- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในต้าฉิน ฮ่องเต้สั่งล่านักพรต แล้วเกี่ยวอะไรกับเซียนอย่างข้า
- บทที่ 33 - ออกด่านเพื่อบรรลุขั้นเซียนเดินดิน
บทที่ 33 - ออกด่านเพื่อบรรลุขั้นเซียนเดินดิน
บทที่ 33 - ออกด่านเพื่อบรรลุขั้นเซียนเดินดิน
บทที่ 33 - ออกด่านเพื่อบรรลุขั้นเซียนเดินดิน
ฝูซูรู้สึกมึนงงไปหมด
คำพูดที่เขาใช้แก้ต่างให้เหมิงเถียนเมื่อครู่นี้ ถือว่าใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาทั้งชีวิตจนหมดสิ้นแล้ว
ในยุคฉินซึ่งเป็นยุคที่สำนักคิดนับร้อยแข่งขันกัน แต่ละสำนักต่างก็พยายามอย่างเต็มที่เพื่อเผยแพร่แนวคิดของตนเอง ทำให้แนวคิดทางปรัชญามากมายได้รับการยกย่องจากผู้คน
เช่น ฟ้าดินและมนุษย์หลอมรวมเป็นหนึ่ง
ฟ้าเป็นจุดเริ่มต้นของสรรพสิ่ง ดินให้กำเนิดสรรพสิ่ง แล้วจึงมีมนุษย์
มรรคาแห่งสวรรค์คือหยินหยาง มรรคาแห่งดินคือความอ่อนแข็ง มรรคาแห่งมนุษย์คือคุณธรรม
ดังนั้นมนุษย์เกิดมาพร้อมกับคุณธรรมและความกตัญญู หากไม่ถูกอิทธิพลภายนอกครอบงำ และยึดมั่นในอุปนิสัยดั้งเดิมของตน นั่นก็คือจิตใจที่บริสุทธิ์ดั่งทารก
ผู้ที่มีจิตใจบริสุทธิ์ดั่งทารก มักจะทำอะไรตามใจชอบ แต่ไม่ว่าจะทำอะไร ก็จะไม่หลุดกรอบของคุณธรรมและความกตัญญู
ดังนั้นการที่เหมิงเถียนผู้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ไปประลองฝีมือกับลิง ก็เป็นเพราะความรักในวรยุทธ์ เป็นการนำฟ้าดินมาเป็นแบบอย่าง
แต่ถึงจะบอกว่านำฟ้าดินมาเป็นแบบอย่าง การที่ท่านสู้ลิงไม่ได้ มันก็ออกจะเกินไปหน่อยนะ
เหมิงเถียน เป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งต้าฉินเชียวนะ
ยอดแม่ทัพที่ผ่านการศึกมาอย่างโชกโชน
นักรบอันดับหนึ่งแห่งต้าฉินที่จิ๋นซีฮ่องเต้ทรงขนานนามให้
และนับตั้งแต่หวังเจี่ยนถอนตัวไป เขาก็กลายเป็นแม่ทัพอันดับหนึ่งในใต้หล้า เป็นเทพเจ้าแห่งสงครามของต้าฉิน
แต่กลับแพ้ให้ลิงตัวหนึ่งเนี่ยนะ
ตกลงเหมิงเถียนเป็นพวกดีแต่ชื่อหรือเปล่า
ไม่ใช่อย่างแน่นอน
ฝูซูกับเหมิงเถียนประจำการอยู่ที่เหอเทาด้วยกันมาหลายปี แม้ในฐานะผู้ตรวจการกองทัพ โดยปกติเขาไม่ต้องลงสนามรบเอง แต่ก็ต้องเดินทางไปพร้อมกับกองทัพ เพียงแต่ส่วนใหญ่มักจะประจำการอยู่ที่ทัพหลังเท่านั้น
