- หน้าแรก
- เมื่อผมมีแต้มสถานะระดับท็อปในโลกธุรกิจ
- บทที่ 30: กองถ่ายเริ่มเดินเครื่อง
บทที่ 30: กองถ่ายเริ่มเดินเครื่อง
บทที่ 30: กองถ่ายเริ่มเดินเครื่อง
เสิ่นเหลียนนั่งทานข้าวกล่องพลางจิบน้ำชาอย่างไม่รู้สึกขัดเขินอะไร
ไม่นานนัก หวงเจียช่านก็เดินยิ้มเข้ามาหาแล้วเอ่ยถาม "ทำไมไม่ไปนั่งกับพวกเขาล่ะ?"
เธอหมายถึงกลุ่มคนที่รุมล้อมกันอยู่รอบตัวเจิ้งเกอ
จะรนหาที่ซวยไปทำไมล่ะ? เสิ่นเหลียนนึกในใจ
แต่เขาเลือกที่จะตอบไปว่า "ยังไม่ค่อยสนิทกันน่ะครับ เดี๋ยวพอเริ่มถ่ายทำ ได้ทำความรู้จักกันมากขึ้นก็คงมีเรื่องให้คุยกันเอง"
หวงเจียช่านแอบคิดในใจ ไม่สนิทเหรอ? ขนาดฉะกันยับในโลกโซเชียลเนี่ยนะ?
"เจียช่าน! พวกเราเหลือกุ้งอบวุ้นเส้นไว้ให้เธอด้วยนะ รีบมาเร็ว!" ใครบางคนตะโกนเรียก
เจิ้งเกอเองก็ปรายตามองมา แววตาของเขาดูอ่อนโยนและนุ่มนวล ไม่มีวี่แววของความเกลียดชังหลงเหลืออยู่เลย
หวงเจียช่านทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย ส่วนเสิ่นเหลียนก็เลิกคิ้วขึ้นพร้อมบอกว่า "ไปเถอะครับ พระสนมหวง"
เมื่อหลายปีก่อน หวงเจียช่านเคยรับบทพระสนมผู้สูงศักดิ์ในละครพีเรียดที่โด่งดังเป็นพลุแตก เธอสวยสง่า ฉลาดหลักแหลม และเพียบพร้อมจนครองใจผู้ชมอย่างล้นหลาม ติดอันดับหนึ่งในสามดาราสาวที่ผู้คนรักมากที่สุด แฟนคลับถึงกับล้อเล่นกันว่า "ใครจะเป็นฮองเฮาก็ช่าง แต่หวงเจียช่านจะเป็นพระสนมหวงของฉันตลอดไป"
และนั่นคือที่มาของฉายา 'พระสนมหวง' ที่ติดตัวเธอมาจนถึงทุกวันนี้
หวงเจียช่านหลุดขำออกมาทันที "นายนี่นะ... งั้นฉันไปก่อนนะ มีอะไรก็บอกได้"
เสิ่นเหลียนรับรู้ได้ว่าเธอกำลังพยายามผูกมิตรอย่างจริงใจ เขาจึงตอบรับไปว่า "ครับ พี่สาว"
หวงเจียช่านใช้มือปิดปากยิ้มแล้วเดินจากไป เธอไม่ใช่คนอ่อนไหวเรื่องอายุ ตรงกันข้าม เสิ่นเหลียนดูสดใสราวกับนักศึกษาชายคนหนึ่ง การโดนหนุ่มน้อยเรียก "พี่สาว" แบบนี้จึงทำให้เธอรู้สึกกระชุ่มกระชวยใจไม่น้อย
"คุยอะไรกับเสิ่นเหลียนเหรอครับ พี่เจียช่าน?" เจิ้งเกอเอ่ยถามเบาๆ
"คุยกันนิดหน่อยน่ะ ไม่มีอะไรหรอก" หวงเจียช่านหยิบกุ้งขึ้นมาแค่สองตัว เธอต้องการโปรตีนแต่ก็ต้องรักษาหุ่นอย่างเข้มงวด
เจิ้งเกอพยักหน้ารับ แต่เว่ยฟานเฉินที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับอดรนทนไม่ไหวพูดขึ้นมาว่า "พี่เจียช่าน เสิ่นเหลียนน่ะหัวหมอจะตาย พี่อย่าไปยุ่งกับเขามากเลยจะดีกว่า"
