เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 190 - ความสัมพันธ์ของประธานหวังกับหวังชิงสุ่ย

บทที่ 190 - ความสัมพันธ์ของประธานหวังกับหวังชิงสุ่ย

บทที่ 190 - ความสัมพันธ์ของประธานหวังกับหวังชิงสุ่ย


บทที่ 190 - ความสัมพันธ์ของประธานหวังกับหวังชิงสุ่ย

เมื่อเห็นว่าดึกมากแล้ว เสิ่นอี้จึงบอกให้จูหลินเลิกงานกลับไปพักผ่อน

ส่วนตัวเขาก็รับหน้าที่ดูแลต้อนรับเพื่อนเก่าทั้งสองคนนี้เอง

หลังจากรายการพรุ่งนี้แห่งดวงดาวจบลง จางหลินกับจูเสี่ยวเสี่ยวก็เซ็นสัญญากับหลานซิงเอนเตอร์เทนเมนต์เช่นกัน

แต่เพราะต่างคนต่างก็ยุ่งอยู่กับงานของตัวเอง จึงแทบจะไม่มีโอกาสได้เจอกันเลย

ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่เคยขาดการติดต่อกัน

ทั้งสามคนตั้งกลุ่มแชตขึ้นมา เอาไว้แชร์เรื่องราวสนุกๆ และบางครั้งก็เอาไว้บ่นระบายความเครียด

สำหรับเสิ่นอี้แล้ว สองคนนี้ถือเป็นเพื่อนแท้เพียงไม่กี่คนในโลกใบนี้

"บริษัทใหม่ของนายนี่ไม่เลวเลยนะ เสิ่นอี้"

จูเสี่ยวเสี่ยวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเซลฟี่ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกไปทั่วทุกมุม

พอถ่ายรูปครบเก้าใบ เธอก็อัปรูปลงโมเมนต์พร้อมแคปชันว่า "บริษัทใหม่ การเริ่มต้นใหม่"

"ก็พอใช้ได้แหละ"

เสิ่นอี้รินน้ำให้เพื่อนทั้งสองคน

ตอนนี้ในบริษัทไม่มีใครอยู่แล้ว ทั้งสามคนจึงทำตัวตามสบาย

"เสิ่นอี้ บริษัทนายมีสวัสดิการที่พักกับอาหารให้ศิลปินที่เซ็นสัญญาด้วยไหม"

"ฉันกับเสี่ยวเสี่ยวเพิ่งจะฉีกสัญญากับหลานซิงเอนเตอร์เทนเมนต์มาหมาดๆ ต้องย้ายออกจากหอพัก ตอนนี้ยังไม่มีที่ซุกหัวนอนเลยเนี่ย"

จางหลินทำหน้าตาหน้าสงสาร

อันที่จริงเขาก็พอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง แต่เพราะฉีกสัญญาก่อนกำหนด เงินเก็บส่วนนั้นเลยต้องเอาไปจ่ายค่าปรับจนหมดเกลี้ยง

"ถ้านายบอกว่าไม่มีที่ไปฉันยังพอเชื่อ แต่เสี่ยวเสี่ยวนี่สิ เลิกพูดไปได้เลย"

"พ่อเธอมีบ้านกี่หลังในเมืองโม่ตู จะเป็นไปได้ยังไงที่เธอจะไม่มีที่พัก"

เสิ่นอี้อดไม่ได้ที่จะกลอกตาใส่

จูเสี่ยวเสี่ยวเป็นถึงลูกคุณหนูบ้านรวย ที่มาทำดนตรีก็เพราะความชอบล้วนๆ

ไม่เหมือนกับเขาและจางหลินที่ต้องดิ้นรนทำเพลงเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง

"บ้านที่พ่อฉันซื้อไว้แต่ละหลังอยู่ไกลจากบริษัทนายตั้งเยอะ ต่อให้จะซื้อใหม่สักหลัง ก็ต้องรอพรุ่งนี้ถึงจะจัดการเรื่องโอนได้ไม่ใช่เหรอ"

"เพราะงั้นคืนนี้ฉันก็เลยยังไม่มีที่นอนเหมือนกัน"

"ฉันไม่ไปนอนโรงแรมเด็ดขาดนะ มันอันตรายจะตายไป"

จูเสี่ยวเสี่ยวส่ายหน้าดิก

"..."

