- หน้าแรก
- ก้าวสู่อันดับหนึ่ง ด้วยบัคเกมบำเพ็ญเซียน
- ตอนที่ 6 แข่งกับเวลา
ตอนที่ 6 แข่งกับเวลา
ตอนที่ 6 แข่งกับเวลา
ตอนที่ 6 แข่งกับเวลา
ขณะเดียวกัน เจียงหลิวก็ตระหนักถึงเรื่องหนึ่ง มีเงินจริงๆ ก็กลายเป็นเซียนได้!
เขาเล่นยุคบำเพ็ญเซียนเวอร์ชันลด 100 เท่า แล้วอย่างไร?
ต่อให้ลด 100 เท่าก็แค่ส่วนลดร้อยเท่าเท่านั้น ขอแค่มีเงิน จะให้คนหนึ่งพันคนหนึ่งหมื่นคนจัดหาทรัพยากรให้คนคนเดียวก็ยังได้!
ต่อให้เขาได้รับส่วนลดมากแค่ไหน หินวิญญาณในมือก็มีแค่นี้ ยังเทียบกับผู้เล่นสายเปย์ระดับเทพไม่ได้อยู่ดี
คนอื่นใช้ทั้งกลุ่มบริษัทใหญ่เลี้ยงคนคนเดียว หินวิญญาณมีให้อย่างไม่จำกัด แค่กองเข้าไปเรื่อยๆ ก็ปั้นอันดับหนึ่งของทั้งเขตออกมาได้ง่ายๆ
เขายังนั่งคิดอยู่ว่าจะหาหินวิญญาณยังไง แต่คนอื่นอาจจะสุ่มตู้ถาวรจนแตกไปแล้วก็ได้!
“เฮ้อ...”
เจียงหลิวพึมพำกับตัวเอง ใจที่เดิมทีเริ่มลอยขึ้นมาบ้าง ถูกข้อความไม่กี่บรรทัดในกล่องแชทกดลงมาในพริบตา ภายในใจก็อดร้อนรนขึ้นมาไม่ได้
เขาเป็นผู้เล่นเกมมากประสบการณ์ ย่อมรู้จักนิสัยเกมเติมเงินที่โคตรน่าด่าเป็นอย่างดี อย่าเห็นว่าตอนนี้ยังไม่มีกิจกรรมเปิดเซิร์ฟ แต่คาดว่าอีกไม่กี่วัน กิจกรรมบีบเติมเงินกองโตคงขึ้นมาแล้ว
ถึงตอนนั้น มีเพียงคนที่อยู่แถวหน้าของกิจกรรมเติมเงินเท่านั้น ถึงจะได้รับทรัพยากรที่มากกว่าและดีกว่า!
เร็วหนึ่งก้าวก็เร็วทุกก้าว เกมเป็นเช่นนี้ บำเพ็ญเซียนยิ่งเป็นเช่นนี้
“ผู้เล่นสายเปย์ ผู้เล่นดวงดี แม้จะเร็วไปก้าวหนึ่ง แต่ฉันก็ไม่ได้ช้ากว่ามากนัก”
เจียงหลิวหยุดสายตาไว้ที่ขั้นหลอมปราณระดับสี่ของตัวเอง ความร้อนรนในใจมาเร็วไปเร็วเช่นกัน
บางทีคนรวยอาจรับซื้อหินวิญญาณได้อย่างบ้าคลั่ง แต่ก็ไม่มีทางซื้อได้มากเกินไปอย่างแน่นอน
เกมเพิ่งเปิดเซิร์ฟ ผลผลิตหินวิญญาณต่ำมาก ต่อให้สายเปย์อยากรับซื้อไม่จำกัดก็ซื้อไม่ได้ นอกจากคนที่ลำบากมากจริงๆ ไม่เช่นนั้นแทบไม่มีใครยอมขายหินวิญญาณ
นี่คือบำเพ็ญเซียนนะ นี่คือของที่ใช้เงินซื้อมาได้เหรอ?
อุปสงค์มากกว่าอุปทานต่างหากคือสภาพปัจจุบันของเขตที่ 4!
เว้นเสียแต่จะซื้อข้ามเขต แต่ถึงแม้สามเขตก่อนหน้าจะเปิดเร็วกว่าเล็กน้อย ทว่าความจริงแข่งขันกันหนักหน่วงยิ่งกว่า ถึงขั้นแย่งชิงพื้นที่กันแล้ว ใครจะยอมให้หินวิญญาณไหลออกไปข้างนอก?