เพราะเขาเป็นรองแม่ทัพของเหมิงเถียน หากเหมิงเถียนพลาดท่าเสียชีวิตในสนามรบ เขาก็ต้องรับหน้าที่เป็นแม่ทัพใหญ่แทน และต้องพากองทัพกลับมาอย่างปลอดภัยให้ได้
เขาเคยเห็นเหมิงเถียนนำทัพบุกตะลุยด้วยตัวเองมาหลายครั้ง กล้าหาญชาญชัยนำหน้าทหาร บุกทะลวงจนศัตรูราบเป็นหน้ากลอง ปลายทวนชี้ไปทางไหน ก็ไม่มีใครต้านทานได้
ยอดแม่ทัพผู้เก่งกล้าเช่นนี้ จะเป็นคนขี้ขลาดที่แม้แต่ลิงก็สู้ไม่ได้เชียวหรือ
แล้วปัญหามันอยู่ที่ไหนกันแน่
หรือว่าจะมีลิงที่มีวรยุทธ์ล้ำเลิศกว่าเหมิงเถียนอยู่จริงๆ
แต่ปัญหาก็คือ มันจะเป็นไปได้อย่างไร
"เจ้าเป็นหัวหน้าองครักษ์ของท่านแม่ทัพใหญ่ใช่หรือไม่" ฝูซูจ้องมองเหมิงสี่เขม็ง "เจ้าเล่าให้ข้าฟังอย่างละเอียดสิ ว่าเรื่องราวมันเป็นมาอย่างไร"
"รับคำสั่ง" ตอนนี้เหมิงสี่ก็ยังคงมึนงงอยู่ เขาพยายามตั้งสติ แล้วทำความเคารพพร้อมกับเอ่ยตอบ "ข้าน้อยเป็นหัวหน้าองครักษ์ของท่านแม่ทัพใหญ่ เมื่อครู่นี้ทหารสอดแนมพบวานรเขียวตัวหนึ่งบนภูเขา กำลังฝึกวิชาหมัดมวยอยู่บนโขดหินขอรับ"
"วิชาหมัดมวยหรือ" ไม่ใช่แค่ฝูซู แม้แต่หวังผิงก็ยังต้องชะงักไป
ในยุคนี้ สังคมยังคงแบ่งแยกเป็นตระกูล วิชาต่างๆ มักจะสืบทอดกันเฉพาะในตระกูล ไม่ค่อยเผยแพร่ให้คนนอกรู้ และด้วยมาตรฐานทางศีลธรรมที่สูง จึงไม่มีการลอบขโมยวิชากัน
นี่คือเหตุผลที่ขงจื๊อและปราชญ์ท่านอื่นๆ ได้รับการยกย่อง เพราะพวกเขาไม่แบ่งชนชั้นวรรณะ ไม่ยึดติดกับสำนัก และเต็มใจเผยแพร่ความรู้ให้กับคนทั่วหล้า
แม้แต่จิ๋นซีฮ่องเต้เองก็ยังทรงเคารพขงจื๊อ เพียงแต่ทรงเห็นว่าลูกศิษย์ของเขาได้ละทิ้งเจตนารมณ์ดั้งเดิมเรื่อง "คุณธรรมอันยิ่งใหญ่" ไปแล้ว ประกอบกับมีบัณฑิตที่แอบอ้างเป็นนักพรตมาหลอกลวงพระองค์ จึงทำให้พระองค์สั่งฝังบัณฑิตทั้งเป็น
ส่วนเหมิงเถียนและหวังผิง แน่นอนว่าพวกเขามีตำราพิชัยสงครามที่สืบทอดกันมาในตระกูล แต่วิชาต่อสู้ที่พวกเขาเรียนรู้ ก็ยังคงเป็นแค่วิชามวยปล้ำพื้นฐานธรรมดาเท่านั้น
ผลก็คือ วันนี้กลับได้ยินว่ามีลิงฝึกวิชาหมัดมวยเป็นด้วย
จริงหรือหลอกเนี่ย
หวังผิงเริ่มรู้สึกสงสัยขึ้นมา
"แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อ" ฝูซูถามต่อ
สิ่งที่เขาอยากรู้ก็คือ เหมิงเถียนแพ้ได้อย่างไร