"..."

เสิ่นอี้กับจางหลินแอบบ่นในใจพร้อมกันว่า "นี่แหละนะข้ออ้างของพวกลูกคนรวย"

"เอาอย่างนี้ คืนนี้พวกนายไปพักที่บ้านฉันก่อนก็แล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยให้พี่หลินจัดการหาที่พักให้"

"งั้นก็ได้ ยอมทนลำบากไปก่อนคืนนึงก็แล้วกัน"

"นี่เรียกว่าลำบากเหรอ ฉันสิควรจะเป็นฝ่ายรังเกียจนาย"

ทั้งสามคนเดินทางมาถึงคฤหาสน์หรูในโครงการทังเฉินอี้ผิ่นของเสิ่นอี้

ช่วงที่ผ่านมานี้ เสิ่นอี้จัดการตกแต่งและซื้อของใช้เข้าบ้านจนครบครันแล้ว

"ให้ตายเถอะ เสิ่นอี้ นายนี่มันสุดยอดจริงๆ"

"ซื้อคฤหาสน์หรูในทังเฉินอี้ผิ่นได้สบายๆ เลยเหรอเนี่ย"

"บ้านหลังนี้ต้องราคาเท่าไหร่กันเนี่ย"

จางหลินรู้ดีว่าเสิ่นอี้รวย แต่ไม่คิดว่าจะรวยมหาศาลขนาดนี้

นี่สินะความแตกต่างระหว่างชนชั้นของมนุษย์

ถ้าเขาไม่ได้รู้จักมักจี่กับเสิ่นอี้มาก่อน เขาคงคิดว่าเสิ่นอี้ต้องเป็นลูกเศรษฐีคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดแน่ๆ

"เท่าที่ฉันรู้นะ คฤหาสน์หลังนี้น่าจะราคาเกินห้าสิบล้านแน่ๆ"

ถึงแม้จูเสี่ยวเสี่ยวจะเป็นลูกคนรวย แต่บ้านที่ครอบครัวซื้อให้เธอก็เป็นแค่บ้านหลังเล็กๆ เอาบ้านพวกนั้นมารวมกันยังไม่ได้ราคาเท่าบ้านของเสิ่นอี้หลังนี้เลย

"เสิ่นอี้ นายร้องเพลงหาเงินได้เยอะขนาดนี้ แล้วจะเปิดบริษัทไปทำไมให้เหนื่อยอีกล่ะ"

ถ้าจางหลินร้องเพลงแล้วทำเงินได้มหาศาลขนาดนี้ เขาจะขอนอนตีพุงอยู่บ้านแต่งเพลงชิลๆ ดีกว่า ไม่เห็นต้องไปเหนื่อยเปิดบริษัทให้วุ่นวายเลย

การเปิดบริษัทไม่ได้ง่ายเหมือนที่เห็นภายนอกหรอกนะ เบื้องหลังมันมีเรื่องยุ่งยากและเล่ห์เหลี่ยมมากมายที่คนธรรมดารับมือไม่ไหว

"คนเรามันต้องมีเป้าหมายสิ การแต่งเพลงมันง่ายเกินไปสำหรับฉัน ฉันก็เลยอยากลองทำอะไรที่มันท้าทายกว่านี้หน่อย"

เสิ่นอี้ตอบด้วยรอยยิ้ม

ถึงแม้ระดับอุตสาหกรรมบันเทิงของโลกใบนี้จะยังไม่พัฒนามากนัก แต่การแข่งขันในวงการก็ดุเดือดใช่เล่น มีบริษัทเอเจนซี่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด

ถ้าอยากจะก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุด ก็ต้องทุ่มเทความพยายามมากกว่าคนอื่นเป็นร้อยเท่า มันไม่ได้สบายเหมือนการร้องเพลงหรอกนะ

"มีความมุ่งมั่นดีมาก ฉันมองคนไม่ผิดจริงๆ"

