- หน้าแรก
- ยอดเซียนกระบี่ออนไลน์
- บทที่ 15 ท่านเจ้าสำนักรับศิษย์
บทที่ 15 ท่านเจ้าสำนักรับศิษย์
บทที่ 15 ท่านเจ้าสำนักรับศิษย์
ผู้อาวุโสทุกคนต่างตกตะลึง แม้แต่เหลิ่งเฟยเยียนเองก็ยังประหลาดใจเป็นอย่างมาก
ตอนนี้คนที่ยินดีปรีดาที่สุดคงหนีไม่พ้นหลินจี้เฉินแล้ว
"ตบะ +20!"
"ตบะ +20!"
"ตบะ +20!"
...
เพราะได้รับการหนุนเสริมปราณวิญญาณจากเจ้าสำนัก ปราณวิญญาณเหล่านั้นจึงพุ่งเข้าสู่ร่างกายของเขาเองโดยอัตโนมัติ ทำให้ค่าตบะของเขาพุ่งพรวดๆ ขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปชั่วจิบชา ปราณวิญญาณในร่างของหลินจี้เฉินก็สลายไป ปราณฟ้าดินรอบๆ ตัวก็กลับคืนสู่สภาวะปกติ
หลินจี้เฉินเหลือบมองค่าตบะของตัวเอง: 【360/500】
ขาดอีกแค่นิดเดียวก็เต็มหลอดแล้ว
เขาแอบเสียดายอยู่ในใจ รู้อย่างนี้ให้มันเพิ่มต่ออีกสักพักก็ดีหรอก
เมื่อการทดสอบสิ้นสุดลง ทุกคนต่างจ้องมองไปที่เหลิ่งเฟยเยียน เพื่อรอคอยคำตอบจากนาง
สีหน้าที่เรียบเฉยดุจบ่อน้ำลึกของเหลิ่งเฟยเยียน ในที่สุดก็ผ่อนคลายลง และเผยให้เห็นรอยยิ้มบางๆ
วินาทีนั้น ราวกับฟ้าดินไร้สีสัน มวลบุปผาเบ่งบาน
"ดี ดีมาก ไม่คิดเลยว่าสำนักกระบี่เทียนเหยี่ยนของเราจะได้ยอดอัจฉริยะที่สวรรค์ประทานมาให้เพิ่มอีกคน บางทีในอนาคต ความสำเร็จของเขาอาจจะก้าวข้ามข้าไปเสียด้วยซ้ำ"
หา!
ทุกคนเบิกตาตื่นตะลึง ไม่คิดเลยว่าท่านเจ้าสำนักจะประเมินค่าเขาไว้สูงขนาดนี้ ไอ้หนุ่มนี่มันมีพรสวรรค์ระดับไหนกันแน่ ถึงทำให้เจ้าสำนักเอ่ยปากชมได้ถึงเพียงนี้
"ท่านเจ้าสำนัก พรสวรรค์ของศิษย์ผู้นี้มันดีเลิศเลอขนาดไหนกัน ถึงขั้นทำให้ท่านเอ่ยปากชมได้ขนาดนี้ ข้าเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ย"
ผู้อาวุโสหญิงท่านหนึ่งอดไม่ได้ที่จะหัวเราะถามขึ้นมา
เหลิ่งเฟยเยียนไม่ได้อมพะนำ นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
"ทั้งรากกระดูก ปราณวิญญาณ และความเข้าใจแต่กำเนิด ล้วนอยู่ในระดับดีเลิศ ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าข้าในสมัยก่อนเสียอีก พวกท่านว่า พรสวรรค์เช่นนี้ดีหรือไม่เล่า?"
ซี๊ดดด!
