- หน้าแรก
- เทพเซียนหลงยุค เปลี่ยนขยะอวกาศให้กลายเป็นเหมืองทองขนาดยักษ์
- บทที่ 28 ปราบปรามแก๊งต้มตุ๋น
บทที่ 28 ปราบปรามแก๊งต้มตุ๋น
บทที่ 28 ปราบปรามแก๊งต้มตุ๋น
บทที่ 28 ปราบปรามแก๊งต้มตุ๋น
เมื่อกระแสกกระทู้เริ่มติดลมบน ซินอวี่ก็งัดไม้ตายออกมาใช้ทันที
ความเห็นที่ 17 จากเจ้าของกระทู้: อีกสามวันฉันจะไลฟ์สดทดสอบสรรพคุณของโอสถหล่อหลอมวิญญาณให้ดูกันจะจะ และจะสุ่มเลือกผู้โชคดีหนึ่งท่านให้มาร่วมทดลองใช้ฟรี ใครสนใจลงชื่อสมัครในคอมเมนต์นี้ได้เลยจ้า
คอมเมนต์ที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสายเกิดอาการชะงักงันไปชั่วครู่ ก่อนที่คอมเมนต์ตอบกลับจะหลั่งไหลเข้ามาจนเต็มหน้าจอ
'ฉัน!'
'ฉัน...'
'ฉันๆๆๆ...'
...
ความเห็นที่ 18 เริ่มสงสัยในชีวิต: พวกนายช่วยมีสติกันหน่อยได้ไหมวะ เมื่อกี้ยังรุมด่าเจ้าของกระทู้ว่าเป็นพวกต้มตุ๋นกันอยู่เลย ทีตอนนี้มาแห่สมัครกันให้พรึ่บ เปลี่ยนสีไวยิ่งกว่ากิ้งก่าอีกนะพวกแก
ความเห็นที่ 19: นั่นสิ ไม่กลัวโดนหลอกไปขายหรือไง ลองดูพิกัดเจ้าของกระทู้ให้ดีๆ สิ อยู่บนดาวร้างเชียวนะเว้ย ดาวร้างที่ไม่มีแม้แต่รัฐบาลคอยดูแลน่ะสิ มีสติหน่อยสิวะพวกนาย!
คำเตือนนี้ได้ผลชะงัด ทำให้หลายคนลบคอมเมนต์ทิ้งไป
แต่ก็ยังมีพวกหัวรั้นไม่กลัวตายอยู่ดี ชาวเน็ตที่ใช้ชื่อว่า 'สร้างผลงาน' เป็นหนึ่งในนั้น
เขาพิมพ์ตอบกลับในความเห็นที่ 20 ว่า "พลังจิตของฉันตกลงมาจากระดับสามเอสเหลือแค่ระดับซี ฉันน่าจะเหมาะกับการทดสอบนี้ที่สุดแล้วนะ"
คอมเมนต์นี้ดึงดูดความสนใจจากชาวเน็ตคนอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว
ในยุคดวงดาว สิ่งที่บ่งบอกชนชั้นทางสังคมได้ชัดเจนยิ่งกว่าความมั่งคั่งและอำนาจ ก็คือระดับพลังจิตนี่แหละ
ผู้ที่มีพลังจิตระดับสามเอส ต่อให้จะเกิดบนดาวร้างที่กันดารแค่ไหน ก็ต้องมีคนไปขุดคุ้ยหาตัวจนเจอ และพากลับไปฟูมฟักเลี้ยงดูอย่างดีโดยไม่เกี่ยงงบประมาณ คนระดับนี้ยังไงก็ต้องเติบโตไปเป็นบุคคลสำคัญระดับบิ๊กอย่างแน่นอน
ซินอวี่เห็นดีเห็นงามด้วย จึงตัดสินใจเลือกเขาเป็นผู้โชคดีทันที
ในขณะเดียวกัน ณ ห้วงอวกาศอันเวิ้งว้าง ยานอวกาศรูปทรงกลมลำหนึ่งกำลังล่องลอยไปอย่างไร้จุดหมาย
เมื่อเริ่นเจี้ยนหย่งเห็นพิกัดที่ซินอวี่ส่งมาให้ทางข้อความส่วนตัว เขาก็แค่นยิ้มเยาะ
เขาปิดคอมพิวเตอร์สมองกลลง แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ในห้องนักบิน สองมือประสานกันรองศีรษะ ไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ เรือนผมชี้ฟูยุ่งเหยิงถูกมัดลวกๆ ไว้ด้านหลัง ดูรกรุงรังไม่ต่างอะไรกับรังนก