จางหลินยกนิ้วโป้งให้เสิ่นอี้

"นี่ พวกนายรู้ประวัติของหวังชิงสุ่ยไหม"

"พอพี่หลินลาออก หวังชิงสุ่ยก็ได้ขึ้นเป็นผู้อำนวยการแผนกผู้จัดการศิลปินแทนเลยนะ"

"ได้ข่าวว่าทำเอารองผู้อำนวยการโกรธจนแทบกระอักเลือด เพราะตอนแรกเขากะจะย้ายข้าวของเข้าไปนั่งในห้องทำงานของผู้อำนวยการอยู่แล้ว แต่ดันโดนพนักงานธรรมดาๆ ปาดหน้าเค้กแย่งตำแหน่งไปซะงั้น"

จูเสี่ยวเสี่ยวยื่นหน้าเข้ามาใกล้ กระซิบกระซาบด้วยท่าทางมีลับลมคมนัย

"มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ"

"แต่หวังเทียนเฟิงก็ตั้งใจจะให้หวังชิงสุ่ยมาดูแลนายแทนจูหลินอยู่แล้ว พอทั้งนายทั้งจูหลินลาออกไปพร้อมกัน"

"ตำแหน่งผู้อำนวยการก็เลยว่าง การที่เขาจะดันคนของตัวเองขึ้นมารับตำแหน่งแทน มันก็เป็นเรื่องที่เดาได้ไม่ยากหรอก"

"แต่คิดดูอีกที หวังชิงสุ่ยก็เป็นแค่พนักงานระดับล่าง ประสบการณ์ก็สู้รองผู้อำนวยการไม่ได้เลย"

"ความสัมพันธ์ระหว่างหวังเทียนเฟิงกับหวังชิงสุ่ย ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ"

บทวิเคราะห์ของจางหลิน ฟังดูเหมือนจะเป็นการพูดปั้นน้ำเป็นตัวซะมากกว่า

จูเสี่ยวเสี่ยวอดไม่ได้ที่จะกลอกตาใส่

เรื่องที่หวังเทียนเฟิงจะดันหวังชิงสุ่ยมาเป็นผู้จัดการของเสิ่นอี้ ถึงแม้เสิ่นอี้จะไม่ได้ปริปากบอกใคร แต่ข่าวก็แพร่สะพัดไปทั่วบริษัทแล้ว

ดังนั้นทั้งจางหลินและจูเสี่ยวเสี่ยวจึงรู้เรื่องนี้ดี และพวกเขาก็เคยเอาเรื่องนี้ไปเม้าท์มอยด่าทอหวังเทียนเฟิงกับหวังชิงสุ่ยในกลุ่มแชตอย่างดุเดือดมาแล้ว

"พวกนายเป็นศิลปินกันไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงไปรู้เรื่องภายในของพวกผู้จัดการได้ล่ะ"

เสิ่นอี้ถามด้วยความแปลกใจ

"ก็เพราะผู้จัดการของพวกเราคือฟางหนานหนานไงล่ะ"

"ยัยนั่นชอบเอาเรื่องซุบซิบของแผนกต่างๆ แล้วก็ข่าวฉาวของดารามาเล่าให้พวกเราฟังตลอดเลย"

"พวกเรายังถึงขั้นทำข้อตกลงกันเลยนะ ว่าถ้าใครเอาความลับพวกนี้ไปแพร่งพราย ขอให้โดนฟ้าผ่าตาย"

จูเสี่ยวเสี่ยวลดเสียงลงจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ

ฟางหนานหนานถือเป็นตัวแม่แห่งวงการสอดรู้สอดเห็นเลยล่ะ ข่าวที่หลุดมาจากปากยัยนั่น แต่ละเรื่องล้วนเป็นข่าวเด็ดระดับสะเทือนวงการทั้งนั้น

ขนาดจูเสี่ยวเสี่ยวที่ว่าแน่เรื่องการเผือก ยังต้องขอยอมแพ้ให้กับความเก่งกาจของฟางหนานหนาน

"แล้วตกลงเธอรู้ความสัมพันธ์ระหว่างหวังชิงสุ่ยกับหวังเทียนเฟิงหรือเปล่า"

