- หน้าแรก
- เมื่อผมมีแต้มสถานะระดับท็อปในโลกธุรกิจ
- บทที่ 27: ออดิชัน
บทที่ 27: ออดิชัน
บทที่ 27: ออดิชัน
ในเวลานั้น ฉู่อี้หลานกำลังตรวจเอกสารอยู่ในห้องทำงานตอนที่เขาได้ยินเสียงเคาะประตูสามครั้ง
เขาไม่ต้องเดาเลยว่าใครอยู่หลังประตู
"เข้ามาสิ"
เสิ่นเหลียนผลักประตูเข้ามา พร้อมกับซ่อนช่อดอกเดซี่สีทองไว้ข้างหลัง "สีนี้เป็นไงบ้างครับ?"
ฉู่อี้หลานไม่ตอบ
เสิ่นเหลียนรู้ดีถึงอารมณ์ของอีกฝ่ายจึงไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดอะไร เขาหาแจกันมาจัดดอกไม้ด้วยตัวเอง แล้วเล่าความคืบหน้าของวันนี้ให้ฉู่อี้หลานฟัง "ทุกอย่างราบรื่นดีครับ การทดสอบหน้ากล้องจะมีขึ้นในอีกสามวัน และใช้เวลาเตรียมตัวอีกประมาณครึ่งเดือนก่อนจะเข้าร่วมกับทีมงานผลิต"
ฉู่อี้หลาน: "อืม"
เสิ่นเหลียนพูดเสียงอ่อน "หมายความว่า... หลังจากครึ่งเดือนนี้ไป คุณจะไม่ได้เจอผมไปอีกพักใหญ่เลยนะ"
ฉู่อี้หลาน: "..."
ท่ามกลางความเงียบ ฉู่อี้หลานเงยหน้าขึ้นมองด้วยความเหนื่อยใจเล็กน้อย "เสิ่นเหลียน อะไรทำให้แกคิดว่าฉันเป็นคนติดแจแบบนั้น?"
เสิ่นเหลียนทำเพียงแค่ยิ้ม "โอเคครับ ผมเป็นคนติดแจเองแหละ"
ให้ตายสิ จำคำพูดตัวเองไว้เลยนะ!
หูข่ายหลานไม่กล้าจัดตารางงานอื่นให้เสิ่นเหลียนอีก เพราะกลัวว่าเขาจะวอกแวก แม้จะยอมกลืนน้ำลายตัวเองเพื่อคว้าบทนักแสดงนำชายคนที่สี่ในซีรีส์ Silent No More ให้เสิ่นเหลียนได้สำเร็จ และเสิ่นเหลียนก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้ว แต่เขาก็ยังอดกังวลไม่ได้ว่าเสิ่นเหลียนจะทำชื่อเสียงตัวเองป่นปี้
เจียงโย่วส่งเคล็ดลับการแสดงและคลิปวิดีโอสั้นๆ มากมายมาทาง WeChat แต่เสิ่นเหลียนกลับไม่สะทกสะท้าน ราวกับว่าคนทั้งโลกกำลังเร่งรีบ มีเพียงเขาคนเดียวที่กำลังรดน้ำต้นไม้ที่ระเบียงอย่างสบายใจเฉิบ
ฉู่อี้หลานไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่เขาหันไปสั่งลูกน้องว่า หากเกิดปัญหาอะไรขึ้น เขาพร้อมจะลงทุนใน Silent No More... ในสายตาของฉู่อี้หลาน การที่เสิ่นเหลียนจะขี้เกียจไปบ้างหรือเล่นละครแข็งเป็นหินก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
ในวันออดิชัน เจียงโย่วขับรถมาตั้งแต่เช้าตรู่
เธอผ่านการสัมภาษณ์มาแล้วและจำคำสั่งของหูข่ายหลานได้ขึ้นใจ
"โอ้โห ออร่าเปลี่ยนไปเลยนะเนี่ย?" เสิ่นเหลียนแซวหลังจากขึ้นรถ "เริ่มมีราศีผู้ช่วยมือทองจับแล้วนะ"
หน้าของเจียงโย่วแดงระเรื่อขึ้นมาทันที "เลิกชมฉันได้แล้วค่ะ พี่เสิ่น"
เสิ่นเหลียนเป็นคนมอบโอกาสนี้ให้เจียงโย่ว บริษัทสตาร์โอเพนนิ่งดีกว่าเอนเตอร์เทนเมนต์คอมพานีเป็นไหนๆ พวกที่คอยตามเผือกเรื่องในกลุ่มแชตต่างก็อิจฉาตาร้อนกันเป็นแถวตอนที่รู้ว่าเธอตามเสิ่นเหลียนมาที่สตาร์โอเพนนิ่ง เจียงโย่วจึงมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ตัวเองให้ได้!