ประกอบกับหนวดเคราเฟิ้มเต็มหน้า ทำให้เขาดูเหมือนพวกคนจรจัดไม่มีผิด
ทว่าสีหน้าของเขากลับเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ "เจอแก๊งต้มตุ๋นอีกแก๊งแล้วสิเนี่ย ได้เวลาทำงานแล้ว"
เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางปรับเส้นทางการบิน มุ่งหน้าตรงไปยังโลกโบราณ
การใช้เหยื่อล่อเพื่อจับกุม และปราบปรามแก๊งต้มตุ๋น ถือเป็นงานถนัดของเขาเลยล่ะ
ซินอวี่ยังไม่รู้ตัวเลยว่า ผู้โชคดีที่เธอเลือกมานั้นแท้จริงแล้วเป็นคนแบบไหน ตอนนี้เธอกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอุปกรณ์สำหรับไลฟ์สด
เครื่องวัดคลื่นพลังจิตเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้แน่นอน เธอคงต้องไปเช่ามาจากโรงพยาบาล
ที่ผ่านมาเธอก็เคยไลฟ์สดมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่รู้ทำไมครั้งนี้ถึงได้รู้สึกประหม่าแปลกๆ
"ท่านเจ้าสำนักคิดว่าฉันควรจะไลฟ์ตรงไหนดีคะ" ซินอวี่ตัดสินใจไม่ถูก ไม่รู้ว่าค่ายกลเตาหลอมที่อยู่ข้างๆ จะสามารถออกกล้องได้หรือไม่
มั่วจุนเยว่ที่กำลังวุ่นอยู่กับการจัดเตรียมกระทะเหล็กใบใหญ่สำหรับหลอมโอสถของวันนี้ตอบกลับมาเรียบๆ "ตามใจเธอเลย"
เธอไม่มีเจตนาจะปิดบังอะไรอยู่แล้ว เรื่องการบำเพ็ญเพียร ต่อให้คนที่ไม่รู้เรื่องมาเห็นเข้าก็คงไม่เชื่ออยู่ดี ส่วนคนที่รู้เรื่อง ต่อให้พยายามปกปิดแค่ไหน พวกเขาก็หาทางขุดคุ้ยจนเจออยู่ดี
นี่มันยุคแห่งข้อมูลข่าวสารเชียวนะ
อีกอย่าง ยาลูกกลอนและหินค่ายกลก็ต้องนำออกไปวางขายอยู่แล้ว ต่อให้อยากปิดบังยังไงก็ปิดไม่มิดหรอก
ซินอวี่กวาดสายตามองไปรอบๆ
มั่วจุนเยว่นั่งขัดสมาธิอยู่หน้ากระทะเหล็กใบใหญ่ กำลังควบคุมลูกไฟเพื่อหลอมโอสถอยู่
ส่วนเสิ่นฝูเวยช่วงนี้ก็ดันไปหลงใหลวิชายันต์เวท เอาแต่นั่งจับพู่กันวาดลวดลายยึกยือลงบนกระดาษสีเหลือง พร้อมกับบ่นพึมพำอะไรก็ไม่รู้ฟังไม่ได้ศัพท์
ทางด้านถงหลีก็กำลังฝึกเคล็ดวิชาสายฟ้าฟาด จนเริ่มมีพัฒนาการขึ้นมาบ้างแล้ว ประกายสายฟ้าสีม่วงแลบแปลบปลาบราวกับงูตัวเล็กๆ พันเลื้อยอยู่ตามนิ้วมือของเขา
ส่วนชิวจี้เฟิงนั้น ดูเหมือนว่าช่วงนี้สภาวะจิตใจของเขาจะเปลี่ยนไป เอาแต่นั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรทั้งวันจนดูเหมือนจะทะลวงจุดได้ในเร็วๆ นี้ จนถึงขนาดทิ้งภาระเรื่องการเปลี่ยนวัตถุดิบใส่ค่ายกลเตาหลอมให้ตกเป็นของซินอวี่ไปโดยปริยาย
สรุปง่ายๆ ก็คือ ที่นี่ไม่มีใครปกติเลยสักคน