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใย ราวกับหวังดีต่อหวงเจียช่านเสียเต็มประดา
เจิ้งเกอก้มหน้ากินข้าวต่อไปโดยไม่พูดอะไร
"อย่างนั้นเหรอ?" สถานะของหวงเจียช่านนั้นสูงส่งกว่าเว่ยฟานเฉินหลายขุม เมื่อสายตาของเธอเปลี่ยนเป็นลุ่มลึกและจริงจัง เธอจึงดูมีสง่าราศีและกดดันราวกับขุนศึกผู้เจนสนามรบที่กำลังจ้องมองพลทหารใหม่
เว่ยฟานเฉินถึงกับจุกจนพูดไม่ออก จากนั้นหวงเจียช่านก็เดินนวยนาดไปหาผู้กำกับไต้
"อะไรของเขาเนี่ย?" เว่ยฟานเฉินบ่นพึมพำ
เจิ้งเกอยิ้มให้เขา "ไม่เป็นไรหรอก"
หลังจากทานอาหารเสร็จ ทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับห้องพักเพื่อพักผ่อน
เสิ่นเหลียนนั่งอ่านบทอยู่พักใหญ่ เมื่อเห็นว่าได้เวลาพอเหมาะ เขาจึงส่งข้อความหาฉู่อี้หลาน: 【คุณชายฉู่ครับ?】
ผ่านไปครู่หนึ่ง อีกฝ่ายจึงตอบกลับมา: 【?】
【คิดถึงผมมั้ย?】
มุมปากของฉู่อี้หลานกระตุก เขาว่าแล้วเชียว!
【ไม่】
แต่ถึงจะพิมพ์ไปอย่างนั้น พอเลิกงานตอนเย็น ท่าทางของเขากลับดูเชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
ไม่มีเสียงเจื้อยแจ้วคอยต้อนรับตอนเข้าประตู และไม่มีใครรีบวิ่งมาช่วยรับเสื้อโค้ต เมื่อขาดเสียงพูดคุยที่เคยดังไม่ขาดสาย คฤหาสน์หลังใหญ่ก็ดูอ้างว้างขึ้นมาทันตา แม้แต่ดอกไม้บนระเบียงที่ป้าเฟินคอยดูแลอย่างดีก็ดูจะเหงาหงอยลงไปบ้าง
ฉู่อี้หลานรู้สึกปวดหัวตุบๆ ปกติถ้าเขามีอาการแบบนี้ เสิ่นเหลียนจะสังเกตเห็นทันทีและเข้ามานวดให้สักสิบนาที
แต่ตอนนี้กลับไม่มีใครเลย
ฉู่อี้หลานเริ่มตระหนักได้แล้วว่า ทำไมก่อนเข้ากองถ่ายเสิ่นเหลียนถึงได้ทำหน้าตาเจ้าเล่ห์แบบนั้น ที่แท้เขาก็รู้ดีว่า "ความเคยชิน" มันน่ากลัวแค่ไหนสำหรับคนคนหนึ่ง
แต่ฉู่อี้หลานก็เป็นคนดื้อแพ่งเกินกว่าจะยอมรับง่ายๆ
เสิ่นเหลียนเองก็ไม่ได้โกรธเคือง เขาตัดสินใจส่งอิโมจิจูบไปสามตัวรวด: 【แต่ผมคิดถึงคุณนะ ช่วงสองสามวันนี้การถ่ายทำคงยุ่งมาก ผมต้องทำผลงานต่อหน้าผู้กำกับไต้ให้ดีที่สุด】
ถ้ารู้จักตั้งใจทำงานก็ดีแล้ว ฉู่อี้หลานพิมพ์ตอบไปว่า: 【พรุ่งนี้จะมีผู้ช่วยคนใหม่ไปรายงานตัวที่กองถ่าย】
เสิ่นเหลียนประหลาดใจเล็กน้อย เรื่องแค่นี้จริงๆ แล้วปล่อยให้หูข่ายหลานจัดการก็ได้ ฉู่อี้หลานเป็นเจ้าพ่อในโลกธุรกิจ ปกติแทบไม่เคยลงมาวุ่นวายกับเรื่องจุกจิกในวงการบันเทิงเลย