ที่สถานที่ออดิชัน นักแสดงนำที่ถูกเลือกไว้แล้วไม่ต้องมาปรากฏตัว รวมถึงเจิ้งเกอด้วย บทบาทที่เหลือซึ่งมีบทพูดและแอร์ไทม์ยังคงต้องผ่านการคัดเลือก
อันที่จริง เสิ่นเหลียนก็ไม่จำเป็นต้องมาก็ได้ แต่หูข่ายหลานยืนกราน หวังจะสร้างแรงกดดันทางจิตใจให้เขาพยายามมากขึ้น
Silent No More เป็นซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ที่เล่าเรื่องราวคู่ขนานของการแย่งชิงอำนาจในราชสำนักและยุทธภพ เรื่องราวของตัวเอก บุตรชายของอัครมหาเสนาบดีผู้สูงศักดิ์ ที่ครอบครัวถูกทำลายพินาศในชั่วข้ามคืน เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของตระกูล เขาต้องร่อนเร่ไปในยุทธภพ เติบโตขึ้นพร้อมกับหลบหนีการตามล่า และในที่สุดก็กลับคืนสู่ราชสำนักเพื่อเป็นขุนนางผู้ทรงธรรม
และเสิ่นเหลียนก็ได้รับบทเป็นนักแสดงนำชายคนที่สี่ สุนัขรับใช้ของราชสำนักที่ตามล่าตัวเอก
เสิ่นเหลียนบอกว่าเขาชอบบทบาทนี้มาก
หลังกระจกใสบานยาว ผู้กำกับและนักเขียนบทหลายคนเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย
แน่ล่ะ ในร้อยคนมีตัวประกอบโดดเด่นสักคนก็ถือว่าดีถมไปแล้ว ในการสร้างซีรีส์สักเรื่อง มักจะมีพวกเส้นสายหรือเด็กฝากของนายทุนถูกยัดเยียดเข้ามาไม่น้อย
ดังนั้นตอนที่เสิ่นเหลียนก้าวขึ้นเวที ผู้กำกับไต้ถงก็กำลังลูบหน้าตัวเองด้วยความอ่อนล้า ส่วนนักเขียนบทคนอื่นๆ ก็หมดความสนใจ สายตาเลื่อนลอย
เสิ่นเหลียนรับบทมาอ่านตามปกติ ฉากนี้เป็นการด้นสด ให้เขาแสดงฉากที่เขาไล่ต้อนตัวเอกไปจนมุมที่หน้าผาเป็นครั้งแรก
มีโน้ตบอกอารมณ์สีหน้าอยู่ด้วย แต่สำหรับคนที่มีทักษะการแสดงดาดๆ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะถ่ายทอดอารมณ์ที่ซับซ้อนขนาดนี้ออกมาได้
เสิ่นเหลียนนั่งลงบนม้าไม้ประกอบฉาก
โปรดิวเซอร์คนหนึ่งเอนหลังพิงเก้าอี้ ตั้งใจจะหลับตาพักผ่อน โดนทรมานมาทั้งเช้า เขาแค่อยากจะพักสักหน่อย
หูข่ายหลานมาถึงพอดีและตบไหล่เจียงโย่ว "เป็นไงบ้าง?"
เจียงโย่วสะดุ้ง แต่พอเห็นว่าเป็นใคร เธอก็รีบบอก "พี่หูคะ กำลังจะเริ่มแล้วค่ะ"
หูข่ายหลานพยักหน้า จ้องมองไปที่ห้องออดิชันด้วยความประหม่า ภาวนาในใจ ขอแค่เสิ่นเหลียนเล่นให้มันดูเป็นผู้เป็นคนหน่อยก็พอแล้ว
ตรงนั้น หลังจากเห็นเสิ่นเหลียนพยักหน้า ทีมงานก็ตะโกนเสียงดัง "ฉาก 103 แอ็กชัน!"