ผู้อาวุโสทุกคนพร้อมใจกันสูดลมหายใจเข้าลึก
มิน่าล่ะถึงได้รับคำชมจากเจ้าสำนักขนาดนี้ พรสวรรค์ระดับนี้ คู่ควรกับความคาดหวังอันยิ่งใหญ่จริงๆ
หลังจากหายจากอาการตกตะลึง ความคิดของทุกคนก็เริ่มโลดแล่น
ศิษย์ที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศปานนี้ ใครบ้างล่ะจะไม่อยากรับเป็นศิษย์
ในอนาคตถ้าหลินจี้เฉินได้กลายเป็นยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ พวกเขาในฐานะผู้เป็นอาจารย์ก็จะได้เชิดหน้าชูตาไปด้วย
แถมยังอาจจะได้รับการดูแลกลับจากศิษย์อีกต่างหาก เรื่องดีๆ แบบนี้ ใครๆ ก็อยากจะคว้าเอาไว้ทั้งนั้น
"ศิษย์ผู้นี้ยังไม่ได้กราบอาจารย์ เอาอย่างนี้ไหม ให้เขามาเป็นศิษย์ของข้า ข้าจะตั้งใจสอนสั่งเขาเป็นอย่างดี"
ชายวัยกลางคนร่างท้วมในชุดคลุมสีม่วงชิงเอ่ยปากขึ้นก่อน
แต่คนอื่นๆ มีหรือจะยอม ต้นกล้าชั้นดีขนาดนี้ จะปล่อยให้คนอื่นฮุบไปง่ายๆ ได้ยังไง ทุกคนก็เป็นผู้อาวุโสเหมือนกัน ไม่มีใครมีอภิสิทธิ์เหนือใครหรอกนะ
"มาเป็นศิษย์ข้าดีกว่า ข้าจะถ่ายทอดวิชาให้จนหมดไส้หมดพุงเลย!"
"ผู้อาวุโสชิงซง ท่านมีศิษย์เยอะแยะแล้ว อย่ามาแย่งกับพวกข้าเลย ข้าก็สามารถสอนวิชาทั้งหมดของสำนักกระบี่เทียนเหยี่ยนให้เขาได้เหมือนกัน"
"ผู้อาวุโสชิวเยว่ ท่านเป็นผู้บำเพ็ญหญิง จะรับศิษย์ผู้ชายมันคงไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ ให้มาอยู่กับข้าดีกว่า"
"ทุกคนไม่ต้องเกรงใจหรอก เขาควรจะมากราบข้าเป็นอาจารย์ถึงจะถูก..."
...
บรรดาผู้อาวุโสต่างทุ่มเถียงกันหน้าดำหน้าแดง ทุกคนล้วนอยากได้หลินจี้เฉินไปเป็นศิษย์
หลินจี้เฉินมองดูผู้อาวุโสมากมายแย่งกันรับเขาเป็นศิษย์ ในใจก็ปริ่มเปรมจนแทบจะหุบยิ้มไม่อยู่
แต่เพื่อเป็นการสร้างความประทับใจให้ดูดี เขาจึงต้องพยายามกลั้นความดีใจเอาไว้ แสร้งทำสีหน้านิ่งสงบ ไม่ยินดียินร้าย
ในขณะที่ทุกคนกำลังเถียงกันไม่เลิกอยู่นั้น
เหลิ่งเฟยเยียนก็เอ่ยปากขึ้น
"พวกท่านไม่ต้องเถียงกันแล้ว ศิษย์ใหม่ผู้นี้ ให้เข้ามาอยู่ใต้สังกัดข้าก็แล้วกัน"
นี่มัน...
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าท่านเจ้าสำนักจะลงมาร่วมวงแย่งศิษย์กับเขาด้วย
ในเมื่อท่านเจ้าสำนักเอ่ยปากเองแล้ว ทุกคนย่อมไม่กล้าแย่งชิงอีก
"ท่านเจ้าสำนัก ท่านไม่เคยรับศิษย์เลยไม่ใช่หรือ?"
