- หน้าแรก
- ระบบฟังเสียงในใจ พลิกวิกฤตสยองขวัญสู่เส้นทางมหาเศรษฐี
- ตอนที่ 40 น้องสาวงั้นเหรอ น่าสนใจดีนี่
ตอนที่ 40 น้องสาวงั้นเหรอ น่าสนใจดีนี่
ตอนที่ 40 น้องสาวงั้นเหรอ น่าสนใจดีนี่
ตอนที่ 40 น้องสาวงั้นเหรอ น่าสนใจดีนี่
อวี๋หวั่นกลับมาถึงห้องพัก ก็เห็นกู้เหยียนกำลังนั่งจดจ่ออยู่กับการเขียนอะไรบางอย่างบนโต๊ะ เธอจึงเดินเข้าไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ปรากฏว่าเขากำลังสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้อยู่นี่เอง
เธอทรุดตัวลงนั่งข้างๆ มองดูกู้เหยียนทำงานเงียบๆ
กู้เหยียนช้อนตาขึ้นมอง ก่อนจะเลื่อนกระดาษในมือไปตรงหน้าอวี๋หวั่นอย่างรู้หน้าที่
"เธอลองดูสิว่ามีอะไรต้องเพิ่มเติมอีกไหม"
อวี๋หวั่นหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่าน ยิ่งอ่านแววตาของเธอก็ยิ่งเป็นประกาย
เธอหันไปมองกู้เหยียนพลางเอ่ยแซว "นึกไม่ถึงเลยนะคุณกู้ ในโลกความเป็นจริงคุณเป็นทนายความหรือเปล่าเนี่ย"
กู้เหยียนยิ้มรับบางๆ แต่ไม่ได้ตอบอะไร
อวี๋หวั่นก้มหน้าลงอ่านข้อความบนกระดาษต่อ
ส่วนแรกเป็นเรื่องกฎของโรงเรียน
ในคาบเรียนต้องตอบคำถามให้ถูกต้อง และห้ามเถียงครูเด็ดขาด
นอกจากนี้ เนื้อสีแดงในโรงอาหารก็ห้ามกิน
และที่สำคัญ ไม่ว่าจะอยู่ในดันเจี้ยนไหน เหรียญสยองขวัญก็สามารถใช้ได้ครอบจักรวาล
อวี๋หวั่นกวาดสายตาอ่านกฎพวกนี้แค่ผ่านๆ
สำหรับเธอแล้ว การจะทำตามกฎหรือไม่ทำตามก็มีค่าเท่ากัน
เพราะถ้าเกิดไปละเมิดกฎเข้า ก็แค่ใช้กำลังจัดการกับสิ่งลี้ลับพวกนั้นให้สิ้นซาก หรือไม่ก็ใช้เหรียญสยองขวัญแก้ปัญหาก็สิ้นเรื่อง
สายตาของอวี๋หวั่นเลื่อนไปหยุดที่ตัวอักษรสีแดงสามตัวที่กู้เหยียนเขียนไว้ - หลิวเสี่ยวเสี่ยว
ดูเหมือนกู้เหยียนจะพอปะติดปะต่อเรื่องราวของหลิวเสี่ยวเสี่ยวได้แล้ว
นอกจากเรื่องตั้งท้องจนถูกครูใหญ่เรียกไปประจานหน้าเสาธงตามที่เพื่อนนักเรียนเล่าให้ฟังแล้ว ก็ยังต้องเผชิญกับการถูกกลั่นแกล้งจากเพื่อนร่วมชั้น การจงใจจับผิดของครู และความเย็นชาไร้เยื่อใยจากพ่อแม่อีกด้วย
อวี๋หวั่นพยักหน้าเห็นด้วย
เธอชี้ไปที่บรรทัดสุดท้ายบนกระดาษ แล้วเอ่ย "น่าจะยังมีเบาะแสสำคัญอีกเรื่องนึงนะ"
กู้เหยียนทำท่าตั้งใจฟังอย่างเต็มที่
"ที่ทุกคนหวาดกลัวหลิวเสี่ยวเสี่ยว ฉันเดาว่าไม่ใช่แค่เพราะหล่อนกลายเป็นสิ่งลี้ลับที่คอยตามฆ่า NPC และสิ่งลี้ลับตนอื่นเท่านั้นหรอกนะ แต่ยังมีประเด็นสำคัญอีกอย่างนึงด้วย"
