- หน้าแรก
- เทพเซียนหลงยุค เปลี่ยนขยะอวกาศให้กลายเป็นเหมืองทองขนาดยักษ์
- บทที่ 34 ฉันจะต้องให้แกชดใช้ด้วยชีวิต
บทที่ 34 ฉันจะต้องให้แกชดใช้ด้วยชีวิต
บทที่ 34 ฉันจะต้องให้แกชดใช้ด้วยชีวิต
บทที่ 34 ฉันจะต้องให้แกชดใช้ด้วยชีวิต
ดาวเคราะห์ฮุ่ยเป็นดาวเคราะห์ระดับบี มีอารยธรรมที่ค่อนข้างเจริญรุ่งเรือง
ยานบินหลากหลายรุ่นบินวนเวียนอยู่เหนือน่านฟ้าของเมืองราวกับสายน้ำที่ไหลไม่ขาดสาย
ตึกระฟ้าที่ทำจากโลหะตั้งตระหง่านเสียดฟ้า เพิ่มกลิ่นอายแห่งเทคโนโลยีล้ำสมัยให้กับเมืองแห่งนี้
บ้านของกัวฉีเหวินตั้งอยู่ในเขตใจกลางเมืองของดาวเคราะห์ฮุ่ย สำนักงานใหญ่ของบริษัทเสื้อผ้าของครอบครัวเขาตั้งตระหง่านกินพื้นที่ตึกทั้งหลังในย่านธุรกิจที่พลุกพล่านที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงขนาดและฐานะทางการเงินที่ไม่ธรรมดาของพวกเขา
เขากำหินค่ายกลปรับอุณหภูมิไว้ในอ้อมอกพลางเดินมาถึงหน้าตึกบริษัท ทว่ามองจากระยะไกลก็เห็นความวุ่นวายที่บริเวณทางเข้าเสียแล้ว
หญิงสาววัยยี่สิบต้นๆ สวมเสื้อผ้าราคาถูก กำลังนั่งยองๆ กรีดร้องอย่างบ้าคลั่งอยู่กลางล็อบบี้
"ไอ้เจ้านายหน้าเลือด เอาหยาดเหงื่อแรงงานของฉันคืนมา! ค้างค่าจ้างมาครึ่งปีแล้ว จะปล่อยให้พวกเราอดตายหรือไง ไอ้เจ้านายหน้าเลือด..."
ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยคราบน้ำตา แววตาเด็ดเดี่ยว ราวกับว่าถ้าไม่ได้เงินก็ยอมตายตรงนี้เสียดีกว่า
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่อยู่รอบๆ ทำตัวไม่ถูก หรืออาจจะเป็นเพราะหัวอกคนทำงานรับจ้างเหมือนกัน จึงทำได้แค่ยืนล้อมเธอไว้โดยไม่ได้เข้าไปขัดขวาง
กัวฉีเหวินหัวใจเต้นแรง รีบเดินเข้าไปถามพนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์ "เกิดเรื่องอะไรขึ้นครับ"
พนักงานต้อนรับสาวดูเหมือนจะรู้จักเขาเป็นอย่างดี จึงตอบกลับอย่างนอบน้อม "ผู้หญิงคนนี้ชื่อเหอเป้ยเป้ยค่ะ เป็นพนักงานโรงงานของเรา เธอบอกว่าบริษัทค้างค่าจ้างมาครึ่งปีแล้ว ตอนนี้แม่ของเธอป่วยหนักต้องการเงินไปรักษาอย่างเร่งด่วน เลยต้องบากหน้ามาทวงค่าจ้างถึงที่นี่ค่ะ ทางเรากำลังรอคำสั่งจากเบื้องบนอยู่ว่าจะให้จัดการยังไง"
กัวฉีเหวินไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าบริษัทของครอบครัวเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ เขารีบซักไซ้ต่อ "แล้วเงินเดือนของพวกคุณล่ะ ได้รับกันหรือยัง หรือว่าบริษัทค้างแค่ค่าจ้างพนักงานโรงงาน"
พนักงานต้อนรับสาวมีสีหน้ากระอักกระอ่วน ตอบเสียงแผ่ว "เงินเดือนพวกเราก็ค้างมาครึ่งปีแล้วเหมือนกันค่ะ"
ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้านายเอาแต่วาดฝันหลอกล่อให้ความหวัง แถมพวกเขายังกลัวว่าถ้าลาออกไปจะชวดเงินเดือนที่ค้างอยู่ ป่านนี้พวกเขาคงลาออกกันไปหมดแล้ว
