- หน้าแรก
- ยอดเซียนกระบี่ออนไลน์
- บทที่ 21 คัมภีร์จิตเทียนเหยี่ยน
บทที่ 21 คัมภีร์จิตเทียนเหยี่ยน
บทที่ 21 คัมภีร์จิตเทียนเหยี่ยน
สำนักกระบี่เทียนเหยี่ยน, ตำหนักกลางวังกระบี่
หลินจี้เฉินยืนรออยู่กลางตำหนักด้วยความกระวนกระวายใจเล็กน้อย
ไม่นานนัก เหลิ่งเฟยเยียนก็ปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ แล้วลงนั่งบนตำแหน่งประธาน
เมื่อแรกเห็นหลินจี้เฉิน นางก็แสดงความประหลาดใจออกมาเล็กน้อย
"เจ้าใกล้จะทะลวงขั้นแล้วรึ?"
น้ำเสียงใสกระจ่างราวกับสายน้ำที่ไหลกระทบโขดหิน เย็นชาทว่าเจือความหมางเมินอยู่บางเบา
ถึงแม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ยิน แต่หลินจี้เฉินก็ยังอดรู้สึกหวั่นเกรงไม่ได้ ภาพเหตุการณ์เมื่อวานยังคงตามหลอกหลอนอยู่เลย
"เรียนท่านอาจารย์ ใช่ขอรับ"
ทันทีที่หลินจี้เฉินออนไลน์ ค่าตบะของเขาก็พุ่งไปถึง 500/500 แล้ว
แต่เนื่องจากการจะทะลวงผ่านระดับพลังขั้นย่อยแต่ละขั้น จำเป็นต้องใช้ยาเฉพาะทาง ดังนั้นระดับพลังของเขาจึงติดแหง็กอยู่ที่คอขวดของขั้นรวบรวมลมปราณตอนต้น
"ดีมาก พรสวรรค์ของเจ้านับว่าดีที่สุดเท่าที่อาจารย์เคยพบพานมาจริงๆ"
ในที่สุดสีหน้าของเหลิ่งเฟยเยียนก็ผ่อนคลายลงบ้าง อาจจะเป็นเพราะเรื่องที่เขาบุกรุกตำหนักส่วนตัวเมื่อวาน ทำให้ตอนแรกที่เจอกันนางถึงไม่ค่อยอยากจะปั้นหน้าดีด้วยเท่าไหร่นัก
"ตอนนี้เจ้าต้องการยารวบรวมปราณหนึ่งเม็ด เพื่อช่วยให้ทะลวงเข้าสู่ขั้นรวบรวมลมปราณตอนกลางได้ ยารวบรวมปราณแบ่งออกเป็นสี่ระดับ ยาระดับต่ำสุดสามารถหาซื้อได้ตามเมืองทั่วไป ยาระดับกลางก็มีขายตามสำนักเล็กๆ ส่วนยาระดับสูงจะมีแค่ในสำนักใหญ่เท่านั้น และสำหรับยาระดับยอดเยี่ยม จะมีเฉพาะในสำนักระดับสูงเท่านั้น"
"อาจารย์มีเจ้ายารวบรวมปราณระดับยอดเยี่ยมอยู่นี่แล้ว"
พูดจบ บนฝ่ามือของเหลิ่งเฟยเยียนก็ปรากฏเม็ดยาเรืองแสงสีเขียวใสเม็ดหนึ่ง ซึ่งอัดแน่นไปด้วยปราณวิญญาณอันเข้มข้น
ยารวบรวมปราณแต่ละระดับ เมื่อใช้ทะลวงขั้นแล้ว จะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน ยิ่งยาระดับสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มสเตตัสให้มากขึ้นเท่านั้น
ยาระดับยอดเยี่ยมแบบนี้ ผู้เล่นส่วนใหญ่แค่ชื่อก็คงไม่เคยได้ยินด้วยซ้ำ
หลินจี้เฉินคิดว่าเหลิ่งเฟยเยียนจะมอบมันให้เขาทันที จึงฉีกยิ้มกว้างด้วยความดีใจ
"ขอบพระคุณขอรับท่านอาจารย์!"
