- หน้าแรก
- หนึ่งกระบี่พลิกสวรรค์ ตำนานจอมเทพเยี่ยอู๋โยว
- บทที่ 507 - เจ้าคิดจะไปก็ไปได้งั้นหรือ?
บทที่ 507 - เจ้าคิดจะไปก็ไปได้งั้นหรือ?
บทที่ 507 - เจ้าคิดจะไปก็ไปได้งั้นหรือ?
ฉินหลางคือยอดอัจฉริยะสะท้านโลกสายกระบี่อย่างแท้จริง
เสวียนหรงจิ่นผู้นี้ ไม่ค่อยแสดงฝีมือให้ใครเห็น จู่ๆ ก็โผล่มางั้นหรือ?
"ยังมีอวี้ทัวแห่งสำนักอวี้ซวีอีก!"
ฉินหลางกล่าวต่อ "ข้าได้ยินมาว่าเขาประมือกับศิษย์หัวกะทิของวังว่านเซี่ยงคนหนึ่ง แล้วสามารถล่าถอยออกมาได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บเลย!"
"และยังมีเยี่ยสวินแห่งสำนักศึกษาไท่จี๋ของพวกเจ้าด้วย!"
"เยี่ยสวินงั้นหรือ?" หลี่เจี้ยนอีชะงักไป
เขาย่อมรู้จักเยี่ยสวิน ฝีมือถือว่าใช้ได้ ทว่าก่อนหน้านี้ยังห่างไกลจากระดับยอดอัจฉริยะสะท้านโลกอยู่มาก
"เขาสังหารศิษย์หัวกะทิของวังว่านเซี่ยงไปหนึ่งคน"
หลี่เจี้ยนอีกะพริบตาปริบๆ รู้สึกมึนงงไปหมด
จีฉานอี ชิงหลิงอวี่ กู้หนานเสวียน เสวียนหรงจิ่น อวี้ทัว เยี่ยสวิน ... คนพวกนี้แต่ละคน ...
เพียงแต่
หลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็เข้าใจดี
ภายในสุสานร้างกลืนสุริยัน ทุกคนต่างได้รับการยกระดับพลังอย่างมหาศาล
ส่วนเรื่องพรสวรรค์นั้น บางคนก็แสดงออกมาเร็ว บางคนก็แสดงออกมาทีหลัง ไม่สามารถเหมารวมได้
แต่จากเรื่องนี้ก็สามารถมองเห็นได้ว่า ศึกชิงความเป็นใหญ่ในครั้งนี้ ชะตากรรมของหลายๆ คนได้เปลี่ยนไปแล้ว
"นอกจากนี้ ภายในขุมอำนาจชั้นรองอื่นๆ ก็มีบางคนที่เริ่มฉายแววโดดเด่นขึ้นมาเช่นกัน"
"ได้ยินมาว่าสวีโหย่วหรงแห่งหอว่านเป่า ระดับพลังก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด และยังเคยสังหารศิษย์หัวกะทิของวังว่านเซี่ยงด้วย"
"ยังมีฉีหลิงซีจากจักรวรรดิเทียนเสวียน คู่หมั้นของกู้หนานเสวียน ก็เก่งกาจไม่เบาเลย!"
เมื่อพูดถึงตรงนี้
เจียงอู๋จิ้วที่ได้รับการประคองจากเจียงเชียนอวิ๋น ก็ฝืนลุกขึ้นยืนพลางกล่าว "ยังมี เยี่ยอู๋โยว หลีชิงหลาน สองคนนี้ก็มาจากจักรวรรดิเทียนเสวียนเช่นกัน สามารถเรียกได้ว่าเป็นปราชญ์โดยกำเนิด แข็งแกร่งกว่าพวกเราไปอีกระดับหนึ่ง"
"ข้าจำได้ว่าเคยได้ยินมา จักรวรรดิเทียนเสวียนมีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อซูชิงเหอ สามารถต่อกรกับศิษย์หัวกะทิของวังว่านเซี่ยงสองคนด้วยตัวคนเดียว สังหารไปหนึ่ง ทำให้บาดเจ็บสาหัสอีกหนึ่ง แล้วยังล่าถอยมาได้โดยปลอดภัย ... "
ฉินหลางกล่าวช้าๆ "ถ้าดูจากตรงนี้แล้ว ในจักรวรรดิเทียนเสวียน ... เยี่ยอู๋โยว หลีชิงหลาน ซูชิงเหอ ฉีหลิงซี ... "
หากจะมีการแบ่งระดับปราชญ์โดยกำเนิดขึ้นมาจริงๆ คนพวกนี้คงติดอันดับกันหมดแน่
และพวกเขา ล้วนมาจากจักรวรรดิเทียนเสวียน!
