- หน้าแรก
- พกเพลงฮิตทะลุมิติ มาเป็นซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่ง
- บทที่ 3 - ขอชีวิตที่เบ่งบานตระการตา
บทที่ 3 - ขอชีวิตที่เบ่งบานตระการตา
บทที่ 3 - ขอชีวิตที่เบ่งบานตระการตา
บทที่ 3 - ขอชีวิตที่เบ่งบานตระการตา
รายการเสียงสวรรค์บันดาลได้รับความรักจากผู้ชมมาตั้งแต่เริ่มออกอากาศ
นับว่าเป็นรายการประกวดร้องเพลงที่ได้รับความนิยมสูงสุดในขณะนี้
ด้วยความสำเร็จจากซีซั่นแรก เสียงสวรรค์บันดาลในซีซั่นนี้จึงโด่งดังเป็นพลุแตกตั้งแต่ตอนแรกที่ออกอากาศ
เรตติ้งรายการพุ่งทำลายสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง
ในตอนนี้ การถ่ายทอดสดไม่ได้มีแค่ทางโทรทัศน์เท่านั้น แต่ยังมีการสตรีมมิ่งผ่านระบบอินเทอร์เน็ตแบบเรียลไทม์ควบคู่ไปด้วย
"ลำดับต่อไป ขอเชิญผู้เข้าแข่งขันหมายเลขเจ็ด หวังคุนหลง"
"มาในบทเพลง ความรักที่แสนเศร้า ครับ"
พิธีกรจับไมโครโฟนแน่น
เขาแนะนำผู้เข้าแข่งขันให้ผู้ชมทุกคนได้รู้จักด้วยน้ำเสียงที่กระตือรือร้นและเต็มไปด้วยพลัง
อารมณ์ที่พลุ่งพล่านของเขาช่วยปลุกเร้าบรรยากาศในห้องส่งให้คึกคักขึ้น
เสียงโห่ร้องยินดีดังกระหึ่มจากผู้ชมด้านล่างเวที
"ผู้เข้าแข่งขันหวังคุนหลงคนนี้ไม่เลวเลยนะ ถือว่าเป็นตัวเก็งคนหนึ่ง"
"ส่วนตัวผมค่อนข้างชื่นชมเขาเลยล่ะ"
ที่ที่นั่งกรรมการด้านล่างเวที
หวังเฟิง นักร้องซูเปอร์สตาร์ชื่อดังก็เอ่ยปากวิจารณ์ด้วยความชื่นชม
"พี่เฟิง คุณเป็นนักร้องเพลงร็อกนี่นา"
"ไม่คิดเลยนะว่าคุณจะชอบนักร้องแนวเพลงรักหวานซึ้งด้วย"
"ทำเอาเซอร์ไพรส์ไปเลยนะเนี่ย" เจิงเสียงเฉิง กรรมการอีกท่านรีบพูดหยอกล้อขึ้นมา
การโต้ตอบกันระหว่างกรรมการในการประกวดก็ถือเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่ง
ผู้ชมบางกลุ่มชอบดูอะไรแบบนี้
พวกเขาชอบดูเวลาที่กรรมการโต้เถียงหรือหยอกล้อกัน
บางครั้งผู้ชมก็ตั้งหน้าตั้งตารอที่จะได้เห็นกรรมการฉะกันดุเดือดเพื่อปกป้องลูกทีมของตัวเอง
"ดนตรีไม่มีการแบ่งแยกประเภทหรอกครับ"
"ไม่ว่าเขาจะร้องเพลงแนวไหน ขอแค่ร้องออกมาได้เพราะ ผมก็ชอบหมดนั่นแหละ" หวังเฟิงหัวเราะร่วน
เขาตอบกลับด้วยทัศนคติที่เปิดกว้าง
"อาจารย์หวัง แค่ประโยคนี้ของคุณ"
"ผมว่าเทรนด์ทวิตเตอร์พรุ่งนี้คงไม่มีใครแย่งซีนคุณไปได้แล้วล่ะ" กรรมการชายอีกคนก็อดที่จะแซวไม่ได้
เมื่อได้ยินคำว่าเทรนด์ทวิตเตอร์ หวังเฟิงก็ถึงกับหัวเราะออกมา