เขาอยากจะแหย่อีกฝ่ายต่ออีกนิดแต่ก็กลัวเขาจะรำคาญ เสิ่นเหลียนจึงพิมพ์คำหวานๆ ปลอบใจไปสองสามประโยคก่อนจะบอกฝันดีต่อกัน
เขาเป็นคนหลับง่าย พอหัวถึงหมอนก็หลับปุ๋ยทันที ทิ้งให้คุณชายฉู่ผู้น่าสงสารนอนกระสับกระส่ายพลิกไปพลิกมาอยู่จนถึงตีสอง
เช้าวันรุ่งขึ้นตอนเจ็ดโมงครึ่ง ทุกคนเริ่มทยอยลุกจากที่นอน
หลี่ไห่เฉิง พระรองอันดับสองเพิ่งล้างหน้าเสร็จที่อ่างล้างมือ ก็สัมผัสได้ว่ามีคนเดินผ่านข้างหลังไป เขาหันไปมองก็พบกับเสิ่นเหลียนที่ดูสดชื่นแจ่มใสและเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว
"ตื่นเช้าจังนะครับ?"
"ครับ" เสิ่นเหลียนยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม แม้เขาจะยอมรับสภาพแวดล้อมในกองถ่ายได้ แต่ลึกๆ เขาก็ไม่ค่อยชอบการใช้พื้นที่ร่วมกับคนอื่นเท่าไหร่ เขาจึงมักจะเป็นคนแรกที่มาใช้และจัดการทำความสะอาดจนเกลี้ยงเกลาเสมอ
หลังจากนั้น ทุกคนแยกย้ายกันไปแต่งหน้าทำผม เสิ่นเหลียนแต่งเสร็จอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนมาสวมชุดเฟยอวี๋ฟูหรือชุดองครักษ์เสื้อแพรในเรื่อง เขายืนเช็กข้อความจากหูข่ายหลานอยู่ครู่หนึ่ง ก็พลันได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักจากกลุ่มนักแสดงสาวๆ
ด้วยสัญชาตญาณที่ว่องไว เสิ่นเหลียนเงยหน้าขึ้นและพบว่าหวงเจียช่านกับนักแสดงหญิงอีกหลายคนกำลังใช้มือปิดปากยิ้มอย่างตื่นเต้น แววตาของพวกเธอจับจ้องมาที่เขาไม่วางตา
เสิ่นเหลียนเองก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มตอบ
"หล่อมาก!" หวงเจียช่านเอ่ยชมอย่างไม่กั๊ก พร้อมกับยกนิ้วโป้งให้
เขาหล่อจริงๆ นั่นแหละ เสิ่นเหลียนไม่ได้สวมแผ่นเสริมความสูงด้วยซ้ำ ชุดเฟยอวี๋ฟูที่สวมอยู่นั้นพอดีตัวเป๊ะ ส่งเสริมให้ไหล่ของเขาดูผึ่งผายและรูปร่างดูสูงโปร่ง โดยเฉพาะช่วงเอวที่ได้สัดส่วนและเพรียวบางจนชวนให้จินตนาการไปไกล เสิ่นเหลียนไม่ได้ปล่อยตัวในช่วงที่อยู่บ้าน ถึงเขาจะดูทำตัวชิลๆ แต่ความจริงเขาเข้ายิมวันละสองชั่วโมงทุกวัน มัดกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องจึงสะท้อนผ่านเนื้อผ้าปักลายออกมาจางๆ ตามจังหวะการเคลื่อนไหว
ทันทีที่ผู้กำกับไต้เดินเข้ามา เขาก็อดไม่ได้ที่จะอุทาน "เสิ่นเหลียน เสน่ห์บุรุษเพศที่พุ่งพล่านออกมาจากตัวนายนี่มันสุดยอดจริงๆ"