"จากนั้นท่านแม่ทัพใหญ่ก็เข้าไปประลองกับวานรเขียว วานรเขียวปล่อยหมัดออกไป ท่านแม่ทัพใหญ่ยกแขนขึ้นป้องกัน แต่จู่ๆ แขนของวานรเขียวก็ยืดออก ท่านแม่ทัพใหญ่ป้องกันไม่ทัน ใบหน้าจึงถูกวานรเขียวชกจนบาดเจ็บ แต่ท่านแม่ทัพใหญ่ไม่โกรธกลับดีใจ บอกว่านี่แหละคือวิถีแห่งวรยุทธ์ แล้วก็ทำความเคารพขอบคุณวานรเขียวที่สอนวิชาให้ แถมยังบอกว่าวานรวิเศษตัวนี้สามารถเป็นอาจารย์ของทหารหาญทั้งสี่กองทัพแห่งต้าฉินได้ด้วยขอรับ" เหมิงสี่เล่าความจริงออกมาจนหมด
ฝูซูรู้สึกเลือดลมตีกลับ
จากที่เหมิงสี่เล่ามา ท่านแม่ทัพใหญ่ไปประลองหมัดกับลิง ลิงเหวี่ยงหมัดมาตรงๆ แต่ดันกะระยะแขนของลิงผิด เลยโดนชกเข้าที่หน้าไปหนึ่งหมัด
ก็ลิงมันแขนยาวอยู่แล้ว แล้วมันเกี่ยวกับวิถีแห่งวรยุทธ์ตรงไหน ทำไมถึงกลายเป็นวานรวิเศษไปได้
แถมยังบอกว่าสามารถเป็นอาจารย์ของทหารหาญทั้งสี่กองทัพแห่งต้าฉินได้อีก จะให้ทหารทั้งสี่กองทัพของต้าฉินไปเรียนวิชาหมัดมวยอะไรนั่นกับลิงหรือไง มันจะมากเกินไปแล้ว
เขาไม่เคยสงสัยว่าเหมิงเถียนโกหก เขาเพียงแต่คิดว่า เหมิงเถียนอาจจะกำลังธาตุไฟแตกซ่าน
ยิ่งเขาไม่เชื่อเรื่องผู้วิเศษ เหมิงเถียนก็ยิ่งอยากจะพิสูจน์ให้เขาเห็น จนเกิดเป็นมารผจญในใจ มองอะไรก็เกี่ยวพันกับเทพเซียนไปเสียหมด
ช่างเถอะ
ฝูซูตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
เขาเอ่ยขึ้นทันที "ท่านนายกองหวัง"
"องค์ชายมีอะไรให้รับใช้หรือ"
หวังผิงหันกลับมาอีกครั้ง ฝูซูมองสีหน้าของเขาอย่างละเอียด ก็ยังคงเห็นแต่ความเรียบเฉย ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาเลย
ฝูซูถอนหายใจเบาๆ ประสานมือทำความเคารพ "ข้าอยากจะล่วงหน้าไปที่ทัพหน้าก่อน ขอฝากทัพกลางไว้กับท่านนายกองหวังด้วย"
หวังผิงชะงักไปเล็กน้อย แต่เพียงเสี้ยววินาทีเขาก็ตั้งสติได้ แล้วประสานมือตอบ "องค์ชายเชิญตามสบาย ผิงจะไม่ทำให้องค์ชายผิดหวังอย่างแน่นอน"
ฝูซูแอบถอนหายใจอีกครั้ง แล้วเอ่ยเสียงดัง "เตรียมม้าให้ข้า"
เขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว
เหมิงเถียนอยากให้เขาไปพบผู้วิเศษผู้นั้นด้วยกันมาตลอดไม่ใช่หรือ
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็จะไปดูด้วยตาตัวเองสักครั้ง
ไม่ใช่เพื่อไปพบผู้วิเศษอะไรนั่น แต่เพื่อไปทำลายความหลงผิดในใจของแม่ทัพใหญ่ต่างหาก
...