เขาปรายตามองไปยังซูเสวี่ยเหมยที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้กรรมการ
แววตาของเขาแฝงความนัยบางอย่างเอาไว้
ที่เก้าอี้กรรมการ ซูเสวี่ยเหมยเป็นกรรมการหญิงเพียงคนเดียว
เธอทำเพียงแค่นั่งยิ้มและร่วมพูดคุยกับทุกคนด้วยท่าทีผ่อนคลาย
ตัวเธอเองไม่ได้วิจารณ์อะไรออกมามากนัก
นั่นเป็นเพราะเธอรู้ดีอยู่แก่ใจว่าคู่แข่งที่หวังคุนหลงจะต้องเจอคือมู่เฉินซี ศิลปินที่เธอแช่แข็งมาตลอดสามปี
และตัวเธอเองก็มั่นใจว่าจะจัดการหวังคุนหลงให้อยู่หมัดได้เช่นกัน
เมื่อเสียงดนตรีบนเวทีดังขึ้น บรรดากรรมการก็หยุดพูดคุยกัน
พวกเขาทั้งหมดทำท่าทางดื่มด่ำไปกับเสียงเพลงและเริ่มตั้งใจฟังการแสดงของหวังคุนหลง
หวังคุนหลงเป็นไอดอลหน้าใสที่ขายหน้าตา
แม้ทักษะการร้องเพลง ความรักที่แสนเศร้า ของเขาจะอยู่ในระดับกลางๆ
แต่ก็ไม่อาจต้านทานความคลั่งไคล้ของเหล่าแฟนคลับสาวๆ ได้เลย
เมื่อเพลงจบลง แฟนคลับสาวด้านล่างเวทีก็กรีดร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น
"หลงหลงร้องเพลงเพราะมากเลย"
"พร้อมลุยบุกน้ำลุยไฟ ขอติดตามไปตลอดกาล หลงหลง พวกเราจะสนับสนุนนายตลอดไป"
"หลงหลงเก่งที่สุด พวกเราจะขอเป็นติ่งนายไปชั่วชีวิต"
ในขณะเดียวกัน บรรดากรรมการก็พากันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า หวังคุนหลงก็คลี่ยิ้มออกมา
สายตาของเขาจับจ้องไปที่มู่เฉินซีซึ่งกำลังยืนกอดกีตาร์รอคิวอยู่ด้านล่างเวที
จู่ๆ เขาก็ยกไมโครโฟนขึ้นมาแล้วพูดว่า
"ขอบคุณทุกการสนับสนุนและความรักที่มอบให้ผมเสมอมานะครับ"
"ผมรู้มาว่าผู้เข้าแข่งขันที่จะต้องมาดวลกับผมเป็นรุ่นพี่เก่าแก่ท่านหนึ่ง"
หวังคุนหลงจงใจเน้นเสียงตรงคำว่า เก่าแก่ อย่างหนักแน่น
มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันอย่างไม่คิดจะปิดบัง
"ทุกคนต่างบอกว่าอนาคตคือเวทีของคนรุ่นใหม่"
"แต่พวกเราก็ยังต้องให้ความเคารพผู้อาวุโสตามสมควร"
"เพราะท้ายที่สุดแล้วรสชาติของการหมดไฟมันคงไม่น่าอภิรมย์สักเท่าไหร่"
คำพูดของเขาช่างเชือดเฉือนหัวใจ
เมื่อมู่เฉินซีที่อยู่ด้านล่างได้ยินคำพูดของหวังคุนหลง เขาก็หลุดขำออกมา
การส่งสายตาระหว่างหวังคุนหลงกับซูเสวี่ยเหมยนั้น เขาเห็นมันอย่างชัดเจน
ไอ้พวกขายหน้าตา ไอ้แมงดาเอ๊ย
เมื่อหวังคุนหลงเดินลงจากเวที มู่เฉินซีก็กอดกีตาร์เดินขึ้นไปแทน
