- หน้าแรก
- ซูเปอร์สตาร์สายบวก ตบหน้าทั้งวงการด้วยผลงานระดับเทพ
- บทที่ 12 - ผลงานที่คู่ควร
บทที่ 12 - ผลงานที่คู่ควร
บทที่ 12 - ผลงานที่คู่ควร
บทที่ 12 - ผลงานที่คู่ควร
ชายหนุ่มหน้าตาดี อายุราวๆ สามสิบปีนั่งอยู่ตรงนั้น
จางหยางจำได้ทันทีว่าผู้ชายคนนี้ชื่อ หลี่อี้
เขาเป็นนักแสดงสมทบในภาพยนตร์เรื่องใหม่ของต่งซือซือ
รับบทเป็นเพื่อนสมัยเด็กของนางเอกในตอนโต แม้จะบทไม่เยอะ คล้ายๆ กับมารับเชิญ แต่หลี่อี้ก็ถือเป็นดาราที่มีชื่อเสียงในวงการพอตัว
ตอนนี้เขากำลังพูดคุยกับต่งซือซืออย่างออกรส
"ซือซือ"
"ผมได้ยินจากผู้กำกับว่าคุณไม่ค่อยพอใจเพลงประกอบภาพยนตร์ที่เรามีอยู่"
"ผมก็เลยตั้งใจแต่งเพลงขึ้นมาเพลงนึง เป็นเพลงร้องคู่"
"ถึงเวลาเราก็มาร้องเพลงนี้ด้วยกันไงครับ"
หลี่อี้เสนอ
"คงไม่ต้องรบกวนหรอกค่ะ"
"ฉันหาเพลงได้แล้วล่ะ"
ต่งซือซือปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
"หาได้แล้วเหรอครับ"
หลี่อี้ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ
"ซือซือครับ"
"เพลงที่ผมเตรียมมาเนี่ย ผมเชิญอาจารย์หลี่เมิ่งเจี๋ยจากวิทยาลัยดนตรีมาช่วยเรียบเรียงดนตรีให้เลยนะ"
"อาจารย์ตั้งใจทำเพลงนี้ขึ้นมาเพื่อภาพยนตร์ของเราโดยเฉพาะเลย"
หลี่อี้พยายามหว่านล้อม
"คือว่า..."
ต่งซือซือเริ่มรู้สึกลำบากใจ
เธอไม่ได้อยากจะร้องเพลงคู่กับหลี่อี้เลยสักนิด
แต่ชื่อของหลี่เมิ่งเจี๋ยก็เป็นถึงนักดนตรีชื่อดังในวงการบันเทิง ผู้ซึ่งมีความสามารถทั้งแต่งเนื้อร้องและทำนองที่หาตัวจับยาก
และตอนนี้เธอก็ไม่ค่อยจะรับงานแต่งเพลงให้ใครง่ายๆ เสียด้วย
แต่สำหรับเพลงของจางหยาง ต่งซือซือรู้สึกพอใจกับมันมากแล้วจริงๆ
ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่รีบนัดจางหยางมาอัดเสียงก่อนที่ผู้กำกับจะอนุมัติแบบนี้หรอก
"ซือซือครับ"
"คุณต้องเข้าใจนะว่ากว่าผมจะเชิญอาจารย์หลี่เมิ่งเจี๋ยมาเป็นที่ปรึกษาได้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย"
"แล้วจะมีเพลงไหนยอดเยี่ยมไปกว่าเพลงของอาจารย์หลี่เมิ่งเจี๋ยได้อีกล่ะครับ"
"เพลงประกอบมีหน้าที่ในการดึงจุดเด่นของภาพยนตร์ออกมาให้สมบูรณ์แบบ จะทำลวกๆ ไม่ได้หรอกนะ"
"จากวันที่คุณอัดเพลงแล้วรู้สึกไม่โอเคจนถึงวันนี้ เพิ่งจะผ่านมาแค่สองวันเอง"
"เวลาแค่สองวัน ถ้าไม่ใช่ระดับอาจารย์หลี่เมิ่งเจี๋ย จะมีใครที่ไหนสามารถแต่งเพลงดีๆ ออกมาได้"
"ผมว่าคุณต้องโดนพวกมิจฉาชีพหลอกเอาแน่ๆ เลย"
หลี่อี้พูดเป็นฉากๆ
เมื่อจางหยางได้ยินคำพูดของหลี่อี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงหัวเราะเยาะอยู่ในใจ
ไอ้หมอนี่ ดูปราดเดียวก็รู้แล้วว่ากำลังคิดจะจีบต่งซือซือ ถึงได้กระตือรือร้นจะมาร้องเพลงคู่อะไรนี่