กัวฉีเหวินก้าวยาวๆ ไปที่ลิฟต์ ทันทีที่เขากำลังจะก้าวเข้าไปในห้องทำงานผู้จัดการทั่วไป เขาก็ได้ยินเสียงผู้หญิงตะโกนออกมาอย่างหงุดหงิดว่า "ไล่มันออกไปซะ! เรื่องแค่นี้ก็ต้องให้ฉันมานั่งปวดหัวด้วย"
"แม่!" กัวฉีเหวินผลักประตูเข้าไปอย่างแรง "ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ"
ผู้หญิงที่อยู่ข้างในดูตกใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นกัวฉีเหวิน ริมฝีปากที่ยื่นออกมาเล็กน้อยของเธอพยายามฝืนยิ้มอย่างยากลำบาก ใบหน้าที่ผอมแห้งจนเกินไปทำให้เธอดูเป็นคนใจจืดใจดำ เสื้อผ้าราคาแพงที่สวมอยู่ไม่ได้ช่วยเสริมราศีให้เธอเลยแม้แต่น้อย
กัวเยี่ยนหงปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง "บริษัทมีปัญหานิดหน่อยน่ะลูก แต่ไม่ได้ร้ายแรงอะไรหรอก"
กัวฉีเหวินรู้สึกมีไฟโทสะลุกโชนขึ้นในอกโดยไม่ทราบสาเหตุ น้ำเสียงของเขาดังขึ้นโดยไม่รู้ตัว "ถึงขั้นไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนพนักงานแล้วยังจะบอกว่าไม่เป็นไรอีกเหรอ ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ครับ"
กัวเยี่ยนหงจึงยอมนั่งลงแล้วเล่าอึกอัก "จู่ๆ ที่โรงงานชานเมืองก็มีแมลงประหลาดโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ เต็มไปหมดเลย มันกัดแทะสินค้าเราพังไปตั้งหลายล็อต ทำให้เราส่งของให้ลูกค้าไม่ทันตามกำหนด เลยต้องจ่ายค่าปรับไปบานตะไท ช่วงนี้เงินทุนก็เลยตึงมือไปหน่อยน่ะ"
"มีแมลงก็ฉีดยาฆ่าแมลงสิครับ แค่แมลงไม่กี่ตัวจะทำให้บริษัทแย่ขนาดนี้ได้ยังไงกัน" กัวฉีเหวินตอบกลับอย่างหัวเสีย
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ กัวเยี่ยนหงก็แทบจะสติแตก "ไอ้แมลงพวกนี้มันประหลาดมาก! ใช้ยาฆ่าแมลงอะไรก็ไม่ได้ผล แถมมันยังกัดแทะทำลายข้าวของได้เก่งสุดๆ"
"วัตถุดิบโลหะของเราโดนแทะจนแหว่งเป็นรูพรุนไปหมด ไม่รู้ว่ามันมาจากไหน พ่อแกช่วงนี้ก็ขลุกอยู่ที่โรงงานพยายามหาวิธีจัดการอยู่"
"ถ้าอย่างนั้น แม่ก็จ่ายเงินเดือนให้ผู้หญิงที่อยู่ข้างล่างนั่นก่อนสิครับ บ้านเขากำลังเดือดร้อนหนัก จะให้รปภ. โยนเขาออกไปได้ยังไง"
พอพูดถึงเรื่องนี้ เหมือนกัวฉีเหวินไปจี้โดนปมของกัวเยี่ยนหงเข้า เธอสวนกลับเสียงแข็ง "จ่ายไม่ได้หรอก! ถ้าขืนจ่ายให้คนนึง เดี๋ยวคนอื่นๆ ก็แห่มาทวงกันหมด บริษัทเราจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายให้ไหว"
กัวฉีเหวินรู้สึกปวดหัวตึบๆ ไม่รู้ว่าจะหาทางออกให้กับปัญหานี้ยังไงดี
เหอเป้ยเป้ยถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหามตัวไปทิ้งไว้หน้าประตูบริษัท ลุงรปภ. คนหนึ่งทนดูไม่ได้