เจิ้งเกอที่กำลังจะเดินเข้าไปคุยกับผู้กำกับไต้ถึงกับยิ้มค้างเมื่อได้ยินประโยคนั้น
เสิ่นเหลียน: "...ผมก็แค่ยืนอยู่เฉยๆ เองนะครับ"
ถ้ามีเก้าอี้ให้นั่ง ผมก็ไม่อยากจะยืนหรอก
เสิ่นเหลียนสวมหมวกทรงกลม มีสายรัดใต้คางรวบผมไว้อย่างประณีต ยิ่งขับเน้นให้จุดเด่นบนใบหน้าของเขาชัดเจนยิ่งขึ้น
ดาราชายหลายคนอาจจะดูหล่อเหลาในยามปกติ แต่พอเปลี่ยนลุคมาใส่ชุดย้อนยุค จุดบกพร่องก็มักจะโผล่ออกมาทันที
ยกตัวอย่างเช่น เว่ยฟานเฉิน เขาได้รับบทเป็นโอรสท่านโหวผู้เสเพลที่ทำเป็นไม่สนใจเรื่องราชสำนัก แต่ภายหลังจะเป็นกำลังสำคัญให้พระเอก
ชุดผ้าไหมปักดิ้นหลายชั้นที่กว้างขวางดูจะหนักเกินไปสำหรับเขา ทำให้เขามองดูเตี้ยลงไปหลายเซนติเมตร ผมที่ถูกรวบด้วยรัดเกล้าหยกก็ยิ่งเผยให้เห็นโหนกแก้มที่กว้างเกินไป เว่ยฟานเฉินขอให้ช่างแต่งหน้าใส่ผมหน้าม้าลงมาสองปอยเพื่อพรางรูปหน้า แต่ผลกลับกลายเป็นว่ายิ่งใส่ยิ่งดูแย่ เหมือนพวกแฟชั่นหลุดโลกยังไงยังงั้น
ช่างแต่งหน้าได้แต่ถอนหายใจยาว จริงๆ แล้วถ้าคนมันใส่ชุดย้อนยุคไม่ขึ้น มันไม่ใช่ปัญหาที่ชุดหรอก!
เมื่อเทียบกันแล้ว เจิ้งเกอยังถือว่าดูดีอยู่ เขาถือพัดจีบในชุดคลุมสีขาว ดูเป็นคุณชายผู้สง่างามและอ่อนโยน
ส่วนเหล่านักแสดงหญิงที่นำโดยหวงเจียช่านนั้นเปรียบเสมือนสวนดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน แต่ละคนสวยสะพรั่งจนตาพร่า
ละครเรื่องนี้มีฉากต่อสู้ค่อนข้างเยอะ สแตนด์อินของเจิ้งเกอเตรียมพร้อมอยู่แล้ว แต่เสิ่นเหลียนคิดดูแล้วตัดสินใจว่าเขาจะขอลองเล่นเอง
ทันทีที่เขาบอกความต้องการนี้กับผู้กำกับ เขาก็ได้ยินเสียงแค่นหัวเราะเบาๆ
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นเว่ยฟานเฉิน
ตั้งแต่วันที่เสิ่นเหลียนเริ่มควบคุมไม่ได้ ความเป็นศัตรูที่เว่ยฟานเฉินมีต่อเขาก็แสดงออกมาอย่างโจ่งแจ้ง
ในสายตาของเสิ่นเหลียน หมอนี่ก็แค่คนโง่คนหนึ่งเท่านั้นเอง
ไต้ถงขมวดคิ้วปรายตามองเว่ยฟานเฉินแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาถามเสิ่นเหลียน "นายแน่ใจนะ?"
"ขอลองดูหน่อยครับ" เสิ่นเหลียนยิ้มตอบ
ไต้ถงพยักหน้า "ได้! ลองดูสิ!"
เสิ่นเหลียนเข้าไปพูดคุยกับผู้ออกแบบท่าต่อสู้อยู่พักใหญ่ ลองฝึกซ้อมท่าทางสองสามครั้งตรงนั้น ก่อนจะส่งสัญญาณบอกว่าเขาพร้อมสำหรับการถ่ายจริงแล้ว