ในเวลานี้
เจียงหลีที่ยืนอยู่ท่ามกลางพวกเขา กลับมึนงงไปหมดแล้ว
นางคิดว่าตัวเอง น่าจะอยู่กึ่งกลางระหว่างระดับปีศาจกับยอดอัจฉริยะสะท้านโลก
ในจักรวรรดิเทียนเสวียนทั้งหมด คนที่แข็งแกร่งกว่านาง ก็คงมีแค่ฉีหลิงซีเท่านั้น
แต่ตอนนี้ ...
หลีชิงหลาน เยี่ยอู๋โยว ซูชิงเหอ ...
ยังมีใครอีกไหม?
จักรวรรดิเทียนเสวียนเล็กๆ ทำไมถึงมีพื้นที่กว้างพอให้พวกลูกอีช่างกลายพันธุ์อย่างพวกเจ้ามารวมตัวกันได้นะ?
แถมเรื่องนี้ ยังเป็นแค่ข้อมูลที่คนที่มารวมตัวกันที่นี่ได้รับรู้เท่านั้น
ศึกชิงความเป็นใหญ่ในสุสานร้างกลืนสุริยันครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมกว่าหนึ่งแสนคน
จนถึงตอนนี้ ก็ผ่านไปเกือบเก้าเดือนแล้ว
ไม่แน่ว่าอาจจะมีใครบางคน ที่เก่งกาจในการปกปิด ไม่ยอมเผยพรสวรรค์อันแข็งแกร่งของตัวเองออกมาก็เป็นได้
ก่อนจะมาที่นี่ เจียงหลีเคยคิดว่า นางจะต้องเปล่งประกายเจิดจรัส และใช้โอกาสนี้ก้าวเข้าไปเป็นศิษย์ของหนึ่งในแปดขุมอำนาจระดับยักษ์ใหญ่ให้จงได้
แต่พอดูตอนนี้สิ
คิดไปเองล้วนๆ
อย่าว่าแต่ยอดอัจฉริยะสะท้านโลกพวกนี้เลย ตอนนี้มีระดับปราชญ์โดยกำเนิดที่เหนือกว่ายอดอัจฉริยะสะท้านโลกโผล่มาแล้วด้วย
ใครจะรู้ว่าต่อไปจะมีตัวตนระดับไร้เทียมทานโผล่มาอีกไหม?
คนหลายคนที่ยืนอยู่หน้าประตูตำหนักในเวลานี้ ต่างก็รู้ดีว่าพวกตนช่วยอะไรไม่ได้ จึงได้แต่มองดูการต่อสู้ของคนทั้งสี่ พร้อมกับแอบส่งใจเชียร์เยี่ยอู๋โยวและจีฉานอีเงียบๆ
ตูม ...
พร้อมกับเสียงระเบิดทุ้มต่ำดังกึกก้อง
ร่างของเยี่ยอู๋โยวและเซี่ยหมิงฉานพุ่งสลับกัน พลังปราณและสัมผัสแห่งจิตวิญญาณของแต่ละฝ่ายระเบิดขึ้นถึงขีดสุด
และในวินาทีนั้นเอง
กลิ่นอายพลังในร่างของเยี่ยอู๋โยว ก็ทะยานขึ้นไปอีกระดับ
"ขั้นทะลวงวิญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งที่ห้า"
การยกระดับตัวเองท่ามกลางการต่อสู้
นี่คือสิ่งที่เยี่ยอู๋โยวโปรดปรานที่สุด
เมื่อพลังปราณในร่างระเบิดออก สัมผัสแห่งจิตวิญญาณพลุ่งพล่าน ความรู้สึกของการได้ยกระดับพลังนั้น มันช่างทำให้เขารู้สึกมีชีวิตชีวาเสียจริง
"ขอบใจมาก!"