ฉู่หยินเฉิงและฉู่เว่ยหรานขยับเข้ามาใกล้เพื่อรอฟัง
แม้แต่ชายหัวโล้นเองก็ยังเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
อวี๋หวั่นเอ่ยทีละคำอย่างชัดเจน "โรงเรียนนี้กำลังโกหกพวกเราอยู่"
ม่านตาของทุกคนหดเกร็งทันที
กู้เหยียนเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออกในฉับพลัน
แต่ฉู่เว่ยหรานและฉู่หยินเฉิงไม่ได้หัวไวขนาดนั้น
ฉู่เว่ยหรานรีบถามด้วยความสงสัย "โกหกเรื่องอะไร ทำไมโรงเรียนถึงต้องโกหกด้วยล่ะ"
อวี๋หวั่นนึกย้อนไปถึงภาพของหลิวเสี่ยวเสี่ยวที่เธอเห็น น้ำเสียงของเธอแหบพร่าและลดระดับลง
"ฉันว่าหลิวเสี่ยวเสี่ยวไม่ได้ท้องหรอก"
ฉู่เว่ยหรานสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง "แล้วเธอรู้เรื่องนี้ได้ยังไง"
ขณะที่อวี๋หวั่นกำลังจะอ้าปากอธิบาย
จู่ๆ ไฟในห้องก็ดับพรึบลง
ทั้งห้องตกอยู่ในความมืดมิดทันที
ความมืดมักจะทำให้ประสาทสัมผัสในการรับฟังของคนเราไวขึ้นเสมอ
"ฮือๆๆ..."
อวี๋หวั่นได้ยินเสียงสะอื้นไห้แว่วมาจากข้างนอก
เธอขมวดคิ้วมุ่น ส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบ "ทุกคนขึ้นไปนอนบนเตียงก่อนนะ เดี๋ยวฉันออกไปดูเองว่าเกิดอะไรขึ้น"
ฉู่เว่ยหรานจับแขนอวี๋หวั่นไว้ด้วยความเป็นห่วง "ออกไปคนเดียวแบบนั้น เกิดไปเจอสิ่งลี้ลับเข้าจะทำยังไง"
อวี๋หวั่นส่งยิ้มหวานพลางเลิกคิ้วให้
"วางใจเถอะ แค่สิ่งลี้ลับในโรงเรียนนี้ ฉันไม่เห็นอยู่ในสายตาหรอกน่า"
ที่จริงแล้ว ความมั่นใจของเธอมาจากยอดเงินคงเหลือในบัญชีเหรียญสยองขวัญต่างหากล่ะ
อวี๋หวั่นปลอบใจฉู่เว่ยหรานเสร็จ ก็ค่อยๆ แง้มประตูห้องพักออก แล้วย่องฝีเท้าเบากริบออกไป
อวี๋หวั่นเดินตามเสียงสะอื้นไปจนถึงห้องพักห้องสุดท้ายบนชั้นสาม
ที่หน้าประตูห้องนั้นมีกระดาษยันต์ปิดทับเอาไว้ แต่เสียงสะอื้นก็ดังมาจากข้างในห้องนั้นจริงๆ
อวี๋หวั่นค่อยๆ ย่องเข้าไปดูใกล้ๆ
ก็พบว่ากระดาษยันต์ที่ปิดอยู่มีรอยหลุดลอกออกเล็กน้อย
ดูเหมือนคนที่แอบเข้าไปน่าจะเป็นมนุษย์นะ
พวกสิ่งลี้ลับคงไม่มาใส่ใจเรื่องหยุมหยิมแบบนี้หรอก
เธอค่อยๆ แกะกระดาษยันต์ออก แล้วผลักประตูเข้าไปเบาๆ
เสียงสะอื้นไห้ภายในห้องหยุดชะงักลงทันที
เด็กผู้หญิงคนหนึ่งหันขวับมามองอวี๋หวั่นด้วยแววตาตื่นตระหนก