นายซื้อไหว แล้วพวกเราซื้อไม่ไหวหรือยังไง?
ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นหลอมปราณกระจอกๆ จะไปแย่งทรัพยากรกับยอดฝีมือญขั้นแก่นทองได้อย่างไร?
ดังนั้น แม้เขตที่ 4 จะมีสายเปย์ที่เดินนำไปได้ก้าวหนึ่ง แต่ไม่มีทางเดินไปไกลเกินไปแน่นอน เขาสามารถอาศัยข้อได้เปรียบของตัวเองไล่ตามขึ้นไปได้อย่างสมบูรณ์!
“ตั้งแต่นี้ไป เลิกเกมอื่นทั้งหมด!”
เจียงหลิวตัดสินใจเงียบๆ หากไม่มีเวอร์ชันลด 100 เท่า เขาคงเป็นเหมือนผู้คนทั่วไป กลายเป็นหนึ่งในผู้บำเพ็ญเซียนตัวเล็กๆ นับร้อยล้านคน
แต่ตอนนี้ สิ่งที่เขาเล่นคือยุคบำเพ็ญเซียนเวอร์ชันลด 100 เท่า มีคุณสมบัติพอจะพุ่งชนอันดับ และกลายเป็นยอดฝีมือระดับบนสุดโดยสมบูรณ์!
ในเมื่อมีโอกาสไต่อันดับ แล้วทำไมไม่พยายามสักหน่อยล่ะ?
ใจของเจียงหลิวพองขึ้นมาอีกครั้ง เขาจ้องระดับพลังของตัวเองอยู่หลายวินาที ก่อนสายตาจะเลื่อนลงไป หยุดอยู่บน [ ซิงโครไนซ์ ] แล้วกดลงไปโดยตรง
ตัวละครในเกมกับโลกจริงเริ่มซิงโครไนซ์!
ในพริบตา เจียงหลิวรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองสั่นสะท้านอย่างรุนแรงราวกับถูกสายฟ้าฟาด ร่างกายเนื้อเกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยความเร็วอันน่าตกใจ กลิ่นอายบนตัวแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่อากาศในห้องก็ยังเหมือนขยับสั่นไหวเล็กน้อย
ขณะพลังถูกถ่ายทอดเข้าสู่ร่างกายจริง เขากลับพบว่าบนร่างกายของตัวเองมีสามจุดปรากฏสิ่งที่คล้ายโมเสก เหมือนภาพเท็กซ์เจอร์โหลดไม่ขึ้น กระแสข้อมูลเพี้ยนแสดงขึ้นที่สามตำแหน่งบนร่าง
คงไม่ใช่ว่าบัคอีกแล้วหรอกนะ?
เจียงหลิวเห็นโมเสกที่คุ้นเคยผิดปกตินี้ ใจก็กระตุกอย่างห้ามไม่ได้ แอบกังวลขึ้นมา
สิบกว่าวินาทีต่อมา
ร่างกายทั้งตัวพลันเบาสบาย ปราณวิญญาณพลุ่งพล่าน ขั้นหลอมปราณระดับสี่สำเร็จ!
กระแสข้อมูลเพี้ยนทั้งสามตำแหน่งก็เปลี่ยนไปทันที อาวุธเวทสามชิ้นปรากฏขึ้นบนร่าง!
การบำเพ็ญเซียนมันง่ายแบบนี้เอง!
ขั้นหลอมปราณระดับสี่มีพลังมากแค่ไหน?
เจียงหลิวรู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองต่อยวัวตายหมู่ได้ด้วยหมัดเดียว
ปราณวิญญาณในร่างกำลังไหลเวียน กลิ่นอายเปี่ยมชีวิตชีวาพลุ่งพล่านอยู่บนตัว พลังชีวิต จิตใจ และวิญญาณพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ทั้งร่างสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เขารับรู้ความเปลี่ยนแปลงบนร่างเงียบๆ อยู่หลายวินาที ก่อนก้มลงมองกระบี่ในมือ นี่เป็นกระบี่ยาวห้าฉื่อ ตัวกระบี่สีแดงเพลิง คมกระบี่แหลมคม แผ่กลิ่นอายร้อนแรงออกมาเลือนราง
อาวุธเวทระดับกลาง กระบี่อรุณรุ่ง
“มันเหมือนจะมีสกิลติดตัวอยู่ใช่ไหม?”
