- หน้าแรก
- หนึ่งกระบี่พลิกสวรรค์ ตำนานจอมเทพเยี่ยอู๋โยว
- บทที่ 497 - เจียงหลี
บทที่ 497 - เจียงหลี
บทที่ 497 - เจียงหลี
เมื่อเยี่ยอู๋โยวได้ยินเช่นนั้น เขาก็มองไปยังหญิงสาวที่เดินสวนมา
หญิงสาวดูอายุราวๆ ยี่สิบเอ็ดยี่สิบสองปี รูปร่างสูงโปร่ง เรือนร่างอรชร ส่วนโค้งเว้างดงาม สวมชุดรัดรูปสีเขียวครามที่ดูทะมัดทะแมง
ใบหน้าของนางงดงามดั่งดวงจันทร์ ดวงตาสุกใสกระจ่างดุจดวงดาวจรัสแสง สันจมูกโด่งรั้น ริมฝีปากได้รูป ผมยาวถูกรวบสูงเป็นหางม้า มัดไว้ด้วยริบบิ้นสีเรียบ มีปอยผมระต้นคอเล็กน้อย ยิ่งเพิ่มความสง่างามห้าวหาญ
"เจ้าคือ ... "
ในความทรงจำของเยี่ยอู๋โยว เขาไม่เคยพบเห็นหญิงสาวผู้นี้มาก่อนเลย
"เจ้าไม่รู้จักข้างั้นหรือ?"
หญิงสาวกล่าวด้วยความประหลาดใจ "ข้าคือเจียงหลีอย่างไรล่ะ!"
เจียงหลีงั้นหรือ?
สำนักศึกษาเทียนชิง อดีตอันดับสองในทำเนียบทอง เป็นรองเพียงแค่ฉีหลิงซีผู้นั้นน่ะหรือ?
ก่อนที่ศึกชิงความเป็นใหญ่จะเริ่มขึ้น เยี่ยอู๋โยวเพิ่งจะทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งของทำเนียบเงิน และยังไม่บรรลุถึงขั้นเสวียนกัง จึงยังไม่ได้ไปท้าประลองในทำเนียบทอง
ดังนั้น สำหรับเหล่าอัจฉริยะบนทำเนียบทองของสำนักศึกษา เขาจึงไม่เคยพบหน้าใครกี่คนนัก
ตอนที่ทุกคนเดินทางมายังเทือกเขาเทียนอวิ่น ต่างคนต่างก็นั่งสัตว์พาหนะคนละตัว ระหว่างทางจึงไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย
ยิ่งไปกว่านั้น เจียงหลียังเป็นบุตรีของเจียงเหยี่ยผู้อำนวยการสำนักศึกษาเทียนชิงอีกด้วย
"จะพิสูจน์ได้อย่างไร?"
เยี่ยอู๋โยวไม่ได้หลงเชื่ออย่างง่ายดาย
เจียงหลีไม่พูดพร่ำทำเพลง นางหยิบป้ายประจำตัวศิษย์ออกมา
นั่นคือป้ายประจำตัวศิษย์สำนักศึกษาเทียนชิง ซึ่งไม่สามารถปลอมแปลงได้
"เจ้ากำลังทำอะไรอยู่เนี่ย?"
เจียงหลีดึงแขนเสื้อของเยี่ยอู๋โยวเบาๆ ก่อนจะกระซิบ "ข้าจะบอกเจ้าให้นะ สถานที่แห่งนี้ถูกศิษย์วังเสินเซียวควบคุมเอาไว้ สองคนที่นำหน้าคืออวิ๋นชิงอี้กับมั่วเสี่ยวเตี๋ย ล้วนเป็นศิษย์ระดับอัจฉริยะปีศาจของวังเสินเซียวทั้งสิ้น"
"ข้าบรรลุถึงขั้นทะลวงวิญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งที่เจ็ดแล้ว หากต้องสู้แบบหนึ่งต่อสอง ข้าก็ไม่มีความมั่นใจเลย นี่ยังไม่นับรวมถึงอัจฉริยะระดับปีศาจและบุตรแห่งสวรรค์คนอื่นๆ ของวังเสินเซียวอีกนะ ... "
เจียงหลีมองไปยังศพของศิษย์วังเสินเซียวที่อยู่ไม่ไกลนัก พลางทอดถอนใจ
"ก่อนออกเดินทาง ท่านพ่อกำชับข้าไว้ ว่าหากพบเจอเจ้า ให้ช่วยดูแลเจ้าให้มาก เจ้าจงเงียบไว้ก่อน เรื่องต่อจากนี้ ข้าจะเป็นคนจัดการเอง!"
