรหรอกครับ พอดีมีลูกค้าคนใหม่แวะไปที่บ้านผมน่ะ คุณพี่เจี้ยนเฉิง ผมคงอยู่บ้านคุณนานไม่ได้แล้วล่ะ ผมต้องรีบกลับไปดูหน่อย ขอโทษด้วยนะครับ ผมคงช่วยจัดการเรื่องที่เหลือให้ไม่ได้แล้ว รอให้ผมจัดการเรื่องที่บ้านเสร็จเมื่อไหร่แล้วผมค่อยแวะมาหาใหม่นะครับ" เยิ่นเสี่ยวเทียนพยายามข่มความรู้สึกร้อนรนในใจ แล้วหันไปกล่าวกับหลี่เจี้ยนเฉิง
หลี่เจี้ยนเฉิงยิ้มตอบ "ข้ายังกะว่าจะเชิญเจ้ามาเป็นพยานในพิธีบวงสรวงสวรรค์และขึ้นครองราชย์ในวันพรุ่งนี้เสียหน่อย ในเมื่อเจ้ามีธุระต้องรีบกลับไปจัดการ งั้นก็รีบกลับไปเถอะ ทางฝั่งข้าก็ยังมีน้องรองและน้องสามคอยช่วยอยู่ ไม่น่าจะมีเรื่องผิดพลาดอะไรเกิดขึ้นหรอก ไว้คราวหน้าที่เจ้าแวะมา ข้าอาจจะปราบกบฏอานสือเสร็จสิ้นไปแล้วก็ได้"
"ถ้าเป็นแบบนั้นก็เยี่ยมเลยครับ ถึงตอนนั้นผมที่เป็นอี้จื้อปิ้งเจียนหวังคงต้องขอไปเดินเล่นเดินช็อปปิ้งในเมืองฉางอันให้หนำใจสักหน่อย คราวก่อนตอนไปบ้านพี่เอ้อร์เฟิ่ง ผมยังไม่มีโอกาสได้ไปเดินเล่นในเมืองเลย งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ พี่สี่ พี่ก็จัดการพากองกำลังสามค่ายกลับไปพักผ่อนให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยแวะไปหาผมที่บ้านนะครับ"
จูตี้รู้ดีว่าในบ้านพักตอนนี้เหลือแค่ครอบครัวของจูหยวนจางไม่กี่คน เขาเองก็ไม่กล้าชักช้า รีบเดินออกไปรวบรวมไพร่พลของตนอย่างเร่งรีบ
เยิ่นเสี่ยวเทียนเปิดช่องทางมิติอย่างรีบร้อน "ผมไปก่อนนะครับ ไว้ว่างๆ เดี๋ยวผมมาใหม่"
หลี่เฮิงจ้องมองรอยแยกของมิติที่ค่อยๆ เปิดออก เบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
————————————————————————————————————————
"พี่อาน! มีรายงานด่วนจากเมืองฉางอัน!"
อานลู่ซานชายร่างอ้วนพุงพลุ้ยหนักกว่าสามร้อยจิน กำลังโอบกอดหญิงงามชาวหูสองคน นั่งดื่มสุราหาความสำราญอยู่ในเมืองฟ่านหยาง จู่ๆ ก็มีแม่ทัพรูปร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งพุ่งพรวดเข้ามาขัดจังหวะความสุขของเขา
"น้องสือ มีเรื่องอันใดถึงได้ดูตื่นตระหนกเช่นนี้?" อานลู่ซานวางจอกสุราลงด้วยความหงุดหงิด โบกมือไล่หญิงงามชาวหูข้างกายออกไป ก่อนจะขมวดคิ้วถามผู้มาเยือน
สือซือหมิงที่เหงื่อแตกพลั่กทั่วใบหน้ารีบรายงาน "เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! ฮ่องเต้ถูกคนบีบบังคับให้สละราชสมบัติ ตอนนี้ราชสำนักตกอยู่ในเงื้อมมือของฮ่องเต้พระองค์ใหม่แล้ว!"
"หลี่เฮิงขึ้นครองราชย์งั้นรึ? แล้วเจ้าจะตื่นตระหนกตกใจไปทำไม? ไอ้เด็กนั่นมันก็หัวอ่อนทำตัวนอบน้อมกับข้าอยู่แล้ว ต่อให้มันได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้แล้วมันจะทำไม? รอให้พวกเราซ่องสุมกำลังพลจนพร้อมเมื่อไหร่ แผ่นดินนี้ก็ต้องตกเป็นของพวกเราอยู่ดี!" อานลู่ซานเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ น้ำหนักตัวอันมหาศาลกดทับจนเก้าอี้ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด
สือซือหมิงส่ายหน้าเป็นพัลวัน "ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ไม่ใช่หลี่เฮิง! แต่เป็นใครก็ไม่รู้ที่ไม่มีที่มาที่ไปแน่ชัด จากสายสืบในวังของพวกเราบอกว่า ราชปิตุลาหยางกั๋วจงพัวพันกับข้อหากบฏและถูกสังหารไปแล้ว จากนั้นหลี่หลงจีก็ยอมสละราชสมบัติให้กับคนผู้นี้ ส่วนสถานการณ์อื่นๆ ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เพิ่มเติมเลย"
อานลู่ซานแสดงสีหน้าประหลาดใจ "ไม่ใช่หลี่เฮิงงั้นรึ?! ข้าก็ว่าอยู่ว่าตาเฒ่าหลี่หลงจีจะยอมสละอำนาจในมือไปง่ายๆ ได้อย่างไร แล้วตกลงสืบรู้ที่มาที่ไปของฮ่องเต้คนใหม่นี่ได้แล้วหรือยัง?"