ความจริงแล้ว ฉากที่เสิ่นเหลียนแสดงนั้นดูตลกชะมัด เขานั่งอยู่บนม้าไม้ประกอบฉากโดยที่ไม่มีอะไรอยู่ตรงหน้าเลย ดูน่าขันสุดๆ
แต่ทันทีที่เสิ่นเหลียนหลับตาและลืมตาขึ้น ออร่าของเขาก็เปลี่ยนไป
ความชั่วร้ายเอ่อล้นออกมาจากดวงตาของเขา ยามที่สุนัขรับใช้หนุ่มแห่งราชสำนักมองดูลูกชายของอัครมหาเสนาบดีผู้เคยรุ่งโรจน์ต้องตกต่ำถึงเพียงนี้ เขาแทบจะเก็บซ่อนความสะใจไว้ไม่อยู่
เสิ่นเหลียนถึงกับโยกตัวไปมาสองครั้ง นักเขียนบทคนหนึ่งจู่ๆ ก็ลุกพรวดขึ้นมา ตระหนักได้ว่าเสิ่นเหลียนกำลังเลียนแบบจังหวะการเคลื่อนไหวของร่างกายขณะม้ากำลังเดิน
นักเขียนบทตบแขนผู้กำกับไต้ถง
"กรรมตามสนองงั้นรึ?" เสิ่นเหลียนท่องบท น้ำเสียงเย้ยหยันและตื่นเต้น ราวกับสุนัขดุร้ายที่กำลังแยกเขี้ยว "กรรมตามสนองคืออะไรกัน? ตระกูลหลินของแกเสวยสุขในตำแหน่งสูงส่ง ตอนที่พ่อแกที่ตายโหงไปแล้วเป็นเสนาบดีกรมอาญา เขากล้าพูดไหมล่ะว่าไม่มีคดีไหนเลยที่เขาตัดสินผิดพลาด?"
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นและหัวเราะลั่น ความยินดีที่จะได้แก้แค้นในอีกไม่ช้าเอ่อท้นอยู่ในแววตา ทว่าเขากลับไม่ได้ดูเหมือนคนต่ำต้อยที่เพิ่งได้อำนาจมาครอบครอง
ตัวละครหลี่ควน ที่เสิ่นเหลียนรับบทนั้น ทั้งโหดเหี้ยมและอำมหิต แต่เขาไม่ใช่พวกไร้สมอง
การได้เป็นถึงผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพรตั้งแต่อายุเพียงยี่สิบปี เป็นขุนนางระดับหกขั้นเอก ย่อมการันตีได้ว่าสติปัญญาและไหวพริบของเขาไม่ธรรมดา
เสิ่นเหลียนครุ่นคิดถึงตัวละครนี้และรู้สึกว่ายังมีอีกหลายมุมที่สามารถพัฒนาต่อยอดได้ แต่เขาไม่สามารถเสนอเรื่องนี้กับผู้กำกับได้—นั่นจะเป็นการประเมินตัวเองสูงเกินไป เขาทำได้เพียงใช้โอกาสนี้แสดงมันออกมาและดูว่าผู้กำกับจะพิจารณาอย่างไร
"หลี่ควน" หุบรอยยิ้มลงฉับพลัน จ้องมองไปข้างหน้าด้วยสีหน้าทะมึน เบื้องหน้าคือตัวเอก ศัตรูคู่อาฆาต ทายาทของคนบาปที่เขาฝันอยากจะฆ่าด้วยมือตัวเองมาตลอดสิบกว่าปีจนนอนไม่หลับ เขายกมือขึ้น และด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับจะตัดขาดจากฝันร้ายและเครื่องพันธนาการ เขาเอ่ยว่า "ฆ่าพวกมันซะ!"