ทว่าเหลิ่งเฟยเยียนกลับไม่ได้มีทีท่าว่าจะทำเช่นนั้น
"ถึงแม้พรสวรรค์ของเจ้าจะล้ำเลิศ แต่อาจารย์ก็เกรงว่าหากเอาแต่ให้เจ้าก้มหน้าก้มตาบำเพ็ญเพียร เจ้าจะกลายเป็นเพียงหมอนปักลายสวยหรูที่ไร้ประโยชน์ ยอดฝีมือที่แท้จริงไม่ได้ต้องการแค่ระดับพลังและตบะเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยประสบการณ์ที่ผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชนด้วย"
"หากไร้ซึ่งประสบการณ์ ตบะสูงส่งเพียงใดก็เป็นได้แค่แจกันดอกไม้ แตะนิดเดียวก็แตกสลาย อาจตกตายด้วยน้ำมือผู้อื่น หรือกระทั่งกลายเป็นอาหารของสัตว์อสูรได้ทุกเมื่อ สิ่งที่เจ้าขาดหายไป ก็คือการต่อสู้"
เหลิ่งเฟยเยียนหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่งสอนต่อด้วยสีหน้าจริงจัง
"ศิษย์เอ๋ย จงจำไว้ พรสวรรค์ในการต่อสู้ไม่ได้ด้อยไปกว่าพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรเลยแม้แต่น้อย ผู้ที่มีพรสวรรค์ในการต่อสู้สูงส่ง อาจสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ที่มีระดับพลังเหนือกว่าตนได้ ในทางกลับกัน ผู้ที่ไร้ซึ่งพรสวรรค์และประสบการณ์ในการต่อสู้ ต่อให้มีระดับพลังสูงแค่ไหน ก็อาจพ่ายแพ้ให้กับผู้ที่มีระดับพลังต่ำกว่าได้อย่างง่ายดาย"
หลินจี้เฉินเห็นด้วยกับคำพูดนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะขีดจำกัดในการควบคุมตัวละครของเกมนี้มันสูงมาก
ในอดีตเขาก็มักจะเอาชนะคู่ต่อสู้ที่มีระดับพลังสูงกว่าได้บ่อยๆ
ตบะสามารถเพิ่มได้ด้วยการกินยาและสมุนไพรวิเศษ สเตตัสสามารถปั๊มได้ด้วยอุปกรณ์สวมใส่
แต่พรสวรรค์ในการต่อสู้นั้นไม่มีทางลัด นอกจากจะเกิดมามีพรสวรรค์ล้ำเลิศแล้ว ก็ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง และสั่งสมประสบการณ์จากการต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่าเท่านั้น
บรรดายอดฝีมือที่มีชื่อเสียงโด่งดังบนทำเนียบสวรรค์ในเกม 'ปาฮวง' ชาติก่อน ล้วนแต่เป็นผู้ที่ผ่านศึกมาอย่างโชกโชนทั้งสิ้น
พวกผู้เล่นสายเปย์ที่เก่งแต่เติมเงิน ต่อให้ทุ่มเงินซื้ออุปกรณ์หรือยาเทพมามากแค่ไหน ก็ยากที่จะก้าวขึ้นเป็นยอดฝีมือได้
ยกเว้นเสียแต่ว่าอุปกรณ์และระดับพลังของคุณจะเหนือกว่าคนอื่นชนิดที่ทิ้งห่างจนไม่เห็นฝุ่น ชนิดที่เทคนิคการต่อสู้ก็เอาไม่อยู่ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
หลังจากฟังคำสอนของเหลิ่งเฟยเยียนจบ หลินจี้เฉินก็เผลอพูดความในใจเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรที่ตกผลึกมาจากชาติก่อนออกไปโดยไม่รู้ตัว
"ที่ท่านอาจารย์กล่าวมาล้วนถูกต้องที่สุดขอรับ ศิษย์ก็เห็นด้วยเช่นกันว่า ดอกไม้ในเรือนกระจก ไม่คู่ควรที่จะก้าวเดินบนวิถีเซียน มีเพียงต้นไม้ใหญ่ที่เติบโตฝ่าพายุฝนฟ้าคะนองเท่านั้น ถึงจะบรรลุความเป็นอมตะได้!"
แววตาของเหลิ่งเฟยเยียนทอประกายประหลาดใจ นางขบคิดถึงความหมายของคำพูดเมื่อครู่อย่างลึกซึ้ง ความชื่นชมในดวงตายิ่งฉายชัดขึ้น
[ติ๊ง! เหลิ่งเฟยเยียนมีความประทับใจต่อคุณ +5! ค่าความประทับใจปัจจุบัน: 5 แต้ม (ถูกชะตาแต่แรกเห็น)]
หลินจี้เฉินไม่คิดเลยว่า แค่พูดปรัชญาชีวิตที่ได้มาจากชาติก่อนนิดหน่อย จะเรียกคะแนนความประทับใจจากท่านเจ้าสำนักได้
ถึงจะดูน้อยนิด แต่นี่ถือเป็นการเริ่มต้นที่สวยงามมาก
อย่างน้อยเรื่องบาดหมางเมื่อวานก็ถูกลบเลือนไปจนหมดสิ้น ไม่ต้องมานั่งระแวงว่าจะโดนกลั่นแกล้งอีกแล้ว
และด้วยความประทับใจนี้เอง น้ำเสียงของเหลิ่งเฟยเยียนจึงไม่ได้เย็นชาเหมือนก่อนหน้านี้ กลับเจือความอ่อนโยนลงหลายส่วน
"อาจารย์นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะมีความคิดที่ลึกซึ้งถึงเพียงนี้ ไม่ทราบว่าเจ้าไปได้ยินคำพูดนี้มาจากที่ใดหรือ?"