ตรงหน้าหล่อนมีกะละมังใบหนึ่งที่กำลังเผากระดาษเงินกระดาษทองอยู่
อวี๋หวั่นเพ่งมองดูดีๆ ก็จำได้ว่าเด็กผู้หญิงที่กำลังร้องไห้อยู่ คือคนที่ถูกพี่เมิ่งรังแกและเธอเข้าไปช่วยไว้ที่อาคารปฏิบัติการชีววิทยาเมื่อตอนบ่ายนี่เอง
เมื่อเห็นท่าทางหวาดกลัวตัวสั่นของหล่อน อวี๋หวั่นก็ยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองเป็นสัญญาณให้เงียบ พลางกระซิบ "อย่าส่งเสียงดังไป เดี๋ยวผู้ดูแลหอพักก็แห่มาหรอก"
ดูเหมือนเด็กผู้หญิงคนนั้นจะจำอวี๋หวั่นได้เช่นกัน
หล่อนพยักหน้ารับทันที
อวี๋หวั่นย่อตัวลงนั่งข้างๆ หล่อน มองดูกระดาษเงินกระดาษทองในกะละมังที่ยังไหม้ไม่หมด แล้วเอ่ยถาม "เธอมากราบไหว้ใครเหรอ"
หลิวเจาตี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "ฉันมากราบไหว้พี่สาวน่ะค่ะ"
อวี๋หวั่นมองหน้าหล่อน โพล่งถามออกไปตามสัญชาตญาณ "พี่สาวของเธอคือหลิวเสี่ยวเสี่ยวใช่ไหม หรือฉันควรจะเรียกหล่อนว่าหลิวเจาหนานดี"
แววตาของหลิวเจาตี้ฉายความประหลาดใจออกมา หล่อนย้อนถาม "คุณรู้ได้ยังไงคะ"
อวี๋หวั่นเองก็ไม่รู้จะอธิบายให้หล่อนฟังยังไงดี
เพราะตอนที่อยู่ที่อาคารปฏิบัติการ การที่หลิวเสี่ยวเสี่ยวลงมือสังหารพี่เมิ่งอย่างโหดเหี้ยมขนาดนั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นการล้างแค้น
ถ้าเกิดหล่อนไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับหลิวเจาตี้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่หล่อนจะต้องลงมือโหดเหี้ยมอำมหิตถึงเพียงนั้น
ที่อวี๋หวั่นสันนิษฐานแบบนี้ ก็เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่อาคารเรียนอีกหลังเมื่อหัวค่ำ ทำให้เธอตระหนักได้ว่า ที่จริงแล้วหลิวเสี่ยวเสี่ยวไม่ได้เป็นสิ่งลี้ลับที่โหดร้ายอะไรขนาดนั้น
กับพวกที่ทำร้ายหล่อนโดยตรง หล่อนก็แค่บั่นคอพวกมันทิ้งเท่านั้นเอง
แต่พี่เมิ่งไม่ได้ทำอะไรหล่อนเลย แค่รังแกหลิวเจาตี้เท่านั้น
แต่กลับต้องมาเจอจุดจบที่เรียกได้ว่าโหดเหี้ยมและน่าสยดสยองที่สุดตั้งแต่เข้ามาในดันเจี้ยนสยองขวัญแห่งนี้เลยทีเดียว
นั่นก็เพราะหล่อนถูกฉีกร่างเป็นสองซีกทั้งเป็นไงล่ะ
หล่อนต้องทนทุกข์ทรมานอยู่นานกว่าที่หลอดลมจะถูกฉีกขาดจนตาย
ดังนั้น อวี๋หวั่นจึงมั่นใจว่า เหตุผลเดียวที่อธิบายเรื่องทั้งหมดนี้ได้ก็คือ หลิวเจาตี้มีความเกี่ยวข้องกับหลิวเสี่ยวเสี่ยว