ผู้กำกับไต้ถงลุกขึ้นยืนตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เขายืนกอดอกมองเสิ่นเหลียน คิ้วขมวดมุ่น แต่แววตากลับเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น
เมื่อการต่อสู้และการเข่นฆ่าสิ้นสุดลง สีหน้าของ "หลี่ควน" ก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน เขาลงจากม้าและวิ่งตามไปจนถึงหน้าผา เมื่อเขามองลงไป แววตาของเขาดำมืดราวกับน้ำหมึกที่ไม่มีวันละลาย "ค้นหา! ฉันต้องการตัวมัน ไม่ว่าจะจับตายหรือจับเป็น!"
ในที่สุด เขาก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองผ่านกระจกใส ความเย็นชาอันโหดเหี้ยมในแววตาของเขาทำเอาแม้แต่ผู้กำกับยังต้องสั่นสะท้าน
หลี่ควน! นี่แหละคือหลี่ควน!
หลังจากพูดบทจบ เสิ่นเหลียนก็พ่นลมหายใจ ปล่อยให้ออร่าของตัวละครค่อยๆ จางหายไป จากนั้นเขาก็ฉีกยิ้มให้ผู้กำกับ กลับมาเป็นคนที่ไม่สนใจอะไรแต่ก็พึ่งพาได้เหมือนเดิม
"นี่คือเสิ่นเหลียนเหรอ?!" ไต้ถงถามผู้ช่วยผู้กำกับ
"นี่คือเสิ่นเหลียนเหรอ???" หูข่ายหลานถามตัวเอง
ส่วนเจียงโย่วตอนนี้กลายเป็นแฟนคลับตัวยงของเสิ่นเหลียนไปแล้ว "พี่เสิ่นของฉันดุดันสุดๆ ไปเลย!"
เมื่อเดินออกมาจากห้องออดิชัน เสิ่นเหลียนล้วงกระเป๋ากางเกงพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า ทว่าจู่ๆ ก็มีคนคว้าแขนเขาไว้
"เสิ่นเหลียน?" อีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบสี่หรือยี่สิบห้า ใบหน้าค่อนข้างเหลี่ยม ผิวขาวและเครื่องหน้าดูดี แต่บรรยากาศรอบตัวกลับทำให้คนมองรู้สึกอึดอัด
เว่ยฝานเฉิน เสิ่นเหลียนนึกชื่อออก หมอนี่ก็เป็นดาราปลายแถวที่อยู่ไกลเกินเบอร์สิบแปดไปเยอะ ไม่ค่อยมีใครรู้จัก แต่คนคนนี้ก็เป็นหนึ่งในกองทัพคนที่คอยตามจีบโจวถังซือเหมือนกัน
ทีมงานกองนี้เปลี่ยนชื่อเป็นสมาคมยางอะไหล่ได้เลยนะ เสิ่นเหลียนคิดเยาะหยันในใจ โจวถังซือคงรู้สึกภูมิใจน่าดูที่ได้เห็นเจิ้งเกอหึงหวงทุกวันสินะ?
ถ้าป่วยก็ไปหาหมอเถอะ
เสิ่นเหลียนหลุบตาลง "ปล่อย"
เว่ยฝานเฉินผงะไป เมื่อเห็นว่าเสิ่นเหลียนดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคนราวกับพลิกฝ่ามือ
ทันใดนั้น ความเจ็บปวดแปลบปลาบก็แล่นริ้วขึ้นมาที่ขมับของเสิ่นเหลียน ภาพแปลกๆ แฟลชเข้ามาในหัว ภาพคฤหาสน์ เปลวเพลิง และท่ามกลางกลุ่มควันจางๆ เขาเหมือนจะเห็นร่างหนึ่งกำลังวิ่งหนีอย่างตื่นตระหนกผ่านมุมมองของเจ้าของร่างเดิม
"ไสหัวไป!" ความขยะแขยงในใจเสิ่นเหลียนพุ่งปรี๊ดถึงขีดสุด เขาสะบัดมือผลักเว่ยฝานเฉินออกไป ยกมือข้างหนึ่งกุมขมับขณะเซถอยหลังไปสองก้าว
"พี่เสิ่น!"
"เสิ่นเหลียน!"
หูข่ายหลานกับเจียงโย่วรีบถลาเข้าไปหา