เพื่อไม่ให้ผู้ชมตกใจกลัว ซินอวี่จึงตัดสินใจจัดฉากไลฟ์สดที่ริมแม่น้ำ โดยใช้แม่น้ำเป็นฉากหลังเสียเลย
ทันทีที่เธอจัดเตรียมทุกอย่างเสร็จ ชิวจี้เฟิงก็เบิกตากว้างขึ้นกะทันหัน เขาสามารถทะลวงจุดเข้าสู่ระดับควบแน่นหมอกช่วงต้นได้สำเร็จ และก้าวเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญเพียรอย่างเต็มตัวแล้ว
ซินอวี่รีบวิ่งเข้าไปถามด้วยความตื่นเต้น "ศิษย์พี่ชิว ทะลวงจุดแล้วรู้สึกยังไงบ้างคะ"
"ยอดเยี่ยมมาก รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายไปทั้งตัวเลย" ชิวจี้เฟิงก้มมองดูฝ่ามือของตัวเอง สัมผัสได้ถึงความรู้สึกอันน่าอัศจรรย์ที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของร่างกาย
สิ่งแรกที่ชิวจี้เฟิงทำหลังจากทะลวงจุดได้สำเร็จ คือการส่งจดหมายลาออกไปยังวิทยาลัยแพทยศาสตร์
วิทยาลัยแพทยศาสตร์เป็นสถาบันการศึกษาและการแพทย์ที่ครบวงจร เป็นสถาบันในฝันที่นักศึกษาแพทย์ทั่วทั้งจักรวรรดิต่างใฝ่ฝันอยากจะเข้าเรียน และเป็นสถานที่ทำงานในอุดมคติของเหล่าบุคลากรทางการแพทย์ หลายคนพยายามแทบตายก็ยังสอบเข้าไม่ได้
แต่ชิวจี้เฟิงกลับตัดสินใจลาออกเสียอย่างนั้น
จดหมายลาออกฉบับนี้ สร้างความแตกตื่นให้กับวิทยาลัยแพทยศาสตร์เป็นอย่างมาก
ศาสตราจารย์ชิวจี้เฟิงผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง แพทย์ผู้เป็นที่เคารพยกย่องอย่างสูง หลังจากลางานพักร้อนไปได้ไม่กี่เดือน จู่ๆ ก็มายื่นใบลาออกเนี่ยนะ
ในวงการแพทย์ของจักรวรรดิ ยังมีที่ไหนที่ดีไปกว่าวิทยาลัยแพทยศาสตร์อีกงั้นเหรอ
"ตาเฒ่าชิว อย่าเพิ่งวู่วามสิ นายมีปัญหาอะไรหรือเปล่าเนี่ย"
"กว่าจะไต่เต้าจนได้เข้ามาทำงานที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์ นายพยายามมาตั้งแต่สมัยเรียนเลยไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมจู่ๆ ถึงตัดสินใจลาออกล่ะ"
บรรดาเพื่อนร่วมงานเก่าต่างพากันส่งข้อความมาไถ่ถามด้วยความเป็นห่วง
ชิวจี้เฟิงมองดูมั่วจุนเยว่ที่กำลังใช้มือกอบเอาโอสถหล่อหลอมวิญญาณกำเบ้อเริ่มขึ้นมาจากกระทะเหล็กด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย
เขายกมือขึ้นนวดขมับ ก่อนจะพิมพ์ข้อความตอบกลับเพื่อนๆ ไปว่า "ไม่มีอะไรหรอก แค่เพิ่งมาตระหนักได้ว่า สิ่งที่ฉันตามหามาทั้งชีวิตมันช่างไร้ความหมายสิ้นดี ฉันก็เลยอยากจะลองเปลี่ยนไปเดินเส้นทางอื่นดูบ้างน่ะ"
ทางด้านเริ่นเจี้ยนหย่ง เมื่อเขาขับยานบินมาถึงที่นี่ เขากลับรู้สึกสงสัยในชีวิตยิ่งกว่าชิวจี้เฟิงเสียอีก
นี่มันแก๊งต้มตุ๋นที่ไหนกัน
นี่มันโรงพยาบาลประสาทชัดๆ!