ผู้อาวุโสชิวเยว่เอ่ยถาม ดูท่าทางจะยังคงรู้สึกเสียดายอยู่ไม่น้อย
เหลิ่งเฟยเยียนยิ้มบางๆ ดวงตาหงส์กวาดมอง ริมฝีปากแดงขยับเอื้อนเอ่ย
"หลายปีมานี้ตบะของข้าหยุดนิ่งไม่คืบหน้า พยายามบำเพ็ญเพียรก็ไร้ผล ในระยะสั้นนี้ข้ายังไม่คิดจะเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอีก ในเมื่อมีเวลาว่าง ข้าก็จะรับศิษย์สืบทอดสายตรงไว้สักคน ถือเสียว่าช่วยแก้เบื่อไปวันๆ"
เมื่อทุกคนได้ยินเหลิ่งเฟยเยียนพูดเช่นนี้ ก็ทำได้เพียงยอมแพ้
ดวงตางดงามของเหลิ่งเฟยเยียนหันกลับมาจับจ้องที่หลินจี้เฉินอีกครั้ง
"เจ้าเต็มใจที่จะมาเป็นศิษย์สืบทอดสายตรงของข้า และตามข้าเข้าไปบำเพ็ญเพียรในตำหนักในหรือไม่?"
ให้ตายหลินจี้เฉินก็คิดไม่ถึงว่า เดิมทีเขาแค่ตั้งใจจะมากราบผู้อาวุโสชิงซงเป็นอาจารย์แท้ๆ
แต่นึกไม่ถึงเลยว่า เจ้าสำนักกลับต้องการรับเขาเป็นศิษย์ด้วยตัวเอง
[ติ๊ง! ทริกเกอร์วาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสำนักเทียนเหยี่ยน! เหลิ่งเฟยเยียน เจ้าสำนักเทียนเหยี่ยนคนปัจจุบันต้องการรับคุณเป็นศิษย์สืบทอดสายตรง จะยอมรับหรือไม่?]
"ศิษย์ยินดีขอรับ! ศิษย์คารวะท่านอาจารย์!"
หลินจี้เฉินตอบรับทันทีโดยไม่ต้องคิด
ส่วนผู้อาวุโสชิงซงที่เขาหมายตาไว้ในตอนแรกน่ะเหรอ... ปล่อยให้ไปเล่นตรงนู้นเลยไป
นี่คือขาใหญ่ที่แกร่งที่สุดในสำนักเทียนเหยี่ยนเลยนะเว้ย
ยังไงการกราบอาจารย์ก็คือการหาที่พึ่งเกาะขาใหญ่อยู่แล้ว จะเกาะใครมันก็เหมือนกัน งั้นก็ต้องเลือกเกาะขาที่ใหญ่ที่สุดและหนาที่สุดสิถึงจะถูก
ไม่สิ ขาของเหลิ่งเฟยเยียน... ทั้งเรียว ทั้งขาว ทั้งยาวต่างหากล่ะ!
เมื่อเห็นหลินจี้เฉินคุกเข่าทำความเคารพ เหลิ่งเฟยเยียนก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าคือศิษย์เพียงคนเดียวของข้า เหลิ่งเฟยเยียน ตามข้ามาเถิด"
พูดจบ เหลิ่งเฟยเยียนก็สะบัดมือเรียวงาม ร่างของหลินจี้เฉินก็ลอยละลิ่วขึ้นฟ้า เหาะเหินตามเหลิ่งเฟยเยียนมุ่งหน้าสู่ตำหนักในของสำนักเทียนเหยี่ยน
ผู้อาวุโสท่านอื่นๆ เห็นดังนั้น ก็ทำได้เพียงส่ายหน้าด้วยความอิจฉาและเสียดาย ก่อนจะแยกย้ายกันกลับจวนของตนเอง
สำนักกระบี่เทียนเหยี่ยนมีอาณาเขตกว้างขวางมหาศาล แทบจะครอบคลุมเทือกเขาไท่อินทั้งเทือกเขา
สำนักกระบี่ถูกแบ่งออกเป็นตำหนักนอก ตำหนักสาขา และตำหนักใน ซึ่งไม่ใช่แค่สำนักกระบี่เท่านั้น สำนักอื่นๆ ก็มีการแบ่งแยกแบบนี้เช่นกัน