เจียงหลิวไม่รู้วิชากระบี่อะไร หลังจากเหวี่ยงไปส่งๆ หลายครั้ง จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าอาวุธเวทชิ้นนี้ยังมีสกิลติดตัว จึงถ่ายปราณวิญญาณเข้าไปในกระบี่อรุณรุ่งโดยสัญชาตญาณ
วินาทีถัดมา กระบี่อรุณรุ่งสว่างวาบในทันที แสงสีแดงเพลิงส่องสว่างไปทั่วทั้งห้อง ทำให้อุณหภูมิในห้องพุ่งสูงขึ้นฉับพลัน
หยุดๆๆ!
เจียงหลิวเห็นปลายกระบี่มีเปลวไฟเล็กๆ พุ่งออกมา ก็รีบหยุดถ่ายปราณวิญญาณทันที ตกใจจนเหงื่อเย็นแตกทั่วตัว
ถ้าฟันออกไปหนึ่งกระบี่จริงๆ คาดว่าห้องคงพังเละแน่
“ตอนนี้เป็นสังคมภายใต้กฎหมาย ของแบบนี้ก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี”
เจียงหลิววางกระบี่อรุณรุ่งลงบนโต๊ะอย่างลวกๆ แล้วหยิบหยกอุ่นสองก้อนออกมาจากเอวกับลำคอ
นี่คืออาวุธเวทระดับต่ำ จี้สื่อจิต และอาวุธเวทระดับสูง หยกสื่อวิญญาณ ทั้งหมดซิงโครไนซ์มาสู่โลกจริงแล้ว
หยกอุ่นสองก้อนอยู่ในมือ เขาสามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าความเข้มข้นของปราณวิญญาณรอบตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย นี่คืออาวุธเวทกำลังรวบรวมปราณ ผลลัพธ์ดีมาก
หลังจากหยิบอาวุธเวทสามชิ้นเล่นไปมาสักพัก เจียงหลิวถึงแขวนจี้สื่อจิตและหยกสื่อวิญญาณกลับไว้บนตัว สุดท้ายมองไปยังกระบี่อรุณรุ่ง สีหน้าเต็มไปด้วยความลำบากใจ
ของชิ้นนี้ซิงโครไนซ์มาสู่โลกจริงแล้ว เวอร์ชันโลกจริงกับเวอร์ชันเสมือนแยกออกเป็นสองส่วน มีเพียงเวอร์ชันเสมือนที่สวมอยู่บนตัวละครในเกมเท่านั้นถึงจะเก็บกลับเข้ากระเป๋าได้ ส่วนกระบี่อรุณรุ่งเวอร์ชันโลกจริงนี้เก็บกลับไปไม่ได้แล้ว
แล้วจะทำยังไง?
พรุ่งนี้หิ้วมันไปโรงเรียนเหรอ?
ก็ได้อยู่หรอก แต่รู้สึกแปลกมาก ใครว่างๆ จะหิ้วกระบี่ไปโรงเรียน โชว์ออฟเกินไปไหม
แต่ถ้าไม่พกไปด้วยก็ไม่เท่ากับเสียของหรอกเหรอ?
แม้จะเป็นสังคมภายใต้กฎหมาย แต่ก็กันไม่ได้ว่าจะมีคนกลายเป็นผู้บำเพ็ญเซียนแล้วหัวร้อนขึ้นมา หากเกิดเจออันตราย กระบี่อรุณรุ่งก็เป็นอาวุธสังหารชั้นยอด
“เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีของไว้ใส่ไอเทมเกม”
เจียงหลิวคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วสลับกลับเข้าสู่เกม เปิดร้านค้าค้นหาโดยตรง
เป็นไปตามคาด ในหมวด [ ไอเทม ] เขาพบไอเทมชื่อถุงมิติ
[ ถุงมิติใบเล็ก : อาวุธเวทระดับต่ำ มีช่องเก็บของ 10 ช่อง ราคา 68 หินวิญญาณ ]
[ ถุงมิติใบใหญ่ : อาวุธเวทระดับสูง มีช่องเก็บของ 50 ช่อง ราคา 680 หินวิญญาณ ]
บทบาทของถุงมิติคือเอาไว้ใส่ของ เหมือนกับกระเป๋า ที่เอามาขึ้นร้านค้า คาดว่าน่าจะเพื่อให้ผู้เล่นใช้ในโลกจริง
“จริงๆ ให้ฉันดึงกระเป๋าออกมาโลกจริงได้เลยก็ดีแล้วแท้ๆ”
เจียงหลิวบ่นพึมพำ ใช้หินวิญญาณ 0.68 ก้อนซื้อถุงมิติใบเล็กหนึ่งใบ หลังเก็บกระบี่อรุณรุ่งเข้าถุงมิติแล้ว เขาก็เอาถุงมิติใส่กลับเข้าไปในกระเป๋าเกมอีกครั้ง
สมบูรณ์แบบ และปลอดภัย! แค่ดูยุ่งยากเกินจำเป็นไปหน่อย
ซิงโครไนซ์ระดับพลัง เล่นอาวุธเวทอยู่พักหนึ่ง ตอนนี้เวลาก็สามทุ่มกว่าแล้ว แต่เขากลับไม่มีความง่วงเลยแม้แต่น้อย ยังคงเต็มเปี่ยมด้วยพลังชีวิต จิตใจ และวิญญาณ พลังล้นเหลือจนพลังหยางแข็งตั้งตรง
“จะขึ้นไปดาดฟ้าลองฝึกฝ่ามืออัคคีดีไหม?”