ในขณะเดียวกัน เสียงเซ็งแซ่ก็ดังระงมมาจากกลุ่มผู้ชมด้านล่าง
"แหวะ มู่เฉินซีเป็นใครมาจากไหนกัน"
"เขามีสิทธิ์อะไรมาแย่งโควตาเข้ารอบกับหลงหลงของพวกเรา"
"จิ๊ๆ เมื่อก่อนก็เคยปล่อยเพลงฮิตออกมาเพลงนึงแหละ"
"แต่หลังจากนั้นก็หายเงียบเข้ากลีบเมฆไปเลย ฝีมือก็คงมีแค่นั้นแหละ"
"จะเอาอะไรมาสู้หลงหลงของเราได้"
"ได้ยินมาว่าติดเหล้าหนักด้วยนะ"
"เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งถูกปาปารัสซี่แอบถ่ายรูปไว้ได้"
"จิ๊ๆ กระดกเบียร์รวดเดียวเจ็ดแปดขวด เสียงพังก็สมควรแล้วล่ะ"
"ดูหลงหลงของพวกเราสิ ขนาดไข้ขึ้นสี่สิบสององศาก็ยังไปซ้อมเลย"
แฟนคลับของหวังคุนหลงไม่ได้เห็นมู่เฉินซีอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
เพราะในฐานะแฟนคลับที่หลับหูหลับตาเชียร์ ตอนนี้ในสายตาของพวกเธอมีเพียงหวังคุนหลงคนเดียวเท่านั้น
"สวัสดีครับทุกคน ผมชื่อมู่เฉินซี"
หลังจากขึ้นมายืนบนเวที มู่เฉินซีก็กอดกีตาร์ไว้แล้วกวาดสายตามองผู้ชม
เขาแนะนำตัวเองด้วยท่าทีสุภาพและเป็นมิตร
เมื่อกรรมการทั้งสี่เห็นเขาเดินขึ้นมา ทุกคนต่างก็ส่ายหน้าอย่างต่อเนื่อง
เห็นได้ชัดว่าเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับหวังคุนหลงแล้ว ทุกคนต่างก็ไม่ได้คาดหวังในตัวมู่เฉินซีเลย
หายหน้าไปตั้งสามปี แถมยังมีปัญหาเรื่องเสียงอีก
ไม่ว่าจะเทียบเรื่องความนิยมหรือสไตล์การร้องเพลง ก็ยากที่จะไปเทียบชั้นกับหวังคุนหลงได้
แต่ในตอนนั้นเอง เสียงดนตรีประกอบที่ควรจะดังขึ้นกลับเงียบสนิท
หลังเวทีเกิดความวุ่นวายขึ้นมาทันที
เครื่องเสียงขัดข้อง
"อุปกรณ์มีปัญหา"
เมื่อมู่เฉินซีสังเกตเห็นความผิดปกติจากหลังเวที
เขาก็ปรายตามองไปยังซูเสวี่ยเหมยที่นั่งอยู่ด้านล่าง
ในขณะนี้เธอกำลังจ้องมองมู่เฉินซีด้วยรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา
ก็แค่เสแสร้งทำเป็นยิ้มให้ผู้ชมทางบ้านเห็นเท่านั้นแหละ
ความหมายที่แฝงอยู่ในรอยยิ้มนั้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคืออะไร
แต่คิดเหรอว่าทำแค่นี้แล้วจะหยุดฉันได้
มู่เฉินซียกกีตาร์ขึ้นมา ปลายนิ้วกรีดกรายลงบนสาย
การยืนบนเวทีของเขามั่นคงมาก ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติไปหมด
เขาเริ่มรู้สึกว่าในวินาทีนี้ เขาได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับกีตาร์ไปแล้ว
ความกังวลและสิ่งรบกวนในใจถูกลบหายไปในพริบตา