เมื่อได้ยินคำพูดของเจียงหลี เยี่ยอู๋โยวก็ชะงักไปเล็กน้อย
เขาไม่คาดคิดเลยว่า อันดับสองในทำเนียบทองผู้ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนผู้นี้ จะมีความปรารถนาดีต่อเขาถึงเพียงนี้
"ศิษย์พี่หญิงเจียง ความจริงแล้วไม่จำเป็นหรอก ข้าก็แค่ ... "
"ยังเด็กก็เลือดร้อน บันดาลโทสะชั่ววูบล่ะสิ! ข้าเข้าใจ!" เจียงหลีตบไหล่เยี่ยอู๋โยวเบาๆ เพื่อปลอบใจ "ข้าจะไปเจรจากับพวกเขาเอง หากไม่สำเร็จจริงๆ ข้าจะพาเจ้าหนีออกจากที่นี่ พวกเราค่อยไปพักที่ตำหนักปลอดภัยแห่งอื่น"
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน อวิ๋นชิงอี้และมั่วเสี่ยวเตี๋ย ก็ได้นำพาศิษย์วังเสินเซียวยี่สิบกว่าคนเดินลงบันไดมาแล้ว
"เจ้าเป็นใคร ถึงกล้าสังหารศิษย์วังเสินเซียว รอนหาที่ตายงั้นหรือ?"
อวิ๋นชิงอี้มีรูปร่างสูงโปร่ง ท่าทางสง่างาม มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ กลิ่นอายความสูงส่งที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้นยากที่จะปิดบัง
เยี่ยอู๋โยวมองไปยังอวิ๋นชิงอี้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว ทว่ากลับถูกเจียงหลีดึงตัวกลับมา
"เข้าใจผิด เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันทั้งนั้น"
เจียงหลีมองไปยังคนเหล่านั้น พลางประสานมือคารวะ "นี่คือศิษย์น้องของข้า เขายังเด็กและไม่รู้ประสีประสา เลือดร้อนขึ้นหน้าชั่ววูบ ข้ายินดีชดใช้แทนศิษย์น้องของข้าเอง!"
"ชดใช้งั้นหรือ?" อวิ๋นชิงอี้กวาดสายตามองเจียงหลี ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "ชีวิตของศิษย์วังเสินเซียวของพวกเรานั้นล้ำค่ามากนะ"
"จะชดใช้ก็ได้ ผลึกโลหิตหนึ่งร้อยเม็ด หรือไม่ก็ผลึกวิญญาณหนึ่งล้านเม็ด!"
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา เจียงหลีก็ชะงักไป สีหน้าที่ยอมประนีประนอมก่อนหน้านี้อันตรธานหายไปในพริบตา
"ทำไมพวกเจ้าไม่ไปปล้นเสียเลยล่ะ?"
เจียงหลีขึ้นเสียงสูงทันที นางกำมือแน่น กระบี่ยาวก็ปรากฏขึ้น
"ผลึกโลหิตหนึ่งเม็ดมีมูลค่าเทียบเท่ากับโอสถวิเศษระดับเจ็ดหนึ่งเม็ด และโอสถวิเศษระดับเจ็ดหนึ่งเม็ด อย่างน้อยก็มีมูลค่ามากกว่าหนึ่งพันผลึกวิญญาณ ชีวิตศิษย์วังเสินเซียวของพวกเจ้ามีค่าถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?"
อวิ๋นชิงอี้แค่นเสียงหัวเราะ "ชดใช้ไม่ไหว แล้วจะมาพูดเรื่องชดใช้ทำไม?"
เจียงหลีเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีทางยอมความอย่างแน่นอน จึงหมดอารมณ์จะเจรจาต่อ นางยกกระบี่ขึ้นพร้อมกับมองด้วยสายตาเย็นชา
"ศิษย์น้องเยี่ย ข้าจะพาเจ้าฝ่าวงล้อมออกไปเอง!"