เลยเอ่ยปลอบใจ "หนูเอ๊ย ถอดใจเถอะ หนูมาเฝ้าอยู่ตั้งหลายวันแล้วก็ไม่เห็นจะได้อะไรขึ้นมา ขืนทำแบบนี้ต่อไปก็ไม่มีทางได้เงินหรอก"
เหอเป้ยเป้ยปาดน้ำตาที่อาบแก้ม "แต่แม่ฉันรอเงินไปรักษาตัวอยู่นะจ๊ะลุง ฉันก็จนปัญญาแล้วจริงๆ"
ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยคิดจะพึ่งกฎหมาย แต่แม่เธอป่วยหนักขนาดนี้ ขืนมัวแต่รอเดินเรื่องตามกระบวนการ เธอเกรงว่าแม่จะอยู่รอไม่ไหว เลยต้องใช้วิธีบีบบังคับแบบนี้
ลุงรปภ. ได้แต่ถอนหายใจยาว เมื่อเจอกับเจ้านายหน้าเลือดแบบนี้ พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน
เมื่อทวงเงินไม่สำเร็จ เหอเป้ยเป้ยก็ทำได้แค่เดินคอตกกลับไปหาทางอื่นต่อ
เธอและแม่พักอยู่ที่หอพักพนักงานของโรงงานแถวชานเมือง ทางโรงงานมีที่พักและอาหารให้ แม้จะไม่ได้เงินเดือนมาพักใหญ่แต่ก็พอประทังชีวิตไปได้
แต่พอแม่มาล้มป่วยกะทันหัน ตอนนี้สิ่งที่พวกเธอต้องการที่สุดก็คือเงินเพื่อใช้ต่อชีวิต
หอพักพนักงานถูกสร้างขึ้นมาอย่างแออัดยัดเยียด ตามมุมทางเดินแคบๆ มีแมลง ตะขาบ และแมลงน่าขยะแขยงสารพัดชนิดไต่ยั้วเยี้ยไปหมด ผนังโลหะก็ถูกกัดแทะจนเป็นหลุมเป็นบ่อ
เธอค่อยๆ เขย่งปลายเท้าเดินกลับมาที่ห้องพัก รีบเปิดประตูแล้วปิดอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงพวกนั้นตามเข้ามา
ทว่าทันทีที่หันกลับมา เธอก็พบว่าเพื่อนร่วมห้องต่างกำลังมองเธอด้วยสายตาที่แปลกประหลาด
หัวใจของเหอเป้ยเป้ยกระตุกวูบ "มีอะไรกันเหรอคะ ทำไมถึงมองฉันแบบนี้ล่ะ"
เธอพุ่งพรวดเข้าไปที่เตียงของแม่ ใบหน้าของแม่ซีดเผือดไร้สีเลือด
วินาทีนั้น เหอเป้ยเป้ยถึงกับลืมหายใจ เธอค่อยๆ ยื่นมือที่สั่นเทาไปอังที่จมูกของแม่
"กรี๊ดดดด!!!..."
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังกึกก้องไปทั่วทั้งตึกหอพัก แม้แต่แมลงที่ไต่ยั้วเยี้ยอยู่หน้าประตูยังตกใจจนวิ่งเตลิดเปิดเปิง
เพื่อนร่วมห้องหลายคนรู้สึกจุกอกจนพูดไม่ออก ได้แต่นิ่งเงียบ ไม่รู้จะหาคำพูดไหนมาปลอบโยน
จะบอกให้ทำใจ หรือจะบอกให้ปล่อยวาง มันก็ดูจะเป็นคำพูดที่เปล่าประโยชน์ไปเสียหมด
เหอเป้ยเป้ยฟุบหน้าลงกับเตียงแม่แล้วร้องไห้โฮอย่างเจ็บปวดเจียนตาย แต่ไม่ว่าเธอจะร้องไห้ฟูมฟายแค่ไหน คนตายก็ไม่มีวันฟื้นกลับมา
จนกระทั่งเธอร้องไห้จนเสียงแหบแห้ง พี่สาวร่วมห้องคนหนึ่งทนดูไม่ได้อีกต่อไป "เด็กโง่เอ๊ย เลิกร้องเถอะนะ หนูต้องเข้มแข็งและมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ แม่ของหนูคงอยากเห็นหนูมีชีวิตที่ดีนะ"
เหอเป้ยเป้ยรู้สึกเหมือนหัวใจแหลกสลายเป็นชิ้นๆ หายใจไม่ออก
นั่นคือญาติเพียงคนเดียวของเธอ แม่แค่มีไข้สูง ขอแค่ได้ยาลดไข้สักชุดก็หายแล้ว
ขอแค่มีเงินนิดเดียว เงินแค่นิดเดียวก็ซื้อชีวิตแม่กลับมาได้แล้ว