เจียงหลิวเผยสีหน้าลังเล หลังตัวละครในเกมซิงโครไนซ์สู่โลกจริง ในสมองของเขาก็มีวิชาฝ่ามืออัคคีเพิ่มขึ้นมา ใจคันยิบๆ จนทนไม่ไหว แต่ก็กลัวว่าฝ่ามือเดียวจะเผาบ้าน จึงเล็งเป้าไปที่ดาดฟ้าชั้นบน
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยังทนแรงยั่วยวนของวิชาเวทไม่ไหว ออกจากห้องใส่รองเท้า เปิดประตูขึ้นดาดฟ้าโดยตรง
ดาดฟ้าชั้นบนมืดสลัว มีเพียงแสงจันทร์บางๆ สาดลงมา เมฆครึ้มบดบังท้องฟ้าดารา มองออกไปไกล อาคารสูงห่างออกไปหลายลี้สิบกว่าลี้ต่างเปิดไฟสว่างไสวแล้ว
ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเซียน ก็อย่าหวังว่าจะเลิกงานตอนสามทุ่ม
เจียงหลิวยืนอยู่บนดาดฟ้าที่ไร้ผู้คน สายลมอ่อนพัดผ่านแก้ม ในสมองนึกถึงวิชาฝ่ามืออัคคี ยกฝ่ามือขึ้น รวบรวมแสงเพลิงร้อนแรงสายหนึ่งไว้กลางฝ่ามือ ระหว่างหนึ่งลมหายใจเข้าออกมีปราณวิญญาณพลุ่งพล่าน
ฝ่ามืออัคคี!
ในพริบตาที่ความร้อนจากกลางฝ่ามือถึงขีดสุด เจียงหลิวตบฝ่ามือออกไปยังความว่างเปล่า เปลวไฟที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแผดเผาพุ่งทะลักออกจากกลางฝ่ามือ ราวกับอสรพิษเพลิงตัวหนึ่งพุ่งออกไปไกลหลายเมตร ก่อนระเบิดกลางอากาศ เจิดจ้าราวกับดอกไม้ไฟ และดับหายอย่างรวดเร็วราวกับดอกไม้ไฟเช่นกัน
“พุ่งออกไปได้แค่ไม่กี่เมตรเองเหรอ”
เจียงหลิวมองเปลวไฟที่หายไปด้วยแววตาผิดหวัง ไม่รู้ว่าพลังเป็นอย่างไร แต่แรงข่มขวัญดูไม่พอเล็กน้อย อีกทั้งยังสิ้นเปลืองปราณค่อนข้างมาก
เขารับรู้ปราณวิญญาณว่างเปล่าในร่างครู่หนึ่ง ด้วยปริมาณปราณวิญญาณของเขาตอนนี้ คาดว่าใช้ฝ่ามืออัคคีได้แค่สามครั้งเท่านั้น
“รากวิญญาณผสมสามสายยังขยะเกินไปจริงๆ”
เจียงหลิวอดถอนหายใจไม่ได้ เขาที่มีรากวิญญาณผสม ปริมาณปราณวิญญาณแย่มาก พลังของวิชาที่ใช้ก็อ่อนกว่า
ถ้ามีรากวิญญาณสูงสุดธาตุไฟ พลังของฝ่ามืออัคคีอย่างน้อยยังเพิ่มขึ้นได้อีกหนึ่งเท่า
รากวิญญาณสูงสุด นี่ต่างหากคือสิ่งที่ควรรีบหามาไว้ในมือก่อนที่สุด!