ตำหนักนอกและตำหนักสาขา เป็นพื้นที่สำหรับผู้เล่น
ผู้เล่นธรรมดาสามารถฝากตัวเป็นศิษย์และร่ำเรียนวิชาได้แค่ที่ตำหนักนอกเท่านั้น ซึ่งคนที่คอยสอนก็จะเป็นแค่ผู้อาวุโสฝ่ายนอก
ส่วนผู้เล่นที่มีผลงานโดดเด่น ก็จะมีโอกาสถูกผู้อาวุโสประจำตำหนักสาขารับไปเป็นศิษย์
ในขณะที่ตำหนักในนั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับผู้เล่นเลย เพราะที่นั่นเป็นสถานที่สำหรับบ่มเพาะศิษย์ที่เป็น NPC ระดับหัวกะทิเท่านั้น
หรือก็คือบรรดาศิษย์หัวกะทิของแต่ละสำนักก่อนที่เกมจะเปิดให้ผู้เล่นทั่วไปเข้ามานั่นแหละ
เว้นเสียแต่ว่าพรสวรรค์ของคุณจะโดดเด่นเป็นหนึ่งในหมื่น คุณถึงจะมีโอกาสได้เหยียบย่างเข้าไปในตำหนักใน
ตำหนักในแห่งสำนักเทียนเหยี่ยน
ทัศนียภาพของตำหนักในนั้นแตกต่างจากตำหนักนอกอย่างสิ้นเชิง ถ้าตำหนักนอกดูเหมือนอารามลัทธิเต๋า ตำหนักในก็เปรียบดั่งแดนดินถิ่นเซียน
ภูเขาเซียนทั้งสิบสองลูกที่สูงตระหง่านเทียมเมฆ ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาเหนือทะเลหมอก ราวกับกำลังแบกรับเทือกเขาไท่อินทั้งเทือกเขาเอาไว้บนแผ่นฟ้า
ภูเขาเซียนแต่ละลูกล้วนมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป บางลูกปลูกเต็มไปด้วยสมุนไพรวิญญาณและหญ้าเซียน ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว บางลูกก็เป็นที่เลี้ยงกระเรียนเซียนและวานรวิญญาณ และยังมีบางลูกที่เต็มไปด้วยดอกไม้ใบหญ้าหายากนานาพันธุ์
เมฆมงคลลอยอ้อยอิ่งอยู่ท่ามกลางหมู่เขา รัศมีสีทองจากแสงอาทิตย์และแสงจันทร์ที่ไม่เคยจางหาย อาบไล้ครอบคลุมไปทั่วทั้งตำหนักใน
ภูเขาเซียนที่อยู่ตรงกลางมีขนาดใหญ่ที่สุด และโดดเด่นสะดุดตาที่สุด
บนยอดเขานั้น มีตำหนักและอารามอันวิจิตรตระการตาตั้งตระหง่านเสียดฟ้าท้าทายสวรรค์
ตำหนักบนภูเขาเซียนลูกอื่นๆ ล้วนดูหมองลงไปถนัดตาเมื่อนำมาเทียบเคียง ราวกับเป็นหมู่ดาวที่รายล้อมดวงจันทร์
หมอกบางเบาลอยละล่องอยู่บนยอดเขา แสงสีทองสาดส่องเจิดจรัส รัศมีสีทองของภูเขาเซียนลูกอื่นๆ ล้วนทอดยาวมาจากภูเขาเซียนลูกนี้ทั้งสิ้น
บนภูเขาเซียนที่สูงที่สุดลูกนี้ มีต้นกระจับปลูกอยู่มากมาย เมื่อสายลมอุ่นพัดโชยมา ดอกกระจับสีขาวบริสุทธิ์ก็ปลิวไสวไปตามลม ทะเลดอกไม้สีขาวแกว่งไกว พัดพาละอองดอกไม้ลอยล่องเข้าสู่ทะเลหมอก เป็นภาพที่งดงามเหนือคำบรรยาย
ที่เชิงเขาของหมู่ภูเขาเซียน คือลานกว้างขนาดมหึมา