เงินจำนวนนั้น สำหรับเจ้านายแล้ว มันเป็นแค่เศษเงินที่ควักจ่ายได้สบายๆ แต่พวกเขาใจดำไม่ยอมจ่ายให้เธอ
เหอเป้ยเป้ยเช็ดน้ำตาบนใบหน้า อุ้มร่างไร้วิญญาณของแม่ขึ้นมา แล้วเดินออกไปจากห้องด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก
ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้นเธอไปที่ไหน และไม่มีใครรู้ว่าเธอฝังร่างของแม่ไว้ที่ใด
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น พนักงานของสำนักงานใหญ่ยังไม่ทันมาทำงาน เธอก็ไปยืนรออยู่หน้าประตูบริษัทแล้ว
พนักงานรักษาความปลอดภัยที่เข้าเวรตั้งใจจะเข้าไปห้าม แต่ก็สัมผัสได้ว่าเหอเป้ยเป้ยในวันนี้ดูเปลี่ยนไปจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง
เธอไม่ร้องไห้โวยวาย สีหน้ามืดมน แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้น
ลุงรปภ. เคยเห็นสายตาแบบนี้มาก่อน... บนใบหน้าของฆาตกรในหมายจับ
เขาเกรงว่าหญิงสาวจะคิดสั้นทำเรื่องร้ายแรงลงไป จึงเข้าไปเกลี้ยกล่อม "หนูเอ๊ย มายืนตากแดดตรงนี้ พวกเขาก็ไม่ยอมจ่ายเงินให้หรอก ลองไปแจ้งตำรวจอวกาศดูดีไหม"
เหอเป้ยเป้ยไม่ได้สนใจคำพูดของเขา เธอยังคงยืนนิ่งเงียบอยู่หน้าประตู ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้น
พนักงานที่มาทำงานต่างก็พากันหันมามองเธอด้วยความสงสัย
จนกระทั่งกัวเยี่ยนหงและกัวฉีเหวินเดินทางมาถึง เธอจึงเริ่มขยับตัว
ไฟแค้นในดวงตาของเหอเป้ยเป้ยแทบจะแผดเผาคนตรงหน้าให้เป็นจุล เธอจ้องเขม็งไปที่กัวเยี่ยนหงแล้วเอ่ยปาก "แกฆ่าแม่ฉัน ฉันจะต้องให้แกชดใช้ด้วยชีวิต ฉันจะให้ครอบครัวแกชดใช้ด้วยชีวิต!"
เธอปรายตามองกัวฉีเหวินแวบหนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
กัวเยี่ยนหงทำเสียงจิ๊จ๊ะอย่างไม่หยี่ระ "เด็กผู้หญิงตัวแค่นี้ยังกล้ามาขู่ฉันอีก ไม่รู้จักเจียมตัวเอาซะเลย คอยดูเถอะ ฉันจะโทรแจ้งตำรวจมาลากคอมันเข้าซังเต"
กัวฉีเหวินทนดูต่อไปไม่ไหว เขารีบวิ่งตามเหอเป้ยเป้ยไป "ถ้าเธอเดือดร้อนจริงๆ ฉันพอจะให้ยืมเงินไปหมุนก่อนได้นะ"
เหอเป้ยเป้ยตวัดสายตามองเขา พร้อมกับแค่นยิ้มเย็นชา "ไม่ต้องแล้วล่ะ ล้างคอรอไว้เถอะ ฉันจะทำให้กัวเยี่ยนหงได้ลิ้มรสความเจ็บปวดของการสูญเสียคนรักให้สาสม!"
สายตาของเธอทำเอากัวฉีเหวินรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูก ทั้งๆ ที่เขาพกหินค่ายกลปรับอุณหภูมิไว้กับตัวแท้ๆ ทำไมถึงยังรู้สึกขนลุกซู่ได้ขนาดนี้
วินาทีนั้น เขาพลันนึกถึงคำพูดของโจวเซี่ยงหยางที่บอกว่า ทุกครั้งก่อนที่คนรอบตัวจะตาย เขาจะมีอาการใจสั่นอย่างรุนแรง
ในตอนที่กัวฉีเหวินตัดสินใจว่าจะกลับบ้านในสัปดาห์นี้นั่นเอง
โจวเซี่ยงหยางก็เกิดอาการใจสั่นขึ้นมา
[จบตอน]