"สืบไม่ได้เลย คนผู้นี้อ้างว่าตัวเองเป็นทายาทตระกูลหลี่แห่งหลงซี แต่คนของเราสืบหาไปทั่วทั้งหลงซีแล้วก็ยังไม่พบเบาะแสใดๆ เลย ราวกับว่าหมอนี่ผุดขึ้นมาจากอากาศธาตุยังไงยังงั้น" ตอนที่สือซือหมิงได้รับข่าวนี้ เขาก็ตกใจแทบช็อกเหมือนกัน หลี่หลงจีนั่งบัลลังก์มานานหลายสิบปี จู่ๆ กลับถูกคนไม่มีหัวนอนปลายเท้าบีบบังคับให้สละบัลลังก์ชั่วข้ามคืนได้อย่างไร?
"พี่อาน ตอนนี้พวกเราจะทำอย่างไรกันดี? ฮ่องเต้คนใหม่ยังมีท่าทีที่ไม่ชัดเจนต่อพวกเรา เราควรจะฉวยโอกาสตอนที่เขายังตั้งตัวไม่ติด รีบชิงลงมือก่อกบฏไปเลยดีหรือไม่?" สือซือหมิงแววตาฉายแววอำมหิต เอ่ยถามอานลู่ซาน
อานลู่ซานลูบพุงพลุ้ยของตัวเองพลางตอบ "ไม่ได้ ตอนนี้พวกเรายังเตรียมการไม่พร้อม กองกำลังทหารของชี่ตันและชนเผ่าอื่นๆ ก็ยังเดินทางมาไม่ถึง การด่วนลงมือก่อกบฏอย่างรีบร้อน ย่อมไม่เป็นผลดีต่อปฏิบัติการของเรา"
สือซือหมิงถามด้วยความร้อนรน "แล้วเราควรจะทำอย่างไรดี? เกิดฮ่องเต้คนใหม่ตั้งใจจะเชือดพวกเราทิ้งขึ้นมาจะทำยังไง? ขุนนางในราชสำนักก็มีหลายคนที่ไม่พอใจพวกเรา เมื่อก่อนมีหลี่หลงจีคอยคุ้มกะลาหัวให้ก็ยังพอว่า แต่ตอนนี้ฮ่องเต้คนใหม่คิดจะทำอะไรพวกเราก็ไม่รู้ เราจะมามัวนั่งรอความตายแบบนี้ไม่ได้นะ!"
"เอาอย่างนี้ หลังจากเจ้ากลับไปแล้ว ให้ไปเร่งรัดบรรดาชนเผ่าต่างๆ ให้พวกเขาเร่งการเดินทัพให้เร็วขึ้น ขอเพียงกองกำลังของพวกมันเดินทางมาถึง พวกเราก็จะเริ่มลงมือทันที ข้าคาดว่าอีกไม่กี่วันนี้ฮ่องเต้คนใหม่คงจะมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับพวกเราแน่ ไม่ว่าเขาจะมาไม้ไหน ไม่ว่าจะมาผูกมิตรหรือมีแผนการแอบแฝงอะไร พวกเราก็แค่รอดูสถานการณ์ไปก่อน พอถึงเวลาอันเหมาะสม เราก็แค่ส่งกองทัพบุกจู่โจมเขาอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าฟาด ชิงความได้เปรียบตอนที่เขาไม่ทันตั้งตัว อันที่จริงการที่เขาบีบบังคับหลี่หลงจีให้สละบัลลังก์ ก็ถือเป็นการเปิดโอกาสให้พวกเราเหมือนกันนะ เพราะเราสามารถใช้ข้ออ้างในการทวงคืนบัลลังก์ให้หลี่หลงจี นำกองทัพบุกเข้าเมืองฉางอันได้อย่างชอบธรรม พูดไปพูดมา พวกเรายังต้องขอบใจคนผู้นี้เสียด้วยซ้ำ ฮ่าๆๆๆๆ!" อานลู่ซานไม่ได้เป็นคนโง่เขลาเหมือนรูปร่างหน้าตาภายนอกของเขาเลย ตรงกันข้าม เขากลับเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองสูงมาก
สือซือหมิงถึงกับกระจ่างแจ้งขึ้นมาทันที เขาจำต้องยอมรับเลยว่า อานลู่ซานมีวิสัยทัศน์ที่เฉียบแหลมกว่าตนมากนัก
จากนั้นสือซือหมิงก็นำจดหมายลายมือของอานลู่ซานติดตัวไป เขาควบม้าออกจากเมืองฟ่านหยาง มุ่งหน้าตรงไปยังเขตชายแดนทันที
(จบแล้ว)