ขณะที่ฝูซูขึ้นขี่ม้า ควบตะบึงมุ่งหน้าไปที่ทัพหน้า บนลานประตูสวรรค์บนยอดเขาอวิ๋นเมิ่ง ฉินเทียนกำลังยืนเอามือไพล่หลังอย่างสงบนิ่ง
เวลานี้ดวงอาทิตย์ลอยเด่นอยู่กลางฟ้า แสงสีทองสาดส่องลงมาบนลานประตูสวรรค์
ฉินเทียนอาบแสงสีทองนั้น หลับตาพริ้ม ขยับนิ้วไปมาเบาๆ
ส่วนในหุบเขา สรรพสัตว์ต่างพากันแหงนหน้ามองร่างที่อยู่บนประตูสวรรค์ด้วยความศรัทธา ไม่กล้าส่งเสียงรบกวน
หุบเขาอันกว้างใหญ่ กลับไม่มีแม้แต่เสียงเดียว เงียบสงัดราวกับห้วงลึก
เนิ่นนานผ่านไป ในที่สุดก็มีเสียงทอดถอนใจดังขึ้น
"สุดท้ายแล้ว ก็ยังคำนวณไม่ได้อยู่ดีสินะ"
เป็นฉินเทียนนั่นเอง เขาลืมตาขึ้น ในดวงตามีประกายแสงสีม่วงวาบผ่าน แล้วหายไปในพริบตา
"ตบะของข้า ยังต่ำต้อยเกินไปจริงๆ"
เวลานี้เขารู้สึกทอดถอนใจเป็นอย่างมาก
เมื่อครู่นี้ เขาเพิ่งทำลายทัณฑ์สวรรค์จนเกิดความตระหนักรู้ จึงตั้งใจจะคำนวณการเปลี่ยนแปลงของฟ้าดินดูสักหน่อย
เพราะเขาคือผู้บำเพ็ญเพียร และการเปลี่ยนแปลงของฟ้าดิน ก็เปรียบเสมือนดาบคมที่แขวนอยู่เหนือหัวของเขา
ในยุคฉิน ถือเป็นยุคสิ้นธรรม เรื่องนี้ฉินเทียนรู้ดีอยู่แล้วตั้งแต่ตอนที่ทะลุมิติมา
แต่ทว่า ยุคสิ้นธรรมที่ว่านี้ มันเป็นแบบไหนกันแน่
หากสามารถอาศัยจังหวะที่ทัณฑ์สวรรค์ดึงดูดพลังแห่งฟ้าดิน มาคำนวณหาสาเหตุได้บ้าง ก็จะได้เตรียมตัวรับมือไว้ล่วงหน้า
น่าเสียดายที่การเปลี่ยนแปลงของฟ้าดิน ก็คือมรรคาแห่งสวรรค์
ส่วนเขาในตอนนี้ เป็นเพียงแค่ผู้บำเพ็ญเพียรในขั้นหลอมแก่นแท้แปรเป็นปราณ เพิ่งจะเข้าสู่มรรคาเท่านั้น
แม้ในสายตาของคนทั่วไป เขาจะเป็นดั่งเซียนเดินดิน มีอิทธิฤทธิ์ลึกล้ำสุดหยั่งคาด
แต่ถ้ามรรคาแห่งสวรรค์มีชีวิตจิตใจล่ะก็ ในสายตาของมรรคาแห่งสวรรค์ เขาก็เป็นแค่เพียงมดปลวกที่ค่อนข้างแข็งแรงตัวหนึ่งเท่านั้น
แล้วจะมีสิทธิ์อะไรไปล่วงรู้การโคจรของมรรคาแห่งสวรรค์ได้เล่า
"ช่างเถอะ"
ฉินเทียนยิ้มอย่างปลงตก เขามองไปทางเชิงเขา
"ข้าเฝ้ามองทะเลหมอกบนภูเขาอวิ๋นเมิ่งมาหลายปี เฝ้ามองเมฆหมอกสว่างไสวสลับมืดมิด ชื่นชมดอกไม้ร่วงหล่นตามฤดูกาล เพื่อหล่อหลอมจิตแห่งมรรคาของข้า"
"และตอนนี้ข้าก็ได้เข้าสู่มรรคาแล้ว บรรลุถึงระดับที่สอง ยอดเขาอวิ๋นเมิ่งแห่งนี้ก็คงเป็นที่รู้จักของคนภายนอกแล้ว ความสงบสุขก็คงหายไป"
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ควรจะไปเสียที ไปตามหาโอสถสวรรค์ เพื่อหล่อหลอมร่างเนื้อที่แท้จริง ก้าวขึ้นสู่ขั้นเซียนเดินดิน"
[จบแล้ว]