แต่การจะจีบผู้หญิงด้วยการใช้วิธีเหยียบย่ำคนอื่นเพื่อยกตัวเองให้ดูสูงขึ้นแบบนี้ มันหน้าด้านเกินไปหน่อยไหม
เดิมทีจางหยางไม่ได้ซีเรียสเลยว่าภาพยนตร์เรื่องใหม่ของต่งซือซือจะเลือกใช้เพลงประกอบเพลงไหน
การที่เธอจะใช้เพลงของเขาหรือเพลงของใคร มันก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับเขาสักนิด
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเดินมาเหยียบหน้ากันถึงที่ เขาก็ไม่ใช่คนใจดีที่จะยอมให้ใครมาเหยียบย่ำฟรีๆ หรอกนะ
"การที่คุณไม่มีปัญญาแต่งเพลงออกมาได้"
"มันก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะแต่งไม่ได้นี่ครับ"
"การไปด่วนตัดสินคนอื่นว่าเป็นพวกหลอกลวงแบบนี้"
"มารยาทพื้นฐานในฐานะมนุษย์ของคุณหายไปไหนหมดล่ะครับ"
จางหยางเดินเข้าไปแทรกบทสนทนา
"จางหยาง"
"นายมาทำอะไรที่นี่"
หลี่อี้หันไปเห็นจางหยางก็ถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ
"ผมก็เป็นคนที่แต่งเพลงให้ต่งซือซือไงล่ะครับ"
"แล้ววันนี้เธอก็มาที่นี่เพื่อจะอัดเพลงที่ผมแต่ง"
"การที่ผมจะมายืนอยู่ตรงนี้มันแปลกตรงไหนเหรอครับ"
จางหยางตอบกลับเสียงเรียบ
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่อี้ก็ระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่น
"ฮ่าๆๆ"
"เพลงที่นายแต่งเนี่ยนะ"
"ตลกชะมัดเลยว่ะ"
"ฉันถึงบอกไงว่าเวลาแค่นี้คนที่แต่งเพลงได้มีแค่สองประเภท"
"ไม่เป็นคนเก่งระดับเทพ ก็เป็นพวกมิจฉาชีพสิบแปดมงกุฎ"
"และนายก็จัดอยู่ในประเภทหลังอย่างไม่ต้องสงสัย"
"ชื่อเสียงอันเน่าเฟะของนาย จางหยาง มีใครในวงการบันเทิงบ้างที่ไม่รู้"
"ยังมีหน้ามาอ้างว่าแต่งเพลงอีกเหรอ"
"มีเรื่องฉาวโฉ่ขนาดนั้น ถ้าเป็นฉันคงหาปี๊บคลุมหัวมุดแผ่นดินหนีไปแล้ว"
"ไม่กล้าโผล่หน้ามาเดินลอยชายแบบนี้หรอก"
หลี่อี้เรียนจบจากวิทยาลัยดนตรีโดยตรง ถือว่าเป็นสายเลือดแท้ของวงการ
เขาจึงรู้สึกดูแคลนพวกดาราไอดอลที่มาจากรายการประกวด และโด่งดังได้เพราะรูปร่างหน้าตาโดยไม่มีความสามารถอะไรเลยอย่างจางหยางเป็นอย่างมาก
หลี่อี้มั่นใจว่าตัวเองเป็นนักแสดงสายฝีมือ เขาจึงไม่เคยเห็นพวกไอดอลที่ถูกปั้นแต่งขึ้นมาเหล่านี้อยู่ในสายตา
เพียงแต่เมื่อก่อนจางหยางมีกระแสความนิยมสูงมาก ต่อให้เขาจะไม่พอใจ เขาก็ไม่กล้าพูดจาขวานผ่าซากใส่ตรงๆ
แต่ตอนนี้จางหยางกลายเป็นดาราประวัติเสียไปแล้ว พวกไอดอลที่พังเพราะข่าวฉาวแบบนี้ โอกาสจะกลับมาเกิดใหม่นั้นแทบจะเป็นศูนย์
เขาจึงไม่จำเป็นต้องเกรงใจหรือเห็นหัวจางหยางอีกต่อไป
อีกอย่าง หลี่อี้แอบชอบต่งซือซือมาตั้งแต่ตอนที่ภาพยนตร์เพิ่งปิดกล้อง
เขาเคยชวนเธอออกเดต แต่ต่งซือซือก็เอาแต่บ้างานและมีท่าทีเฉยชากับเขามาตลอด
หลี่อี้จึงพยายามหาทางสร้างความสนิทสนมกับเธอผ่านเรื่องงาน