จางหลินถามด้วยความอยากรู้

เขาสัมผัสได้ว่าเรื่องนี้ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังซ่อนอยู่แน่ๆ

"หวังชิงสุ่ยคือลูกสาวนอกสมรสของหวังเทียนเฟิง"

ทุกคนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

พอลองคิดดูดีๆ สองคนนี้ก็หน้าตาคล้ายกันอยู่เหมือนกันนะ

"ลูกเมียน้อยคนนี้เกิดจากตอนที่หวังเทียนเฟิงแอบไปมีชู้ ภรรยาหลวงของเขาก็เพิ่งจะเสียชีวิตไปเมื่อสองปีก่อนไม่ใช่เหรอ"

"หวังชิงสุ่ยก็เลยถูกพาเข้ามาอยู่ในตระกูล"

"พอภรรยาของหวังเทียนเฟิงตายไปได้ครึ่งเดือน หวังชิงสุ่ยก็เข้ามาทำงานที่หลานซิงเอนเตอร์เทนเมนต์ทันที"

จูเสี่ยวเสี่ยวเดาะลิ้นเบาๆ

ก่อนหน้านี้เธอเคยเดาว่าสองคนนี้อาจจะแอบคบชู้กันอยู่ แต่ไม่คิดเลยว่าจะเป็นสายเลือดเดียวกัน

เธอประเมินเรื่องนี้ต่ำไปจริงๆ

"มิน่าล่ะ หวังชิงสุ่ยถึงได้เลื่อนขั้นเป็นผู้อำนวยการเร็วขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ไม่มีทั้งความสามารถและประสบการณ์"

"ที่แท้ก็เตรียมปูทางไว้รอรับมรดกนี่เอง"

จางหลินถึงบางอ้อทันที

ถ้าเป็นแค่ผู้หญิงที่แอบเลี้ยงไว้ หวังเทียนเฟิงก็คงให้เป็นแค่พนักงานระดับล่างไปก่อน อย่างมากก็แค่ไม่ต้องให้ทำงานหนัก แต่คงไม่มีทางมอบหมายตำแหน่งสำคัญแบบนี้ให้หรอก

ถ้าเป็นแบบนี้ การที่จูหลินลาออก และเสิ่นอี้ฉีกสัญญา ก็ถือเป็นการช่วยเร่งแผนการของหวังเทียนเฟิงกับหวังชิงสุ่ยให้สำเร็จเร็วขึ้นสิเนี่ย

เดาว่าที่หวังเทียนเฟิงอยากให้หวังชิงสุ่ยมาเป็นผู้จัดการของเสิ่นอี้ ก็เพื่อสร้างผลงานให้หวังชิงสุ่ยเป็นที่ประจักษ์ เพื่อให้เธอได้รับการยอมรับและเหมาะสมกับการเป็นทายาทรับมรดกนั่นเอง

"พวกนายไปเอาเรื่องพวกนี้มาจากไหนเนี่ย"

เสิ่นอี้ขมวดคิ้ว

ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง จูหลินก็กลายเป็นแพะรับบาปเลยน่ะสิ

โชคดีที่จูหลินตัดสินใจลาออกจากหลานซิงเอนเตอร์เทนเมนต์มาแล้ว

ขืนยังอยู่ต่อ หวังเทียนเฟิงก็คงหาวิธีบีบให้เธอลาออกอยู่ดี เพื่อเปิดทางให้หวังชิงสุ่ยขึ้นนั่งแท่นผู้อำนวยการ

ตำแหน่งของจูหลินมีความสำคัญมาก เธอต้องดูแลแผนกผู้จัดการศิลปินทั้งแผนก ซึ่งส่งผลต่อทิศทางและอนาคตของบริษัทอย่างมหาศาล

"ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วกลุ่มแชตของบริษัทแล้วล่ะ มีคนแอบได้ยินหวังชิงสุ่ยเรียกหวังเทียนเฟิงว่าพ่อตอนอยู่กันสองคนด้วยนะ"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 190 - ความสัมพันธ์ของประธานหวังกับหวังชิงสุ่ย

คัดลอกลิงก์แล้ว