บนลานกว้างนั้น มีศิษย์หนุ่มสาวนั่งอยู่กว่าพันคน มีทั้งชายและหญิง
พวกเขานั่งตัวตรงอยู่บนเบาะรองนั่ง ตั้งใจฟังผู้อาวุโสหนวดขาวที่อยู่ด้านหน้าสุดบรรยายธรรมอย่างตั้งอกตั้งใจ
หลินจี้เฉินกวาดสายตามองผ่านๆ ก็พบว่าศิษย์หนุ่มสาวเหล่านี้ ระดับพลังต่ำสุดก็ยังอยู่ในขั้นก่อผลึก
แถมบางคนยังก้าวไปถึงขั้นแก่นทองคำแล้ว ซึ่งฝีมือพอๆ กับผู้อาวุโสบางคนในตำหนักนอกเลยทีเดียว
คนเหล่านี้คือสุดยอดหัวกะทิในหมู่ศิษย์รุ่นเยาว์ของสำนักกระบี่เทียนเหยี่ยน และเป็นกำลังหลักของสำนักในอนาคต
ผู้อาวุโสหนวดขาวที่กำลังบรรยายธรรมอยู่ พอเห็นเหลิ่งเฟยเยียน ก็ประสานมือคารวะด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
ศิษย์ทุกคนก็รีบลุกขึ้นทำความเคารพอย่างนอบน้อมเช่นกัน
เหลิ่งเฟยเยียนพยักหน้ารับ ก่อนจะพูดกับผู้อาวุโสหนวดขาวเพียงคนเดียวว่า
"ผู้อาวุโสเทียนเจี้ยนไม่ต้องมากพิธีหรอก เฟยเยียนแค่รับหน้าที่ดูแลสำนักแทนท่านพ่อ ท่านยังคงเรียกข้าว่าเฟยเยียนเหมือนตอนข้ายังเด็กเถอะ"
ผู้อาวุโสเทียนเจี้ยนหัวเราะพร้อมกับโบกมือปฏิเสธ
"กฎของสำนักจะละเลยได้อย่างไร ท่านเจ้าสำนักคนก่อนสละตำแหน่งให้ท่านแล้ว ท่านก็คือเจ้าสำนักเทียนเหยี่ยนคนใหม่ ไม่ใช่เด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ยังไม่ประสีประสาเรื่องราวบนโลกเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้วนะ"
พูดจบ ผู้อาวุโสเทียนเจี้ยนก็สังเกตเห็นหลินจี้เฉินที่อยู่ด้านหลังเหลิ่งเฟยเยียน จึงถามด้วยความประหลาดใจว่า
"ท่านผู้นี้คือ?"
"ศิษย์สืบทอดสายตรงที่ข้าเพิ่งรับเข้ามาใหม่" เหลิ่งเฟยเยียนตอบตามตรง
ฮือฮา!
คำพูดประโยคเดียว ราวกับโยนก้อนหินลงไปทำให้เกิดคลื่นนับพันชั้น
ศิษย์นับพันคนต่างเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง และเริ่มจับกลุ่มซุบซิบนินทากันทันที
"เป็นไปได้ยังไง ไอ้หมอนี่เนี่ยนะเป็นศิษย์สืบทอดสายตรงของท่านเจ้าสำนัก?"
"ศิษย์น้องเล็กคนนี้หน้าตาหล่อเหลาเอาการเชียว~"
"เขามีคุณธรรมความสามารถอะไร ถึงได้กราบท่านเจ้าสำนักเป็นอาจารย์ได้?"
"นั่นน่ะสิ ศิษย์พี่ใหญ่ผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ อายุเพิ่งจะยี่สิบก็ก้าวเข้าสู่ขั้นแก่นทองคำแล้ว พรสวรรค์ระดับนั้นยังไม่เข้าตาท่านเจ้าสำนักเลย"
"ไอ้หมอนี่เพิ่งจะอยู่แค่ขั้นรวบรวมลมปราณเองนะ น่าขำชะมัด!"
"ใช่เลย ไม่คู่ควรเลยสักนิด ข้าใช้นิ้วเดียวก็บี้มันตายได้แล้ว"
····