แต่ภาพยนตร์ก็ถ่ายทำเสร็จไปแล้ว นอกจากการเดินสายโปรโมท ก็แทบจะไม่มีงานอะไรให้ต้องมาเจอกันอีก
หลี่อี้จึงนึกถึงเรื่องเพลงประกอบภาพยนตร์ขึ้นมาได้
เขารู้ว่าต่งซือซือตั้งใจจะร้องเพลงประกอบเรื่องนี้เอง
เขาจึงรีบไปขอร้องให้อาจารย์หลี่เมิ่งเจี๋ยแต่งเพลงคู่ขึ้นมาให้
หากเขาขอให้ผู้กำกับเปลี่ยนเพลงประกอบเป็นเพลงนี้ได้ล่ะก็
ด้วยบารมีของอาจารย์หลี่เมิ่งเจี๋ย ผู้กำกับต้องยอมเปลี่ยนให้เขาอย่างไม่ลังเลแน่
เมื่อถึงเวลานั้น เขาก็จะได้ร้องเพลงคู่กับต่งซือซือ
และเมื่อเพลงถูกปล่อยออกไป เขาก็สามารถใช้กระแสจากเพลงมาปั่นข่าวคู่จิ้น
เพื่อใช้เป็นฐานสนับสนุนในการตามจีบต่งซือซือต่อไป
ในขณะที่เขากำลังหาจังหวะเหมาะๆ เพื่อไปคุยกับผู้กำกับเรื่องเปลี่ยนเพลง
เขาก็บังเอิญได้ยินมาว่าต่งซือซือไม่ค่อยพอใจเพลงประกอบที่เลือกไว้
มันช่างเข้าทางเขาพอดี เขาจึงจงใจมาทำทีว่า ทราบเรื่องที่เธอไม่พอใจเพลงเก่า
ก็เลยอุตส่าห์ไปขอร้องให้อาจารย์หลี่เมิ่งเจี๋ยแต่งเพลงใหม่ให้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของเขา
"ความสามารถในการแต่งเพลงน่ะ"
"มันไม่ได้ตัดสินกันแค่คำพูดพล่อยๆ ของคุณไม่กี่ประโยคหรอกนะครับ"
จางหยางไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองแต่อย่างใด
ถ้าต้องมานั่งโมโหกับคนพรรค์นี้ มันจะทำให้เขาดูแย่ลงไปเสียเปล่าๆ
"จะแต่งก็แต่งได้แหละ"
"แค่เอาเนื้อร้องกับทำนองมายำรวมกันมั่วๆ ใครๆ ก็ทำได้ปะ"
"เวลาแค่สองวันจะไปแต่งเพลงอะไรออกมาได้"
"สงสัยโดนแฟนคลับอวยจนลืมตัวไปแล้วมั้ง"
"หลงคิดว่าตัวเองเป็นของจริงขึ้นมาหรือไง"
หลี่อี้พูดจาถากถางด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เขาไม่เคยเห็นไอดอลอย่างจางหยางอยู่ในสายตาอยู่แล้ว ยิ่งไม่มีคนคอยหนุนหลัง ก็เป็นได้แค่ขยะเปียกเท่านั้น
ที่สำคัญที่สุดคือ ตอนนี้ผู้หญิงที่เขาหมายปองกำลังจะไปร้องเพลงที่ไอ้ขยะนี่แต่ง
เรื่องอะไรเขาจะยอมปั้นหน้ายิ้มให้ล่ะ
"คุณหาว่าผมใช้เวลาสองวันแต่งเพลงดีๆ ออกมาไม่ได้"
"แล้วเพลงของคุณไม่ได้ใช้เวลาแต่งแค่สองวันเหมือนกันเหรอ"
จางหยางสวนกลับ
"มันจะไปเหมือนกันได้ยังไง"
"นี่นายกำลังหลงตัวเองคิดว่าเก่งกว่าอาจารย์หลี่เมิ่งเจี๋ยอีกเหรอ"
หลี่อี้ถามด้วยความหมั่นไส้
"งานวรรณกรรมไม่มีอันดับหนึ่ง งานศิลปะการต่อสู้ไม่มีอันดับสอง"
"การแต่งเพลงก็จัดอยู่ในหมวดหมู่งานวรรณกรรมสร้างสรรค์"
"มันมีแต่คำว่าเหมาะสมกว่า ไม่มีคำว่าใครเก่งกว่าใครหรอกครับ"
"เพลงเด็กบางเพลง เนื้อร้องและทำนองอาจจะดูเรียบง่าย"
"แต่มันก็ถือว่าเป็นเพลงเด็กที่ยอดเยี่ยมไม่ใช่เหรอ"
"อาจารย์หลี่เมิ่งเจี๋ยเป็นผู้อาวุโสในวงการ ผมไม่บังอาจไปเทียบรัศมีกับท่านหรอก"
"แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเพลงที่ผมแต่งจะไม่เหมาะสมกับภาพยนตร์ของต่งซือซือนี่ครับ"