ขณะที่พูด เจียงหลีก็กระชับกระบี่ในมือ ก้าวเท้าพุ่งทะยานเข้าใส่อวิ๋นชิงอี้ที่อยู่ตรงหน้าทันที
หากฉวยโอกาสโจมตีทีเผลอ บางทีอาจจะพอมีทางสู้ได้บ้าง
เมื่ออวิ๋นชิงอี้เห็นเจียงหลีพุ่งเข้ามา เขาก็ไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เขากำหมัดแน่น และซัดหมัดเข้าใส่เจียงหลีโดยตรง
ตูม ...
ร่างของทั้งสองปะทะกัน เสียงระเบิดทุ้มต่ำดังสนั่น
ในวินาทีนั้น ต่างฝ่ายต่างก็ถอยร่นไปหลายก้าว
ทว่าเห็นได้ชัดเจนว่า อวิ๋นชิงอี้นั้นตกเป็นรองอยู่เล็กน้อย
เมื่อเยี่ยอู๋โยวเห็นฉากนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจ
ยอดอัจฉริยะสะท้านโลก ระดับปีศาจ และบุตรแห่งสวรรค์ของขุมอำนาจระดับยักษ์ใหญ่ต่างๆ เขาเองก็เคยสัมผัสมาไม่น้อย
เจียงหลีและอวิ๋นชิงอี้ต่างก็อยู่ในขั้นทะลวงวิญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งที่เจ็ด และอวิ๋นชิงอี้ก็เป็นถึงอัจฉริยะระดับปีศาจของวังเสินเซียว
การที่เจียงหลีสามารถเป็นฝ่ายได้เปรียบ ถือว่าไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
ต้องยอมรับเลยว่า สำนักศึกษาเทียนชิงเล็กๆ แห่งนี้ กลับมีทั้งยอดอัจฉริยะสะท้านโลก ระดับปีศาจ และบุตรแห่งสวรรค์โผล่มามากมาย ช่างเป็นสถานที่ที่ซ่อนพยัคฆ์ซุ่มมังกรเสียจริง
แม้จะชิงความได้เปรียบมาได้ในกระบวนท่าแรก แต่เจียงหลีก็ไม่ได้ชะล่าใจ
หากสู้กันตัวต่อตัว นางก็ไม่ได้เกรงกลัวอวิ๋นชิงอี้ผู้นี้เลยแม้แต่น้อย
แต่ประเด็นสำคัญคือ ฝั่งของนางมีเพียงแค่นางกับเยี่ยอู๋โยวเท่านั้น
ส่วนรอบกายของอวิ๋นชิงอี้ นอกจากมั่วเสี่ยวเตี๋ยที่อยู่ในระดับเดียวกันแล้ว ยังมีอัจฉริยะระดับปีศาจของวังเสินเซียวอีกสองสามคน รวมถึงศิษย์อีกยี่สิบกว่าคนที่มีระดับพลังแตกต่างกันไป
หากคนเหล่านี้แห่กันเข้ามาโจมตีพร้อมกัน ลำพังตัวนางคนเดียวคงรับมือไม่ไหวแน่
เจียงหลียืนถือกระบี่มั่น สายตาเยือกเย็น "ทุกท่าน ปล่อยทางรอดให้ผู้อื่นบ้าง วันหน้าจะได้มองหน้ากันติด หากพวกท่านยังดึงดันจะรังแกกันเกินไป ข้าก็ไม่ใช่คนที่จะยอมอ่อนข้อให้ง่ายๆ หรอกนะ"
"เข้าไปพร้อมกัน ฆ่านางซะ!"
อวิ๋นชิงอี้ที่พลาดท่าในกระบวนท่าแรก ก็รู้ดีว่าหญิงสาวตรงหน้าคือกระดูกชิ้นโต เขาจึงตวาดลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว
ในใจของเขาทั้งตกใจและเดือดดาล
ที่โกรธก็คือ หากมียอดอัจฉริยะสะท้านโลกของวังเสินเซียวคอยควบคุมอยู่ที่นี่ ใครหน้าไหนจะกล้ามาก่อกวนกันล่ะ?