เยี่ยอู๋โยวยืนถือกระบี่มั่น มองไปยังเซี่ยหมิงฉาน ก่อนจะเผยรอยยิ้มบางๆ "ต้องประมือกับคนอย่างพวกเจ้าเยอะๆ ถึงจะสามารถกระตุ้นศักยภาพในตัวเองออกมาได้"
"เห็นข้าเป็นหุ่นซ้อมมือรึ?"
เมื่อเซี่ยหมิงฉานได้ยิน ใบหน้าของนางก็เขียวปัด
ไอ้สารเลวนี่
รอนหาที่ตายชัดๆ
พลังที่สะสมไว้ในร่างก่อนหน้านี้ บัดนี้ค่อยๆ ถูกปลดปล่อยออกมา
ประกอบกับการดูดซับผลึกโลหิตเข้าไปจำนวนหนึ่ง ทำให้การยกระดับพลังของตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
การทะลวงสู่ขั้นการเปลี่ยนแปลงครั้งที่ห้า
จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
เยี่ยอู๋โยวกำกระบี่ในมือแน่น
"เข้ามาอีก!"
ฟุ่บ ...
ความเร็วของเขาพุ่งทะยานขึ้น ปราณกระบี่ระเบิดออกอย่างดุดันยิ่งกว่าเดิม
ด้วยพลังขั้นที่สี่ ปะทะกับขั้นที่เจ็ด เยี่ยอู๋โยวก็ทำได้เพียงแค่ต้านทานเซี่ยหมิงฉานผู้นี้ได้อย่างสูสีเท่านั้น
แต่ตอนนี้ พอทะลวงสู่ขั้นที่ห้า ความรู้สึกมันช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ในวินาทีนี้
กระบี่เจ็ดดาราเพลิงลี้ลับในมือของเยี่ยอู๋โยว ก็ระเบิดปราณกระบี่ออกมาอย่างรวดเร็วและรุนแรงยิ่งขึ้น
ตูม ตูม ตูม ...
กระบวนท่าทั้งเจ็ดของเพลงกระบี่อัคคีเร้นลับแผดเผาสวรรค์ ถูกเยี่ยอู๋โยวใช้ออกมา อานุภาพของมันช่างแตกต่างจากก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด
เซี่ยหมิงฉานเองก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงความแตกต่างนี้ ใบหน้าของนางเย็นเยียบ
นางไม่เข้าใจเลย ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ไปได้
แค่ก้าวจากขั้นที่สี่ไปขั้นที่ห้า มันสามารถยกระดับพลังได้มากถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น ...
การระเบิดพลังของร่างกาย พลังปราณ และสัมผัสแห่งจิตวิญญาณของเยี่ยอู๋โยว มันแข็งแกร่งจนน่าเหลือเชื่อ
วิชากระบี่ของเขา ยิ่งดูลึกล้ำราวดั่งปรมาจารย์
นี่ใช่สิ่งที่ชายหนุ่มอายุสิบเจ็ดสิบแปดปีควรจะมีงั้นหรือ?
"ขงโย่ว!"
"ถอย!"
เซี่ยหมิงฉานรู้สึกว่า นางยากที่จะสังหารเยี่ยอู๋โยวได้แล้ว
ต่อให้ฆ่าได้ ตัวนางเองก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างหนัก และอาจจะถูกคนอื่นๆ รุมทึ้งจนหนีไม่รอด
มิสู้ตอนนี้ รีบฉวยโอกาสถอยฉากออกไปเสียก่อนดีกว่า
ส่วนไอ้หนุ่มนี่
นางจำหน้ามันไว้แล้ว!