จางหยางอธิบายอย่างมีหลักการ
เขาไม่จำเป็นต้องยกตัวเองให้สูงขึ้นด้วยการไปเหยียบย่ำคนอื่น
"ถ้าเป็นคนอื่นพูดแบบนี้มันก็น่าฟังอยู่หรอก"
"แต่คนอย่างนายมีสิทธิ์อะไรมาพูดคำพวกนี้"
"หมายความว่านายกำลังจะบอกว่าเพลงของนายเหมาะสมกับภาพยนตร์เรื่องนี้มากกว่าเพลงของฉันงั้นสิ"
หลี่อี้แค่นเสียงเหยียดหยาม
"เรื่องแบบนั้นใครจะไปรู้ล่ะครับ"
จางหยางยักไหล่เบาๆ
"ดี"
"ฉันส่งเดโม่ไปให้ผู้กำกับฟังแล้ว"
"เดี๋ยวฉันจะโทรหาผู้กำกับเดี๋ยวนี้เลย"
"จะได้รู้ดำรู้แดงกันไปเลยว่านายมันดีแต่ปาก"
พูดจบหลี่อี้ก็ล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วกดโทรออกหาผู้กำกับ
"ฮัลโหล ผู้กำกับหลิว"
"ผมหลี่อี้เองนะครับ"
หลี่อี้จงใจเปิดลำโพงเพื่อให้จางหยางได้ยินชัดๆ จะได้หน้าแตกตายไปเลย
"อ้อ อ้อ"
"ผมกำลังจะโทรหาคุณอยู่พอดีเลย เรื่องเพลงประกอบภาพยนตร์ที่คุณส่งมานั่นแหละ"
เสียงปลายสายตอบกลับ
"หึหึ"
"ผู้กำกับหลิว เพลงประกอบที่ผมส่งไปให้ยอดเยี่ยมมากเลยใช่ไหมล่ะครับ"
หลี่อี้พูดด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
"อืม"
"ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากจริงๆ นั่นแหละ"
"ถ้างั้นเราเคาะเอาเพลงนี้เลยแล้วกันนะครับ"
"เดี๋ยวผมจะไปคุยกับซือซือให้นัดเวลามาอัดเสียงกัน"
"จะได้ไม่กระทบกับกำหนดการโปรโมทภาพยนตร์"
หลี่อี้ปรายตามองจางหยางอย่างผู้ชนะ
"เอ่อ"
"คืออย่างนี้นะหลี่อี้"
"ก่อนที่คุณจะส่งเพลงมาให้ผม"
"ซือซือเขาก็ส่งเดโม่เพลงนึงมาให้ผมฟังเหมือนกัน"
"เราเอาสองเพลงนี้มาลองเทียบกันดูแล้ว"
"เราตัดสินใจว่าจะเลือกใช้เพลงของซือซือนะ"
"เพราะเพลงที่เธอเลือกมันเข้ากับแก่นของภาพยนตร์มากกว่า"
ผู้กำกับหลิวพยายามพูดรักษาน้ำใจอย่างที่สุด
"อะไรนะครับ ผู้กำกับหลิว"
"คุณ คุณไม่ได้ล้อผมเล่นใช่ไหม"
"เพลงของผมอาจารย์หลี่เมิ่งเจี๋ยเป็นคนลงมือแต่งให้เองเลยนะครับ"
"คุณรู้หรือเปล่าว่าเพลงที่ต่งซือซือส่งให้คุณน่ะ ใครเป็นคนแต่ง"
"จางหยางนะครับ"
"ฝีมือระดับจางหยางเป็นยังไง คนทั้งวงการเขารู้กันหมดแล้ว"
"มันจะเป็นไปได้ยังไงที่เพลงของเขาจะดีกว่าเพลงของอาจารย์หลี่เมิ่งเจี๋ย"
หลี่อี้คิ้วขมวดเป็นปม
"จางหยางแต่งเองเหรอ"
น้ำเสียงปลายสายฟังดูประหลาดใจไม่น้อย ก่อนจะอธิบายต่อ
"เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวนะที่คิดแบบนี้"
"ผมเอาไปให้โปรดิวเซอร์ฟังแล้วด้วย"
"ทุกคนลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าเพลง โชคดีเล็กๆ เพลงนั้นมันเข้าถึงอารมณ์มากกว่า"
"และสื่อถึงแก่นของภาพยนตร์ออกมาได้ดีกว่า"
"มันเหมือนกับเป็นเพลงที่แต่งมาเพื่อภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะเลยล่ะ"
[จบแล้ว]