ทว่าตามที่เขารู้มา ยอดอัจฉริยะสะท้านโลกหลายคนของวังเสินเซียว หายสาบสูญไปบ้าง ตายไปบ้าง จนตอนนี้แทบจะไม่มีใครสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เลย
ในทันที อวิ๋นชิงอี้และมั่วเสี่ยวเตี๋ย พร้อมด้วยอัจฉริยะระดับปีศาจอีกสองคน ต่างก็เรียกอาวุธวิเศษออกมา ทั้งสี่คนพุ่งทะยานเข้าใส่เจียงหลีด้วยอานุภาพอันดุดัน
เมื่อเจียงหลีเห็นทั้งสี่คนพุ่งเข้ามาพร้อมกัน สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
"ไม่รู้จักกฎเกณฑ์เอาเสียเลย!" นางสบถด่าออกมาคำหนึ่ง
เจียงหลีรีบคว้าข้อมือของเยี่ยอู๋โยว พลางตวาดลั่น "หนีเร็ว!"
ศิษย์จากขุมอำนาจยักษ์ใหญ่พวกนี้ แต่ละคนล้วนหยิ่งยโสโอหัง หากเสียหน้าไปแล้ว ก็ต้องหาทางทวงคืนมาให้ได้
ลำพังนางเพียงคนเดียว ย่อมรับมือกับการโจมตีประสานของอัจฉริยะระดับปีศาจทั้งสี่คนไม่ไหวอย่างแน่นอน
"ไม่ต้องหนี!" ทว่าในเวลานี้ เยี่ยอู๋โยวกลับยืนหยัดอย่างมั่นคงดุจต้นสนพันปี จนเจียงหลีไม่สามารถดึงตัวเขาให้ขยับได้เลยแม้แต่น้อย
"ศิษย์น้องเยี่ย ข้าสู้ไม่ไหวหรอกนะ" เจียงหลีกล่าวด้วยความร้อนรน
พลังปราณในร่างของเยี่ยอู๋โยวปะทุขึ้น เขาสลัดหลุดจากการเกาะกุมของเจียงหลี จากนั้นก็ก้าวเท้าพุ่งทะยานออกไปไกลหลายจั้ง ตรงเข้าหาอวิ๋นชิงอี้ มั่วเสี่ยวเตี๋ย และพรรคพวกรวมสี่คนในทันที
"หมัดแผดเผาสวรรค์ทลายขุนเขา!"
"หมื่นเพลิงคืนต้นกำเนิด!"
เสียงตวาดทุ้มต่ำดังขึ้น
เยี่ยอู๋โยวกำหมัดแน่น พลังปราณในร่างพุ่งทะยานออกมาอย่างบ้าคลั่ง สัมผัสแห่งจิตวิญญาณอันทรงพลังหลอมรวมเข้ากับพลังปราณ อานุภาพของเพลิงใต้พิภพแฝงตัวอยู่บนประกายหมัด
ตูม ...
หมัดที่ซัดออกไป ในพริบตาก็ปรากฏเงาหมัดนับสิบสาย เงาหมัดแต่ละสายล้วนถูกห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงอันร้อนระอุ ราวกับลูกไฟขนาดยักษ์เส้นผ่านศูนย์กลางกว่าหนึ่งจั้ง พุ่งเข้าใส่อวิ๋นชิงอี้และพรรคพวกทั้งสี่คน
ตูม ตูม ตูม ตูม ...
ในชั่วพริบตา ร่างทั้งสี่ก็ปลิวละลิ่วราวกับใบไม้แห้งร่วงหล่นลงกระแทกพื้น
อวิ๋นชิงอี้และมั่วเสี่ยวเตี๋ยกลิ้งหลุนๆ ไปตามพื้น เลือดกองใหญ่พุ่งกระฉอกออกจากปาก
ส่วนศิษย์ระดับปีศาจขั้นที่หกอีกสองคนนั้น กลับไม่ส่งเสียงร้องออกมาเลยแม้แต่น้อย พวกเขาสิ้นลมหายใจไปในทันที ร่างกายจมกองเลือดที่ไหลเจิ่งนอง
เพียงหมัดเดียว!
ทำให้ศิษย์ระดับปีศาจขั้นที่เจ็ดบาดเจ็บสาหัสถึงสองคน และสังหารศิษย์ระดับปีศาจขั้นที่หกไปอีกสองคน!
เยี่ยอู๋โยว ... นี่มัน ... ขั้นที่สี่งั้นหรือ?
[จบแล้ว]