พอเจียงหลิวนึกถึงอัตราความน่าจะเป็นในตู้กาชา ในใจก็อัดอั้นเป็นไฟ เขาปล่อยฝ่ามืออัคคีต่ออีกสองครั้ง ใช้ปราณวิญญาณในร่างจนหมดเกลี้ยง แล้วถึงลงจากดาดฟ้ากลับบ้าน
หลังกลับบ้าน เขาก็ไม่ได้นอน นั่งขัดสมาธิบนเตียง ฝึกวิชาผสานต้นกำเนิดอย่างมีสมาธิจดจ่อ
ขายุงก็ยังมีเนื้อ ยุคสมัยไหนแล้วยังจะนอน เขาตั้งใจไว้แล้วว่า หากยังไม่ทะยานขึ้นสู่สวรรค์ก็จะไม่นอน
เวลาหนึ่งคืนผ่านไปในพริบตา
ฟ้าสว่างเต็มที่
เจียงหลิวค่อยๆ ลืมตาขึ้น พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา ดวงตาสว่างไสวมีประกายแวบผ่านเล็กน้อย หลังออกจากเกม เขาก็มองระดับพลังแวบหนึ่ง
ขั้นหลอมปราณระดับสี่ ( 1,844 / 8,000 )
เพิ่มค่าบำเพ็ญขึ้นมากว่าหนึ่งพันแต้ม!
ความเร็วนี้เหนือความคาดหมายของเขาไปบ้างจริงๆ โบนัสค่าบำเพ็ญที่ได้รับเพิ่มจากฉายา หยกสื่อวิญญาณ และวิชาผสานต้นกำเนิดยังมหาศาลมาก
โดยเฉพาะบนตัวเขายังแขวนหยกสื่อวิญญาณเวอร์ชันโลกจริงไว้ด้วย แม้ไม่รู้ว่าจะซ้อนทับรอบสองได้หรือเปล่า แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เมื่อมีหยกสื่อวิญญาณอยู่ ความเข้มข้นของปราณวิญญาณรอบตัวเขาเพิ่มขึ้น นี่ก็ถือว่าเร่งความเร็วในการฝึกของเขาเช่นกัน
“สะสมทีละน้อยกลายเป็นมาก ต่อไปจะไปเล่นเกมกับหลี่ตงเจ๋ออีกไม่ได้แล้ว...”
เจียงหลิวพึมพำพร้อมบิดขี้เกียจ เสียงกระดูกกระทบกันดังกรอบแกรบทั่วทั้งร่าง เบาสบายอย่างยิ่ง
ร่างกายที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนเต็มไปด้วยพลัง แม้แต่กล้ามเนื้อก็ยังนูนขึ้นเล็กน้อย ประโยชน์ของการบำเพ็ญเซียนกำลังแสดงออกมาทีละนิด
เขาลงจากเตียงเดินออกจากห้อง เข้าไปปล่อยน้ำล้างหน้าแปรงฟันในห้องน้ำ หลังเพิ่งเดินเข้าห้องนั่งเล่น ก็เห็นปู่ที่มีชีวิตชีวาเต็มเปี่ยมกวักมือเรียกเขา
“หลิวหลิว มานี่ ปู่จะให้หินวิญญาณ”
“ปู่ล็อกอินแล้วเหรอครับ”
เจียงหลิวก้าวไปสองก้าว ก็เห็นปู่หยิบก้อนหินสีขาวใสวาววับกำหนึ่งออกมาจากกระเป๋า วางลงบนโต๊ะกลาง
นี่คือหินวิญญาณ?
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นลักษณะของหินวิญญาณในโลกจริง เพิ่งจะยื่นมือไปหยิบขึ้นมาดู จู่ๆ การเคลื่อนไหวของมือก็ชะงัก เขานับจำนวนหินวิญญาณบนโต๊ะกลาง แล้วอึ้งไป “ปู่ ทำไมมีหินวิญญาณ 15 ก้อนล่ะครับ”
บนโต๊ะกลางมีหินวิญญาณ 15 ก้อน หรือว่าวันนี้ล็อกอินได้สองเท่า?
“ฮี่ๆ”
ปู่เจียงยิ้มหน้าบานอย่างมีเลศนัย พูดเหมือนขโมยไก่ได้สำเร็จ “ปู่ไปขอหินวิญญาณของยายจ้าวข้างบ้านมาแล้ว”
“สอนหล่อนอยู่สองชั่วโมง ยังโง่กว่าปู่อีก!”