ต่อให้เขาจะเคยบุกน้ำลุยไฟผ่านอันตรายมานับไม่ถ้วน แต่พอมาเจอเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลยอยู่ตรงหน้า เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมา
"มาแล้วเหรอคะ คุณคงจะเป็นคุณเริ่นเจี้ยนหย่ง ผู้โชคดีที่ได้รับเลือกให้ร่วมทดสอบโอสถหล่อหลอมวิญญาณใช่ไหมคะ ไม่คิดเลยว่าจะมาถึงเร็วขนาดนี้"
เริ่นเจี้ยนหย่งจ้องมองเด็กสาวหน้าตาน่ารักสดใสที่วิ่งเข้ามาทักทายเขา สัญญาณเตือนภัยในหัวของเขาก็ดังลั่นขึ้นมาทันที จากประสบการณ์อันโชกโชนของเขา แก๊งต้มตุ๋นที่มีผู้หญิงหน้าตาดีอยู่ด้วย มักจะน่ากลัวและรับมือยากที่สุด
คิดได้ดังนั้น เขาก็เผลอก้าวถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว
แต่แล้วเขาก็หันไปเห็นมั่วจุนเยว่ที่ดูงดงามยิ่งกว่า เสิ่นฝูเวยที่หล่อเหลาเอาการ และถงหลีที่ดูน่ารักน่าชัง ทุกคนต่างจ้องมองมาที่เขาเป็นตาเดียว ยิ่งทำให้เขามั่นใจว่าแก๊งต้มตุ๋นแก๊งนี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
"เอ่อ... ขอผมดูโอสถหล่อหลอมวิญญาณหน่อยได้ไหมครับ" เขาตัดสินใจเริ่มจากการหาหลักฐานมัดตัวก่อน
"ได้สิ" มั่วจุนเยว่ยกกระทะเหล็กใบใหญ่มายื่นให้ตรงหน้าเขา "เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ เลย ยังร้อนๆ อยู่เลยนะ"
เริ่นเจี้ยนหย่ง: ...
เขากวาดสายตามองลงไปในกระทะเหล็กที่ดูไม่ออกเลยว่าใช้ทำอาหารอะไรมาก่อน ก่อนจะปฏิเสธอย่างสุภาพ "ขอบคุณครับ แต่ผมยังไม่หิว"
มั่วจุนเยว่: ...
ทุกคน: ...
พรืด~
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนหลุดหัวเราะออกมาอย่างอดไม่อยู่
มั่วจุนเยว่ชี้ไปที่ยาลูกกลอนในกระทะเหล็ก "นี่แหละคือโอสถหล่อหลอมวิญญาณ"
เริ่นเจี้ยนหย่ง: ...!!!
แก๊งต้มตุ๋นจริงๆ ด้วย เอายาลูกกลอนเน่าๆ ที่ปั้นในกระทะเหล็กผุๆ มาหลอกขายตั้งเม็ดละห้าแสนเหรียญดวงดาว ทำไมไม่ไปปล้นธนาคารเลยล่ะ พฤติกรรมอุกอาจเกินไปแล้ว
เริ่นเจี้ยนหย่งลอบกลืนน้ำลาย "พวกคุณได้ส่งตัวยาไปตรวจที่โรงพยาบาลหรือเปล่าครับ ถ้าส่วนผสมไม่ดี กินเข้าไปอาจจะได้รับสารพิษตกค้างได้นะครับ"
"อ๋อ เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงค่ะ" ซินอวี่เปิดใบรายงานผลการตรวจจากโรงพยาบาลให้เขาดู "รับรองว่าปลอดภัยไร้สารพิษแน่นอนค่ะ"
เริ่นเจี้ยนหย่งกวาดสายตามองผ่านๆ ก็ต้องหรี่ตาลง ใบรายงานระบุไว้แค่ว่า โอสถหล่อหลอมวิญญาณมีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกายและทำให้สมองปลอดโปร่งเท่านั้น ไม่ได้มีการเอ่ยถึงเรื่องพลังจิตเลยแม้แต่น้อย
รอให้เขารวบรวมพยานหลักฐานได้ครบก่อนเถอะ เขาจะจับพวกสิบแปดมงกุฎพวกนี้เข้าซังเตให้หมดเลยคอยดู
ซินอวี่เหลือบมองสภาพของเขาที่ดูมอมแมม หนวดเคราเฟิ้มรุงรัง
เธอจึงเอ่ยแนะนำอย่างนุ่มนวล "เราเตรียมห้องพักไว้ให้คุณแล้วนะคะ พรุ่งนี้ถึงจะเริ่มไลฟ์สด คุณอยากจะไปอาบน้ำพักผ่อนและจัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อนไหมคะ"
"ตกลงครับ" เริ่นเจี้ยนหย่งเดินตามซินอวี่ไปที่ห้องพัก พลางสบถด่าในใจว่า แก๊งต้มตุ๋นอะไรวะ มาทำเป็นรังเกียจว่าเขาซกมก
เขาเรียกว่าซกมกที่ไหนล่ะเว้ย นี่เขาเรียกว่ามาดแมนแฮนด์ซัมต่างหาก พวกไม่มีตาหามีแววเอ๊ย
[จบตอน]