เหลิ่งเฟยเยียนไม่เชื่อว่าหลินจี้เฉินจะคิดขึ้นมาได้เอง ท้ายที่สุดแล้วเขาเพิ่งจะเป็นแค่ผู้บำเพ็ญหน้าใหม่ในขั้นรวบรวมลมปราณ จะไปเข้าใจสัจธรรมอันลึกซึ้งเช่นนี้ได้อย่างไร
หากไม่เคยผ่านโลกมาอย่างโชกโชน ย่อมไม่มีทางพูดคติธรรมเช่นนี้ออกมาได้
หลินจี้เฉินก็ไม่ได้เถียงคอเป็นเอ็นว่าเขาเป็นคนคิดขึ้นมาเอง เพราะจริงๆ แล้วมันเป็นสัจธรรมที่เขาตกผลึกได้ตอนที่บรรลุถึงขั้นรู้แจ้งในชาติก่อน
เรื่องแบบนี้เขาคงไม่เอามาป่าวประกาศให้ใครรู้หรอก
"ศิษย์บังเอิญได้พบกับผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่อยู่ในขั้นรู้แจ้ง ท่านเป็นผู้สั่งสอนศิษย์ขอรับ"
เหลิ่งเฟยเยียนพยักหน้าช้าๆ
"นับว่าเจ้ามีวาสนาไม่เบาที่ได้พานพบกับยอดคนเช่นนั้น การที่เจ้าเข้าใจและยอมรับในคำสอนของท่าน ย่อมส่งผลดีต่อมรรคาเซียนของเจ้าในภายภาคหน้า"
"เช่นนั้น เจ้าจงไปที่ศาลาภารกิจของตำหนักนอก แล้วเลือกทำภารกิจระดับยากของขั้นรวบรวมลมปราณมาสักหนึ่งภารกิจ หากเจ้าทำสำเร็จ ยารวบรวมปราณเม็ดนี้ก็จะเป็นของเจ้า"
เมื่อเผชิญกับบททดสอบเล็กๆ น้อยๆ จากเหลิ่งเฟยเยียน หลินจี้เฉินก็ตอบตกลงทันทีโดยไม่อิดออดหรือต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น
เหลิ่งเฟยเยียนเตือนด้วยความหวังดีว่า
"แม้ว่าภารกิจของตำหนักนอกจะง่ายกว่าและไม่ค่อยมีอันตรายถึงชีวิตเหมือนภารกิจของตำหนักใน แต่บางภารกิจก็แฝงไปด้วยความเสี่ยงไม่ใช่น้อย เจ้าจงเลือกให้ดี อย่าริอ่านทำอะไรที่เกินตัว"
"ศิษย์ทราบแล้วขอรับ"
"ก่อนที่เจ้าจะไปทำภารกิจ อาจารย์จะถ่ายทอดเคล็ดวิชา 'คัมภีร์จิตเทียนเหยี่ยน' ของสำนักเราให้แก่เจ้า นี่คือเคล็ดวิชาที่ศิษย์สำนักกระบี่เทียนเหยี่ยนทุกคนต้องเรียนรู้ ยิ่งฝึกฝนจนแตกฉานมากเท่าไหร่ เจ้าก็จะยิ่งได้รับประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น หวังว่าเจ้าจะหมั่นฝึกฝนอย่าได้เกียจคร้าน"
เมื่อเหลิ่งเฟยเยียนกล่าวจบ ตำราเล่มเล็กก็ลอยละลิ่วมาตรงหน้าหลินจี้เฉิน
เขารับมาเปิดดู ก็พบว่าเป็น 'คัมภีร์จิตเทียนเหยี่ยน' อันเลื่องชื่อจริงๆ
คัมภีร์จิตเทียนเหยี่ยนเป็นเคล็ดวิชาที่ศิษย์สำนักเทียนเหยี่ยนทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ แต่ความแตกต่างก็คือ ศิษย์ตำหนักในสามารถเรียนรู้ได้เลยโดยตรง
ในขณะที่ศิษย์ตำหนักนอก หากต้องการเรียนรู้ จะต้องไปทำเควสต์ของสำนักให้ได้แต้มคุณูปการตามที่กำหนดเสียก่อน ถึงจะมีสิทธิ์นำไปแลกเปลี่ยนได้ ซึ่งนี่ก็เป็นกุศโลบายในการพิสูจน์ความจงรักภักดีของศิษย์ที่มีต่อสำนักนั่นเอง