มู่เฉินซีจมดิ่งเข้าสู่โลกแห่งเสียงดนตรีของเขาอย่างสมบูรณ์
ท่วงทำนองท่อนอินโทรที่ทรงพลังถูกบรรเลงออกมาในชั่วขณะนั้น
วินาทีที่เสียงกีตาร์ดังขึ้น สีหน้าของกรรมการหลิวฮ่วนก็เผยให้เห็นถึงความประหลาดใจ
ตัวโน้ตเหล่านั้นหลั่งไหลออกมาจากปลายนิ้วของมู่เฉินซีราวกับสายน้ำ
เพียงแค่ไม่กี่จังหวะของท่อนอินโทร มันก็ล้ำหน้ากว่าฝีมือของพวกที่เล่นกีตาร์มานับสิบปีไปไกลลิบแล้ว
มู่เฉินซีคนนี้มีของจริงๆ ด้วย
แต่ในไม่ช้า เจิงเสียงเฉิงก็หันไปมองซูเสวี่ยเหมยที่นั่งอยู่ข้างๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างกะทันหัน
"ท่อนอินโทรดนตรีเพราะใช้ได้เลย"
"แต่นักร้องคนนี้ ผมเคยฟังเขาร้องเพลงมาก่อน"
"รายละเอียดในการร้องเขามีปัญหาเยอะมาก"
"เพลงที่เขาร้องออกมาอาจจะทำให้ทุกคนผิดหวังก็ได้นะครับ"
"ผมฟังอินโทรของเขาแล้ว รู้สึกว่ามีกลิ่นอายของความเป็นร็อกอยู่นะ" เจิงเสียงเฉิงยิ้มบางๆ
น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความรู้สึกเย้าแหย่
"ดนตรีร็อกไม่ใช่ว่าใครจะร้องให้ออกมาดีได้ง่ายๆ นะครับ"
"การจะร้องเพลงร็อกให้ถึงแก่นได้ มันต้องมีทักษะระดับสูงมากทีเดียว"
กรรมการหวังเฟิงนั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากการเป็นนักร้องเพลงร็อก
คำพูดของเขาจึงบ่งบอกได้ชัดเจนว่าเขาไม่ได้รู้สึกประทับใจผู้เข้าแข่งขันที่ชื่อมู่เฉินซีคนนี้เลย
"หึๆ จะดิ้นรนไปก็เปล่าประโยชน์"
"ถ้าไม่ยอมทำตามที่ฉันสั่ง แกก็จะไม่มีวันได้ผงาดขึ้นมาอีกเลย" ซูเสวี่ยเหมยแอบหัวเราะเยาะอยู่ในใจ
เธอวางแผนจะคัดมู่เฉินซีออกตั้งแต่เทปแรกที่ออกอากาศนี่แหละ
จนถึงตอนนี้ อุปกรณ์ก็ยังซ่อมไม่เสร็จ
แต่มู่เฉินซีไม่ได้สนใจเรื่องนั้นอีกต่อไปแล้ว
เขาและกีตาร์ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน นิ้วของเขาบรรเลงสายกีตาร์ไปตามสัญชาตญาณ
เขาลืมไปแล้วว่ากำลังอยู่ในการแข่งขัน ลืมแม้กระทั่งผู้ชมที่อยู่ตรงหน้า
ทุกสิ่งทุกอย่างถูกเขาทิ้งไว้เบื้องหลังจนหมดสิ้น
ในเวลานี้ ในโลกของเขามีเพียงแค่ตัวเขากับดนตรีเท่านั้น
เสียงกีตาร์ที่มู่เฉินซีดีดนั้นเต็มไปด้วยพลังและความหนักแน่น
มันสร้างจังหวะที่เร้าใจจนทำให้ผู้ชมด้านล่างเงียบกริบ
ท่วงทำนองดนตรีดังก้องกังวานอยู่ในหูของทุกคน
และในวินาทีนั้นเอง มู่เฉินซีก็เริ่มเปล่งเสียงร้องออกมา
ขอชีวิตที่เบ่งบานตระการตา
[จบแล้ว]