"เจ้าคิดจะไปก็ไปได้งั้นหรือ?"
เยี่ยอู๋โยวเห็นเซี่ยหมิงฉานเอ่ยปาก ร่างของนางก็พุ่งถอยหลังไปในพริบตา เขาไม่รอช้า ใช้ความเร็วของรองเท้าวิเศษเหินวายุ พุ่งทะยานเข้าฟาดฟันกระบี่ใส่เซี่ยหมิงฉานทันที
เมื่อเห็นเยี่ยอู๋โยวตามตื๊อไม่เลิก เซี่ยหมิงฉานก็มีใบหน้าเย็นชาถึงขีดสุด
"รอนหาที่ตายนักใช่ไหม!"
นางไม่นึกเลย ว่าเยี่ยอู๋โยวจะอวดดีถึงเพียงนี้
คิดว่ากดดันนางได้ แล้วจะสามารถฆ่านางได้งั้นหรือ?
"คาถาโลหิตปลิดชีพ!"
เสียงตวาดทุ้มต่ำดังขึ้น
เซี่ยหมิงฉานไม่ลังเลอีกต่อไป สองมือประสานอิน พลังอันแหลมคมขุมหนึ่ง พุ่งทะยานออกมาจากในร่าง
ในชั่วพริบตา
บริเวณหัวใจของนาง ก็ปรากฏหยกวิญญาณขนาดเท่าหัวแม่มือขึ้นมา
หยกวิญญาณส่องประกายวาววับ ปลดปล่อยแสงสีเลือดที่ชวนให้รู้สึกหวาดผวา ครอบคลุมพื้นที่รัศมีหลายสิบจั้งโดยรอบ
และเมื่อเซี่ยหมิงฉานใช้วิชาคาถาโลหิตปลิดชีพนี้ออกมา ใบหน้าของนางก็ซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
ในวินาทีนั้นเอง
หมอกสีเลือดรอบด้าน ก็หลอมรวมเข้าด้วยกัน กลายเป็นคาถาสีเลือดความสูงราวๆ ตัวคน ลอยล่องอยู่เบื้องหน้าเซี่ยหมิงฉาน
"นี่คือคาถาโลหิต ที่ยอดฝีมือระดับราชันวิญญาณแห่งวังว่านเซี่ยงของพวกเรา ใช้แก่นโลหิตของตนเองควบแน่นขึ้นมา เวลาจะใช้งาน จำเป็นต้องใช้แก่นโลหิตของข้าเป็นสื่อนำ!"
"พลังทำลายล้างของมัน ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นทะลวงวิญญาณคนใดก็ไม่อาจต้านทานได้!"
"นี่เจ้าบีบบังคับข้าเองนะ!"
ขณะที่เซี่ยหมิงฉานพูด ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
นางไม่อยากจะสิ้นเปลืองของล้ำค่าชิ้นนี้ไปกับชายหนุ่มตรงหน้าเลย แต่ตอนนี้นางไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
ในครั้งนี้ พวกนางได้รับคำสั่งจากเบื้องบนของวังว่านเซี่ยง ให้แอบลอบเข้ามาในทวีปเทียนชิงอย่างลับๆ เพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญ
ศิษย์ระดับหัวกะทิทั้งสิบแปดคนที่ถูกคัดเลือกมา ต่างก็เป็นทั้งผู้ร่วมงานและคู่แข่ง
เดิมทีนางตั้งใจจะเก็บคาถาโลหิตปลิดชีพนี้ไว้ใช้จัดการกับคนกันเองเสียด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้ ...
"ทั้งหมดนี่เจ้าเป็นคนบีบบังคับข้าเอง!"
เซี่ยหมิงฉานมีสีหน้าอำมหิต นางกำมือแน่น คาถาสีเลือดก็พุ่งเข้าโจมตีเยี่ยอู๋โยวในชั่วพริบตา
กลิ่นอายรังสีอำมหิตอันรุนแรง ระเบิดออกในพริบตา
[จบแล้ว]