แม้คัมภีร์จิตเทียนเหยี่ยนจะเป็นเพียงเคล็ดวิชาพื้นฐานที่ศิษย์ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ แต่มันก็จัดว่าเป็นยอดคัมภีร์สำหรับผู้บำเพ็ญสายกระบี่เลยทีเดียว
เพียงแต่ว่าคัมภีร์นี้ จะส่งผลมากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับระดับพลังของผู้ฝึก ยิ่งระดับพลังสูง ประสิทธิภาพของเคล็ดวิชาก็จะยิ่งเพิ่มทวีคูณ
ในทางกลับกัน ถ้าระดับพลังยังต่ำต้อย คัมภีร์จิตเทียนเหยี่ยนก็ดูเหมือนจะเป็นเพียงเคล็ดวิชาดาษๆ ทั่วไป
【คัมภีร์จิตเทียนเหยี่ยน (ขั้นรวบรวมลมปราณ)】: สเตตัสการต่อสู้ทั้งหมด +5%
เงื่อนไข: สงวนสิทธิ์เฉพาะศิษย์สำนักกระบี่เทียนเหยี่ยนเท่านั้น ผู้ใดลักลอบฝึกฝน ถือเป็นศัตรูกับสำนักกระบี่เทียนเหยี่ยน
"ขอบพระคุณขอรับท่านอาจารย์"
หลินจี้เฉินรับคำสั่งพร้อมประสานมือคารวะ ก่อนจะเดินจากไปอย่างสง่างาม
เมื่อก้าวพ้นออกมาจากตำหนักใน หลินจี้เฉินก็มุ่งหน้ากลับไปยังตำหนักนอกของสำนักเทียนเหยี่ยนอีกครั้ง
ตอนนี้ที่ตำหนักนอกไม่ได้มีแค่หลินจี้เฉินที่เป็นผู้เล่นเพียงคนเดียวอีกต่อไปแล้ว เริ่มมีผู้เล่นใหม่บางส่วนทยอยเข้ามาเป็นศิษย์สำนักกระบี่บ้างแล้ว
แม้ว่าเควสต์จดหมายรับรองของสำนักจะถูกซ่อนไว้ค่อนข้างมิดชิด แต่ถ้าสังเกตให้ดีๆ ผู้เล่นก็สามารถหาเจอได้ไม่ยาก
ดังนั้นในช่วงครึ่งวันที่หลินจี้เฉินออฟไลน์ไป ผู้เล่นหลายคนก็เริ่มจับจุดได้ และพากันกราบเข้าเป็นศิษย์ตามสำนักต่างๆ
หลินจี้เฉินเชื่อว่าอีกไม่นาน ก็จะมีคนรู้เคล็ดลับนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เขาอดนึกถึงซูหวั่นหลิงไม่ได้ ไม่รู้ว่าข้อมูลที่เขาขายให้ไปนั้น เธอจะได้เอาไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่หรือเปล่า
ถ้ารู้แค่คนเดียว ข้อมูลนี้ก็คงไม่คุ้มค่าถึงห้าแสนหรอก แต่ซูหวั่นหลิงมีกิลด์ทั้งกิลด์อยู่ในมือ
สิ่งที่ผู้เล่นในกิลด์ให้ความสำคัญที่สุดก็คือการก้าวนำหน้าคนอื่น เพื่อชิงความได้เปรียบ
การจ่ายเงินห้าแสน เพื่อแลกกับการให้ผู้เล่นทั้งกิลด์ได้นำหน้าคนอื่นๆ ไปอย่างน้อยครึ่งวัน การลงทุนครั้งนี้สำหรับซูหวั่นหลิงถือว่าคุ้มค่าเกินราคาอย่างแน่นอน
และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ผู้เล่นในกิลด์เยว่อิ่งภายใต้การดูแลของซูหวั่นหลิง ล้วนแต่กราบเข้าสำนักใหญ่ๆ กันหมดแล้ว ทิ้งห่างกิลด์อื่นๆ ชนิดไม่เห็นฝุ่น
สร้างความอิจฉาตาร้อนให้กับกิลด์อื่นๆ เป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันก็อดสงสัยไม่ได้ว่า กิลด์เยว่อิ่งไปรู้เคล็ดลับการเข้าสำนักพวกนี้มาจากไหนกัน?