ถึงแม้ในประวัติครอบครัวของหลิวเสี่ยวเสี่ยวจะไม่ได้ระบุไว้ว่าหล่อนมีพี่สาวหรือน้องสาวก็ตาม
แต่ครอบครัวที่ตั้งชื่อลูกสาวว่า 'หลิวเจาหนาน' ไม่มีทางมีลูกสาวแค่คนเดียวอย่างแน่นอน
หลิวเจาตี้ถอนหายใจยาว มุมปากยกยิ้มขื่นๆ
"ที่จริงฉันจะไปเรียนโรงเรียนอื่นก็ได้นะคะ แต่พอได้ยินว่าโรงเรียนนี้มีเรื่องประหลาดๆ เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน แถมยังเกี่ยวพันกับพี่สาวฉันด้วย ฉันก็เลยอยากจะมาสืบดูให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ พี่สาวฉันไม่เคยทำเรื่องแบบนั้นเลยนะคะ"
พูดจบ หลิวเจาตี้ก็ยกมือขึ้นปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น
น้ำตาของหล่อนเปลี่ยนเป็นสีเลือด หยดแหมะๆ ลงบนพื้น
ถึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นแค่ NPC ของดันเจี้ยนนี้ แต่อวี๋หวั่นก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสารหล่อนจับใจ
เธอยื่นมือออกไปลูบไหล่หลิวเจาตี้เบาๆ
ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากปลอบใจ อวี๋หวั่นก็หูผึ่ง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าแว่วมาจากข้างนอก
หรือไม่ก็อาจจะเป็นเสียงลากร่างอันเหนอะหนะของผู้ดูแลหอพักก็เป็นได้
ม่านตาของอวี๋หวั่นหดเกร็ง เธอรีบดับไฟในกะละมัง แล้วเตะมันเข้าไปซ่อนใต้เตียงอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็คว้าตัวหลิวเจาตี้ที่ยังนั่งอึ้งอยู่เข้าไปหลบในตู้เก็บของข้างๆ
วินาทีที่อวี๋หวั่นปิดประตูตู้ลง ประตูห้องพักก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง
แสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องเข้ามา เผยให้เห็นเงาร่างของผู้ดูแลหอพัก
หล่อนเกาะขอบประตูไว้ ค่อยๆ ชะโงกหัวเข้ามาในห้อง
ผิวหนังที่เหี่ยวย่นห้อยต่องแต่งแกว่งไกวไปมาตามจังหวะการเคลื่อนไหว
เมื่อได้กลิ่นกระดาษเงินกระดาษทองไหม้ลอยมาเตะจมูก สีหน้าของหล่อนก็เปลี่ยนเป็นดุร้ายน่าสะพรึงกลัวทันที
หล่อนพุ่งพรวดเข้ามาในห้อง รื้อค้นข้าวของกระจุยกระจาย
ในที่สุดก็เจอกะละมังใบนั้นจนได้
หล่อนทุ่มกะละมังเหล็กใบนั้นลงพื้นเสียงดังโครม แล้วยกมือขึ้นมา ลูกตาบนฝ่ามือกลอกไปมาอย่างบ้าคลั่ง
ทันใดนั้น ลูกตาทั้งสองดวงก็หยุดชะงัก จ้องเขม็งมาที่ตู้เก็บของที่พวกอวี๋หวั่นซ่อนตัวอยู่
[จบตอน]